อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 13 บัดดี้แลป

               เรื่องที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ มันผ่านมาได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่ก็ยังเป็นเรื่องหนึ่งที่ติดอยู่ในใจผมตลอดมา ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัย เรียกว่าเป็นโค้งสุดท้ายก่อนจะจบออกไปเผชิญกับชีวิตการทำงาน และแน่นอนว่าสิ่งที่หนีไม่พ้นก่อนการเรียนจบก็คือโปรเจกต์จบ

               ตัวผมเรียนอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ โปรเจกต์จบนั้นเกือบทั้งหมดจะเป็นเรื่องของการทำแลปเหมือนอย่างที่เรียนและทำมาตลอดตั้งแต่ปีหนึ่ง แต่สิ่งที่ต่างกันคือโปรเจกต์นี้ผมต้องทำคนเดียว ไม่เหมือนช่วงที่กำลังเรียนที่จะมีเพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นคู่หู ซึ่งเรียกกันง่าย ๆ ว่า ‘บัดดี้แลป’

               อภิสิทธิ์หนึ่งของเด็กปี 4 ก็คือสามารถเข้าออกทำแลปได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืน เพราะหมดวิชาเรียนแล้ว ผมมักจะนอนดึกแล้วตื่นสาย ๆ ทำแลปยาวไปจนเกือบ ๆ เที่ยงคืนก่อนประตูมหาวิทยาลัยจะปิดแล้วจึงกลับหอพัก เพราะกลางวันนั้นค่อนข้างร้อน และมีคนอื่น ๆ ที่มาร่วมใช้ห้องทดลองเยอะเหมือนกัน

               คืนนั้นก็เช่นกัน ผมเลือกที่จะเข้ามาทำแลปในช่วงบ่ายแก่ ๆ และตัดสินใจว่าจะกลับก่อนเที่ยงคืนตามปกติ หลังจากพักออกไปกินข้าวเย็นกับเพื่อน ๆ แล้ว ก็กลับเข้ามาที่แลปด้วยตัวคนเดียว คืนนี้ผมไม่มีเพื่อนอยู่ทำงานด้วย เพราะเป็นวันสุดสัปดาห์ คนอื่น ๆ ต่างพากันออกไปสังสรรค์ปาร์ตี้ แต่ตัวผมนั้นกำลังอยู่ในช่วงเร่งงานเพื่อให้จบทันเวลา

               ปกติแล้วส่วนมากจะมีเพื่อนที่อยู่แลปห้องอื่นมานั่งเป็นเพื่อนช่วงกลางคืนทำให้ไม่เหงาสักเท่าไหร่ แต่คืนนี้เงียบสงัดไม่มีใครสักคน นอกจากเสียงเพลงที่เปิดจากลำโพงที่ผมถือวิสาสะแอบอาจารย์ยกเข้ามาตั้งไว้ในแลป เพลงที่ชอบถูกเล่นไปเรื่อย ๆ ทำให้การทำแลปนั้นไม่น่าเบื่อ

               เวลาล่วงเลยไปจนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว ผมเงยหน้าดูนาฬิกาด้วยความตกใจ เพราะงานที่วางแผนไว้ยังดำเนินไปได้ไม่ถึงครึ่งกับเวลาอีกเกือบชั่วโมงที่เหลือ ผมเร่งมือทำแลปให้เร็วขึ้น แต่งานส่วนมากก็ต้องรอเวลาตามขั้นตอนอยู่ดี ผมจึงตัดสินใจว่าคืนนี้จะกลับดึกกว่าที่เคยสักหน่อยเพื่อให้ได้ปริมาณงานตามที่กำหนด

(เสียงโทรศัพท์เข้า)

“ฮัลโหล ว่าไง ?” ผมรับสาย

“กลับหอยังวะ ?” เพื่อนที่ปลายสายถาม

“ยังว่ะ น่าจะดึก งานไม่เสร็จ มีอะไร ?”

“กูลืมปิดคอมที่แลปกูว่ะ ฝากเดินไปปิดหน่อยดิ เดี๋ยวเช้ามาอาจารย์ด่า”

“เออ ได้ ๆ”

“ทำแลปดึก ๆ ระวังนะมึง จำที่พวกรุ่นพี่เขาเล่าได้หรือเปล่า ?” เพื่อนพยายามจะแกล้งผม

“ไอ้เวรนี่ กูยิ่งกลัว ๆ อยู่ งั้นกูไม่ไปปิดคอมให้มึงแล้ว” ผมก็เลยแกล้งเพื่อนกลับ

“ขอโทษ ๆ กูล้อเล่นน่า ปิดให้กูด้วย”

               สิ่งที่เพื่อนพูดไว้ก่อนจะวางสายไปทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าหลาย ๆ เรื่องที่รุ่นพี่มักจะเล่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ว่าตึกภาควิชาของเรานั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ร่วมกับเรามาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างมหาวิทยาลัย เรื่องเล่าที่ได้ยินมานั้นหลากหลาย แต่ก็มีหลายเรื่องที่ตรงกันอย่างน่าตกใจ ถ้าไม่เชื่อเลยก็ดูจะทำได้ยากพอสมควร

               ผมเปิดประตูแลปที่เป็นกระจกบานเลื่อนออก แล้วเดินเข้ามาในส่วนที่คล้ายกับออฟฟิศเอาไว้นั่งทำงานในคอมพิวเตอร์ จากนั้นผมหยิบเอาเสื้อคลุมมาใส่เพราะช่วงนั้นอากาศค่อนข้างเย็น ก่อนจะเปิดประตูไม้ที่เป็นบานพับออกสู่ทางเดินของตัวตึก

               ด้วยความเคยชินทำให้ผมไม่ทันสังเกตว่าไฟทางเดินและที่อื่น ๆ บนตึกนั้นปิดหมดแล้ว แลปของผมอยู่ที่ชั้น 5 ของตึกซึ่งเป็นชั้นบนสุด ทำให้มองผ่านช่องว่างของตัวตึกลงไปยังชั้นหนึ่งได้สบาย ๆ ผมเดินไปตามทางเดินของตัวตึกที่เป็นวงกลม มองผ่านลงไปตรงช่องว่างกลางตัวตึกจะเห็นชั้นอื่น ๆ ได้ทั้งหมด

               ไฟทางเดินของตึกถูกปิดไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตามทางเดินหรือห้องทำงานต่าง ๆ ในตัวตึก ห้องเดียวที่ยังเปิดไฟอยู่คือห้องแลปของเพื่อนที่โทรเข้ามาเมื่อสักครู่ ซึ่งนั่นคงจะเป็นเพื่อนผมที่ลืมปิดอย่างที่ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้

               คืนนี้แปลก ไม่มีใครอยู่ทำงานล่วงเวลาเหมือนกับผมเลยสักคน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ รวมถึงพี่ ๆ ที่เรียน ป.โท หรือ ป.เอก

               ผมเดินไปตามพื้นของตัวตึกอย่างช้า ๆ เสียงฝีเท้าสะท้อนดังก้องไปทั่วตึก ความเงียบที่มียิ่งทำให้ได้ยินเสียงเหล่านั้นง่ายขึ้น ผมเงี่ยหูฟังเสียงหายใจของตัวเองพร้อมกับเสียงฝีเท้าเพื่อให้คลายเหงา

ตึก...

               ผมหันหลังกลับอย่างรวดเร็วเพราะได้ยินเสียงคล้ายฝีเท้าอีกคู่หนึ่งดังมาจากข้างหลัง แต่เมื่อหันไปกลับมีเพียงความมืดและความว่างเปล่าของตัวตึก เสียงสะท้อนหายไปแล้วพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ได้ยินเมื่อสักครู่ก็ไม่มีแล้วเช่นกัน

               ความกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเล็กน้อย ผมวิ่งตรงไปยังหน้าลิฟต์ กดปุ่มเรียกด้วยความรู้สึกที่ยังหวิว ๆ อยู่ ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกผมก็รีบเดินเข้าไปข้างในและกดปิดประตูอย่างรวดเร็ว สายตามองผ่านช่องว่างระหว่างบานประตูที่แคบลงเรื่อย ๆ หวังว่ามันจะไม่มีอะไรโผล่อออกมาเหมือนในหนัง และก็โชคดีที่มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น

               ลิฟต์เปิดที่ชั้น 3 ตามที่ผมกดไว้ อีกครั้งที่ผมต้องเดินไปตามทางมืด ๆ โดยมีเพียงแสงไฟที่ลอดผ่านช่องกระจกของบานประตูห้องแลปออกมาเท่านั้น ผมหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องแลปของเพื่อน สอดส่องสายตามองเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมนั้นเพื่อสำรวจว่ายังมีใครอยู่หรือไม่ แต่ก็ไม่มีนอกจากไฟเพดานและคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้

               ผมเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปปิดไฟและคอมพิวเตอร์ให้เพื่อน พอล๊อกประตูเสร็จแล้วหันกลับมาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าในเวลานี้ไม่เหลือแสงสว่างใด ๆ อีกต่อไปแล้ว มีเพียงความมืดของตัวตึกเท่านั้น โชคดีที่ผมเอาโทรศัพท์ลงมาด้วย ผมจึงกดเปิดไฟฉายในโทรศัพท์ส่องนำทางพาตัวเองกลับไปยังลิฟต์ตัวเดิมอีกครั้ง

               เพียงแค่กดเรียกลิฟต์ ประตูก็เปิดทันทีเพราะไม่มีใครใช้งานนอกจากผม เมื่อกลับมาถึงชั้น 5 แล้วผมก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาเสียอย่างนั้น ถ้าออกจากลิฟต์มา ห้องแลปของผมจะอยู่ทางขวามือสุดทางของตัวตึก ส่วนห้องน้ำนั้นอยู่ที่ฝั่งซ้ายสุดทางของตัวตึก นั่นหมายถึงผมต้องเดินฝ่าความมืดของตัวตึกจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง

               ผมไม่อยากเดินไปห้องน้ำแต่ก็ไม่สามารถทนได้ ผมจึงใช้โทรศัพท์ส่องฉายไฟเดินไปตามทางเดินที่คุ้นเคยแต่ช่างแตกต่างกันเหลือเกินกับตอนกลางวัน เสียงฝีเท้าของตัวเองดังก้องไปทั่วตึกอีกครั้ง ด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้ยินเสียงฝีเท้าอื่นที่ไม่ใช่เสียงสะท้อนจากฝีเท้าตัวเอง

ตึก...

               ผมหยุดฟังเสียงฝีเท้าของตัวเองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ชัดเจนเหมือนคราวที่แล้ว เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นแค่เสียงสะท้อนจริง ๆ

               หลังจากทำธุระเสร็จผมก็รีบเดินออกจากห้องน้ำ เพราะนึกถึงเรื่องที่รุ่นพี่เคยเล่าให้ฟังว่ามีหลายคนโดนดีในห้องน้ำช่วงกลางดึกบ่อย ๆ

ผมเดินออกมานอกห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันจะพ้นมุมตึกตรงนั้นผมก็ได้ยินเสียง

ฮือ...

               เพียงแค่ได้ยินเสียงนั้น หัวใจผมก็หล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งตัว เพราะสิ่งที่เคยได้ยินมากับสิ่งที่ได้ยินอยู่ตอนนี้นั้นตรงกันทุกประการ เสียงร้องไห้ยังดังอยู่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด และมันดูจะดังมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงนั้นดังออกมาจากฝั่งห้องน้ำหญิงที่ประตูทางเข้าอยู่ตรงกันกับฝั่งชายพอดี

               ผมไม่คิดจะมองเข้าไปเพื่อหาสาเหตุ ตัดสินใจวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้เพื่อกลับไปยังห้องแลปที่มีไฟสว่าง เสียงฝีเท้าของผมดังก้องและสะท้อนไปมาตามตัวตึกอีกครั้ง แต่ด้วยความรีบทำให้ผมสะดุดขาตัวเองจนเกือบล้มลงกับพื้น จังหวะนั้นเองที่ผมใช้มือคว้าราวเหล็กของระเบียงตึกไว้ได้

ตึก... ตึก...

               ครั้งนี้ผมแน่ใจแล้วว่าเสียงที่ได้ยินนั้นไม่ใช่เสียงสะท้อน เพราะขาของผมยังอยู่กับที่ทั้งสองข้าง ไม่ได้ก้าวไปไหน เสียงฝีเท้านั้นดังมาจากทางห้องน้ำที่ผมเพิ่งหนีมา จังหวะของมันเนิบช้า แต่ก็ตรงมาที่ผมอย่างไม่ต้องสงสัย

               ผมใช้เวลาตกใจกลัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้และออกวิ่งอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของผมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนซ้อนทับกันอยู่เป็นช่วง ๆ อีกนิดเดียวผมกำลังจะวิ่งถึงทางเดินหน้าห้องแลปแล้ว

ติ๊ง

               เสียงลิฟต์ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้ผมตกใจจนเกือบหัวใจวาย ผมดีใจที่จะมีใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อนผมในเวลานี้ ผมกำลังจะวิ่งไปถึงหน้าประตูลิฟต์แล้ว...คิดพลางมองประตูลิฟต์ที่กำลังเลื่อนออกจากกัน แสงสว่างจากในลิฟต์ทำให้ทางเดินสว่างขึ้นเล็กน้อย

               ผมหวังว่าจะมีใครสักคนเดินออกมาจากตรงนั้น แต่ก็เปล่า ลิฟต์ตัวนั้นว่าง ไม่มีใครอยู่ ประตูลิฟต์ยังคงเปิดค้าง ไม่ปิดตัวลง ผมมองเข้าไปในลิฟต์ด้วยความรู้สึกกลัวและขนลุก

ตี๊ด...

               ผมสะดุ้งอีกครั้งเพราะเสียงลิฟต์ที่ดังออกมานั้นลากยาวคล้ายเวลาที่น้ำหนักเกินหรือประตูค้าง ประตูลิฟต์นั้นไม่ยอมปิด มันเปิดค้างอยู่อย่างนั้น ผมหลับตาวิ่งผ่านลิฟต์ตัวนั้นกลับเข้าไปในห้องแลปของตัวเองพร้อมกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ

               ผมหอบอยู่ที่หน้าประตูไม้ในส่วนออฟฟิศ รีบลงกลอนทันที เพลงที่เปิดไว้ดับไปแล้ว ทำให้ภายในห้องนั้นเงียบมาก นอกจากเสียงแอร์แล้วก็ไม่มีเสียงอื่นอีก

               และเพราะความเงียบนั้นเองทำให้ผมได้ยินเสียงสัญญาณลิฟต์ที่ยังคงดังค้างอยู่อย่างนั้น ผมพยายามจะเปิดเพลงให้ดังขึ้นเพื่อกลบความกลัว แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เปิดเพลงผมก็ได้ยินเสียงลิฟต์ดังขึ้นอีกครั้ง

ติ๊ง...

เสียงสัญญาณลิฟต์ปิด และคงจะเคลื่อนตัวลงไปยังชั้นล่างตามปกติ

               ผมเปิดเพลงให้ดังอย่างที่ตั้งใจแล้วรีบโทรหาเพื่อนทันที

“เฮ้ย! พวกมึงกลับกันยังวะ ?” ผมตะโกนใส่โทรศัพท์

“ยัง ๆ อยู่ร้านเนี่ย ทำไม จะมารึไง ?”

“เปล่า ๆ แต่ถ้ากินเสร็จแล้วมารับกูที่แลปหน่อยดิ เหนื่อย ๆ ว่ะ ไม่อยากขี่รถเอง” ผมอ้างกับเพื่อนไปอย่างนั้น เพื่อให้พวกมันกลับมารับผมหลังจากดื่มกันเสร็จ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงกันกี่โมง

               พอกลับเข้ามาในห้องแลปแล้ว ผมก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเพราะเป็นที่ที่คุ้นเคย อีกอย่างพอพ้นความกลัวตรงนั้นมาได้ สมองก็กลับมาคิดเรื่องงานและเริ่มทำแลปต่อได้จนเกือบจะเป็นปกติ

               ผมทำงานต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ดูนาฬิกาว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่

(เสียงแก้วกระทบกัน)

จู่ ๆ เครื่องแก้วที่ถูกเก็บไว้ในชั้นวางก็กระทบกันจนเกิดเสียงดังเบา ๆ ทำให้ผมตกใจ ผมมองไปยังชั้นวางตรงนั้นก็เห็นว่าทุกอย่างยังคงอยู่ดี ไม่มีอะไรร่วงหล่นหรือขยับแม้แต่น้อย

               คงจะเป็นลมพัด...ผมคิดอย่างนั้น เพราะส่วนแลปที่แยกออกจากส่วนออฟฟิศนั้นเป็นห้องเปิดโล่ง ใช้หน้าต่างไม่ใช้แอร์เพราะมีสารเคมีอันตรายอยู่  

เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง...คราวนี้ผมแน่ใจว่ามันไม่ใช่ลม และเสียงนั่นก็ดังขึ้นจริง

               ผมเร่งมือทำแลปให้เสร็จอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้รีบหนีออกมาจากตรงนั้น ในใจก็กลัวอยากจะรีบกลับซะตอนนี้ แต่งานก็ค้างอยู่ และถ้ากลับตอนนี้นั่นหมายถึงงานที่ผมทำมาทั้งวันจะสูญเปล่า

               ผมรวบรวมความกล้าทำแลปต่อ พอเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้วสิ่งที่ต้องทำก็มีเพียงนั่งรอให้ครบเวลาเท่านั้น ผมเปิดประตูกระจกบานเลื่อนนั้นออกแล้วเข้ามานั่งในห้องออฟฟิศทันที เพลงจากลำโพงยังถูกเปิดไว้เสียงดัง ผมเปิดเกมในคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเล่นเพื่อฆ่าเวลารอเพื่อนมารับ

               ผมเล่นเกมไปได้สักพักก็ยังไม่มีวี่แววของเพื่อนแม้แต่น้อย

(เสียงลากเก้าอี้)

ผมหันกลับไปตามเสียงที่ดังออกมาจากในห้องแลป เสียงมันเหมือนกับขาโต๊ะที่เป็นเหล็กขูดไปกับพื้นเวลามีคนเลื่อนเก้าอี้ เสียงนั้นดังสั้น ๆ แต่ก็ชัดเจน

               ผมโทรหาเพื่อนอีกครั้ง พวกมันยังไม่ออกมาจากร้าน ผมเร่งกึ่งขอร้องให้พวกมันรีบออกมาทันที เพราะผมเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว

ครืด...

               เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผมสะดุ้งสุดตัว ผมกลัวจริง ๆ แล้ว อยากตัดสินใจกัดฟันฝ่าความมืดออกไปข้างนอกในเวลานี้ก็ไม่กล้าพอ เพราะต้องใช้ลิฟต์เพื่อลงไปยังชั้นล่าง สิ่งที่เจอเมื่อกี้ทำให้ผมไม่กล้าจริง ๆ

               ผมพยายามเบนความสนใจของตัวเองด้วยเกมตรงหน้า และมันก็พอจะทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น