อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 15 ขอคืน

               เรื่องเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของผมเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งถ้าถามว่าใกล้ตัวมากไหมก็อาจจะเรียกได้ว่ามากในช่วงหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไปเราก็เริ่มห่างหายกันไปตามจังหวะของชีวิต นาน ๆ ครั้งโลกจะเหวี่ยงให้เราได้กลับมาเจอกันบ้าง เสียดายที่ไม่สามารถพูดคุยกันได้อย่างสนิทสนมเหมือนอย่างเคย แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องหนึ่งที่เราไม่มีวันลืม แต่เลือกที่จะไม่พูดถึงมันอีก เราตกลงกันว่ามันจะไม่ใช่หัวข้อในการสนทนาหากเราได้พบกันอีก

               ตอนนั้นผมยังอยู่ในช่วงมัธยมฯ มันเป็นช่วงที่ผมได้รู้จักผู้คนมากมาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม บางคนเป็นเพื่อนของผมเอง ได้รู้จักได้สนิทกันด้วยตัวของผมเอง บางคนก็เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที มันเป็นประสบการณ์ที่ดีนะครับที่เราได้รู้จักคนนั้นคนนี้เพิ่มไปเรื่อย ๆ สุดท้ายผมก็กลายเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะแยะไปหมด และในวันหนึ่งผมก็ได้รู้จักกับ พี่มีน

               พี่มีนเป็นนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เธอเป็นญาติของเพื่อนของเพื่อนผมอีกทีหนึ่ง (อาจจะงงหน่อยแต่ลองเรียบเรียงดูนะครับ) เรื่องมันเกิดขึ้นจากเรื่องง่าย ๆ สำหรับเด็กผู้ชายอาจจะมองเห็นภาพได้ชัดกว่าผู้หญิง สังคมของผู้ชายนั้นค่อนข้างจะเรียบง่าย จนบางทีก็รู้สึกว่าง่ายเกินไปหน่อย

               วันนั้นเพื่อนของผมจัดงานเลี้ยงที่บ้าน ผมกับเพื่อนคนนั้นเรียนกันอยู่คนละโรงเรียนในตอนนี้ แต่เคยเรียนด้วยกันมาสมัยประถมฯ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แขกในงานมีทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ของเจ้าภาพ รวมไปถึงเพื่อนใหม่ของผม และเพื่อนของเพื่อนผมอีกทีหนึ่ง พูดง่าย ๆ ว่าชวน ๆ กันมา ซึ่งเด็กผู้ชายก็ไม่ค่อยจะคิดมากเรื่องพวกนี้เท่าไหร่

               จุดประสงค์ของงานเลี้ยงในวันนั้น คือเป็นงานวันเกิดพ่อของเพื่อนที่เป็นเจ้าของบ้าน แต่เอาเข้าจริงพ่อมาร่วมงานสังสรรค์อยู่แค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ปลีกตัวเข้าไปฉลองกันเงียบ ๆ สองคนกับแม่ของเพื่อนผม หลังจากนั้นงานเลี้ยงทั้งหมดจึงตกเป็นของพวกเราอย่างเต็มที่

               ภายในงานที่จัดอย่างเรียบง่ายมีเพียงแค่เสื่อผืนยาวและโต๊ะไม้ตัวเตี้ย ๆ หลายตัววางเรียงรายอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน อาหารการกินยิ่งเรียบง่ายไปกว่านั้นเพราะบ้านอยู่ใกล้ตลาด อะไรที่อยากกินก็หาซื้อมา เครื่องดื่มมีทั้งสมวัยและไม่สมวัย ระหว่างกินกันไปก็กลัวว่าถ้ามีตำรวจหรือสายตรวจผ่านทางมาก็คงจะไม่รอดกันหมด

               พี่มีนคือแขกคนหนึ่งในงานที่นั่งเงียบ ๆ อยู่มุมหนึ่งของสนามหญ้า เธอนั่งคุยกับเพื่อนผู้หญิงของผมอีกสองสามคนเพราะวันนั้นกลุ่มผู้ชายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของงาน ทำให้บทสนทนาค่อนข้างจะไม่เปิดกว้างสำหรับผู้หญิงสักเท่าไหร่ ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่กลางวงสนทนานั้นด้วยเช่นกัน

               “มึง ๆ พี่มึงเหงารึเปล่าวะ ?” เพื่อนเจ้าของงานเริ่มรู้สึกไม่สบายใจที่แขกในงานนั่งเหม่อ ทำหน้าเบื่อ ๆ เหมือนเป็นส่วนเกินของงาน แต่เพื่อนคนที่เป็นญาติของพี่มีนไม่เหลือสติที่จะพูดคุยให้ได้ใจความอีกแล้วในตอนนั้น สุดท้ายทุกคนก็เกี่ยงกันไปมา และความซวยมันก็ตกมาลงที่ผม เพราะทุกคนคิดว่าผมเข้ากับคนง่าย ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

               ผมเดินไปหาพี่มีนอย่างขัดเขิน เพราะวัยที่ต่างกันและผมก็ยังไม่เคยมีคนรู้จักเป็นนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัย สำหรับเด็กมัธยมฯ แล้ว เด็กมหาวิทยาลัยเหมือนเป็นวัยที่ห่างกันมาก

               “ว่าไง มีอะไรรึเปล่า ?” พี่มีนสังเกตเห็นผมจึงเงยหน้ามามองและยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่แววตาของเธอค่อนข้างเศร้าอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่ความเบื่อหน่ายหรือความรู้สึกอยากกลับบ้าน แต่เป็นความรู้สึกเศร้าที่ส่งผ่านแววตาออกมาจนคนรอบข้างสังเกตได้หากมองเธอใกล้ ๆ

               ผมทำทีเป็นชวนคุยนั่นนี่ แต่สุดท้ายแล้วผมก็พูดออกไปตรง ๆ ถึงความไม่สบายใจของเพื่อน พี่มีนหัวเราะในความไร้เดียงสาของพวกเรา เธอลุกจากที่นั่งของตัวเองเข้ามานั่งกลางกลุ่มเพื่อนที่ตอนนี้กลายเป็นวงเดียวกันหมดทั้งชายหญิง ผมที่เป็นคนไปพาเธอมาจึงได้นั่งข้างเธอไปโดยปริยาย

               คืนนั้นน่าจะเป็นคืนวันศุกร์หรือไม่ก็วันเสาร์ ผมจำได้ว่าตัวเองไม่ได้กลับบ้าน ผมตื่นมาอีกครั้งในช่วงเช้ามืดเพราะรู้สึกหนาวและปวดไปทั้งตัวจากการนอนหลับบนพื้นไม้เปล่า ๆ ของบ้านมาทั้งคืน ผมหันซ้ายหันขวาพยายามมองหาที่ว่างบนเตียงหรือไม่ก็โซฟา หมอนสักใบ ผ้าห่มสักผืนก็ยังดี

               ระหว่างมองหาที่นอนสำหรับตัวเอง ผมสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ปรากฏตัวอยู่ในห้องโถงของบ้านหลังนี้ ผมขยี้ตาและเอนตัวลงให้เหมือนกับยังนอนอยู่ สิ่งที่ผมเห็นคือเงาของใครบางคนเดินอยู่ในส่วนครัวของบ้านซึ่งติดกับห้องโถง ไม่แบ่งแยกออกจากกันเหมือนบ้านทั่วไป

               บอกตามตรงในตอนนั้นผมคิดว่าเป็นโจร เพราะท่าทีของเงาร่างนั้นไม่ปกติ เขาหรือเธอไม่ได้เดินในลักษณะท่าทางเหมือนอย่างคนทั่วไป เงาร่างนั้นเคลื่อนที่เชื่องช้า วนเวียนอยู่ในขอบเขตที่จำกัดเหมือนกับกำลังมองหาบางอย่าง ผมพยายามหยีตาเพื่อมองให้ชัดขึ้นพร้อมกับสะกิดเพื่อนที่นอนอยู่ข้าง ๆ

               เงาร่างนั้นยังไม่หายไป มันยังคงขยับอยู่ในความมืดไร้เสียงฝีเท้า ผมยังแปลกใจว่าทำไมตอนนั้นตัวเองถึงไม่สังเกตว่ามันผิดปกติ

               “อะไร ?” เพื่อนลืมตามาตอบผมด้วยน้ำเสียงงัวเงียเพราะถูกปลุก ผมชี้ให้มันดูใครบางคนที่เดินอยู่ตรงนั้น มันหยีตามองไม่ต่างจากผม แต่มันก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจเหมือนอย่างผม มันเอียงตัวกลับไปนอนต่อแล้วพูดเบา ๆ ด้วยความรำคาญ “ก็พี่มีนไง อะไรของมึงเนี่ย”

               ผมเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เพราะผมไม่ได้เห็นว่าคนที่เดินอยู่ตรงนั้นเป็นพี่มีน ผมหันกลับไปยังมุมห้องครัวตรงนั้นอีกครั้ง เงาร่างที่เคยเดินไปมาหายไปแล้ว ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งจะรู้สึกว่า ‘นั่นคงไม่ใช่คน’

               เมื่อรู้แจ้งแก่ใจดังนั้นผมจึงเปลี่ยนใจไม่ตามหาเครื่องนอนใด ๆ อีกต่อไป มือคือหมอนที่ดีที่สุดในตอนนี้ ผมเชื่ออย่างนั้น ว่าแล้วก็หนุนมันหลับไปในไม่กี่นาทีถัดมา แม้ใจจริงอยากจะเดินไปดูให้ชัวร์ แต่การเดินไปมาในบ้านมืด ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่ารื่นรมย์สักเท่าไหร่

               ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสาย เวลานั้นยังไม่มีใครกลับบ้านตัวเองเพราะทุกคนรอมื้อเที่ยงที่พ่อกับแม่ของเพื่อนชวนไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อรับปากแล้วก็ต้องรอ นั่นควรจะเป็นเหตุผลที่ดี แต่เหตุผลที่แท้จริงคือบ้านนี้ทำอาหารอร่อยมาก

               พี่มีนเองก็ยังไม่ได้กลับ เราร่วมโต๊ะอาหารกันทั้งอย่างนั้น ไม่มีใครได้อาบน้ำแปรงฟันเพราะไม่ได้เตรียมของกันมา แต่สำหรับเด็กในวัยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปด้วยความสนุกสนานจนเพื่อนคนที่ถูกผมปลุกก็พูดขึ้นมาอย่างลืมตัว

               “บ้านมึงมีผีเหรอวะท็อป เมื่อคืนไอ้นี่มันสะกิดกูลุกขึ้นมาดูอะไรก็ไม่รู้” เพื่อนพูดกับเจ้าของบ้านพลางชี้นิ้วมาทางผม บทสนทนาที่เคยเป็นเรื่องสนุกสนานตอนนี้กลายเป็นเรื่องผีอย่างเต็มประตู เพื่อนผมทุกคนรู้เรื่องนี้อยู่แล้วว่าผมเห็นนั่นเห็นนี่มาเรื่อยจนถือเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งได้รู้จักกัน มันคือเรื่องน่าสนุกที่ทุกคนอยากจะฟัง ไม่ใช่เรื่องที่จะหาช่องทางจับผิดเหมือนอย่างในทุกวันนี้ ผมจึงชอบช่วงเวลาในตอนนั้นเป็นที่สุด

               “เจ้าที่บ้านมึงแหละกูว่า แขกเยอะทำเสียงโวยวายทั้งคืน สงสัยคงมาดูว่าเมื่อไหร่พวกเราจะกลับ” ผมพูดติดตลกเพราะคิดอย่างนั้นจริง ๆ แม้ว่าจะมีเงาร่างที่ผิดปกติปรากฏให้เห็น แต่ก็ไม่สัมผัสถึงความรู้สึกด้านลบใด ๆ คนอื่น ๆ เองก็ไม่ได้มีใครถูกผีอำหรืออะไรทำนองนั้นเลยสักนิด บวกกับการสอบถามท็อปแล้ว เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยเกิดเรื่องอย่างนี้มาก่อนในบ้าน นั่นคือปัจจัยรอบข้างทั้งหมดที่ทำให้ผมคิดว่านั่นคือ ‘เจ้าที่’

               จากเรื่อง ‘เจ้าที่’ ของบ้านค่อยบานปลายไปถึงเรื่องอื่น ๆ ซึ่งย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้านี้บ้าง ถามถึงตัวผมบ้าง บทสนทนาในวันนั้นค่อนข้างสนุก เพราะเพื่อนที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันก็เป็นคนที่เคยประสบเรื่องราวเหล่านี้มาพร้อม ๆ กับผม

               หลังจากมื้อเที่ยง พวกเราก็จำเป็นต้องแยกย้าย และในตอนที่ผมกำลังจะขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน พี่มีนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ดูเป็นกังวล เธอทำทีเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

               “น้องดูดวงได้เหรอ ?” เธอพูดแค่นั้น แล้วก็หันหลังเดินกลับไปเหมือนไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อ ผมเองยังไม่ทันได้ตอบอะไรกลับไปสักคำ ก็เลยได้แต่นั่งงงอยู่ตรงนั้น สุดท้ายก็แยกย้ายไปโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกันให้เข้าใจ

               หลังจากวันนั้น ผมคิดว่าเราคงไม่ได้ติดต่อกันเท่าไหร่ แต่กลายเป็นว่าเธอติดต่อผมกลับมาทางโทรศัพท์ โดยบอกว่าได้เบอร์มาจากเพื่อนของผม ผมรับสายเพราะเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก เธอยังคงพูดวนไปวนมาเหมือนในวันนั้นจนผมเริ่มจะหงุดหงิด

               “มีอะไรก็พูดมาเลยครับ” น้ำเสียงของผมคงจะแสดงอารมณ์มากไปหน่อย พี่มีนเงียบไปเกือบห้านาทีจนผมเกือบจะตัดสินใจวางสาย แต่แล้วสิ่งที่เธอพูดหลังจากเงียบอยู่นานก็คือปัญหาที่เธอกำลังเจออยู่ เธอบอกกับผมว่าเธอตกอยู่ในสถานการณ์นี้มาได้สักพักใหญ่แล้ว

               ผมขอให้เธอเล่าเรื่องราวให้ฟังผ่านโทรศัพท์ แต่เธอยืนกรานว่าจะขอมาเล่าให้ผมฟังต่อหน้า เธอคิดว่าการคุยกันโดยตรงน่าจะเข้าใจและมีประโยชน์มากกว่าการพูดคุยผ่านโทรศัพท์อย่างที่ผมต้องการ

               ชีวิตของเด็กมัธยมเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยแล้วถือว่ามีเวลาว่างเยอะกว่ามาก อาจเป็นเพราะผมไม่ใช่เด็กที่จะไปเรียนพิเศษหามรุ่งหามค่ำมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะฉะนั้นผมจึงมีเวลาให้พี่มีนได้ในทุก ๆ วัน เหลือเพียงแค่รอให้ตัวเธอเองหาเวลาว่างออกมาเจอผมได้

               ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเกือบหนึ่งอาทิตย์หลังจากที่ได้คุยกันผ่านโทรศัพท์ เราสองคนนัดกันที่ร้านอาหารตามสั่งย่านการค้าแห่งหนึ่งที่เด็กในพื้นที่ทุกคนต้องรู้จัก เราเลือกเวลาช่วงบ่าย ๆ ที่คนไม่เยอะมากนักในวันธรรมดา พี่มีนเป็นคนมาถึงก่อน ผมเดินเข้ามาในร้านก็เห็นเธอนั่งรออยู่ที่โต๊ะด้านในสุดแล้ว

               เราต้องใช้เวลาอีกนิดหนึ่งกว่าจะได้เข้าเรื่องกัน เธอยังคงอ้อมค้อมไม่เล่าสิ่งที่ต้องการจะเล่า และไม่ยอมถามในสิ่งที่อยากจะถาม เธอวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องดูดวง เธอต้องการให้ผมตรวจดูดวงชะตาให้ตามคำบอกเล่าของเพื่อน ๆ ผม แต่แน่นอนว่าผมไม่ดูให้ สาเหตุก็ไม่ใช่อะไร ปกติผมก็ไม่ค่อยจะดูให้ใครสักเท่าไหร่อยู่แล้ว นอกจากเพื่อนสนิทหรือเวลาที่มีเรื่องจริง ๆ

               เธอคะยั้นคะยออยู่นาน แต่ผมก็ยืนยันที่จะปฏิเสธ เธอจึงจำใจเริ่มเล่าสิ่งที่คาใจเธอมาโดยตลอด เรื่องที่ผมได้ฟังนั้นเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ส่วนเรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ผมได้ฟังมาจากเธออีกทีและได้ไปเยือนยังสถานที่นั้นในภายหลัง ผมจะขอเล่าและเรียบเรียงในแบบของผม เพราะฉะนั้นอาจไม่ถูกต้องตามปากคำของเธอทุกประการ แต่ใจความจะไม่ถูกบิดเบือนอย่างแน่นอน

               พี่มีนไม่สามารถระบุวันและเวลาที่แน่นอนของเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เธอพยายามปะติดปะต่อเรื่องอยู่หลายครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนมันจะสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสียหมดจนไม่สามารถแยกได้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกันทั้งหมดใช่หรือไม่

               เธอเล่าให้ผมฟังแบบข้ามช่วงเวลาไปมาเท่าที่เธอจะนึกออก เรื่องแรกเกิดขึ้นที่บ้านของเธอ บ้านของเธออยู่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างมาก แปลนบ้านยังเป็นแบบเก่าคือเป็นบ้านไม้ยกสูง มีการต่อเติมด้านล่างให้กลายเป็นบ้านปูนในภายหลัง ปกติเธอจะนอนที่ชั้นบนเพราะชั้นล่างมีไว้สำหรับรับแขกมากกว่า

               แม้ว่าบ้านจะถูกต่อเติมที่ชั้นล่างแล้วก็จริง มีบันไดสำหรับขึ้นชั้นสองอยู่ภายในตัวบ้านด้วย แต่บันไดเก่าที่ใช้มาเป็นเวลานานก็ไม่ได้ถูกรื้อหรือทำลาย พูดง่าย ๆ คือตอนนี้บ้านของพี่มีนมีบันได้เพื่อขึ้นไปยังชั้นสองอยู่สองที่ หนึ่งคือภายในบ้านปูนชั้นล่าง สองคือบันไดไม้ต่อสูงจากพื้นขึ้นมาถึงชั้นสองโดยตรง

               คืนหนึ่งที่เธอยังไม่หลับเพราะกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบ เธอเปิดเพลงจากคอมพิวเตอร์ในห้องนอนตามปกติ เธอบอกกับผมว่าเสียงของมันไม่ได้ดังเท่าไหร่เพราะเป็นบ้านไม้จึงกลัวว่าเสียงเพลงจะปลุกคนอื่นให้ตื่น แต่คำว่าเบาของเธอก็ยังคงดังพอที่จะกลบเสียงรอบข้างได้ เธอแน่ใจ

               แอ๊ด

               จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเหมือนเสียงแผ่นไม้ที่ขยับจากการลงน้ำหนัก เสียงนั้นดังมาจากทิศไหนเธอยังไม่แน่ใจ เพราะมันเพิ่งดังขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แต่เสียงของมันก็สร้างความกังวลให้เธอไม่น้อย ด้วยความที่บ้านของเธออยู่นอกเมือง วิถีชีวิตจึงแตกต่างจากตัวเมืองพอสมควร

               ขณะนั้นเวลาประมาณห้าทุ่ม ทุกชีวิตต่างหลับเอาแรงเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่กันหมดแล้ว เว้นเพียงแต่เธอที่ชินกับชีวิตในตัวเมืองทำให้ตอนนี้เธอยังไม่ค่อยง่วงสักเท่าไหร่ และอาจเพราะความเงียบของยามค่ำคืนกระมังเลยทำให้เธอได้ยินเสียงแผ่นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดลอยมาตามลม

               พี่มีนปิดเพลงเงี่ยหูฟังเสียงที่เธอเพิ่งได้ยินให้ชัดอีกครั้งหนึ่ง แต่ผ่านไปหลายนาทีก็ไม่มีทีท่าว่าเสียงนั้นจะดังขึ้นมาอีก เธอจึงคิดว่าอาจเป็นเสียงไม้ลั่นตามปกติ หรือไม่ก็เป็นสียงแผ่นไม้จากห้องนอนห้องอื่นในบ้านที่อาจมีพ่อหรือแม่ของเธอที่ลุกมาเดินไปเข้าห้องน้ำก็เป็นได้

               แอ๊ด...

               เสียงแผ่นไม้ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ดังกว่าเดิมและชัดเจนกว่าเดิม พี่มีนสะดุ้งหันไปยังที่มาของเสียงที่คราวนี้เธอแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่ามันดังมาจากบันไดบ้านที่ต่อตรงมาจากพื้นดิน หรือก็คือบันไดเก่าของบ้านหลังนี้นั่นเอง

               หญิงสาวรู้สึกกลัวเพราะตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว เธอเร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้นแล้วกระโดดขึ้นเตียงนอน คว้าผ้าห่มหนา ๆ มาคลุมตั้งแต่ปลายเท้าไปจนถึงครึ่งใบหน้า เธอกลัวมากแต่ก็ไม่กล้าที่จะคลุมโปงให้มิดชิดทั้งหมด ด้วยกลัวว่าอาจมีอะไรโผล่มานอกผ้าห่มก็ได้จึงห่มผ้าไว้ถึงแค่ช่วงจมูก ปล่อยให้สายตาสามารถมองออกมาภายนอกได้

               พี่มีนบอกกับผมว่าเธอมักจะปิดไฟในห้องให้มืดสนิท และใช้เพียงแค่แสงสว่างจากโคมไฟตั้งโต๊ะในการอ่านหนังสือเท่านั้น ขณะที่เธอนอนอยู่บนเตียง เธอจ้องมองไปยังทิศทางของบันไดบ้าน เสียงเอี๊ยดอ๊าดนั้นยังคงดังอยู่ แต่ทิ้งช่วงห่างกันค่อนข้างนาน เธอกะเวลาแล้วคิดว่าน่าจะห่างกันเกือบหนึ่งนาทีต่อครั้ง

               เสียงแผ่นไม้นั้นดังไล่ขึ้นมาเรื่อย ๆ จากชั้นล่างมาจนถึงตัวบ้าน ตัวบ้านนั้นใช้ไม้ที่แข็งแรงกว่าและแผ่นใหญ่กว่าบันไดทำให้ไม่มีเสียงเวลาลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้า จากเสียงแผ่นไม้กลายเป็นเสียงฝีเท้าดังห่าง ๆ แต่พอได้ยิน

               เธอจับความรู้สึกเอาจากสิ่งที่ได้ยิน เจ้าของเสียงฝีเท้านั้นเดินไปมาอยู่ในบ้าน เสียงของมันสะเปะสะปะเหมือนกับคนที่เดินหาอะไรบางอย่างไปทั่วบริเวณ พอฟังมาถึงตรงนี้ผมก็หวนนึกถึงสิ่งที่ผมได้เห็นในบ้านของท็อป เงาร่างนั้นมีพฤติกรรมคล้ายกลับที่พี่มีนบอก ‘เหมือนกับกำลังเดินหาอะไรบางอย่างอยู่'

               พี่มีนเล่าต่อว่า เสียงฝีเท้านั้นดังอยู่นานเกือบชั่วโมง เธอไม่สามารถหลับตาลงได้เพราะความกลัว ธรรมชาติของมนุษย์คือเมื่อกลัวจะยิ่งมองหา ยิ่งจ้องมันไว้ เธอไม่กล้าหลับตา ไม่กล้าที่จะแบกรับความเสี่ยงด้วยสิ่งที่ตามองไม่เห็น ถ้าจะมีอะไรโผล่มาเธอก็ขอให้ได้มองเห็นมันตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าจู่ ๆ ก็โผล่มาตรงหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว เธอว่าอย่างนั้น

               ภาพจำของเธอภาพถัดมาคือเสียงฝีเท้านั้นดังเข้ามาใกล้ห้องนอนของเธอ แสงจากภายนอกห้องทำให้เธอได้เห็นเงาของปลายเท้าสองข้างจากช่องทึบ ๆ สีดำตัดกับแสงสว่างที่ลอดช่องว่างใต้ประตูเข้ามา เงาของเท้าคู่นั้นหยุดอยู่ที่หน้าห้องเพียงไม่กี่วินาทีก็ออกเดินไปยังห้องอื่นต่อไป

               เธอนั่งฟังเสียงฝีเท้านั้นอยู่นาน จนในที่สุดมันก็เงียบและหายไป เธอต้องใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงหลังจากนั้นเพื่อทำให้ตัวเองหลับ

 

               “พี่รู้ได้ยังไงว่านั่นไม่ใช่คน ?” ผมถาม

               “โธ่...น้อง ของอย่างนี้ดูก็รู้ว่ามันผิดปกติ” เธอยืนยันในความคิดของเธอ

               “ก็เข้าใจครับ แต่บางทีมันอาจจะเป็นคนในบ้านพี่ก็ได้นะ อย่าเพิ่งไปโทษผีสางนางไม้สิ” ผมตอบกลับตามนิสัยที่ไม่ชอบให้ใครเอะอะก็มาโทษว่าเป็นเรื่องผี

               “พี่มั่นใจ พอพี่ตื่น พี่ก็รีบไปถามคนในบ้านเลยว่าเมื่อคืนมีใครมาเดินในบ้านกลางดึกรึเปล่า ทุกคนบอกว่าไม่ ทุกคนหลับสนิท กว่าจะตื่นก็ตอนพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว พี่เลยมั่นใจมาก ๆ ว่านั่นคือผี ไม่ใช่คน”

               เธอยืนยันเสียงแข็งจนผมต้องเป็นฝ่ายยอม ผมเงียบรอฟังสิ่งที่เธอจะเล่าต่อไป

               เช้านั้นเธอตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาประมาณเจ็ดถึงแปดโมง ทันทีที่รู้สึกตัวขึ้นมาบนเตียง เธอหันไปมองที่นอกหน้าต่างเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าเวลากลางวันได้มาถึงแล้ว เพราะเธอเชื่อว่าผีจะไม่ออกมาในช่วงกลางวัน ซึ่งผมว่ามมันเป็นความเชื่อที่ไร้สาระสิ้นดี

               พี่มีนออกมาจากห้องนอนก็เจอกับพ่อแม่และยายนั่งอยู่ที่ห้องโถงของบ้าน เธอเดินเข้าไปถามคำถามอย่างที่เธอบอกผม ทุกคนให้การปฏิเสธ ทุกคนหลับสนิท ไม่มีใครตื่นขึ้นมากลางดึก บทสนทนาตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งคุณยายของพี่มีนเป็นคนพูดขึ้นมาเพราะนึกออกถึงความน่าจะเป็นอย่างหนึ่ง

               “เมื่อคืนเป็นวันโกน อาจจะมีใครมาขอส่วนบุญก็ได้” นั่นคือสิ่งที่คุณยายบอก ซึ่งก็ฟังดูมีน้ำหนัก พี่มีนได้ยินแล้วก็เบาใจลง อย่างน้อยก็อาจจะไม่ใช่อะไรร้ายแรงอย่างที่กังวล แต่อย่างไรเสียการปรากฏตัวของสิ่งผิดปกติภายในบ้านก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะนิ่งนอนใจ

               เมื่อตกลงกันได้ ทุกคนก็รีบจัดแจงช่วยกันทำกับข้าวใส่ปิ่นโตเพื่อไปให้ทันถวายเพลพระที่วัดใกล้ ๆ หลังจากนั้นเธอก็เลือกที่จะไปกรวดน้ำตามที่คุณยายเป็นคนบอกให้ทำ พี่มีนเป็นเด็กรุ่นใหม่จึงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ได้แต่ถือแก้วรองน้ำที่กรวดไว้จากในศาลาออกมาข้างนอกมองหาต้นไม้ใหญ่


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น