อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 10 เรื่องผีๆ สางๆ ...ต่อ

               รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ ระหว่างทางนั้นเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดทำให้ผมจำเป็นต้อง ‘อธิบาย’ ถึงตัวผมให้พ่อของมีนฟังอีกครั้ง อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่อย่างน้อยก็เพียงพอเพื่อให้เข้าใจตัวผมขึ้นมาได้บ้าง แน่นอนว่าพ่อค่อนข้างแปลกใจ แต่ไม่ถึงกับปฏิเสธหรือต่อต้าน คงเป็นโชคดีที่เรารู้จักกันมานานพอสมควร

               ลุงหวังยังนิ่งเงียบอยู่ที่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ พวกเราปล่อยให้มันเงียบอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งเพราะไม่รู้จะต้องพูดอะไรกันในเวลาเช่นนี้

               สักพักพ่อเลี้ยวเข้าไปจอดที่ปั๊มน้ำมันเพื่อจะได้แวะกินข้าว บนโต๊ะอาหารลุงหวังเริ่มพูดขึ้นมาบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนบ้านเดียวกับพ่อเท่านั้น เหมือนคนที่จากบ้านมาคุยกัน

               ขาออกจากปั๊ม ลุงหวังเริ่มหันมาคุยกับผมบ้าง มันเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป แต่ก็พอจะรู้ได้ว่าเขาไม่ใช่คนคุยเก่ง อาจจะอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังเกรงใจกันอยู่บ้างเพราะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

               ลุงหวังล้วงมือเข้าไปในย่ามของตัวเองเหมือนคลำหาอะไรอยู่พักใหญ่...ที่จริงแล้วอาจไม่ใช่การควานหาแต่เป็นการหยิบจับอะไรบางอย่างเอาไว้ในมือไม่ยอมปล่อย

               ผมเอนพิงเบาะที่นั่งอยู่ด้านหลังเพราะไม่รู้จะเริ่มประโยคการสนทนาอย่างไรต่อไปดี

               ลุงหวังเรียกชื่อผม ก่อนจะยื่นอะไรบางอย่างให้ผมโดยไม่ได้หันกลับมามอง ผมโน้มตัวเอื้อมมือไปรับอะไรก็ตามที่ลุงหวังกำไว้แน่น

               ผมแบมือรองไว้ต่ำกว่ามือของลุงหวัง ของบางอย่างตกลงใส่มือของผม น้ำหนักไม่มากนักแต่กลับทำให้รู้สึกวูบไหวไปชั่วขณะ

               ตอนนี้มีห่อผ้าเก่า ๆ ห่อหนึ่งวางอยู่บนมือผม มันถูกพันทบไปมาหลายชั้นจากเศษผ้าเก่า ๆ หลายสี ถ้าจะบอกว่าเป็นห่อผ้าก็อาจจะไม่เห็นภาพเสียทีเดียว ขอให้นึกภาพตามว่ามันเป็นของที่ถูกมัดพันด้วยเชือกหลาย ๆ ชั้นคล้ายมัมมี่ ขนาดของมันน่าจะประมาณเกือบคืบหนึ่งเห็นจะได้ ผมพลิกและกลิ้งมันไปมาบนมือด้วยความสงสัยพร้อมกับความรู้สึกมึนงงที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ

“แกะดูสิ”

               ลุงหวังพูดโดยไม่หันมาเช่นเคย ผมพยายามมองหาปลายผ้าที่เป็นชิ้นนอกสุดซึ่งมันถูกกลัดอยู่กับผ้าอีกเส้น ออกแรงดึงไม่มากนักมันก็หลุดติดมือผมออกมา

               ผมสาวผ้านั้นไว้ในมือ ผ้าชั้นนอกสุดถูกดึงออกจนหมด เผยให้เห็นเศษผ้าที่เก่ากว่าจนดูสกปรกห่อของข้างในไว้อีกชั้น พอผ้าชั้นนอกสุดถูกปลดออกมันก็ส่งกลิ่นฉุนคลุ้งไปทั่วรถ เราต้องรถกระจกรถลงแล้วเพิ่มความแรงของเครื่องปรับอากาศเพื่อไล่กลิ่น

               ลุงหวังบอกให้แกะต่อเพื่อดูของข้างใน เศษผ้าชั้นนต่อมานั้นเก่าจนกลัวว่าถ้าออกแรงมากไปมันจะขาดติดมือ ผมค่อย ๆ คลี่ผ้าออกจึงได้เห็นว่าที่ด้านหลังของมันมีตัวหนังสือเป็นอักขระเขียนอยู่ซึ่งเป็นภาษาที่ผมไม่เคยเห็น

               ทุกครั้งที่ผ้าถูกแกะออก ความพะอืดพะอมก็เข้ามากระทบหน้าจนผมเกือบจะอาเจียนไปหลายที

               ในที่สุดผมก็ได้เห็นของที่ถูกห่ออยู่ข้างใน ผมแทบจะมืออ่อนปล่อยมันลงกับพื้นรถ เพราะมันเป็นเศษกระดูกเก่า ๆ ชิ้นหนึ่ง ตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามันคือกระดูกอะไร แต่สภาพมันไม่น่ามองเลยจริง ๆ

               กระดูกชิ้นนั้นดูแข็งและไม่มีร่องรอยของการผุพังตามกาลเวลา โดยรวมแล้วเหมือนของใหม่ มีเพียงรอยแตกหักที่น่าจะเกิดจากสาเหตุอื่น ที่รอบ ๆ กระดูกนั้นมียางไม้เหนียว ๆ สีน้ำตาลคล้ำจนเกือบดำขีดเขียนตัวหนังสือเอาไว้เหมือนกับบนเศษผ้า

               ลุงหวังถามผมว่า “รู้ไหมมันคืออะไร ?”

แน่นอนผมไม่รู้ว่ามันมาจากสิ่งมีชีวิตชนิดใด รู้เพียงทำให้ผมปวดหัวไปหมดในเวลานี้ ลุงหวังบอกให้ผมเอื้อมมือไปสัมผัสมันโดยตรงและลองดูอีกครั้งว่ามันคืออะไร

               ผมชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ทำตามคำแนะนำนั้น ผมใช้มือเปล่า ๆ วางเบา ๆ ลงบนตัวหนังสือที่เขียนจากยางไม้เหนียวข้นที่แข็งแล้ว จากนั้นค่อย ๆ ไล่นิ้วลงไปตามความยาวของกระดูกชิ้นนั้น

               ไม่มีภาพหรืออะไรปรากฏขึ้นในความคิด ไม่มีเสียงของใครดังเข้ามาเหมือนในครั้งก่อน ๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่ชัดเจนและมันก็มากพอที่จะทำให้ผมต้องบอกให้พ่อของมีนจอดรถข้างทางโดยกะทันหัน

               กลิ่นสาบสัตว์คละคลุ้งอยู่ในจมูกและลมหายใจของผม กลิ่นของมันฉุนและเหม็นมาก หากใครเคยสัมผัสสัตว์ป่าน่าจะพอจินตนาการถึงกลิ่นนี้ออก แต่มันไม่ใช่แค่นั้น มันผสมปนเปไปด้วยกลิ่นเน่า กลิ่นศพ กลิ่นเลือด และสุดท้ายกลิ่นที่ทำให้ผมทรมานที่สุดคือกลิ่นควันไฟที่ร้อนแสบลึกลงไปในโพรงจมูกและลำคอ

               ผมกระโดดลงจากรถทันทีที่เปิดประตูได้ อาหารที่เพิ่งกินเข้าไปไม่ทันได้ย่อยให้กลายเป็นสารอาหาร ตอนนี้มันออกมากองอยู่บนพื้นหญ้าข้างทางเป็นที่เรียบร้อย

               ผมตะกายกลับขึ้นมาบนรถด้วยสภาพที่ย่ำแย่เพราะความปวดหัวและคลื่นไส้ ตัวผมเองมีปัญหาเรื่องโพรงจมูกอยู่บ้างแล้วตั้งแต่ยังเด็ก นั่นคือผมแพ้สารระเหยทุกชนิด แม้แต่น้ำหอมของผู้หญิง เวลาได้กลิ่นอะไรแรง ๆ จะเกิดอาการปวดหัวเป็นประจำ พอมาเจออย่างนี้เข้ามันไม่เหมือนกับความนึกคิดที่ผุดขึ้นมา แต่เหมือนเราได้สัมผัสสูดดมกลิ่นนั้นเข้าไปจริง ๆ

               เวลาผ่านไปสักพัก ผมค่อย ๆ ดีขึ้นจึงกลับมาคุยกับลุงหวังที่กำลังบรรจงพันผ้านั้นกลับเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวัง สิ่งที่ดูขัดกันคงจะเป็นสีหน้าในเวลานั้น แม้มือจะบรรจงและประณีตเท่าไหร่ แต่สายตาคู่นั้นกลับแข็งกร้าวไร้แววของความเมตตาจนคนมองอดขนลุกไม่ได้

               ลุงหวังไม่ยอมบอกถึงที่มาของมัน ได้แต่พูดว่า “ไม่นานก็จะได้รู้ เพราะนี่คือสาเหตุที่ต้องให้เธอมาด้วย”

               ด้วยความเพลียผมปล่อยให้ตัวเองหลับไปทั้งอย่างนั้น รอจนกว่าเพื่อนหรือใครก็ตามจะปลุกผมขึ้นมาเมื่อถึงที่หมาย

               ในช่วงบ่ายแก่ ๆ เราก็มาถึงสถานที่ดังกล่าว ที่นั่นเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างเงียบสงบ ที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่าเป็นชุมชนมากกว่าเพราะมีขนาดใหญ่ มีร้านสะดวกซื้อ มีอนามัย มีเสาไฟฟ้า เรียกได้ว่าไม่กันดาร แต่บ้านหลาย ๆ หลังยังคงเป็นแบบเก่าอยู่ คล้ายกับบ้านแม่ของมีน

               แม้จะเป็นชุมชนกึ่งเมือง แต่เลยเข้าไปอีกหน่อยจะเห็นตีนเขาอยู่ไม่ไกลนัก ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันชื่อว่าอะไร แต่เหมือนมันจะเป็นชื่อที่คนแถวนั้นใช้เรียกกันมากกว่า เพราะผมลองเสิร์ชหาดูก็ไม่พบชื่อที่ว่า หรือบางทีมันอาจไม่ได้เป็นที่ท่องเที่ยว เลยไม่มีในข้อมูลทั่วไปก็เป็นได้

               เราจอดรถที่ตลาดเพื่อซื้อหากับข้าวเข้าบ้าน ขณะที่ลุงหวังขอแยกตัวที่นี่เลย พวกเราไม่ได้ถามอะไรต่อมากนัก  ที่จริงแล้วพวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามาทำอะไรที่นี่ แต่เมื่อได้ลุงหวังช่วยเอาไว้กับเรื่องก่อนหน้านี้ ก็เป็นการยากที่จะปฏิเสธคำขอนี้เช่นกัน

               พวกเราเข้ามาที่บ้านพ่อของมีนซึ่งห่างออกไปจากตลาดพอสมควรเพราะเป็นบ้านสวน เท่าที่สังเกตดูน่าจะเป็นสวนที่ทำตามแบบฉบับของคนโบราณอย่างแท้จริง คือแบ่งไว้เป็นสัดส่วน มีหลาย ๆ อย่างผสมรวมกัน แต่ก็เป็นระเบียบสะอาดตา ทางเข้าบ้านยังเป็นดินทั้งหมด

               “คนที่บ้านเขาชอบน่ะ ไม่ยอมให้ลาดยางลาดปูน บอกว่ามันร้อน” พ่อพูดพร้อมกับรอยยิ้มขณะเลี้ยวรถเข้าบ้าน

ก็จริงอย่างที่ว่า ถนนคอนกรีตหรือจะสู้ถนนดิน ยิ่งอยู่นอกเมืองอย่างนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ถนนดินแบบนี้ต้องคอยพรมน้ำเอาไว้บาง ๆ เพื่อไม่ให้ฝุ่นมันฟุ้ง แต่ก็เยอะเกินไม่ได้เพราะจะกลายเป็นโคลนแทน อากาศช่วงนี้ค่อนข้างสบาย ทำให้ที่นี่น่าอยู่เป็นพิเศษ

               บ้านสวนแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงบ้านที่ผมโตมาในช่วงวัยเด็ก อาจไม่ใช่บ้านสวนแบบนี้แต่ก็เป็นบ้านนอกที่มีแต่ต้นไม้และกลิ่นดิน ซึ่งตอนนี้ไม่หลงเหลือแล้วแม้ว่าจะขับรถกลับไปเยี่ยมชม แถวนั้นก็เหลือแต่เพียงตึกปูนเต็มไปหมด

               เรากินอาหารเย็นกันในบรรยากาศแบบบ้าน ๆ อย่างที่ชอบ คือนั่งกับชานบ้าน มีโต๊ะไม้เตี้ย ๆ วางบนแคร่ไม้อันใหญ่แล้วล้อมวงกันหลายคน ซึ่งผมจำได้ไม่หมดเพราะญาติเยอะมาก วันนั้นมีแต่ความสนุกสนานและความอบอุ่น ทำให้ลืมเรื่องราวที่เพิ่งเจอมาไปเสียสนิท

               แต่เรื่องแปลกเรื่องหนึ่งที่ผมเอะใจก่อนจะแยกตัวไปพักผ่อนคือผู้ใหญ่คนหนึ่งในวงข้าวเย็นพูดขึ้นมาว่า “อย่าออกไปไหนกลางดึกนะ แล้วอย่าไปเที่ยวเล่นแถวป่าด้านโน้นล่ะ”

               ผมมองตามมือที่ผายไปก็เห็นเป็นตีนเขาที่ผมเห็นตอนนั่งรถเข้ามาเมื่อตอนเย็น มันอาจจะเป็นความกังวลของผู้ใหญ่ตามปกติ...ผมคิดอย่างนั้น

               ผมกับมีนแยกตัวออกมายังเรือนเล็กหลังเรือนใหญ่ด้านหน้า เมื่อสมัยยังเป็นเด็กบ้านนี้ถูกสร้างเพิ่มเพื่อมีนและครอบครัวเวลามาพักผ่อน เพราะตัวบ้านค่อนข้างเก่าและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยมากนัก อาจไม่เหมาะกับคนเมืองสักเท่าไหร่

               เรือนไม้หลังนี้ถูกใจผมเป็นอย่างมาก มันเป็นทรงโบราณที่ผสมผสานกับบ้านปัจจุบัน ซึ่งอาจพบเห็นได้ทั่วไปตามร้านอาหารไทยหลาย ๆ ร้านที่ตอนนี้มีเกลื่อนกลาดจนไม่เหลือความเป็นเอกลักษณ์อีก

               เรานั่งกินกันต่อและพูดคุยอีกพักหนึ่ง จนเมื่อเลยเที่ยงคืนไปจึงหลับได้ อากาศในวันนั้นเย็นสบายไม่เหนอะหนะเหนียวตัว ทำให้ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ อันตรธานหายไปในที่สุด

               ไม่รู้ช่วงเวลาแต่ความทรงจำนั้นชัดเจน ผมได้ยินเสียงผิวน้ำกระเพื่อมเป็นระลอกคลายกับมีคนว่ายไปมาอย่างช้า ๆ เป็นความจริงที่คลองเล็ก ๆ ของชุมชนนั้นทอดตัวยาวผ่านเรือนไม้หลังน้อยของมีน แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะใกล้จนชิดทำให้ได้ยินเสียงชัดเจนขนาดนี้

               เสียงจ๋อมแจ๋มของระลอกน้ำดังขึ้นเมื่อมันกระทบเข้ากับชานไม้ของศาลาที่ยื่นต่ำลงไป เสียงน้ำกระทบไม้นั้นน่าฟัง หากเคยได้ยินก็คงจะไม่มีวันลืมและนึกออกในชั่วเสี้ยววินาทีที่ได้ยินมันอีกครั้ง

กึก...

               เสียงน้ำหนักหนึ่งกดลงกระทบกับแผ่นไม้หรือบันได้ที่ท่าน้ำก็ไม่แน่ใจ แต่เสียงนั้นไม่หนักมาก ผมหลับตาฟังอยู่บนเตียงอย่างสงบ ใจหนึ่งคิดว่าอาจเป็นใครสักคนที่มาเล่นน้ำหรืออาบน้ำในตอนเช้าตรู่ เพราะตอนนั้นผมไม่ได้ดูนาฬิกา เห็นเพียงแสงจันทร์สลัวอยู่นอกหน้าต่าง

               ถัดจากเสียงน้ำหนักลงกระทบไม้ ก็ตามมาด้วยเสียงคลื่นน้ำดังก้องอยู่ในอากาศ หากฟังแต่เสียงก็พอจะจินตนาการได้ว่าใครบางคนคงจะเอาเท้าแกว่งน้ำเล่นอย่างสบายใจ

               เสียงจักจั่นดีดปีกไพเราะผสมผสานกับเสียงลมพัดผ่านใบไม้ซึ่งเป็นเสน่ห์ของบ้านสวน แต่ที่เสนาะหูที่สุดคงจะเป็นเสียงนกที่ออกหากินยามค่ำคืน ความทรงจำในคืนนั้นช่างสดใสและสวยงาม แต่แล้วทุกอย่างก็พลันเงียบไปในเวลาเพียงอึดใจเท่านั้น

               ความเงียบเข้ามาแทนที่ทุกสรรพเสียงที่เคยบรรเลงสอดคล้องกันอย่างลงตัว เหลือเพียงเสียงหนึ่งเสียงเดียวที่ยังคงชัดเจน เสียงผิวน้ำที่กระเพื่อมไปมาตามแรงแกว่งของใครสักคน

               อากาศที่จู่ ๆ ก็เย็นเยียบจนน่าขนลุก ลมหนาวอ่อน ๆ ไล้เลียไปตามผิวหนังจนรู้สึกได้ บรรยากาศนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายบางอย่างที่เหมือนจะคุ้นเคย แต่ก็นึกไม่ออก

               แล้วคำตอบก็ปรากฏขึ้นให้ผมได้หายสงสัยถึงสิ่งที่รับรู้ได้ทั้งหมด เสียงท่วงทำนองสูงต่ำสลับกันเป็นจังหวะประหลาด แต่ไพเราะแม้ฟังไม่ได้ศัพท์ และแม้ไม่รู้ว่าต้องการจะสื่ออะไร ไม่ใช้แม้แต่เสียงเพลงจากเครื่องดนตรีชนิดใด

               “เพลงพราย”

               อีกครั้งที่บทเพลงนี้กลับมาสร้างความกังวลให้กับใจของผม แม้จะไม่เหมือนกันสักทีเดียว ไม่ใช่ว่านี่คือเพลงชาติของพรายทั่วโลกหรือทั่วประเทศ หากแต่มันคือความถี่หรือช่วงพลังงานหนึ่งของจิตดวงนั้น ๆ ที่ส่งออกมาเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง จิตในหมู่และจำพวกเดียวกันจะคล้ายคลึงกัน ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกันจนเรารู้สึกคุ้นเคย เพราะเคยสัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่ง

               ท่วงทำนองนั้นบางครั้งไพเราะดุจมนต์สะกดของเครื่องดนตรี บางคราวเล็กแหลมเสียดแทงแก้วหูจนรู้สึกเจ็บแปลบและเกิดอาการวิ้ง ๆ ขึ้นมาคล้ายหูอื้อ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อเราได้ไปเยือนริมน้ำริมทะเล แต่เราก็คงจะเลือกเชื่อเอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายมันเสียก่อนว่ามันอาจเป็นความแตกต่างของความกดอากาศและความดัน แต่หากเปิดใจสักนิด...เชื่อสิ คุณจะได้ฟังเพลงประหลาดที่แสนไพเราะจากใครบางคน

               เสียงนั้นเหมือนพยายามจะบอกและสื่อสารอะไรบางอย่างกับใครบางคน แม้หลับตาแต่ตอนนี้สติของผมครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม แน่ใจว่าไม่ใช่ความฝัน

“เธอมา...เสียที...นานแล้ว...ที่รอ...”

               เพียงชั่วครู่เดียวที่ในใจคิดอยากหาคำตอบ เหมือนกับสมองทำหน้าที่เป็นเครื่องวิทยุหมุนหาคลื่นจนจูนตรงกับผู้ส่งมาแปลเป็นข้อความให้ผมได้เข้าใจแม้เล็กน้อย

               หลังสิ้นเสียงข้อความนั้น ความง่วงที่อยู่ ๆ ก็ก่อตัวขึ้นจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ผมหลับไปอีกครั้ง และตื่นมาในช่วงสายของวันต่อมา

               ผมตื่นมาพร้อมความรู้สึกที่เหมือนได้เกิดใหม่ ไม่มีความเหนื่อยล้าหลงเหลืออีก ผมหันไปหามีนที่นอนเล่นโทรศัพท์อยู่ไม่ไกลนักพร้อมกับถามมันว่า

“สรุปวันนี้จะทำอะไรวะ ?”

               พวกเราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเรามาที่นี่ทำไม นอกจากการมาส่งลุงหวังกลับบ้าน

“ตื่นกันยังลูก สายแล้ว ไปกินข้าวเถอะ ลุงหวังมารอนานแล้ว”

               เสียงเรียกของพ่อทำให้เราสองคนต้องรีบตาลีตาเหลือกอาบน้ำแต่งตัวให้พร้อม เพราะการที่มีคนไม่สนิทมานั่งรอแบบนี้ค่อนข้างน่าเกลียด ยิ่งเป็นคนที่มีอายุมากกว่าแล้วด้วย

               เราสองคนเดินออกจากเรือนมาไม่ไกลก็ถึงตัวบ้านอย่างที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้ ลุงหวังนั่งหลับตานิ่ง ๆ ในมือมีไม้เท้าค้ำอยู่กับพื้น สองมือวางประสานอยู่ข้างบน เราเดินขึ้นไปบนบ้านโดยไม่ได้ทักทายผู้มารอ

               ระหว่างมื้อเช้า พ่อบอกว่าลุงหวังจะให้เราไปนอนค้างที่บ้านของลุงหวัง ซึ่งที่จริงแล้วจะให้แค่ผมไปคนเดียว แต่พ่อกังวลเลยคิดว่าจะไปกันทั้งหมดนี่คงจะดีกว่า

               เมื่อทราบความดังนั้น เราก็ออกจากบ้านของมีนมาภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงหลังจากเตรียมข้าวของเสร็จ ด้วยความตั้งใจว่าจะไม่กลับมาแวะที่บ้านนี้อีกแล้ว พอเสร็จธุระก็คงจะกลับทันที

               บ้านของลุงหวังอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก แต่ก็ต้องใช้เวลาในการนั่งรถ ระหว่างทางลุงหวังยังไม่พูดอะไร บอกตรง ๆ ว่าผมค่อนข้างอึดอัดหลังจากได้ฟังว่าผมต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่กลับไม่ยอมเล่ารายละเอียดอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

               เรามาถึงบ้านของลุงหวังแล้ว บ้านนี้ถ้าพูดถึงทัศนียภาพคงต้องบอกว่าสวยงามเป็นที่สุดเพราะอยู่ติดกับริมน้ำ และห่างไปไม่ถึง 500 เมตรจะเป็นตีนเขาที่เห็นได้ไกล ๆ จากบ้านมีน ติดก็แต่ตัวบ้านนั้นเก่ามาก ไม้บางส่วนเริ่มผุพัง และเหมือนพ่อจะรู้ทันเลยพูดดักเอาไว้ว่า

“เขาชอบของเขาแบบนี้ ไม่ใช่ไม่มีตังค์หรอก”

               ผมหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าใส่หลังเดินไปตามทางดินที่มีหญ้าขึ้นเป็นหย่อม ๆ ทางหน้าบ้านหลังนี้ไม่มีถนนลาดยาง มีแต่ทางดินเก่า ๆ แม้แต่รถยนต์ก็ต้องจอดเอาไว้ในโรงไม้เก่า ๆ ข้างบ้านที่น่าจะเป็นที่สำหรับทำงานช่างงานไม้ เพราะเห็นเครื่องมือและเศษไม้วางอยู่เต็ม

“กล้า หาน้ำที” ลุงหวังตะโกนบอกลูกชายที่ผมไม่ทันได้สังเกตว่าเขากำลังทำอาหารอยู่ในครัวด้านข้างบ้านที่เป็นส่วนยื่นออกมา

ผมยกมือไหว้ตามความเคยชิน พี่กล้า ยิ้มรับอย่างเป็นมิตร ต่างจากผู้เป็นพ่อโดยสิ้นเชิง

               เราเดินเข้ามานั่งที่ชานหน้าบ้านซึ่งเป็นลานไม้โล่ง ๆ เก้าอี้ที่นั่งแคร่ไม้ต่าง ๆ ดูแล้วคงจะทำเองด้วยฝีมือของคนในบ้าน ลุงหวังเดินหายเข้าไปในบ้านไม่นานก็ได้กลิ่นธูปกับเทียนลอยมาตามลม

“มาปรึกษาพ่อกันหรือ ?” พี่กล้าชวนคุย เหมือนคำถามนี้จะเป็นคำถามตามปกติทั่วไปของคนที่นี่ เพราะลุงหวังยังไม่กลับมาพี่กล้าเลยนั่งคุยกับเราก่อนเพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท ผมจึงได้รู้ว่าลุงหวังเป็นหมอวิชาของหมู่บ้าน ซึ่งสืบทอดกันมายาวนานรุ่นสู่รุ่น จากพ่อสู่ลูก แววตาของลูกชายแวววาวเป็นประกายเมื่อได้กล่าวถึงความดีของพ่อ

               ไสยขาวนั้นหายาก ยิ่งขาวบริสุทธิ์ยิ่งยากยิ่ง จะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในล้านก็ไม่เกินจริงเสียเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่สุดท้ายแล้วมันจะถูกเจือด้วยวัตถุและกิเลส

               ไม่นานนักลุงหวังก็เดินออกมาที่ลานหน้าบ้าน พร้อมกับกล่องไม้เล็ก ๆ ในมือของตัวเอง ลุงหวังเปิดมันออกพร้อมกับกลิ่นไม้ที่ลอยฟุ้งออกมา ข้างในนั้นมีหนังสือเก่า ๆ อยู่เล่มหนึ่ง อีกหนึ่งเป็นสมุดใบลานที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นกับตาอีกครั้ง

               ลุงหวังบอกเล่าที่มาที่ไปให้ตัวเองฟังอีกครั้ง พวกเรานิ่งฟังอย่างพิจารณา เพราะคนที่พูดน้อยเมื่อพูดแล้วนั่นหมายถึงมันเป็นสิ่งที่ต้องพูดจริง ๆ

“สักวันหนึ่ง ผมก็จะสืบทอดต่อจากพ่อนี่แหละ” พี่กล้าพูดด้วยความภูมิใจ เหมือนเตรียมตัวรอมานานกับการสืบทอดตำราที่ถูกเก็บเอาไว้อย่างดี มันก็คงไม่แปลกอะไรที่ลูกชายจะอยากเดินตามรอยพ่อที่ตัวเองเพิ่งจะโฆษณาไปยกใหญ่เมื่อสักครู่

               พอดีกับที่เรากินอาหารเสร็จแล้ว พี่กล้าจึงอาสาเก็บทุกอย่างไปล้างทำความสะอาด ขณะที่กลิ่นธูปยังลอยคลุ้งอยู่รอบ ๆ บริเวณบ้าน ทั้งที่มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น บ้านโล่ง ๆ ที่มีลมโชยผ่านอยู่ตลอดเวลา แต่ความรู้สึกนั้นเหมือนกับว่ากลิ่นมันวนอยู่รอบ ๆ ตัวเราอย่างจงใจ

               ลุงหวังหยิบเอาทุกอย่างออกจากกล่องไม้ จนเห็นที่ก้นกล่องว่ามีกล่องไม้เล็ก ๆ อีกอันหนึ่งวางไว้อยู่

               ขนาดของกล่องยาวประมาณปากกาด้ามหนึ่ง ความกว้างนั้นแค่ประมาณกล่องลิปสติกเท่านั้น ลุงหวังหยิบมันขึ้นมาอย่างเบามือและอ่อนโยน แวบหนึ่งผมเห็นดวงตาของลุงหวังรื้นไปด้วยน้ำตา

               กล่องไม้ใบเล็กในมือถูกส่งต่อมาให้ผมถือ ผมรับมา น้ำหนักของมันกำลังพอดี ทั่วทั้งอันเรียบลื่นเพราะถูกขัดมาอย่างดี กล่องใบนี้ไม่มีลวดลายใด ๆ แต่ก็ดูสวยในแบบของมัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเนื้อไม้ที่เลือกมาอย่างดีชวนให้รู้สึกเศร้าบอกไม่ถูก

“เปิดดูสิ”

               ผมคลำหาที่เปิด แต่ก็หาไม่เจอเพราะมันเป็นแบบสลัก ลุงหวังจึงรับไปเปิดด้วยตัวเอง ทันทีที่ข้างในถูกเปิดออกผมก็รู้สึกขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งตัว ไม่ใช่เป็นเพราะสัมผัสอะไรได้แต่เป็นเพราะสิ่งที่เห็นล้วน ๆ

               กล่องใบเล็กในมือถูกบรรจุดวงเถ้าสีขาวที่ผมรู้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกว่ามันคือกระดูก เพราะเส้นผมที่ถูกมัดเก็บไว้เป็นกระจุกอยู่คู่กันในกล่องนั้น

               มีนที่ไม่ได้เคยชินกับเรื่องพวกนี้อย่างผมนักถึงกับเวียนหัวคล้ายจะเป็นลม พ่อของมีนก็เช่นกัน ใบหน้าที่แตกตื่นนั้นสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อตั้งสติได้พ่อก็พูดขึ้นมาเบา ๆ

“ส้มหรือครับ ?”

               ลุงหวังพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะปาดน้ำตาที่คลออยู่จนเกือบจะหยดลงมาให้เห็น ส้ม คือลูกสาวคนเล็กของลุงหวังที่ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว เธอจากไปด้วยเหตุผลบางอย่างที่เราจะได้รู้กันในเวลาต่อมา เหตุผลที่ลุงหวังยังไม่เล่าให้ฟัง หรือที่จริงแล้วคงจะต้องเรียกว่า ‘ทำใจเล่าไม่ได้’ เสียมากกว่า

               เราคุยกันต่ออีกสักพักถึงสิ่งที่ลุงหวังถือครองอยู่ นั่นคือวิชาต่าง ๆ มากมายเพื่อให้เข้าใจคนตรงหน้ามากขึ้น จนในช่วงเกือบ ๆ เย็น ลุงหวังชวนเราให้ออกไปตลาดด้วยกันเพื่อเตรียมข้าวของที่ต้องใช้สำหรับทำในสิ่งที่ลุงหวังต้องการให้ผมมาร่วมด้วยในครั้งแรก

               เรามาถึงที่ตลาดอีกครั้ง แต่คราวนี้เราไม่ได้ซื้อหาข้าวปลาอาหารใด ๆ อีก แต่เป็นข้าวตอกดอกไม้ผลไม้และเครื่องเซ่นหลายอย่าง แต่ที่น่าประทับใจและแปลกใจไปพร้อม ๆ กัน นั่นคือใบตองและหยวกกล้วย มันถูกซื้อหามาในจำนวนมาก และข้าวของที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้นเราเสียเงินไปไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น