อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 1 ประสบการณ์แสนแพง...ของคนชอบดูดวง

               เรื่องหนึ่งที่ยังคงวนเวียนอยู่ในสังคมไม่เคยหายไปไหนเลยคือเรื่องของการ ‘ดูดวง’ แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ดู ‘งมงาย’ แต่กลับเป็นที่ ’ยอมรับ’ อย่างกว้างขวางในสังคม อาจเป็นเพราะมันยังก้ำกึ่งกันระหว่างเรื่องของ ‘พลังงานเหนือธรรมชาติ’ กับ ‘ศาสตร์ความรู้’ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน เมื่อให้คุณได้...ก็ให้โทษได้เช่นเดียวกัน

               เรื่องที่จะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมได้พบกับเธอโดยบังเอิญช่วงที่ผมไปฝึกงานในกรุงเทพฯ

               ผมไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพฯ บ่อยมากนัก ช่วงที่ไปฝึกงานจึงพยายามเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยคิดไว้ว่าอยากไป วันนั้นเป็นหยุดสุดสัปดาห์ ผมมีโอกาสไปเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าเพราะเพื่อนสมัยเรียน ม.ปลาย นัดเจอกัน

               ผมไปกินข้าวกับเพื่อนและให้เพื่อนพาทัวร์หลาย ๆ ที่จนมืดค่ำ ในตอนนั้นผมมีแพลนว่าอยากไปสักการะศาลพระพรหมที่ราชประสงค์ เพราะก่อนหน้านั้นมีเหตุร้ายเกิดขึ้น

               กว่าจะไปถึงก็สี่ทุ่มเห็นจะได้ อาจเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวเลยทำให้มีคนน้อยกว่าปกติ คนส่วนใหญ่คงจะเลือกกลับต่างจังหวัดกันมากกว่าอยู่ในกรุงเทพฯ

               ความรู้สึกที่สัมผัสได้นั้นคือความอบอุ่นอย่างประหลาด กระแสเย็นที่ไม่ได้พบบ่อยนักเข้ามาสัมผัส แต่ปะปนไปด้วยกระแสอันวุ่นวายของมนุษย์ที่ต่างเอาความต้องการของตัวเองไปโยนไปกองไว้ตรงนั้น

               ครั้งแรกที่ผมได้ไปเยือนที่นั่น ผมใช้เวลาอยู่นานเพื่อนั่งมองและจดจำความรู้สึก จนคนที่ผ่านไปผ่านมามองผมแปลก ๆ แต่ก็ช่างเขาเถอะ

               ในตอนที่จะกลับ ผมได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมาพร้อมกับของไหว้จำนวนมาก มากจนต้องใช้เพื่อนอีกสองคนช่วยกันหอบ จากการแต่งตัวก็คงจะเป็นคนมีเงินมีทองคนหนึ่ง

               ผมเดินหลบออกมาเพื่อเดินทางกลับ แต่ยังไม่ทันจะพ้นพื้นที่ตรงนั้นไปได้ไกลนัก ผมก็ได้พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนทางเดินข้างถนน

               ความรู้สึกของผมในตอนนั้นชัดเจนว่าเด็กน้อยไร้ซึ่งกระแสแห่งชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังดูน่าสงสารและเหงาหงอย ผมเลือกที่จะเดินตรงเข้าไปหาเธอ

               ตรงริมทางเดินไม่มีใครนั่งอยู่ ผมทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอ เธอคงรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของผม ชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนน่ารักแต่เปรอะไปด้วยหยดเลือดและฝุ่น เด็กน้อยหันมายิ้มให้ผมด้วยความดีใจ มุมปากยิ้มกว้างจนตาหยีแม้ว่าศีรษะจะหายไปบางส่วน บอกตามตรงว่าภาพตรงหน้าทำให้ใจผมหล่นไปวูบหนึ่ง แต่ความรู้สึกอื่นที่มีมันมากกว่า

“ทำอะไรอยู่ครับ ?”

“รอแม่ค่ะ”

               ผมไม่ได้ถามอะไรเธอมากไปกว่านั้น มันจุกในอกอยากร้องไห้ ไม่รู้ว่าเป็นความสงสารจากใจตัวเองหรือความรู้สึกของเด็กน้อยที่ส่งผ่านมาถึง

               สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นมีแค่การอุทิศส่วนบุญขอให้เธอไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า มือที่เอื้อมไปอยากจับมือเด็กน้อยเพื่อให้อบอุ่น แต่ก็คว้าได้แค่อากาศเท่านั้น เด็กน้อยค่อย ๆ หายไปจากตรงหน้า...

               ผมลุกขึ้นหันหลังกลับแล้วปาดน้ำตาที่คลออยู่ โดยไม่ทันสังเกตว่าก่อนหน้านี้มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนมองผม เธอคงเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น ‘เห็นผมพูดคนเดียว’

               ผมชินเสียแล้วจึงลุกเดินออกไปอย่างไม่สนใจว่าเธอจะคิดอย่างไร แต่กลายเป็นว่าเธอก้าวเท้าออกมาขวางและพูดจาอ้ำอึ้งติด ๆ ขัด ๆ

“คือน้อง...เห็นอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่า...น้องแค่พูดคนเดียว ?”

               ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แค่มองนิ่ง ๆ เพราะไม่รู้จุดประสงค์ของคนถาม และแม้ว่าผมจะปล่อยให้มันเงียบอยู่อย่างนั้นแต่เธอก็ยังไม่ถอยหลบเพื่อให้ผมเดินผ่านไป

“ก็...คงอย่างนั้นครับ”

               ผมตอบปัดไปเพราะอยากกลับแล้ว แต่ก็กลายเป็นว่ามันสร้างความสนใจให้เธอมากกว่าเดิม ผมไม่รู้จักเธอ และมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ที่เราจะเล่าเรื่องนี้ให้คนที่เพิ่งพบหน้ากันฟัง

               “มีเวลาฟังเรื่องฉันสักครู่ไหมคะ ?” เธอถามตะกุกตะกัก คงเพราะเห็นสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ของผม

               ผมไม่ได้ตอบอะไรเธอกลับไป ให้เธอตัดสินใจเองว่า ‘เธอจะเล่าหรือไม่เล่า’

               และเธอก็เลือกที่จะเล่า แต่ไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากนัก เธอบอกแค่ว่า “เหมือนฉันจะโดนผีตามรังควาน”

               ผมรับฟังเธออย่างเงียบ ๆ ด้วยความรู้สึกลึก ๆ ในใจว่า มันคงไม่ใช่เรื่องปกติ หรือความบังเอิญที่เราได้พบกันในคืนนี้ และแน่นอนที่ความรู้สึกมันบอกว่า ‘เรื่องนี้ไม่ธรรมดา’  

               ระหว่างที่ฟังอยู่ ในใจก็พลางคิดว่าจะตอบอะไรเธอกลับไปดี และเริ่มชั่งใจว่าจะแค่ ‘รับฟัง’ หรือ ‘จะเอาตัวเองเข้าไปยุ่ง’ เหมือนหลาย ๆ เรื่องที่ผ่านมา

 “ช่วยเธอเถอะค่ะ”

               เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งลอยตามลมมากระทบหูโดยไม่มีที่มา และในชั่วเสี้ยววินาทีถัดมา เสียงนั้นก็จากไปโดยไม่เหลือร่องรอย ทิ้งเอาไว้เพียงความรู้สึกที่อวลอยู่ทั่วหัวใจ ความอบอุ่นที่เราไม่เข้าใจ ความรู้สึกว่า เจ้าของเสียงนั้น ‘เชื่อถือได้’ กระแสความรู้สึกนั้นชัดเจนจนเป็นคำตอบให้กับความลังเลของผม

               หลังจากฟังเธอคนนั้นไปได้สักครู่หนึ่ง ผมก็นึกขึ้นได้ว่ามันดึกมากแล้วจึงขอตัวกลับก่อน เพราะกลัวจะพลาดรถไฟใต้ดินรอบสุดท้ายที่เป็นทางกลับเดียวของคนไม่ชำนาญเส้นทางอย่างผม

               ผมนัดเจอกับเธอในวันต่อมา โดยไม่ได้ให้เบอร์ติดต่อไว้ แค่นัดสถานที่เอาไว้เท่านั้น

               ก่อนกลับผมยังติดใจเรื่องของเด็กน้อยคนนั้น จึงหันกลับไปมองอีกครั้ง ‘เธอกลับมาแล้ว’ กลับมานั่งกอดเข่ามองพื้นเหมือนอย่างเคย จะมีก็แต่กระแสของเธอที่ดูสดใสขึ้น ไม่หม่นหมองเท่าเดิม ก็นั่นสินะ ใครเล่าจะก้าวล่วงบ่วงกรรมของใครได้

               ระหว่างทางกลับมาที่หอพัก ผมต้องนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินประมาณเกือบ ๆ ครึ่งชั่วโมง เพราะผมมีจุดหมายลงที่สถานีสุดท้ายปลายสายพอดี และจากนั้นยังต้องต่อรถตุ๊กตุ๊กไปอีกหน่อย

               เมื่อผมก้าวเท้าพ้นเขตของศาลพระพรหมในบริเวณนั้น ผมรู้สึกเหมือนมี ‘ใคร’ ตามผมมาไม่ห่าง

               ระยะนั้นไม่ใกล้จนชิดติดตัว แต่ก็ไม่ไกลจนไม่รู้สึกถึง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้โชยมาเป็นระยะ พร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ หวานใส แต่เสียงนั้นเบามาก เบาจนแทบไม่ได้ยิน

               หลังจากลงรถตุ๊กตุ๊กตรงร้านสะดวกซื้อใกล้หอพัก ผมยังรู้สึกถึง ‘ใครบางคน’ ที่เหมือนจะตามมาส่งผมในเวลาค่ำมืดอย่างนี้

               ที่ประตูหน้าหอ ผมพูดลอย ๆ ออกมากับอากาศโดยไม่ได้หันกลับไปมอง เพราะเธอคงไม่อยากให้ผมเห็นเธอนัก ไม่เช่นนั้นคงจะปรากฏตัวมาให้เห็นตั้งแต่แรกแล้ว

“ขอบคุณครับ กลับไปเถอะ ถึงที่พักแล้ว”

               คืนนั้น ผมกลับมาถึงหอพักช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ๆ กว่าผมจะหลับก็อีกเกือบ 2 ชั่วโมงต่อมา ระหว่างที่กำลังนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ตามปกติ ผมได้กลิ่นแปลก ๆ เป็นกลิ่นหอมชวนเวียนหัว เหมือนกลิ่นดอกไม้แต่ฉุนกว่า แม้จะรู้สึกหอม แต่ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นสาบที่ผสมปนมาอยู่จาง ๆ

               แถวหอพักผมช่วงเวลานั้นปกติจะมีเสียงมอเตอร์ไซค์ดังเกือบทั้งคืน เพราะเป็นถนนใหญ่เส้นตรงทำให้มีพวกชอบแข่งรถมาเร่งเครื่องบิดวนไปมาอยู่บ่อย ๆ แต่คืนนั้นกลับเงียบ...เงียบจนน่าประหลาด

               ผมหรี่เสียงเพลงให้เบาลงเพราะได้ยินเสียงแปลก ๆ แทรกมาเป็นจังหวะ เหมือนจงใจ ทันทีที่เสียงเพลงเบาลง เสียงนั้นก็เบาลงเช่นกัน เหมือนกับต้องการจะกลบเกลื่อนการกระทำของตน

ตึก... ตึก...

               เสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ ดังมาไกล ๆ แต่กลับชัดเจนเหมือนอยู่ไม่ไกลมากนัก พลันนั้นเสียงลิฟต์ที่อยู่ถัดจากห้องผมไปนิดเดียวก็ส่งเสียงดังเหมือนมีคนกดเรียก

               3 ครั้ง...ที่เสียงสัญญาณลิฟต์ดังอยู่อย่างนั้น แล้วครั้งสุดท้ายมันก็ดังยาว เหมือนถูกเปิดค้างนานเกินกว่าเวลาที่ตั้งไว้

               ลิฟต์คงมีปัญหา...ผมยังคิดในแง่ดี และขอให้มันเป็นอย่างนั้น ผมทิ้งตัวลงนอนในเวลาต่อมา และในตอนที่ยังไม่ทันจะหลับไป ผมก็ได้ยินเสียง...

               เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังทะลุมาจากอีกฝั่งตรงทางเดิน เสียงนั้นแหบพร่าไม่น่าฟัง แม้ตั้งใจฟังก็ยังฟังไม่ชัดเจน จับใจความได้แค่...

‘อย่าเสือก!’

 

               วันรุ่งขึ้น ผมออกมาพบเธอคนนั้นตามนัด สถานที่นัดของเราก็คือร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

               เธอมารอผมอยู่ก่อนแล้ว คงกลัวว่าผมจะเบี้ยวเธอ หรือไม่ก็คงกลัวจะคลาดกัน เบอร์ติดต่อก็ไม่ได้ให้ไว้ ผมเดินตรงเข้าไปหาเธอเพื่อรับฟังเรื่องราวที่เธออยากจะเล่าให้ฟัง

“ไปไหนมาครับ ?” ผมเอ่ยถามแทนคำทักทายเพราะได้กลิ่นกำยานจากตัวเธออย่างชัดเจน

               เธอเพิ่งกลับมาจากศาลกับเทวาลัยหลาย ๆ ที่ ช่วงนี้เธอเดินทางไปไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายด้วยความเชื่อที่ว่าเธอมีผีตามรังควานอยู่

               เธอเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฟัง ผมขอเรียกเธอว่า พี่มด แล้วกันนะครับ

               พี่มดอายุ 30 ต้น ๆ หน้าตาดี เป็นคนสวยคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ชีวิตการงานเธอดีทุกอย่างเพราะทำธุรกิจของครอบครัว เธอไม่ค่อยสนใจเรื่องแฟนสักเท่าไหร่ ผ่านมาผ่านไปตามธรรมชาติของคนสมัยใหม่

               แต่อย่างหนึ่งที่เธอติดจนเป็นนิสัยคือเธอชอบดูดวง ที่ไหนที่ใครแนะนำก็มักจะไปดูให้หายคาใจว่าจริงไหมตามคำร่ำลือ นอกจากนั้นถ้าเจ้าไหนแม่น ๆ เธอก็จะวนเวียนไปซ้ำ ๆ หลายครั้ง บางครั้งไปถามแค่คำถามเดียวแล้วก็กลับ เธอเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่ช่วงสมัยเรียน มีหลายที่ที่เธอชอบไปดูบ่อย ๆ ทั้งในตัวกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเธอจะมีกลุ่มเพื่อนสนิทอยู่สองสามคนที่จะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ตอนนั้นเธอไม่เคยคิดหรอกว่าการสรรหาหมอดูของเธอจะนำพาเรื่องร้าย ๆ มาสู่ตัวเธอเอง

               หลังจากเหตุการณ์หนึ่ง (เธอยังไม่ยอมเล่าในครั้งแรก) ชีวิตของเธอเริ่มพบเจอกับเรื่องแปลก ๆ จากคนที่ไม่เคยมีเซ้นส์ ไม่เคยพบเห็นอะไรที่ต่างจากปกติ เธอกลับเริ่มสัมผัสถึง ‘พวกเขาเหล่านั้น’ ได้

               หลายครั้งที่เธอ ‘เห็น’ ทั้งชัดเจนและจากหางตา หลายครั้งที่เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หลายครั้งที่เธอถูกพวกเขาเข้ามาทำร้าย  

               ในหลาย ๆ เรื่องราวนั้น มีเหตุการณ์หนึ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และสม่ำเสมอ เธอไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้มีที่มาจากอะไร ตัวเธอ ที่ดิน หรือคนในบ้าน

               คืนหนึ่ง...ย้อนกลับไปสักสามสี่เดือนก่อน เธออาบน้ำอยู่ในห้องน้ำของห้องนอนส่วนตัว ไม่ได้ลงมาอาบน้ำที่ห้องน้ำใหญ่ของบ้าน หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอก็ได้ยินเสียงแม่ของเธอตะโกนขึ้นมาจากชั้นล่าง

               เธอเดินตามเสียงเรียกลงมาที่ด้านล่าง เห็นแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินอาหารใกล้กับห้องนั่งเล่น เธอเดินตรงเข้าไปนั่งใกล้ ๆ เพราะได้เวลาอาหารค่ำพอดี

               “แม่เรียกหนูทำไม เสียงดังเชียว”

               “ก็มดน่ะสิ เมื่อกี้อาบน้ำเสร็จออกมาก็ไม่แต่งตัวให้ดี ๆ นุ่งผ้าขนหนูเดินขึ้นบันไดไป ใครเห็นเข้าจะทำยังไง”

               พี่มดยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอได้ยิน...ใช่ เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ แต่เธอไม่ได้ลงมาอาบที่ชั้นล่าง เธออาบที่ห้องน้ำข้างบน และยังไม่ได้ลงมาเลยหลังออกมาจากห้องน้ำ เพิ่งลงมาก็ตอนนี้

               เธอพยายามอธิบายให้แม่ฟัง แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองรับรู้ จนสุดท้ายเธอต้องพาแม่ขึ้นไปดูห้องน้ำข้างบนที่ยังมีไอน้ำจากน้ำอุ่นเกาะอยู่รอบห้องเพื่อยืนยัน

               ทันทีที่แม่เห็นก็ตกใจ รีบเดินลงมาที่ชั้นล่าง ตรงไปยังห้องน้ำ แล้วก็พบว่าข้างในห้องน้ำแห้งดี ไม่มีร่องรอยของการอาบน้ำแต่อย่างใด

               หลังจากนั้นยังมีอีกหลายครั้งที่มีคนเห็นพี่มดเดินอยู่ในบ้าน แม้ว่าเธอจะไม่อยู่ก็ตาม บางครั้งเธอยังรู้สึกเหมือนมีใครเดินอยู่ในบ้านในช่วงดึกค่อนคืนหลังจากทุกคนหลับไปแล้ว

 

               เธอเดินทางไปหาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เธอนับถือมาก เพื่อปรึกษาและขอวิธีแก้ อาจารย์บอกว่าเธอกำลังดวงตกและเข้าไปในพื้นที่อาถรรพ์ ทำให้วิญญาณร้ายติดตามมาที่บ้าน มันพยายามปลอมตัวเป็นเธอเพื่อให้คนในบ้านกลัว แล้ววันหนึ่งมันจะเริ่มทำร้าย

               ฟังมาถึงตรงนี้ผมรู้สึกตงิดใจแปลก ๆ ถามว่าวิญญาณที่มุ่งร้ายนั้นมีไหม คำตอบคือมี และจำนวนก็ไม่น้อยเช่นกัน แต่การเจาะจงปรากฏตัวแบบนี้ เป็นไปได้ยาก และหากเป็นวิญญาณทั่ว ๆ ไปก็คงไม่สามารถทำได้อย่างง่ายดายแน่ ๆ

               เธอเล่าต่อว่าอาจารย์ให้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อให้ดวงฟื้นก่อน แล้วจึงให้ยันต์มาผืนหนึ่ง เป็นยันต์สีแดงมีอักขระที่เธออ่านไม่ออก เขียนไว้ด้วยหมึกและน้ำตาเทียน

               “ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ ต้องรออีกนิดแล้วอาจารย์จะไปทำให้ที่บ้าน แต่ตอนนี้มันจะปลอมตัวเป็นเธอไม่ได้อีก”

               ประโยคของอาจารย์ทำให้เธออุ่นใจได้แค่ครึ่งหนึ่ง เธอไม่ชอบอะไรค้างคาแบบนี้ ถ้าจะทำต้องให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เธอจึงตัดสินใจเดินทางต่อไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งเพื่อไปพบกับอาจารย์อีกท่าน

               เธอขับรถออกจากใจกลางเมืองออกมาที่ชายขอบของกรุงเทพฯ แต่เธอบอกว่ามันแปลก เธอขับรถแล้วหลง เข้าซอยที่จำได้ว่าเป็นทางประจำ แต่กลับมาโผล่ในที่ที่เธอไม่คุ้นเคย

               เธอวนรถไปมาอยู่ราวสองชั่วโมงโดยไม่สามารถไปให้ถึงที่หมายได้ ขณะเดียวกันนั้นแม่ของเธอก็โทรมาตามให้กลับบ้าน เพราะจะมีธุระต้องไปข้างนอกในช่วงเย็น ทำให้เธอต้องกลับอย่างเลี่ยงไม่ได้

               จริงดังที่อาจารย์บอกไว้ ไม่มีใครเห็นเธอในบ้านอีก แต่กลับเป็นคนอื่นแทน ใครบางคนที่ ‘ไม่ใช่คนในบ้าน’ ไม่มีใครคุ้นตา แต่ทุกคนเห็นเหมือน ๆ กัน

               บ้านของเธอเป็นบ้านใหญ่ มีคนอาศัยอยู่หลายคน มีแม่บ้านรวมอยู่ด้วย

               ครั้งหนึ่งแม่บ้านวิ่งเข้ามาที่ห้องครัวในตอนที่แม่กำลังทำอาหารเช้าอยู่ แม่บ้านบอกว่าตอนที่ออกไปใส่บาตร เธอเห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งเดินหายเข้ามาในบ้าน

               แม่บ้านบอกว่า จากที่เห็นร่างนั้นไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเพราะเห็นเป็นสีผิวคน เธอรีบวิ่งตามมาดู แต่สุดท้ายเงานั้นก็ลับตาไปตรงมุมตึกของบ้าน ไม่เหลือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตไว้แม้แต่น้อย

               นั่นคือครั้งแรกที่คนในบ้านได้พบกับ จันทร์ และครั้งต่อมาจึงเป็นตัวพี่มดเองที่ได้พบกับวิญญาณของหญิงสาวคนนั้น

               คืนหนึ่ง เธอนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงตามปกติ วูบหนึ่งเธอได้กลิ่นหอม หอมแรงจนฉุนจมูก เธอบอกว่าจำได้เลือนรางว่าเกิดอาการง่วงและมึนหัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เธอหลับไปในแทบจะทันที จากนั้นเธอก็ตกสู่ห้วงของความฝัน...ฝันว่าเดินอยู่ในบ้าน เธอเดินไปตามทางจากชั้นบนลงมาชั้นล่าง เดินทะลุห้องครัวไปทางด้านหลัง ลงบันได้เตี้ย ๆ มาจนจะถึงสวนหลังบ้านที่มีเนื้อที่ไม่มาก มุมด้านหลังชิดรั้วเป็นที่ทิ้งขยะและเศษอาหาร ซึ่งปกติจะมีแต่แม่บ้านที่ไปจัดการ พี่มดเองไม่เคยลงมาตรงนี้นานแล้ว

ที่ตรงนั้นมีคนนั่งอยู่ เป็นผู้หญิง ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ความรู้สึกที่จำได้ตอนนั้นคือความกลัว แต่ในฝันนั้นเธอก็ไม่อาจห้ามตัวเองให้เดินตรงเข้าไปหาร่างนั้นได้

               เธอเดินเข้าไปใกล้ทีละนิด จนสุดท้ายก็ชิดกับเงาร่างนั้น ร่างนั้นหันมาหาเธอในท่ายืน พี่มดบอกว่าเห็นหน้า เห็นหน้าเต็ม ๆ เลยแต่กลับจำไม่ได้ นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก จำได้แค่ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาโอบเธอไว้อย่างแนบแน่น แต่ตรงช่วงท้องนั้นมีขนาดใหญ่มากกว่าปกติ ‘ผู้หญิงคนนี้คงท้อง’ นั่นคือความฝันที่เธอจำได้

               เมื่อตื่นขึ้นมาจากฝัน เธอรีบลงไปหาพ่อกับแม่ เล่าความฝันนั้นให้ฟัง คนทั้งบ้านเริ่มวิตกถึงเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้น ทุกคนจึงตกลงกันว่าจะทำบุญบ้านใหม่ เผื่ออะไรร้าย ๆ มันจะได้หายไปจากครอบครัวเสียที

               แน่นอนว่าเธอรีบเดินทางไปหาอาจารย์ที่เป็นหมอดู เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้อาจารย์ฟังด้วยความกลัวและร้อนใจ อาจารย์มีทีท่าสงบ เหมือนไม่แปลกใจอะไร แต่ก็ตรวจดวงชะตาให้อย่างละเอียด

               ศาสตร์ของอาจารย์คนนี้น่าจะเป็นศาสตร์โบราณที่ค่อนข้างลึก สามารถคำนวณเวลาและฤกษ์ยามต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ สามารถทายนิสัยและตำหนิตามร่างกายได้ค่อนข้างถูกทีเดียว โดยวิธีการของอาจารย์คือจะถามชื่อและวันเดือนปีเกิดอย่างละเอียด ถ้ามีเวลาบอกด้วยจะดีมาก อาจารย์จะจดทุกอย่างไว้ในสมุดเก่า ๆ เล่มหนึ่ง และดูเหมือนสมุดเล่มนั้นจะมีชื่อและรายละเอียดของคนหลายคนรวมไว้ด้วยกัน

               อาจารย์บอกว่าเธอต้องรดน้ำมนต์เพราะมีสิ่งไม่ดีติดตัวมา เธอรีบตกปากรับคำทั้งที่ยังไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรเลย

               เธอถูกนัดให้มาในวันรุ่งขึ้นอีกครั้ง พี่มดมาโดยไม่ได้บอกใครเพราะแม่ชอบเอ็ดเธอว่าไปหาหมอดูบ่อยเกินไปจนจะเข้าข่ายงมงายแล้ว

               พิธีกรรมนั้นแปลก เธอไม่เคยเจอที่ไหน และแน่นอนว่าเมื่อได้ฟังก็ต้องยอมรับว่าผมไม่เคยได้ยินเช่นกัน เธอใส่ชุดขาวมาพร้อมกับเตรียมเสื้อผ้าเอาไว้เปลี่ยน มีผ้าถุงที่เอาไว้ปกปิดร่างกาย

“ต้องถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมดนะครับ” นั่นคือสิ่งที่เธอได้ยินจากปากของหมอดูคนนี้ เธอตกใจและประหลาดใจมาก เพราะหมอดูจะเป็นคนอาบให้ ไม่ใช่ให้เธอเข้าไปอาบเองในห้องน้ำที่มิดชิด

               เธออึกอักอยู่นาน แต่ด้วยความกลัวผสมกับความศรัทธาในความแม่นยำของหมอดูคนนี้ เธอจึงยอมทำตามในที่สุด

               พี่มดถูกจับให้นั่งบนเก้าอี้ในห้องโถงของบ้านหมอดูที่ปกติแล้วใช้ทำพิธีเหมือนทุก ๆ ครั้ง โดยมีอ่างน้ำขนาดใหญ่รองอยู่ เธอรู้สึกประหม่าเพราะไม่เคยต้องเปลื้องผ้าให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนพิเศษเห็นอย่างนี้

               น้ำมนต์ในขันเงินใบงามค่อย ๆ ถูกรดลงบนตัวของพี่มด ส่วนผสมน้ำมนต์คงมีว่านหลายชนิดผสมกับดอกเทียนทำให้มีกลิ่นหอม เธอพยายามนั่งบิดตัวพนมมือให้แขนและขาปิดตามส่วนสำคัญของตัวเองให้มากที่สุด

               หลังจากน้ำมนต์ถูกรดจนหมดซึ่งใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เธอรู้สึกได้ถึงของมีคมที่จิ้มลงกลางกระหม่อมจนเกิดอาการเจ็บแปลบวิ่งไปทั่วร่างกายเหมือนถูกไฟช็อต

               กริชเล่มเล็ก ๆ ค่อยวาดเป็นอักขระไปตามร่างกาย เธอเล่าถึงความรู้สึกในตอนนั้นไว้ว่า มันเลือนราง มึน ๆ เหมือนตอนเมา ภาพตรงหน้ามันเบลอ แม้จะประคองตัวไว้ไม่ให้ล้มแต่ก็ไม่สามารถขยับตัวได้

               กริชถูกลากลงมาจนถึงส่วนต้นคอ เธอก็เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหมดสติไป เธอบอกกับตัวเองว่าต้องประคองสติไว้ให้ได้ จะได้ไม่หลับ เพราะสภาพเธอในตอนนี้มันล่อแหลมเหลือเกิน

               “ค่อย ๆ นะครับ ผมไล่ของไม่ดีออกให้แล้ว”

               หมอดูวางมือบ่นไหล่เป็นเชิงปลอบแล้วยื่นผ้าเช็ดตัวให้ พี่มดที่กลับมาได้สติแล้ว รีบคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปแต่งตัวในห้องอย่างรวดเร็ว

               วันนั้นเธอรีบกลับบ้านในทันทีหลังจากเสร็จพิธี หมอดูบอกเธอว่าเมื่อกลับไปแล้วอาจมีไข้เล็กน้อยเพราะร่างกายกำลังปรับสภาพ ซึ่งก็เป็นจริงดังนั้น เธอมีไข้ขึ้นค่อนข้างสูงแต่ยังไม่มากเกินจะทนไหว


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น