อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 12 เรื่องผีๆ สางๆ ...ต่อ (3)

               หลายคนคงเคยถามและสงสัยในตัวผมว่าผมทำไปทำไม ทำไมยังเดินบนเส้นทางนี้อยู่ ทำไมถึงมาเขียนให้คนด่า คนที่ไม่เชื่อก็มีเยอะ เพราะอะไร ? เพราะแบบนี้นั่นแหละครับ ผมอยากให้หลาย ๆ คนได้รู้บ้างว่า วิญญาณไม่ใช่สิ่งน่ากลัว พวกเขาน่าสงสาร และพวกเขายังอยู่รอบ ๆ ตัวเรา

               เด็กน้อยลุกขึ้นอย่างกะทันหันเหมือนได้ยินเสียงเรียก ผมเดินตามเธอไปที่บันไดบ้าน เธอวิ่งลงจากบ้านตรงไปยังชายป่าที่พวกผมเพิ่งออกมาเมื่อตอนค่ำ ที่ตรงนั้นมีหญิงสาวคนเดิมยืนอยู่ เด็กน้อยวิ่งตรงเข้าไปหาเธอ แล้วทั้งสองคนก็หันหลังกลับเข้าไปในความมืด

“ตื่นโว้ย! ตื่น ๆ ๆ ๆ ๆ”

               เสียงมีนดังขึ้นข้างหู พร้อมกับแรงเขย่าตัวผมที่นั่งหลับพิงผนังห้องอยู่...ตกลงว่าผมหลับไป ? สิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนจริงมากเกินไป แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงเป็นความฝันตื่นหนึ่ง

               ยังไม่ทันจะได้พูดคุยอะไร ผมก็ได้ยินเสียงของคนหลายคนมาโวยวายอยู่ใกล้ ๆ บ้าน มีนบอกว่ามีคนหาย หายไปจากบ้านเฉยๆ  ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น

               เมื่อออกมาข้างนอก เราก็ได้เห็นคนร่วมสิบคนคุยกับลุงหวังอยู่ เรื่องราวสั้น ๆ คือทุกคนผลัดกันตื่นนอนเพื่อเฝ้ากันเองไม่ให้ใครหายไปเพราะลุงหวังจะเปิดป่า ทุกคนก็เลยกลัวว่าจะมีใครมาขโมยคนไปอีก

               “ต้องเป็นเสือสมิงแน่ ๆ มันมาเอาคนไป” คนหนึ่งพูดขึ้นมา

               “อย่าพูดสิโว้ย เดี๋ยวมันก็มาหรอก”

               อีกครั้งที่ผมได้ยินคำนี้ และมันก็คงจะจริงอย่างนั้น การเรียกหาไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ ตอนนี้มีคนคนหนึ่งหายไปจากบ้าน หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ทุกคนจึงลงความเห็นว่าคงจะเข้าไปในป่านั้นเป็นแน่

               ฟ้ายังไม่สว่างดี ผมหยิบโทรศัพท์มาดูนาฬิกาพบว่ามันยังเป็นเวลาแค่ตี 3 เท่านั้น แต่คงจะไม่เหลือเวลาว่างให้นอนต่ออีกแล้ว

               ลุงหวังเข้าไปเตรียมข้าวของหลายอย่างพร้อมกับพี่กล้า พวกเราต้องเข้าไปในนั้นจริง ๆ เพราะญาติของคนที่หายตัวไปบอกว่ามันเพิ่งจะไม่ถึงชั่วโมงนี้เองที่เห็นกันอยู่ ก่อนจะเผลอหลับไปแล้วตื่นมาพบว่าไม่อยู่แล้ว

               คนที่ได้เข้าไปในป่ามีผม พี่กล้า ลุงหวัง แล้วก็ผู้ใหญ่ที่เข้าป่าบ่อย ๆ อีกสองคน ส่วนมีนกับพ่อไม่ได้เข้าไปด้วยเพราะลุงหวังห้ามไว้ ด้วยกลัวรับผิดชอบไม่ไหวนั่นเอง

               อย่างหนึ่งที่ผมคิดมาตลอดทาง ลุงหวังไม่เคยห่วงผมเลย ห้ามคนนั้นคนนี้แต่ลากผมเข้าไปทุกงานทุกจังหวะที่อันตราย ไม่รู้ว่าแกคิดอะไรอยู่ ดีที่มีพี่กล้าคอยตามประกบติด ไม่อย่างนั้นผมก็คงจะหลงป่า ไม่ก็สะดุดไม้สะดุดหินตายไปแล้ว

               ลุงหวังเดินนำด้วยความเร็วที่มากกว่าตอนเย็น สีหน้าของแกดูรีบร้อนและเต็มไปด้วยอารมณ์ ความประทับใจที่เคยมีในคนคนนี้เริ่มหายไปจากใจผมทีละนิด แต่มันก็ถูกชะลอไว้ด้วยความเข้าใจว่าเขาสูญเสียมามาก และผมก็ยังมีคำถามอยู่ในใจมากมายว่าทำไม ‘เธอ’ ถึงทำแบบนี้กับคนในหมู่บ้าน

               เราแยกกันออกไปตามหา โดยจะใช้วิธีส่งเสียงเรียกและแสงไฟในการบอกทาง ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามพี่กล้าไปติด ๆ ในป่านั้นมืดมาก มืดจนเกือบจะไม่เห็นรอบข้างถ้าไม่มีแสงไฟช่วย

               ตลอดทางที่เดินไปมีเสียงสัตว์นานาชนิดรายล้อมเรา เหมือนกับวันนี้ไม่มีสัตว์ตัวใดหลับลงอีกแล้ว พี่กล้าบอกว่า  “วันนี้แปลก ป่าไม่หลับ ชักจะน่ากลัวแล้วสิ”

               ผมได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังแว่วอยู่ไม่ไกลตัวผม เสียงนั้นเป็นเสียงที่ผมเคยได้ยินมาแล้ว เสียงหายใจหนัก ๆ เป็นจังหวะพร้อมกับเสียงใบไม้กรอบแกรบทั่วบริเวณ

               และพอผมเผลอสติไปกับเสียงรอบข้าง ผมก็คลาดสายตากับพี่กล้า ตอนนี้เหลือผมเพียงคนเดียวในความมืด และ ‘เธอคนนั้น’ ที่ผมรู้ดีว่าเธอตามผมมาตลอด

               ผมตัดสินใจนั่งลงกับพื้นไม่เดินไปไหน เพื่อรอให้เธอออกมาคุยตามที่ต้องการ

               ไม่นานเธอก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมาจากความมืด เธอยังอยู่ในสภาพเดิม ใบหน้าไม่น่ามอง เนื้อตัวมอมแมม หยาบแห้ง ส่งกลิ่นสาบรุนแรง เธอไม่ใช่วิญญาณมนุษย์ แต่เหมือนพยายามจะแสดงให้เราเห็นว่าเป็นมนุษย์

               เธอเอาแต่จ้องหน้าผม ไม่พูดอะไร ดวงตานั้นมีแววดุร้าย ไม่ใช่สายตาของมนุษย์ เธอถอยห่างออกไป ห่างจนผมคิดว่าเธอจะจากไปแล้ว แต่ก็เปล่า...เธอหยุดอยู่ตรงนั้น

“กลับไป อย่ามายุ่ง” เสียงของเธอดังก้องไปทั่วทั้งป่า นั่นไม่ใช่การตะคอก แต่เป็นการบอกกล่าว

               ผมส่ายหัว ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมเข้ามายุ่งแล้ว และเรื่องนี้ก็มีบางอย่างไม่ถูกต้อง ผมคงจะปล่อยมันไว้เฉย ๆ ไม่ได้ ไม่ทันที่ผมจะได้สนทนากับเธอต่อ เธอก็หันไปทางหนึ่งแล้วออกวิ่งในทันที ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นเธอคือเธอไม่ได้อยู่ในรูปมนุษย์อีก สีเหลืองเข้มดูสกปรกสลับกับลายพาดสีดำทำให้ผมขนลุก ขาแข็งก้าวไม่ออก

               เสียงคำรามโฮกนั้นไม่ได้ทรงพลัง แต่แหบพร่าเหมือนคนกำลังจะสิ้นลม สภาพของเธอน่าเกลียดไม่ต่างจากภาพมนุษย์ที่เธอพยายามแสดงออก

“ทางนี้ ๆ”

               เสียงใส ๆ ดังขึ้นข้างหลังผมพร้อมกับภาพของส้ม ตอนนี้เธออยู่กับผม ยิ้มแย้มให้อย่างน่ารัก เธอหันไปตามทางที่วิญญาณเมื่อสักครู่เพิ่งจากไป

“พวกเราผิด”

               หนูน้อยพูดคำสั้น ๆ ด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย ก่อนจะกลับมายิ้มอีกครั้ง

“ไปหาพี่กล้ากัน”

               เธอนำทางผมไปในความมืด ตัวตนของเธอสว่างเรืองจากพื้นหลัง แต่ไม่ใช่การส่องแสงหรือเรืองแสงอย่างในหนัง เธอไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เดินเงียบ ๆ พร้อมรอยยิ้ม

               ไม่นานเราก็ได้เจอกับพี่กล้าที่กำลังตามหาผมอยู่เช่นกัน พี่เขารีบเข้ามาขอโทษผมยกใหญ่ที่ปล่อยให้หลง แต่ผมก็ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร ผมเองก็ผิด

               ตอนนี้ส้มอยู่บนหลังของพี่กล้าในท่าทางเหมือนกำลังขี่โก่งแบบที่เด็ก ๆ ชอบทำกัน เธออยู่อย่างนั้นบนแผ่นหลังของพี่ชายที่คุ้นเคย แม้ว่าพี่ชายผู้แสนดีคนนั้นจะไม่ได้รับรู้เลยก็ตาม

               เราเดินไปตามเสียงเรียกที่ดังมาจากที่ไกล ๆ พร้อมกับแสงไฟฉายที่ส่องแวบวาบอยู่ในอากาศเป็นการบอกทาง ตอนนี้เรามาถึงที่ซอกถ้ำแห่งหนึ่ง ตรงนั้นเป็นด้านนอกที่มีหินยื่นออกมาปกคลุม ทางลาดลงไปเล็กน้อย

               ที่ตรงนั้นมืดมาก แต่เราสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวที่ในความมืด ไฟฉายทุกอันสาดไปที่ทางลาดนั้น ภาพที่เห็นทำให้ผมต้องรีบวิ่งไปอาเจียนในทันที มันน่าคลื่นไส้จนเกินจะทนไหว

               ชายหนุ่มอายุน่าจะราว ๆ สามสิบปีซึ่งเป็นญาติของคนที่มาบ้าน คนคนนี้คือคนที่หายไป เนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อนดินโคลน แต่ไม่มีบาดแผลใด นอกจากมือและเท้าที่เปิดเปิงเป็นแผลเลือดไหล เล็บหลุดออกมาเหมือนกับใช้สองมือต่างเท้าเดินทางไปมานานพอสมควร

               ที่ผมรับไม่ได้ที่สุดคือปากของเขาเต็มไปด้วยเลือด พร้อมกับซากงูในปากที่ห้อยลงมาน่าขนลุก เขากินมันเข้าไป กินสด ๆ ทั้งอย่างนั้น ดวงตาของเขาไร้แววเหมือนคนไม่ได้สติ

               ผมยืนขาแข็งอยู่บนนั้น ปล่อยให้คนอื่น ๆ ลงไปรวบตัวเขาขึ้นมาบนพื้นราบในระดับเดียวกับพวกเรา

               คนที่ตามมาด้วยใช้เชือกมัดเขาไว้ และจับกดไว้ด้วยน้ำหนัก ชายที่ถูกมัดยังไม่ได้สติ นอกจากส่งเสียงขู่ในลำคอเหมือนกับสัตว์

               คนหนึ่งที่เป็นญาติเข้ามาใกล้แล้วจับใบหน้า พยายามเรียกชื่อคนตรงหน้า แต่ก็กลายเป็นว่าชายคนนั้นอ้าปากกัดลงบนฝ่ามือของญาติตัวเองสุดแรงจนจมเขี้ยว มีเลือดไหลออกมาปริมามาก พร้อมกับสะบัดคอไปมาเหมือนกับพวกสัตว์ไม่มีผิด

               แผลนั้นลึกมากจนทำให้ต้องกลับลงไปก่อนเพื่อไปโรงพยาบาลทันที ตอนนี้ใบหน้าของลุงหวังเต็มไปด้วยความโกรธแค้น หากร่างตรงหน้าไม่ใช่คน เขาอาจจะเตะให้สักทีหนึ่ง

“มึงออกมาคุยกับกู!” ลุงหวังตะโกนใส่ร่างตรงหน้าพร้อมกับใช้ไม้เรียวยาว ๆ ฟาดลงไปบนหลังของคนที่ถูกมัด ผมตกใจมาก พยายามห้ามแต่ก็ไม่เป็นผล ลุงหวังไม่ฟังอะไรอีก ยังคงกระหน่ำฟาดอยู่อย่างนั้น

               แผ่นหลังของคนตรงหน้าเริ่มแดงจนเป็นแผลถลอก แต่ท่าทีของคนที่ถูกมัดดูไม่ได้เจ็บปวดอะไร เพียงแค่มองนิ่ง ๆ และส่งเสียงขู่ในลำคอ

               ลุงหวังบริกรรมคาถาซ้ำอีก พร้อมหวดไม้ในมือด้วยแรงเท่าที่มี แต่กลายเป็นว่าคนตรงหน้าหลุดออกจากเชือกและคนที่จับกดอยู่ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ชายคนนั้นกระโจนเข้าหาลุงหวังจนล้มกลิ้งไปตามพื้น มือของชายคนนั้นเกร็งแข็งข่วนลงบนใบหน้าจนลุงหวังร้องเสียงหลง

               ผมกับพี่กล้ารีบวิ่งตามไปช่วย สิ่งที่เห็นคือคนทั้งสองออกแรงสู้กันเป็นพันลวัน พี่กล้าเข้าไปล็อกตัวคนคร่อมออกมาให้ห่าง ลุงหวังลุกขึ้นยืมพร้อมกับเอามือกำใบหน้าและต้นคอด้านข้างใกล้ช่วงไหล่ ใบหน้าถูกข่วนด้วยเล็บจนเป็นแผลเลือดไหล และตรงต้นคอถูกฟันกัดจนเป็นแผลเช่นกัน

               ลุงหวังใช้สมุนไพรป่าโปะไว้เพื่อห้ามเลือดตามที่ได้เตรียมมา คนตรงหน้ายังอาละวาดอยู่ด้วยเสียงขู่โฮกฮากไม่มีความเป็นมนุษย์ ลุงหวังล้วงมือลงไปในย่าม ควักเอามีดหมอและกระดูกชิ้นนั้นออกมา

               เขากรีดมีดลงไปบนท่อนกระดูกพร้อมกับเสียงโอดครวญของคนตรงหน้า ผมเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันต่างไป  เหมือนไม่เหลือความเป็นมนุษย์แล้วจากทั้งสองฝั่ง ผมพยายามส่งเสียงห้ามแต่ก็เปล่าประโยชน์

               มีดอาคมดูจะไม่ได้มีประโยชน์สักเท่าใดนัก ลุงหวังจึงเปลี่ยนวิธี หยิบเอาเทียนขึ้นมาจุด ทันทีที่เห็นไฟ ร่างตรงหน้าก็ออกแรงดิ้นอย่างสุดชีวิตด้วยความกลัว ลุงหวังใช้เปลวไฟนั้นลนกระดูกโดยตรงจนมันเริ่มส่งกลิ่น

“หยุด! ลุง! หยุด!” ผมตะโกนจนเสียงแหบ

“หุบปากไป ฉันเอาแกมาช่วยก็เพราะอย่างนี้ ถ้าแกไม่มา มันคงไม่ออกมาให้จับได้แบบนี้หรอก” ลุงหวังตะคอกสวนมา

               พวกเราเถียงกันอีกพักโดยที่ไฟในมือไม่ได้ถูกลดลง ร่างหรือวิญญาณตรงหน้าเริ่มอ่อนแรงจากการดิ้นทุรนทุราย  แต่ผมยังสัมผัสได้ถึงความแค้นที่คับคั่ง

“พ่อน่ากลัว”

               เสียงใส ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความรุนแรง ตอนแรกคิดว่าผมคงเป็นคนเดียวที่ได้ยิน...แต่เปล่า ทุกคนได้ยิน

“ส้ม! นั่นเสียงส้มใช่ไหมลูก ?” ลุงหวังตะโกนก้องอย่างดีใจ “พ่อมาช่วยแล้วลูก กลับบ้านกันเถอะ”

“หนูไม่กลับ พ่อน่ากลัว” เสียงใส ๆ ยังดังอยู่ เธออยู่บนหลังของพี่กล้า

“ส้ม พี่คิดถึง กลับไปอยู่บ้านเรานะ” พี่กล้าช่วยอีกแรง

               เสียงนั้นทำให้ทุกคนเลิกสนใจคนตรงหน้าจนเผลอผ่อนแรงลง ทำให้เขาดิ้นจนหลุดและวิ่งหนีหายไปในความมืดได้อีกครั้ง ญาติคนหนึ่งที่อยู่ช่วยจับไม่พอใจอย่างมากจนโวยวายเอาเรื่อง แต่ก็ไม่มีใครสนใจเลยสักนิด

               เสียงของส้มยังคุยกับพวกเราอยู่ เธอบอกให้พวกเราไปคุยกับวิญญาณดวงนั้น...เสือตัวนั้น ใช่...นั่นคือเสือจริง ๆ  เธอบอกแค่นี้แล้วก็จากไป ไม่มีการตอบรับใด ๆ อีก

               ลุงหวังหันมาหาผม ขอให้ผมช่วยอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมไม่ยอมแล้ว ผมยื่นเงื่อนไขไปว่าถ้าอยากให้ผมช่วยจะต้องทำตามวิธีในแบบของผมเท่านั้น ถ้าลุงหวังไม่ทำ ผมก็จะไม่ทำเช่นกัน

“แกจะปล่อยให้คนนั้นตายรึไง ไอ้เด็กนี่!” ลุงหวังตะคอก

“ใช่” ผมตอบเสียงแข็ง ทั้งที่ไม่ได้คิดอย่างนั้น

               ญาติของคนที่หายไปช่วยพูดอีกแรง ลุงหวังจึงยอมสงบลงได้บ้าง เป็นเพราะความคิดถึงลูกสาวนั้นกระมังที่ช่วยชโลมใจที่ร้อนเป็นฟืนไฟอย่างนั้นลงได้

               ผมนั่งลงกับพื้นแล้วนิ่ง ทุกคนถามว่าเราจะไปตามหาที่ไหน ผมบอกว่าไม่ เราจะให้เขามาหา จากนั้นผมนั่งหลับตา พยายามพาตัวเองเข้าสู่สมาธิให้เร็วที่สุด เงียบที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

               ป่าในคืนนี้ช่างดูโหวกเหวกโวยวาย มีแต่เสียงของความสับสน เสียงสัตว์น้อยใหญ่ร้อนใจกันไปหมด เสียงโหยหวนของวิญญาณหลายดวงน่าขนลุก กลิ่นสาบสัตว์คละคลุ้งไปทั่วบริเวณผสมกับกลิ่นเน่าชวนอาเจียน

“เธอจะคุยกับเขาใช่ไหม ?” เสียงอันไพเราะยิ่งดังลอยมาในอากาศ

“ใช่ครับ ผมจะคุย”

“รอสักครู่” เสียงใสกังวานนั้นตอบรับคำขอของผม เธอผู้เคยมาร้องเพลงอยู่ที่ท่าน้ำ เธอมาช่วยผมในเวลานั้น

               เพียงครู่เดียว ‘เขา’ ก็มา ร่างของชายคนนั้นเดินมาหยุดยืนอยู่ไกล ๆ ไม่เข้ามาใกล้ ลุงหวังที่ต้องพยายามกดอารมณ์เอาไว้ก็เหมือนใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มที

“มันเกิดอะไรขึ้น เล่าให้ฟังที”

               ชายตรงหน้าค่อย ๆ พูดทีละคำเหมือนไม่คุ้นชินกับการใช้ภาษา ซึ่งผมจะสรุปให้ฟังเลยก็แล้วกัน

               เธอในร่างของเขา เธอคือ ‘เสือสมิง’ อย่างที่ทุกคนเชื่อ แต่เธอไม่ใช่เสือหนึ่งตัว เธอคือตัวแทนของความนึกคิดจากสรรพสัตว์หลาย ๆ ตัวที่ถูกคร่าชีวิตไปด้วยน้ำมือของคนในหมู่บ้านนี้เมื่อนานมาแล้ว

               ครั้งหนึ่งคนในหมู่บ้านเคยเข้ามาหาของป่า เบียดเบียนชีวิตในป่า จนบางครั้งกรรมก็ตามทัน พวกเขาต้องแลกกับสิ่งที่เขาเอาไป มันมาจากกรรมของเขา ไม่มีใครทำให้เขาตายทั้งสิ้น

               แต่แล้วคนในหมู่บ้านก็คิดว่าคงเป็นผีสางที่มาทำร้าย จึงทำการเผาป่าทั้งหมดในส่วนที่เป็นที่หากิน ไม่ใช่เขาทั้งลูก พวกเขาเผาทุกอย่าง และทำพิธีสวดส่ง นอกจากนั้นยังทำมนต์สะกดเอาไว้อีกด้วย

               ผมได้ฟังอย่างนั้นจึงค่อยเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เกิดเสือสมิงตนนี้ขึ้นมา ความแค้นที่มากพอให้สร้างรูปของจิตได้นั้น...

               ในวันที่ไฟโหมทั่วทั้งป่า สัตว์น้อยใหญ่พากันตายไปทีละตัว ๆ เธอคือเสือที่มีลูกมีครอบครัวไม่ต่างจากมนุษย์ เธอทำได้แค่เฝ้าดูลูก ๆ ที่น่ารักของเธอถูกไฟคลอกตายอย่างทรมาน เสียงร้องของลูก ๆ เธอในวันนั้นดังเข้ามาในหัวผมจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอไม่ได้ตายในทันที เธอแค่โดนไฟไหม้บางส่วน แต่ก็เป็นแผลฉกรรจ์ สุดท้ายเธอก็ตาย แต่ก่อนจะตายนั้นเธอเต็มไปด้วยความโกรธต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

               วิญญาณสัตว์หลาย ๆ ดวงเริ่มหล่อหลอมกลายเป็นตัวตนที่เรียกว่า ‘สมิง’ เพื่อมาทวงสิ่งที่พวกเขาถูกกระทำ คนในหมู่บ้านก็เหมือนลูกหลานที่พวกเขาเสียไป เขามาทวงถามเพื่อบอกกล่าวและสั่งสอนว่าเราทำสิ่งใดลงไปกับพวกเขา

               มันอาจไม่ใช่ทุกครั้งที่จะเกิดเรื่องอย่างนี้ แต่ที่นี่คงมีอะไรบางอย่างทำให้มันเกิดขึ้น

               เมื่อรู้สาเหตุ เราก็ต้องมาดูที่ผล ฝ่ายคนก็ไม่ยอมเพราะเสียญาติ แม้จะไม่ได้สนเหตุเลยก็ตาม เรื่องที่ได้ฟังไม่ต่างจากลมผ่านหู

               ลุงหวังเองก็ไม่สนใจ แค่ต้องการตัวส้มคืนเท่านั้น

               แต่ด้วยข้อต่อรองที่มีต่อกัน ลุงหวังต้องฟังผม ผมขอให้เธอจากไป แล้วออกจากร่างชายคนนี้ก่อน ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้ ผมรับปาก

               เธอทำตามเพื่อเป็นการแสดงมารยาทและความจริงใจ ผมขอให้ลุงหวังหยุด ให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น มันจะไม่มีวันจบลงถ้ายังเป็นอย่างนี้ วันหน้าก็จะมีเหตุการณ์อีกเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ

               ลุงหวังยังไม่ฟัง แต่เมื่อผมบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ส้มจะกลับบ้านไม่ได้ ประโยคเดียวนั้นทำให้ลุงหวังเงียบ และยอม

               ผมนั่งเงียบ ๆ ขอคุยกับเธออีกครั้ง ผมขอให้เธอหยุดเช่นกัน ขอให้เธอปล่อยดวงวิญญาณทั้งหมดที่เธอพรากมา นอกเหนือจากรรมของเขา แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม

               “ธรรมชาติจะไม่ปล่อยพวกเขาไว้ เธอก็รู้ กรรมจะสนองเขาในวันหนึ่ง เธอเองอย่าสร้างกรรมต่ออีกเลย กลับไปหาลูกๆ เสียจะดีกว่า”

               เธอไม่ตอบรับอะไร แต่เธอก็ถอยไป

 

               พวกเรากลับลงมาที่ด้านล่างพร้อมกับคำโกหกก้อนโตของลุงหวังว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เสือสมิงได้ตายไปแล้ว เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยสะกดให้ แลกกับการที่ ‘ห้ามขึ้นไปล่าสัตว์อีก’

               คืนนั้น ส้มกลับมาที่บ้าน เธอไม่ได้มาคุย แต่จานสังกะสีนั้นถูกเอาออกมาเล่นและวางทิ้งไว้บนพื้นบ้าน ให้ลุงหวังมาเห็นในตอนเช้าของวันถัดมา ลุงหวังกับพี่กล้าพากันกอดจานชามแน่นด้วยความคิดถึง

               วันรุ่งขึ้นเรากลับในทันที เพราะผมไม่อยากอยู่ต่ออีกแล้ว ลุงหวังเดินมาขอโทษ และบอกว่าเข้าใจแล้วถึงสิ่งที่มันควรจะเป็น ที่ผ่านมาก็แค่ปล่อยให้ความแค้นครอบงำตัวเองเท่านั้น

               ที่ตรงนั้น ป่าผืนนั้น ทุกวันนี้ ‘เธอ’ ก็ยังอยู่ ยังไม่ไปเกิด และคงอีกนานแสนนานกว่าเธอจะไป เธอคงอยู่เพื่อเฝ้าดูคำสัญญาที่มนุษย์ให้ไว้ วันใดที่มนุษย์กลับคำ เธอคงจะออกมาอาละวาดอีกครั้ง

               แต่ถึงมนุษย์จะไม่ทำอย่างนั้น ผลกรรมที่เคยก่อจะวนมาหาตัวพวกเขาเองสักวันหนึ่ง

               ผมกลับบ้านด้วยใจที่ขุ่นมัว ไม่มีอะไรคลี่คลาย ไม่มีการแก้ไข ไม่มีอะไรทั้งสิ้น นอกจากการรอดูความเป็นไปที่นอกเหนือความสามารถของผม

               ประโยคสุดท้ายที่ลุงหวังพูดกับทุกคนในหมู่บ้านตามคำแนะนำของผมคือ “อย่าพูดถึงมัน มันจะมา มนต์สะกดไม่ได้แข็งขนาดนั้น”

               ความจริงแล้วผมก็แค่อยากให้ทุกคนลืม ลืมเสือตนนี้ เลิกแช่ง เลิกใส่ความเขาเสียที หยุดสร้างกรรมต่อกัน ก็แค่นั้น

               หลังจากเรื่องราวนั้นจบลงได้สักพัก ผมก็ยังคงไม่เข้าใจ และไม่ได้คำตอบถึงความเกี่ยวข้องของตัวผมกับเรื่องในครั้งนี้ ผมเฝ้าคิดและหาคำตอบอยู่นาน นานจนลืมมันลงได้ในวันหนึ่ง

               และในคืนหนึ่งที่ผมลืมทุกอย่างไปแล้ว ไม่เฝ้าหาคำตอบใด ๆ อีกต่อไป ก็เป็นคำตอบเองที่วนกลับมาหาผม

               คืนนั้นเป็นช่วงสุดท้ายในชีวิตมหาวิทยาลัย ผมออกมานั่งเล่นคนเดียวที่ริมสระน้ำในมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างในหลาย ๆ คืนที่ผมรู้สึกสับสน ผมจะมานั่งด้วยความรู้สึกไม่สบายใจและไม่สงบ แต่คืนนั้นต่างออกไป

               ผมแค่กลับมานั่งตรงนี้ เพื่อซึมซับความทรงจำกับสถานที่แห่งนี้ เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตผมเองจะพัดพาไปอย่างไร ผมจะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่

               เวลาล่วงไปจนเกือบตี 2 เห็นจะได้ คืนนั้นเงียบสงัด แม้หมาสักตัวยังไม่ส่งเสียงเห่าหอนทะเลาะกันเหมือนอย่างทุกที ลมสงบแต่อากาศก็เย็นจัด

               ความเงียบนี้ผมคุ้นเคยดี มันเป็นสัญญาณบอกว่ามีใครบางคนกำลังมา

               ท่ามกลางความเงียบ ปรากฏเสียงหนึ่งขึ้นมาอย่างช้า ๆ เสียงนั้นนุ่ม เย็น ฟังแล้วสบายใจ เสียงผิวน้ำสั่นไหวเป็นระลอก น่าฟัง

               เสียงผิวน้ำเกิดเป็นคลื่นเล็ก ๆ อยู่อีกพักหนึ่ง ก็ยังไม่มีใครปรากฏกายออกมาให้ได้เห็น จนผมแอบถามอยู่ในใจว่า ‘ทำไม ?’

“เรียกเธอมา ต้องเรียก เธอมาเองไม่ได้”

               เสียงที่คุ้นเคยและคอยช่วยเหลือผมมาตลอด ดังแว่วมากับสายลมก่อนจะจากไปราวกับสายลมอีกเช่นกัน

“มาเถอะ มาคุยกัน”

               เสียงคลื่นน้ำสงบลง เปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้แห้งที่คุ้ยเคย กลิ่นนั้นจางอยู่ในอากาศแต่ก็ชัดเจน ข้างกายผมปรากฏเป็นภาพหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่ง เราเคยพบกันมาแล้ว ‘เธอที่ท่าน้ำ’

               เธอหันมายิ้มให้ แม้ดวงหน้าจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่เธอก็ยังเป็นเธอ ผมจำได้ ครั้งนี้เธออยู่ในรูปกายสวยงามพร้อมเครื่องแต่งกายที่ไม่น่าจะใช่ของชาวบ้านทั่วไป

               ครั้งหนึ่งเธอเคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วแสนนาน ผมไม่ได้มีความรู้มากพอจะบอกได้ว่าเสื้อผ้าเธอเรียกว่าอะไร บอกได้แค่ว่าน่าจะเป็นชุดของคนมีฐานะระดับหนึ่ง

               หลังจากทักทายผม เธอหันไปมองรอบข้างอย่างเงียบ ๆ แม้เธอไม่ใช่มนุษย์แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกปนปีติ ความรู้สึกนั้นยากจะอธิบาย ใบหน้าเธอปรากฏหยดน้ำตาไหลลงที่ข้างแก้มก่อนจะหายไป นั่นคงไม่ใช่น้ำตาจริง ๆ แต่คงเป็นความเคยชินที่เธอแสดงให้เราเห็นเท่านั้น 

“ที่นี่ อยู่สุขสบายดีกันแล้วใช่ไหม ?”

               เพียงประโยคเดียว ผมก็เข้าใจถึงมวลความรู้สึกที่สัมผัสได้ก่อนหน้านี้

“นานแสนนาน นานเหลือเกินที่ฉันไม่ได้กลับบ้าน ได้แต่ติดอยู่ที่นั่น”

               ครั้งหนึ่งเธอคงเคยเป็นคนที่นี่ แต่คงพลัดถิ่นไปตามไฟสงครามในยามนั้น

               ผมไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้เธอซึมซับความคิดถึงให้เต็มที่ เมื่อเธอพร้อมเธอจะพูดเอง

               เธอบอกผมว่า ที่แห่งนั้นผมมีความเกี่ยวข้อง ด้วยครั้งหนึ่ง ‘พวกเรา’ เคยเดินทางไปเหยียบ ผมได้กลับ แต่เธอไม่  ด้วยความแค้น ความผิดหวัง และอะไรหลาย ๆ อย่างทำให้เธอติดอยู่ที่นั่นจนทุกวันนี้

               เรื่องราวดำเนินผันผ่านไปเรื่อย ๆ เธอได้แต่เฝ้ามองคนในหมู่บ้านสร้างกรรมวนเวียนอย่างน่าเวทนา แต่เธอจะทำอะไรได้ ในเมื่อเธอก็เป็นเพียงวิญญาณที่ต้องชดใช้กรรมดวงหนึ่ง แม้สำนึกในบุญคุณก็ไร้ความสามารถ

               เธอให้ผมเห็นแม้เพียงครู่ ภาพของกองทัพผสมรวมกัน ทั้งคนเดินเท้า ม้า ช้าง และวัว ในนั้นไม่ได้มีแค่ทหาร แต่มีชาวบ้านชาววังรวมอยู่ด้วย

               เพียงเท่านั้นก็เข้าใจได้ หลังจากนั้นที่ผมลงไปไล่หาความรู้อ่านเพิ่มเติมก็เห็นจริงดังนั้น แม้ไม่ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนเพราะไม่ได้มีเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ที่ตรงนั้นคงจะเป็นทางเดินทัพครั้งหนึ่ง

               “แล้วผมเกี่ยวอะไรกับชาวบ้าน ?”

               “เธอไม่ได้เกี่ยวกับชาวบ้าน ผู้ที่อยู่ในกงกรรมไม่อาจตาสว่างและหลุดพ้นจากมันได้ บางครั้งก็ต้องอาศัยคนนอกเข้ามาช่วย”

               เธอเล่าต่อว่า ในเวลานั้นอาหารมีน้อยนิด แต่ชาวบ้านของชุมชนนั้นในเวลานั้นได้แบ่งปันอาหารให้บางส่วนเพื่อยังชีพพวกเรา

               แม้เวลาผ่านไปนาน ลูกหลานผลัดเปลี่ยนเวียนรุ่นไป แต่เชื่อเถอะ ผู้ที่ถูกส่งมาเกิดในที่ใดที่หนึ่งมักจะมีความเกี่ยวข้องกับที่นั้น ๆ และวนเวียนมาแล้วหลายครั้งหลายคราว

               “ฉันต้องไปแล้ว หมดเวลาแล้ว”

               เธอหันไปกราบลา ‘ท่าน’ อีกครั้ง ก่อนจะใช้มือลูบไล้ไปตามผืนดินที่เธอแสนคิดถึง แต่ไม่มีวันได้กลับมาเหยียบ

“ฉันขอลาเท่านี้ ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้กลับบ้าน แม้จะแค่ชั่วคราวก็ตาม”

               ผมปาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาอย่างห้ามไม่ได้ อีกครั้งที่รู้สึกว่าเราช่างไร้ความสามารถ ไม่อาจช่วยให้เธอนั้นพบความสุขได้ ต้องปล่อยให้เธอจมและวนเวียนต่อไปอีกนาน

               มาคิดดูอีกครั้ง ความบังเอิญคงไม่มีในโลก เพราะถ้าผมไม่ได้รู้จักมีน ก็คงไม่ได้ไปที่นั่น และเมื่อมาทบทวนดูอีกครั้งก็ได้พบว่า เรื่องราวในหลาย ๆ ครั้งมาจากเพื่อนทั้งนั้น และนั่นคงหมายถึงเพื่อน ๆ ที่อยู่รอบตัวของผม ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกัน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น