อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 14 บัดดี้แลป (2)

(เสียงปิดประตู)

               เสียงปิดประตูดังมาจากห้องแลปที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห้องของผมที่มีทางเดินคั่นกลางประมาณ 2 - 3 เมตร

               ผมชะโงกหน้ามองผ่านกระจกที่ประตูไม้ไปยังห้องแลปห้องนั้น คิดว่าคงจะมีคนเข้ามาทำงานช่วงดึก ๆ ผมมองผ่านแผ่นใสพรางตาที่ติดไว้ตรงกระจกทำให้มองเห็นภายนอกเป็นภาพเบลอ ๆ

               ไฟห้องแลปฝั่งตรงข้ามสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงขยับข้าวของด้านในทำให้ผมอุ่นใจขึ้น ผมเปิดประตูห้องออฟฟิศออกไปยังห้องแลปฝั่งตรงข้าม

(เสียงลูกบิดประตู)

ผมออกแรงบิดลูกบิดที่ประตู แต่มันกลับถูกล็อกเอาไว้ ผมมองผ่านแผ่นพรางตานั้นอีกครั้ง ข้างในมีเงาร่างหนึ่งวูบไหวไปมาอยู่ในแสงสว่าง เสียงประตูเลื่อนด้านในดังขึ้นพร้อมกับร่างนั้นที่เดินหายเข้าไปด้านใน

               ผมเคาะประตูเรียกใครสักคนที่เพิ่งเข้ามาทำแลปในห้องนี้ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครออกมาเปิดให้ คาดว่าเสียงเคาะคงดังไปไม่ถึงด้านในแลป

               ผมยืนรออีกหน่อย เผื่อว่าเขาจะออกมาแต่ก็ไม่มีวี่แวว ผมเหลือบมองไปยังทางเดินมืด ๆ ของตัวตึกอีกครั้ง แต่ก็เกิดกลัวขึ้นมาอีก จึงตัดสินใจไม่รอ กลับเข้ามานั่งในออฟฟิศของตัวเองตามเดิม

               ระหว่างที่นั่งรอเพื่อน ผมยังคงมองแสงไฟที่สว่างอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ ๆ ห้องฝั่งตรงข้ามยังสว่างอยู่ และตอนนี้ใครสักคนในนั้นก็กำลังเดินออกจากส่วนแลปกลับมาอยู่ในส่วนของออฟฟิศ ตอนแรกผมคิดจะเปิดประตูเข้าไปทักทาย แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าอาจเป็นพี่คนที่เราไม่สนิท หรืออาจเป็นอาจารย์ประจำห้องนั้น

               ผมตัดสินใจมองเขาผ่านภาพเบลอ ๆ ของกระจกอยู่อย่างนั้นแทน ผมเล่นเกมไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ พอรู้ตัวอีกทีหันกลับมาห้องนั้นก็ปิดไฟไปแล้ว ผมตกใจเพราะเพื่อนเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่หายไปแล้ว กำลังจะเปิดประตูออกไปข้างนอกเพื่อเรียกหาคนคนนั้นเพราะยังไม่ได้ยินเสียงลิฟต์ เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเพิ่งปิดไฟ และเสียงเปิดปิดประตูก็ยังไม่มีด้วย

               ผมลุกจากโต๊ะตรงไปยังประตู กำลังจะบิดลูกบิดแต่ก็ต้องถอยหลังกลับมา เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้ผมกลัวจับใจ

               ที่ช่องกระจกเล็ก ๆ ของประตูไม้นั้นมีแผ่นพรางตาแปะอยู่ ตอนนี้ภาพเบลอ ๆ จากภายนอกปรากฏเป็นรูปร่างของใครบางคนยืนแนบกับประตูห้องแลปของผม

“ใครครับ ?”

               ผมตะโกนถามเสียงดัง หวังว่าคนตรงหน้าจะตอบกลับมา แต่ก็เปล่า ร่างเบลอ ๆ นั้นยืนนิ่งแนบกระจกมองเข้ามายังภายในห้องทดลองของผม หรืออาจจะกำลังมองมาที่ผมก็ได้

               ผมสังเกตจากเงานั้นแล้วคิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิง เธอมีผมยาวประบ่า ไม่เห็นรายละเอียดใบหน้า เสื้อนั้นเป็นสีอ่อนไม่แน่ใจว่าขาวหรือฟ้า ส่วนที่เป็นสีดำ ๆ ของผมมีอยู่เพียงรอบข้าง นั่นหมายถึงเธอกำลังมองมาทางนี้อย่างแน่นอน

ปัง!

เสียงหน้าต่างกระแทกปิดเข้ามา ผมร้องสุดเสียงด้วยความตกใจ เพราะหน้าต่างด้านนอกห้องแลปตีกลับเข้ามากระแทกกรอบหน้าต่างจนเกิดเสียงดัง

               ผมได้ยินเสียงลูกบิดประตูดังมาจากประตูห้องทำงานของผม เสียงนั้นเหมือนคนพยายามเปิดเข้ามาแต่ผมล็อกไว้ เสียงนั้นดังซ้ำอยู่อีกหลายครั้ง สิ่งเดียวที่ผมคิดออกและทำในเวลานั้นคือหลับตาแล้วสวดมนต์

               เสียงสวดมนต์ของผมถูกซ้อนทับด้วยเสียงร้องไห้ของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น เงาร่างของหญิงสาวยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอมองผ่านกระจกเข้ามาด้านในพร้อมกับเสียงร้องไห้ที่ฟังดูเศร้า แต่ผมทำได้แค่กลัว

               ผมสวดมนต์ให้เสียงดังขึ้นเพื่อแข่งกับความกลัว

               นอกจากเสียงร้องไห้แล้ว ยังมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นระยะ ๆ เหมือนกับต้องการจะเข้ามาในห้องนี้

               “เฮ้ย! เปิดดิวะ จะกลับไหม ?”

               ผมสะดุ้งเพราะได้ยินเสียงบิดลูกบิดดังกว่าปกติพร้อมกับเสียงตะโกนของเพื่อนที่ผมขอให้มันมารับ ผมดีใจมาก รีบวิ่งไปเปิดประตูจากข้างในให้เพื่อนเข้ามา

“ทำอะไรวะ กูเรียกเป็นชาติละ ไม่ยอมมาเปิด” เพื่อนโวยวายอย่างอารมณ์เสีย

“หา! มึงมาตอนไหน กูเพิ่งได้ยินเนี่ย แล้วมึงเคาะประตูปะ ?” ผมถาม เพราะเพื่อนบอกว่ามานานแล้ว แต่ผมกลับไม่รู้เรื่องเลยสักนิด เพื่อนบอกกับผมว่ามันไม่ได้เคาะประตู มันแค่บิดลูกบิดแล้วตะโกนเรียกอยู่หน้าห้อง เพราะรู้ว่าข้างในห้องนั้นมีแค่ผม

               สาบานได้เลยว่าผมไม่ได้ยินเสียงเรียกของเพื่อนแม้แต่นิด มันบอกว่ามันโทรหาผมด้วยตอนมาถึงที่ลานจอดรถ กะว่าจะให้ผมลงไปข้างล่างเลยจะได้ไม่ต้องจอดรถ แต่กลับโทรไม่ติด ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ปรากฏว่าไม่มีมิสคอลใด ๆ ปรากฏอยู่ ทั้งที่มันยังทำงานได้ปกติ

               ผมเก็บของใส่กระเป๋า ตั้งใจจะกลับกับเพื่อนอีกสองคนที่มารับทันที ส่วนแลปที่ตั้งค้างไว้จะมาเก็บในตอนเช้าแทน

               ที่หน้าประตูห้องแลปของผมตอนนี้ไม่มีใคร และห้องฝั่งตรงข้ามก็มืดสนิทไม่มีใครเช่นกัน

“มึงสวนกับใครป่าววะตอนมา ?” ผมถามเพื่อน

“ไม่มีนะ กูก็มากันแค่สองคน”

               ผมคิดว่าถ้าคนในห้องตรงข้ามเพิ่งกลับไป ก็น่าจะต้องสวนทางกับสองคนนี้ แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด ผมพยายามคิดเอาในแง่ดีว่าเพื่อนของผมคงจะมาช้า ไม่ทันเจอคนห้องแลปฝั่งตรงข้ามมากกว่า

               ก่อนกลับออกจากตึก ผมต้องเซ็นชื่อที่โต๊ะยามก่อนทุกครั้งตามกฎของคณะ

“กลับซะดึกเลยน้อง ไม่กลัวเหรอ ?” น้ายามที่สนิทกันถาม

“กลัวสิน้า แต่ดีมีแลปตรงข้ามมาอยู่ด้วย ค่อยอุ่นใจหน่อย”

“แลปไหน ? ไม่มีใครขึ้นไปนะ นอกจากน้องแล้วก็ไม่มีใครอีกเลยนะ ผมเฝ้าอยู่ตลอดตั้งแต่เย็น ไม่มีใครเข้าออกเลยนอกจากน้อง” สิ่งที่น้ายามพูดทำเอาผมใจหายวาบ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่รีบเดินไปหาเพื่อนเพื่อเตรียมตัวกลับพร้อมกัน

               ผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนคนหนึ่งกลับ โดยที่เพื่อนอีกคนขี่มอเตอร์ไซค์ไปคนเดียว หน้าตึกของผมจะมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งจำเป็นจะต้องผ่านทุกครั้งที่เข้าออก

               ด้วยความเคยชิน ผมมองไปยังใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้น แล้วผมก็ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีขาวสะอาด เธอมีผมยาวประบ่า รูปร่างสมส่วนคล้ายกับคนที่ผมเห็นผ่านประตูห้องแลป ผมมองเธอคนนั้นอย่างละสายตาไม่ได้เพราะเมือนกับไม่มีสติแล้วในตอนนี้

               เธอมองกลับมายังผมด้วยใบหน้าเศร้า ๆ พร้อมกับเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ทั่วบริเวณ พอตั้งสติได้ผมก็รีบซุกหน้ากับหลังเพื่อนเพราะไม่อยากเห็น

               ก่อนที่ผมกับเพื่อนอีกคนจะแยกกันนั้น ผมเห็นหญิงสาวคนเดิมนั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนผมและขี่กลับออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปจนลับสายตา

“มึง ช่วงนี้มีคนเจอผีที่ตึกเรามั่งป่าววะ ?”

“ถามทำไมวะ ?”

“อยากรู้เฉย ๆ”

“เหมือนพี่ที่แลปกูเขาจะพูด ๆ กันอยู่นะ แต่กูจำไม่ได้ว่ะ พรุ่งนี้ถามให้”

               ผมถามเพื่อนอ้อมๆ เผื่อจะได้เรื่องอะไรขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่มีเพราะเพื่อนจำไม่ได้ คืนนั้นผมหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเหนื่อยอ่อน จนถึงช่วงสาย ๆ วันต่อมาที่ผมถูกปลุกด้วยสายโทรศัพท์จากพี่ที่เรียน ป.โท ในแลป

“ฮัลโหล ครับพี่” ผมรับสาย

“จะเข้าแลปกี่โมง อาจารย์ถามหา แล้วก็มาเก็บแลปที่ตั้งไว้ด้วย”

“งั้นเดี๋ยวเข้าไปเลยพี่ ฝากปิดเครื่องให้หน่อยครับ”

“ปิดอะไร ? อ้าว...ก็มันปิดอยู่แล้วนี่นา พี่ก็คิดว่าแกลืมเลยโทรมา”

               ผมกระโดดลุกขึ้นมานั่งบนเตียงทันทีที่ได้ยินพี่ ป.โท บอกว่ามันปิดอยู่แล้ว ผมถามย้ำว่ามีใครเข้ามาก่อนพี่หรือเปล่า แต่พี่เขายืนยันว่าไม่มี เพราะเขาเป็นคนไขกุญแจเปิดห้องเช้านี้ด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงผมคือคนสุดท้ายที่ออกจากห้องนั้น และผมก็แน่ใจว่าผมเปิดเครื่องค้างไว้เพราะตั้งใจจะไปเก็บในตอนเช้า

               ผมรีบกลับเข้าไปที่แลปอย่างรีบร้อน และก็พบว่ามันถูกปิดอยู่แล้วจริง ๆ ผมไม่ได้เล่าหรืออธิบายอะไรให้คนอื่น ๆ ฟัง แต่ในตอนกลางวันที่ผมนั่งกินข้าวอยู่ในโรงอาหารตามปกติ เพื่อนคนเดิมของผมก็เดินตรงมานั่งด้วย

“เออมึง กูไปถามมาแล้วนะ ช่วงนี้มีจริง ๆ ว่ะ” เพื่อนทำหน้าเครียด ๆ เหมือนกลัวอะไรบางอย่าง

“เขาว่าไงมั่งวะ ?”

“เขาบอกว่ามีคนเจอผีผู้หญิงมาร้องไห้ให้ได้ยิน แล้วก็ตรงต้นโพธิ์น่ะ ช่วงนี้มีคนรถล้มรถคว่ำบ่อยมาก ตรงหน้าต้นนั้นเลย เมื่อสองวันก่อนก็มีคนมาขับรถชนกันตรงนั้น ดีที่ไม่เจ็บมาก แต่เขาว่ามันบ่อยผิดปกติ แล้วคนนึงที่รถล้มบอกว่าเขาเห็นผู้หญิงวิ่งออกมาตัดหน้ารถ เห็นแล้วตกใจก็เลยเกิดอุบัติเหตุ”

“ทำไมเป็นงั้นวะ ตึกเราก็ทำบุญอยู่ทุกปี” ผมแย้ง

“เออ ก็นี่แหละ กูจะมาเล่าให้ฟัง กูเพิ่งรู้ว่าปีนี้เขายกเลิกแล้ว ไม่มีการทำบุญตึก คนอื่น ๆ ก็เลยคิดกันว่าน่าจะเกิดจากสาเหตุนี้แหละ เคยเลี้ยงเคยให้มาตลอด จู่ ๆ ไม่ทำเลยออกมาอาละวาด”

               นั่นคือสิ่งที่ผมได้ยินมาจากเพื่อน และหลังจากนั้นก็มีเรื่องเกิดขึ้นไม่เว้นวันที่หน้าต้นโพธิ์นั้น มีนิสิตรถล้มรถคว่ำบ่อยผิดปกติ จนสุดท้ายก็มีอาจารย์หลาย ๆ ท่าน รวมถึงนิสิตนักศึกษาตัดสินใจลงขันกันนิมนต์พระมาบิณฑบาตที่หน้าตึกในเวลาต่อมา และมันก็แปลกที่หลังจากการตักบาตรในครั้งนั้น ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีกเลย นอกจากนี้ทุกคนที่ทำแลปข้ามคืนรวมถึงตัวผม ก็ไม่มีใครได้พบกับความน่ากลัวอย่างในคืนนั้นอีกเช่นกัน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Salapao Kampong
2019-10-18 23:34:33

หลอนนน

#1