อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 11 เรื่องผีๆ สางๆ ...ต่อ (2)

               ไม่ใช่เพาะอิทธิพลของใคร แต่เป็นน้ำใจของคนที่ลุงหวังเคยช่วยเหลือไว้ก่อนหน้านี้ด้วยหน้าที่ของหมอธรรม และมากไปกว่านั้นเมื่ออธิบายข้าวของและสิ่งที่ลุงหวังจะทำให้ชาวบ้านฟังแล้ว พวกเขาดูยินดีและกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ด้วยคำสั้น ๆ คำเดียว

“ฉันจะเปิดป่า”

               การเปิดป่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้ไกลตัวมากนัก หลายครั้งที่ผมได้ยิน และหลายครั้งที่ผมเคยทำ แต่คำถามมันอยู่ที่ ทำไมถึงต้องเปิดป่า ส่วนมากเหตุผลในการเปิดป่าคือตามหาคนหาย หรือไม่ก็ขอเข้าไปทำกิจบางอย่างในป่าที่เชื่อว่ามีเจ้าของปกปักษ์อยู่

               เรากลับมาที่บ้านพร้อมข้าวของมากมาย ญาติ ๆ ของมีนตามมาช่วยที่บ้านของลุงหวังในการเตรียมข้าวของ ขณะที่ผมถูกลุงหวังเรียกออกมาที่ด้านหลังบ้าน

               พี่กล้าเดินตามมาด้วยพร้อมย่ามใบหนึ่ง ลุงหวังบอกผมว่าเราจะเดินเข้าไปในนั้น ผมรู้สึกอึ้งอยู่ได้ไม่นานก็โดนพี่กล้าเดินมาประคองไหล่ให้เดินตามลุงหวังที่ล่วงหน้าเข้าไปแล้ว

               ในตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 6 โมงเย็นน่าจะได้ ท้องฟ้ากลายเป็นแสงสีส้มอมแดงดูอบอุ่น แต่ก็น่ากลัว คำว่า ‘ผีตากผ้าอ้อม’ คำนี้ชัดเจนในหัวผมตลอดเวลา จะมีใครบ้างที่ไม่เคยได้ยินว่า ‘ห้ามนอน ห้ามเข้าป่า ห้ามเล่นซ่อนแอบ ในยามผีตากผ้าอ้อม’

               ที่จริงแล้วผมก็ไม่รู้ว่า ‘ผีตากผ้าอ้อม’ คำนี้มาจากไหน แต่สิ่งที่ผมรับรู้คือ ช่วงเวลาอย่างนี้เป็นรอยต่อของเวลา กลางวันและกลางคืน แสงจากดวงอาทิตย์จะมีกระแสอย่างหนึ่งที่รุนแรง ในขณะที่กระแสจากดวงจันทร์จะมีความนุ่มนวลมากกว่า นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่กลางคืนจะมีอัตราการพบเจอวิญญาณได้มากกว่าเพราะขาดจากกระแสของดวงอาทิตย์

               ช่วงเวลาก้ำกึ่งอย่างนี้เองจะยิ่งเป็นเรื่องง่ายที่รอยต่อของสองภพจะซ้อนทับจนเหลื่อมล้ำกันเมื่อทุกอย่างเหมาะสม

               ป่าในยามนี้ไม่สวยสดงดงามอย่างที่เคยเห็นเมื่อตอนไปเที่ยวตามอุทยาน เสียงลมหวีดหวิวกรีดผ่านใบไม้คล้ายเสียงครวญครางของหญิงสาวดังอยู่รอบ ๆ

               เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งชวนหลอนประสาทให้คิดไปว่ามีใครกำลังเดินตามหลังของเรามา แม้จะมีเสียงนกเสียงสัตว์สดใสน่าฟัง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไร ๆ ดีขึ้นเลย

“เดินไหวไหม คนเมืองน่าจะลำบากหน่อย” พี่กล้าที่เดินชะลอให้ผมเดินตามทัน หันมาถามในขณะที่ลุงหวังเดินล่วงหน้าไปไกลแล้ว

               ผมที่ไม่รู้จักทางบวกกับแสงสลัวของยามเย็นทำให้เดินได้ช้ามากเมื่อเทียบกับคนข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้อยู่ตลอดเวลาคือผมอยากกลับ ที่นี่ไม่น่าอยู่ ที่นี่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมกลัว

               ความรู้สึกอึมครึมเหมือนเวลาเมฆฝนเริ่มก่อตัวคล้อยต่ำลงมาจนเราไม่รู้ว่ามันจะตกลงมาเมื่อใด ความรู้สึกเหมือนถูกรายล้อมด้วยสายตาจากใครหลายคน ใครที่ทั้งเดินตามและเฝ้าดูเราอยู่ตลอด

               กลิ่นหอมของดอกไม้ใบไม้ชวนให้สดชื่น แต่มันกลับปนมาด้วยกลิ่นฉุนสาบที่คุ้นเคยแต่นึกไม่ออก

“พี่กล้า เข้ามามืด ๆ อย่างนี้ ไม่กลัวเสือกลัวหมีเหรอพี่ ?”

“หุบปาก!”

               ลุงหวังตหวาดดังมาจากข้างหน้า ผมตกใจจนใจหล่นวูบ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคนตรงหน้าส่งเสียงดังมากกว่าปกติ

“เข้าป่าใครเขาให้ถามหาเสือ อยากตายนักหรือไง คนแก่ที่บ้านไม่เคยสอนใช่ไหม ?!”

               พอถูกด่าอย่างนั้นผมจึงนึกถึงภาษิตโบราณที่ได้ยินมานาน แต่มันค่อนข้างไกลตัวจนไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด

               พี่กล้าหันมาปลอบผมที่ดูจะตกใจมาก คงไม่แปลกเท่าไหร่ที่ผู้ใหญ่จะหงุดหงิดกับความไม่รู้ของเด็ก และมันก็เป็นเรื่องจริงที่ผมได้ทำสิ่งที่ไม่สมควรลงไปเสียแล้ว

               เราเดินขึ้นมาถึงช่วงกลางเขาที่ยังไม่ชันมาก ตรงนั้นเป็นป่ารกทึบที่มองอะไรไม่เห็น แสงอาทิตย์ที่เคยมีตอนนี้มืดสนิท ท้องฟ้าเปลี่ยนผ่านสู่พลบค่ำอย่างสมบูรณ์ สัตว์น้อยใหญ่หลายชนิดที่เคยส่งเสียงก็เงียบหาย เหลือไว้เพียงเสียงลมที่ยังหวีดหวิวผ่านกิ่งไม้และใบไม้เท่านั้น

“กล้า ตรงนี้แหละ” ลุงหวังหยุดเดินพร้อมพูดออกมาเบา ๆ กับพี่กล้าโดยไม่ได้หันมา พี่กล้าเดินแซงผมขึ้นไปพแล้วหยิบของในย่ามออกมา

               ข้างในนั้นบรรจุธูป ดอกไม้ และกระธงใบเล็ก ๆ หลายใบ ดอกไม้ถูกวางใส่ไว้ในกระทงเล็กขนาดใหญ่กว่าเหรียญสิบบาทประมาณหนึ่ง พร้อมกับข้าวสารที่ยังไม่ได้หุง ธูปนั้นถูกปักไว้ข้าง ๆ แต่ที่ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกคือการนำเอาดินที่เก็บมาจากหมู่บ้านข้างล่างมาวางไว้บนกลีบดอกไม้อีกชั้นหนึ่ง

               ธูปถูกจุดโชยกลิ่นไปทั่วบริเวณ พร้อมกันกับที่เสียงลมเสียงไม้ดังกระหึ่มจนผมรู้สึกหวิวเสียวสันหลังขึ้นมา

               ผมขยับเดินขึ้นมาให้อยู่ใกล้ ๆ กับทั้งสองคน พอขึ้นมาตรงนี้จึงได้เห็นว่าสูงขึ้นไปบนหัวพวกเรามีรูคล้ายถ้ำเล็ก ๆ  ด้วยความมืดและแสงจันทร์ที่น้อยมากเพราะเป็นป่าทึบ มีเพียงไฟฉายในมือเท่านั้น จึงเป็นการยากที่จะมองมันให้ชัดเจน

               ลุงหวังนั่งลงพนมมือสวดบริกรรมอย่างตั้งใจ ผมสัมผัสได้ถึงความเข้มขลังและความตั้งใจของคนผู้นี้

               ระหว่างรอ ผมเลือกมานั่งที่หินก้อนหนึ่ง นั่งมองไปรอบ ๆ อย่างชื่นชมและระแวงไปพร้อมกัน ระหว่างนั้นเองผมได้ยินเสียงเหมือนกับเสียงหายใจของใครบางคนที่ค่อนข้างดัง จังหวะนั้นช้าและหนักหน่วง

               เสียงใบไม้กรอบแกรบยังคงได้ยินทั่วบริเวณเพราะเสียงลม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่ามันเหมือนกับเสียงคนเดินไปมาอยู่ในบริเวณนั้น

               เสียงหายใจนั้นดังขึ้นอีกครั้ง มันดังกว่าเดิมจนให้ความรู้สึกว่ามันชัดเจนเกินไป ผมหันไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงซึ่งคือทางลาดต่ำลงไปตรงที่พวกผมได้เดินผ่านมาไม่นาน

               ตรงนั้นที่หลังต้นไม้ใหญ่ ผมเห็นเงาร่างหนึ่งมลังเมลืองในความมืด ผมไม่ได้ตาฝาด ร่างนั้นราวกลับจะหลุดมาจากพื้นหลังที่เกือบมืดสนิท เธอคนนั้นสว่างได้ในความมืด

               แสงสว่างนั้นไม่ได้เจิดจ้า แต่เป็นแสงสลัวที่พอสะท้อนเห็นเห็นร่างตรงหน้าชัดขึ้นมาจากพื้นหลัง แม้ว่าร่างนั้นจะนั่งย่อต่ำลงจนแทบจะติดพื้น

               หัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะไม่ว่าเธอจะย่อตัวลงมากแค่ไหน มนุษย์ก็ไม่มีทางที่จะวางศีรษะของตัวเองเอาไว้ต่ำได้มากข้างนั้น ถ้าจากสังเกตแล้วไม่น่าจะเกินสองไม้บรรทัด

               ใบหน้านั้นดูดุร้าย ผมเผ้ารุงรังยาวสกปรก ใบหน้าเปรอะเปื้อนมอมแมม แม้ผมจะรู้แล้วว่าคนตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ แต่กลับไม่อาจละสายตาหนีจากภาพน่ากลัวนั้นได้

               ธรรมชาติของมนุษย์ ยิ่งกลัวจะยิ่งมองหา ยิ่งระแวงจะยิ่งเห็นมันชัดขึ้น

               ผมจดจ้องเงาตรงหน้าโดยที่ไม่สามารถส่งเสียงเรียกอีกสองคนได้ มือเย็นชืดเหงื่อไหลชุ่มไปทั่วทั้งใบหน้าและฝ่ามือ

               ร่างตรงหน้ายังคงจดจ้องผมอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอไม่ได้เข้ามาใกล้ เธอมอง...มองอยู่อย่างนั้น ผมกลัว...ผมแน่ใจ นอกจากรูปลักษณ์ที่ไม่น่ามองแล้วเธอยังให้ความรู้สึกที่ประหลาด

               ความรู้สึกเหมือนเวลาเราขับรถอยู่บนทางเปลี่ยวบนเขาที่ไม่มีไฟถนนในคืนฝนตก ความรู้สึกตอนที่เรากำลังยืนอยู่บนที่สูงโดยไม่มีที่กั้นป้องกันไม่ให้เราตกลงไป ความรู้สึกที่บอกว่า ชีวิตของเรานั้นช่างบางเบา และมันอาจดับไปได้ทุกเมื่อ

“เอาละ ไปกัน”

               ผมเบี่ยงความสนใจไปที่เสียงของลุงหวัง แม้จะไม่ได้หันหน้าไปตามเสียงนั้น แต่สติที่ขาดไปชั่วครู่หนึ่งก็ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวที่ผมเห็นอยู่หายไปจากคลองสายตาเสียเฉย ๆ

               ผมบอกลุงหวังว่าผมเห็นอะไร โดยอธิบายลักษณะท่าทางของคนคนนั้นอย่างชัดเจน ลุงหวังมีท่าที่อารมณ์เสียขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับพี่กล้า ผมไม่รู้ว่าผมพูดอะไรผิดไปหรือไม่ แต่ดูจากสถานการณ์แล้วมันคงไม่ใช่สิ่งที่ควรพูดสักเท่าไหร่

               พี่กล้าย้ายไปเดินข้างหลังสุด มีผมอยู่ตรงกลาง และลุงหวังนำขบวน พวกเราจะแวะตามทางลงเป็นระยะเพื่อจัดวางกระทงดอกไม้และปักธูป พอทำอย่างนี้ผมจึงได้เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เรากำลังทำนั้นคืออะไร เรากำลังนำทางใครบางคนกลับบ้าน กลับไปยังที่ที่เขาควรอยู่

               เมื่อได้ข้อสรุปอย่างนี้ การเปิดป่าจึงเป็นที่เข้าใจได้และตรงจุด เมื่อผมเข้าใจแล้วก็พอที่จะช่วยพวกเขาได้บ้าง การนำสิ่งของมาวางไว้นั้น เช่นพวกอาหาร ก็คือสิ่งที่ใช้แทนคำขอหรือสินบนนั่นเอง ที่เรามักเรียกว่าเครื่องเซ่น ดอกไม้ก็เช่นกัน และกลิ่นธูปที่คนไทยเชื่อว่ามันคือเครื่องมือในการสื่อสารกับวิญญาณ

               แต่ที่ผมรู้สึกขนลุกด้วยความซึ้งใจคงจะเป็นเศษดินที่ถูกวางเอาไว้ด้วย บางครั้งเราจะใส่เสื้อผ้าหรือของใช้ไว้ตามกระทงนำทาง นั่นคือความเชื่อว่าเจ้าของจะจำข้าวของที่ตัวเองรักมากได้ การใช้ดินก็คงเหมือนเป็นการบอกให้กลับบ้าน กลับสู่ดิน กลับสู่ที่ที่ควรอยู่เสียเถิด

               เราเดินลงมาจนถึงทางออก ซึ่งผมแปลกใจมากที่เรากลับออกมาบริเวณเดิมกับตอนที่เข้าไปแบบพอดี ซึ่งถ้าคนนำทางไม่ใช่ผู้ชำนาญทางอย่างแท้จริงก็คงจะทำไม่ได้เป็นแน่

               ที่ตีนเขา เราต้องนำเครื่องเซ่นชุดเล็ก ๆ มาวางเพื่อทำการขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขา ก่อนที่จะทำพิธีเปิดป่าในรุ่งเช้า ระหว่างนั้นผมมองกลับเข้าไปในป่ามืด ๆ นั่น แล้วผมก็ได้เห็นเธออีกครั้ง

               หญิงสาวที่ผมเคยคิดว่าอายุน้อย ตอนนี้เธอดูมีรอยเหี่ยวย่นตามใบหน้าจนดูมีอายุขึ้นมาก ผมเผ้าก็ดูจะยาวขึ้นรุงรังมากขึ้น เธอนั่งอยู่บนหินโขดหนึ่งที่พอเห็นได้...ที่จริงแล้วคงต้องบอกว่า ‘เธอต้องการให้เห็น’ เมากกว่า

               เธอยังนั่งมองผมในท่าชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง สายตานั้นจดจ้องราวกับอยากจะบอกอะไรสักอย่างกับผม มันทั้งแข็งกร้าวและน่าเกรงขาม เสื้อผ้าเธอขาดรุ่งริ่งและเก่าเสียจนไม่คิดว่าน่าจะใส่ได้อีก แต่ที่ชัดเจนกว่าคือกลิ่นสาบอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นเหมือนมันอยู่ตรงหน้าห่างจากจมูกไม่เกินหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น

               ลุงหวังและพี่กล้าก็ได้กลิ่นเช่นกัน แต่คงไม่เท่ากับผม เพราะตอนนี้ผมเริ่มทนกลิ่นไม่ไหวแล้ว อาการเวียนหัวและอยากอาเจียนเริ่มมากขึ้นจนต้องควักเอายาดมมาสูดเข้าปอดเฮือกใหญ่

               เมื่อเสร็จสิ้นพิธีตรงหน้าแล้ว เราก็รีบเดินกลับออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อหันหลังไปมอง ผมก็ได้เห็นเงาร่างมากมายมารุมทึ้งเครื่องเซ่นที่วางอยู่บนพื้น บ้างผอมแห้ง บ้างก็อ้วนพุงโลจนน่าเกลียด ไม่เหมือนกับสรีระของมนุษย์ บ้างนั่งบ้างนอนราบไปกับพื้นเหมือนพวกสัตว์มากกว่า

               เรากลับมาถึงบ้านในเวลาประมาณหนึ่งทุ่มกว่า ๆ ใช่ครับ ผมตกใจมาก ผมไม่คิดว่ามันจะเร็วอย่างนี้ เพราะความรู้สึกคือเราเข้าไปในนั้นนานมาก แต่นี่มันยังไม่ถึงสองทุ่มเลย คนที่คอยมาช่วยยังนั่งกินข้าวเย็นกันอยู่ในบ้านเสียด้วยซ้ำ

               ทันทีที่คนในบ้านเห็นพวกเรา ก็รีบเข้ามาถามเรื่องราวว่าเรียบร้อยดีไหม สำเร็จไหม คำว่า ‘สำเร็จ’ สะดุดหูผมเพราะผมยังไม่รู้เรื่องทั้งหมดในตอนนั้น

               ลุงหวังบอกให้ทุกคนกลับไปแล้วมาเจอกันในตอนค่อนแจ้งวันรุ่งขึ้น เพื่อจัดเตรียมพิธีต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มพิธีจริงในแสงแรกของวัน

               พวกเราแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวจนเรียบร้อย ด้วยความไม่สบายใจบางอย่างผมจึงอยากที่จะเข้าไปกราบพระแล้วนั่งสมาธิสักเล็กน้อยเพื่อให้ใจเย็นลงบ้าง เหมือนที่ผมใช้วิธีนี้เป็นประจำเวลามีเรื่องไม่สบายใจหรือคิดไม่ตก

               ผมเดินตามหาลุงหวังเจ้าของบ้านไม่เจอ จึงเดินไปขออนุญาตพี่กล้าแทน พี่กล้าบอกว่าเข้าไปได้เลย พ่อเองก็อาจจะอยู่ในนั้นเหมือนกัน ส่วนตัวพี่กล้าบอกว่าล้างจานชามเสร็จแล้วก็จะตามเข้าไป

               พอเปิดประตูห้องพระเข้าไป ก็จริงอย่างที่พี่กล้าว่า ลุงหวังนั่งหลับตาอยู่หน้าโต๊ะหมู่ที่ผมไม่คุ้นตา

               บนโต๊ะหมู่มีพระพุทธรูปเป็นประธาน มีพระเกจิหลายองค์ ผมรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง นอกจากนั้นก็มีรูปของผู้ล่วงลับวางเรียงราง คิดว่าคงจะเป็นบรรพบุรุษที่สืบทอดวิชากันมา บนโต๊ะแยกข้าง ๆ คือกล่องที่พวกเราได้เห็นก่อนหน้านี้

“นั่งไปเงียบ ๆ แล้วกัน”

               ลุงหวังบอกเป็นเชิงอนุญาต ผมแค่นั่งหลับตาและทำใจให้สบายเพื่อเข้าสู่สมาธิเท่านั้น ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายไปกว่านั้น แต่อาจเพราะการกระทำอย่างนั้นเอง เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิ บวกกับคนตรงหน้าเองก็มีสภาวะจิตที่ละเอียดและสูงกว่าคนทั่วไปในระดับหนึ่ง แม้เพียงวูบเดียวแต่ผมก็รับรู้ถึงความวุ่นวายใจ อารมณ์ที่สับสนตีกันอยู่ในใจของคนตรงหน้า

               แม้ไม่ได้พูดออกไป แต่มันก็คือการเสียมารยาท การละลาบละล้วงใจคนอื่นคือสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ด้วยจิตที่ไม่สำรวมของตัวเองก็ได้พลาดทำมันลงไปเสียแล้ว

               เราปล่อยให้ห้องนั้นเงียบอยู่อีกนานสองนาน ก่อนพี่กล้าจะเดินเข้ามาในห้องและทำลายความเงียบลง

               พี่กล้าขอให้ลุงหวังช่วยอธิบายเรื่องราวให้ผมฟังสักหน่อยจะดีกว่า เพราะการให้ผมเข้าไปร่วมด้วยโดยไม่บอกกล่าวอะไรมันคงจะไม่ดีนัก

               ลุงหวังเห็นด้วย จึงยอมเล่าเรื่องราว ‘บางส่วน’ ให้ผมฟัง

               เรื่องมันนานมาแล้ว...นานมาก ตั้งแต่รุ่นทวดของลุงหวังอีก เรื่องราวมันสืบทอดต่อกันมาในหมู่บ้านนี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่กินกับป่าเขาเหมือนกับพื้นที่อื่น ๆ ทั่วไป แต่แล้วอยู่ดี ๆ วันหนึ่งก็เกิดเหตุร้ายขึ้นกับคนที่เข้าไปล่าสัตว์แล้วไม่ได้กลับออกมา บางคนได้กลับออกมาแต่ก็เสียสติไม่เหมือนเดิม

               ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า นั่นเป็นเพราะอาถรรพ์ป่า เจ้าป่าเจ้าเขา ผีป่าผีเขา หรืออะไรก็ตามเป็นต้นเหตุให้เกิดเหตุขึ้นอย่างนั้น ในเวลานั้นทุกคนช่วยกันหาทางออก แต่ก็ไม่ได้บอกผมว่าทางออกคืออะไร

               หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็เหมือนจะเรียบร้อยดี เวลามีใครเข้าไปหาของป่าจะได้กลับออกมาครบสมประกอบแต่กลับกัน มันเริ่มมีเหตุที่ไม่เคยเกิดเริ่มต้นขึ้นมา

               ในหนึ่งปี หรือปีเว้นปี จะมีคนในหมู่บ้านหายเข้าไปในป่าโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งแตกต่างกันนะครับ ก่อนหน้านี้คือ มีคนเข้าไปและไม่ได้ออกมา แต่คราวนี้คือคนไม่ได้เข้าไป แต่กลับถูกอะไรบางอย่างพาเข้าไป เหมือนทุกอย่างมันกลับกันไปหมด

               และหลังจากมีคนหายเข้าไปในนั้น เวลาประมาณ 3 วัน ก็จะพบตัวคนที่หายไปในสภาพไร้วิญญาณ ฟังดูเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นจริงดังนั้นเสมอมา โดยคนที่หายเข้าไปในป่านั้นไม่มีความเกี่ยวโยงใด ๆ กันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ ชื่อ วันเดือนปีเกิด ทุกอย่างไม่สัมพันธ์กัน มีเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นคือเป็นคนหมู่บ้านนี้

               ลุงหวังเล่าขยายความต่อไปอีกว่า คนหมู่บ้านนี้ต้องเป็นคนที่มีต้นตระกูลในหมู่บ้านนี้ พวกที่ย้ายมาใหม่ มาตั้งรกราก แต่งงานแต่งการย้ายมา ครอบครัวที่เป็นอย่างนี้ไม่มีใครเคยโดนเลย มีแต่คนที่เป็นคนในพื้นที่เท่านั้นที่จะโดน

               มาถึงตรงนี้พี่กล้าเริ่มน้ำตาคลอเบ้าเหมือนจะร้องไห้ ผมพอจะติดตามเรื่องราวและปะติดปะต่อมันได้บ้างแล้ว ‘ส้ม’ ก็คงจะเป็นหนึ่งในนั้น

               พวกเราไม่เคยได้เห็นหรอกว่าตอนที่คนหายเข้าไปในป่าเป็นอย่างไร มีอาการอย่างไร เข้าไปอย่างไร เราจะเจอเขาอีกครั้งเมื่อทุกอย่างมันจบแล้ว

               แต่มีความเชื่อหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหมู่บ้าน เพราะมีคนเคยเห็น และเคยเอาคนทรงมาดูหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงตัวลุงหวังและบรรพบุรุษของลุงหวังก็รู้ และเห็นเหมือนกันหมด

“เสือสมิง”

               คำนั้นทำเอาผมขนลุกวูบไปทั่วทั้งตัว นึกถึงกระดูกที่ลุงหวังเอาให้ดูบนรถ ลุงหวังพยักหน้าตอบรับกับความคิดของผม

               เมื่อส้มจากไป ลูกสาวตัวเล็ก ๆ ที่น่ารักยังคงชัดเจนในความทรงจำ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าภาพสุดท้ายที่ลุงหวังได้เห็นเป็นอย่างไร แต่มันคงจะไม่ดีนัก เพราะภาพนั้นทำเอาลุงหวังหายเข้าไปในป่าร่วมอาทิตย์เพื่อคิดจะตามล่าใครก็ตามที่ทำกับสาวน้อยคนนั้น

               ลุงหวังกลับออกมาพร้อมกระดูกชิ้นนั้น โดยไม่ได้บอกว่าไปเอามาจากไหน แต่มันเข้มขลังไปด้วยพลังงานอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่ว่ามันขลัง แต่เรียกว่าเป็น ‘อาถรรพ์’ คงจะถูกกว่า

               กระดูกชิ้นนั้นไม่ได้ถูกใช้เพื่อป้องกันตัวหรือบูชา ลุงหวังเก็บมันไว้กับตัว และในวันเวลาที่เหมาะสมเขาจะหยิบมันขึ้นมาบริกรรมคาถา ใช้วิชาทำร้ายเจ้าของกระดูกชิ้นนี้ด้วยความแค้น แม้จะหาตัวมันไม่เจอ การได้ส่วนหนึ่งของมันมาทรมานก็เป็นการระบายอารมณ์อย่างหนึ่งเช่นกัน

               ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงความบิดเบี้ยวของคนตรงหน้า ความสูญเสียที่รุนแรงพัดพาเอาสามัญสำนึกผิดชอบชั่วดี หายไปหมด แต่ก็ยังดีที่เขาช่วยเหลือผู้คนตลอดมา เหมือนกับว่าเขาไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน

               ผมได้ฟังเรื่องราวมาถึงตรงนี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่า การเปิดป่าที่หมายถึงก็คงเพื่อพาดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับกลับออกมาเท่านั้น แต่ถ้าแค่นั้นจะต้องให้ผมมาทำไม ลุงหวังน่าจะทำได้เองอยู่แล้ว

               ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรออก ลุงหวังที่เล่าเรื่องราวให้ฟังก็เหมือนถูกสะกิดต่อมความรู้สึกที่ซ่อนไว้ เขาขอตัวไปนอนก่อนที่จะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ พี่กล้าจากร้องไห้ก็กลายเป็นสีหน้าของความโกรธแค้นเช่นกัน

               ทั้งสองคนจากไป ทิ้งผมไว้ในห้องพระเพียงลำพัง

               ผมกลับมานั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อีกครั้ง โดยเอาหลังพิงผนังห้องไว้ เพื่อจะปล่อยให้ตัวเองหลับไปทั้งอย่างนั้นหลังจากเข้าสมาธิเสร็จ

               บ่อยครั้งที่ผมจะเข้าสมาธิในช่วงก่อนนอน แล้วปล่อยให้ตัวเองหลับไปทั้งอย่างนั้นในวันที่เหนื่อยหรือเมื่อวันรุ่งขึ้นมีงานใหญ่รออยู่ เพราะมันทำให้รู้สึกสดชื่นมากกว่าการไปนอนบนเตียงตามปกติ แต่ก็ต้องจัดท่าทางให้ดีหน่อย ไม่อย่างนั้นตื่นมาคงจะได้ปวดหลังปวดเอวเป็นแน่

               ผมหลับไปได้ไม่นานเพราะยังไม่ขาดจากสมาธิ ผมได้ยินเสียงก๊องแก๊งคล้ายโลหะกระทบกัน จึงลุกขึ้นเดินออกมาดูข้างนอกตามที่มาของเสียง

               เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่กับพื้นไม้ของบ้านในท่าพับเพียบ ผมของเธอดำขลับยาวลงมาจนถึงพื้น เธอน่ารักดี แต่ในเวลาดึกขนาดนี้ไม่น่าจะใช่เวลาของเด็กน้อยแล้ว

               เธอหยิบช้อนกินข้าวอันสั้น ๆ ทำท่าตักและผัดอาหารไปมาในจานชามสังกะสีเลียนแบบพวกผู้ใหญ่ อายุของเธอคงจะไม่พ้น 5 - 6 ขวบเห็นจะได้ เธอนั่งเล่นข้าวของอยู่อย่างนั้น

“ส้ม”

               ผมเรียกชื่อเธอ แม้ไม่รู้มาก่อนว่าเธอหน้าตาอย่างไร เด็กน้อยหันมายิ้มให้ผมแทบจะในทันที สีหน้านั้นดูดีใจเป็นอย่างมาก คงเพราะไม่มีใครคุยกับเธอมานานแล้ว หรือไม่ก็ไม่เคยมีใครเห็นเธอ

               เด็กน้อยมานั่งข้าง ๆ เอาตัวแปะแขนของผมไว้ สัมผัสของเธอไม่ใช่กายหยาบ แต่คงเป็นความเคยชินในสมัยที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอพูดเก่งมาก เล่านั่นเล่านี่ให้ฟัง เรื่องส่วนมากที่เธอเล่านั้นดูงดงามในสายตาเธอ แต่คนฟังอย่างผมกลับขนลุกจนเย็นวาบไปทั้งสันหลัง

“หนูเคยอยู่บ้าน ตอนนี้หนูอยู่ในป่า หนูตายแล้ว”

“หนูอยู่กับใคร ?”

“ในป่า หนูมีเพื่อน เยอะแยะเลย”

               เด็ก ๆ คงไม่รู้หรอกว่าความตายคืออะไร แต่เมื่อกายสังขารดับลง จิตจะกระจ่าง ความรู้ความเข้าใจจะมีมากกว่าตอนมีชีวิตอยู่ ใจคือความจริงของจิต ธรรมชาติของจิต ซึ่งหลายคนรู้กันดี และมีคนเขียนไว้ในหนังสือหลายเล่ม แต่ก็เป็นเพียงเรื่องเหลวไหลสำหรับใครหลาย ๆ คน

“แล้วทำไมวันนี้หนูกลับบ้าน ?” ผมถาม

“หนูมาทุกวัน หนูคิดถึง แต่มาก็ไม่เคยเจอใคร เลยนั่งเล่นรอพ่อกับพี่กล้า”

               เพียงประโยคนั้น น้ำตาของผมก็ไหลหยดลงที่พื้นด้วยความสงสาร เวลาของพวกเราเดินไม่เท่ากัน ฝั่งนี้เวลามันหมุนไปแล้วเนิ่นนาน หากแต่หนูน้อยคงรู้สึกเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน เธอคงรู้สึกเหมือนเวลาที่พ่อกับพี่ชายออกไปจ่ายตลาดนอกบ้านเท่านั้น

               แม้สัมผัสไม่ได้ ผมก็อยากลูบหัวเธอสักครั้งให้เธอคลายกังวล แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เธอไม่ได้มีกายเนื้อ เพราะเหตุนี้ผมจึงเลิกกลัวผีมานานมากแล้ว ผีไม่ได้น่ากลัวไปเสียหมด วิญญาณที่ไร้ทางออก จิตที่ไร้เดียงสาเหล่านี้ น่าสงสารยิ่งกว่าคนเป็น ๆ ที่ขอทานอยู่ตามถนน เพราะเขายังเริ่มใหม่ได้ แต่เธอคนนี้ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น