อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 16 ขอคืน (2)

               หญิงสาวนั่งลงที่พื้นข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังจะเทน้ำในแก้วลงดิน เธอก็ได้ยินเสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบดังมาจากข้างหลัง เธอหันหลังกลับไปมองแต่ก็ไม่พบสิ่งใดหรือใครเลย มีเพียงใบไม้แห้งที่อยู่ตามพื้นเท่านั้น อีกครั้งที่เธอต้องรู้สึกเสียวสันหลังให้กับสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้

               แกรบ...  

               เสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นที่ด้านข้างตัวเธอ หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ปล่อยแก้วน้ำของวัดร่วงลงกับพื้น น้ำในแก้วไหลเจิ่งนองเป็นแอ่งเล็ก ๆ บนพื้นดิน พี่มีนวิ่งกลับเข้าไปในศาลาเพื่อให้คุณยายและแม่ออกมาช่วยดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ด้วยประโยคบอกเล่าที่เธอพูดว่า ‘ถูกผีหลอก’

               คนที่ตามพี่มีนลงมาจากศาลาคือคุณยาย ท่านเดินไปดูตรงที่พี่มีนบอกว่าเจอผีหลอก หรือก็คือตรงใต้ต้นไม้ที่เธอได้ยินเสียงคนเหยียบใบไม้แห้งนั่นแหละ คุณยายกวาดสายตามองไปยังพื้นที่โดยรอบ ไม่เห็นสิ่งใดผิดสังเกต ทั้งสองคนนิ่งเงียบฟังเสียงลมเสียงนกก็ไม่ได้ยินเสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบแต่อย่างใด

               “ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ใครก็ตามที่ติดตามหลานสาวของข้าพเจ้าอยู่ ขอให้พวกท่านได้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ รับผลบุญนี้ไปนะเจ้าคะ” คุณยายใช้คำสุภาพอย่างให้เกียรติเพราะไม่รู้ว่าเป็นใครที่ติดตามหลานสาวของท่านอยู่ จากนั้นบอกให้พี่มีนไปหยิบแก้วที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วเอาไปเก็บไว้บนศาลาตามเดิม

               ระหว่างทางกลับ เธอไม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหรือได้ยินเสียงใด ๆ ตามมาอีก เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อยเพราะคิดว่าสิ่งที่คุณยายทำคงจะช่วยให้เธอไม่ต้องพบเจอกับเรื่องราวดังกล่าวอีก

               “แต่มันไม่จบสินะครับ ?” เป็นใครก็คงเดาได้ ผมเชื่อไปแล้วว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวกับเงาร่างที่ผมเห็นในบ้านของเพื่อนสนิทในวันที่ผมกับพี่มีนได้รู้จักกัน

               เธอพยักหน้าก่อนเล่าเรื่องต่อมาที่ทำให้เธอมั่นใจว่าตัวเองกำลังถูกตามจากดวงวิญญาณของใครสักคน เรื่องในคืนนั้นเกิดที่บ้านของเธอเหมือนกับครั้งที่แล้ว แต่ทิ้งช่วงห่างไปเกือบเดือนเห็นจะได้

               คืนนั้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอเลือกกลับบ้านแทนที่จะอยู่ใช้ชีวิตที่มหาวิทยาลัย พอเธอเลิกเรียนในช่วงเย็นแล้วก็กลับไปเก็บของที่หอพัก กว่าจะเดินทางถึงบ้านก็เป็นเวลาประมาณเกือบสองทุ่มแล้ว หลังจากมื้อเย็นก็ได้นั่งพูดคุยดูละครกับที่บ้าน จนเธอได้เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวนอนก็น่าจะเป็นเวลาเกือบห้าทุ่ม

เธอทำหน้าครุ่นคิด พยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ระหว่างที่อาบน้ำอยู่ เธอได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่รอบ ๆ ห้องน้ำ มันเป็นเสียงฝีเท้าคู่เดิม...เธอค่อนข้างมั่นใจ แต่สิ่งที่ทำให้เธอแน่ใจยิ่งขึ้นไปอีก คือห้องน้ำที่เธอใช้อาบน้ำนั้นอยู่ติดกับมุมหนึ่งของบ้าน นั่นหมายถึงที่ด้านนอกห้องน้ำนั้นจะไม่มีทางเดิน มีเพียงอากาศอันว่างเปล่าเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเสียงฝีเท้าดังมาจากตรงนั้นได้

               พี่มีนปิดฝักบัวเพื่อให้ห้องน้ำเงียบ เธอเงี่ยหูฟังเหมือนครั้งที่นอนอยู่บนเตียง เสียงฝีเท้านั้นดังมาจากภายนอกจริง ๆ  เสียงมันดังมาจากอีกฝั่งของห้องน้ำ ฝั่งที่เป็นพื้นที่โล่งของชั้นสอง ไม่มีพื้นให้เหยียบ ไม่มีที่ให้เกาะ ไม่มีแม้แต่ชานบ้านยื่นออกไป

               เธอตัดสินใจหยุดอาบน้ำ จากนั้นพันผ้าเช็ดตัวห่มร่างกายให้เรียบร้อย ตั้งใจจะวิ่งกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง

               กึก...กึก...กึก

               เสียงคล้ายกับใครใช้อะไรบางอย่างเคาะที่ผนังปูนของห้องน้ำดังมาจากอีกฝั่ง ได้ยินเพียงเท่านั้นเธอก็ออกแรงวิ่งสุดกำลังกลับเข้าไปในห้องนอน ห่มผ้าคลุมโปงรอให้เวลาผ่านพ้นไปอีกคืน

               เธอจำไม่ได้ว่าหลับไปตอนไหน แต่เธอตื่นเพราะแม่เข้ามาปลุกเธอเสียงดัง เธอจำได้ดีเพราะโดนแม่บ่นยกใหญ่จากการที่เธอหลับไปทั้งที่ยังพันผ้าเช็ดตัว ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แถมยังไม่ได้ทำตัวให้แห้งดีเสียด้วยซ้ำ

               พี่มีนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง คราวนี้ทั้งบ้านเริ่มเป็นกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก และการที่ลูกสาวกลับมานอนในห้องทั้งที่ตัวยังเปียกจนหลับไปแบบนี้ก็ไม่ใช่นิสัยตามปกติของเธอด้วย สุดท้ายวันนั้นทั้งบ้านก็พากันไปทำบุญที่วัดอีกรอบ

 

               “ผมขอแทรกนิดนึง มีอะไรที่มันชัดเจนกว่านี้ไหมครับ นอกจากที่บ้าน เคยเจอที่อื่นบ้างไหม เผื่อจะได้รู้ว่าเขาอยู่ที่บ้านหรืออยู่กับตัวพี่มีนกันแน่” ผมถามเพราะต้องการให้พี่มีนชี้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหาลงไปมากกว่านี้

               “อยู่กับตัวพี่นี่แหละ พี่มั่นใจมาก ๆ” นั่นคือสิ่งที่เธอยืนยันอย่างหนักแน่นอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่ดูจะหนักหนากว่าครั้งที่เกิดขึ้นที่บ้านอยู่พอสมควร

               วันนั้นเธอกลับมาจากเรียนภาคเช้า ช่วงบ่ายไม่มีเรียน หลังจากกินข้าวกลางวันพลางนั่งดูซีรี่ส์อย่างที่เธอชอบ พี่มีนก็หลับไปในช่วงบ่าย เธอหลับสนิทดี ไม่มีปัญหาอะไร จนถูกปลุกด้วยสายเรียกเข้าจากเพื่อน เธอบอกว่าเพื่อนโทรมาชวนไปเดินห้างฯ ในช่วงเย็น

               เรื่องมันเกิดขึ้นในตอนที่เธอกำลังอาบน้ำ หลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จเธอก็มานั่งแต่งหน้าอยู่ที่หน้ากระจก แล้วเกิดผิดพลาดอย่างไรผมก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ แต่มันทำให้เธอต้องเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำอีกครั้ง ในตอนที่เธอก้มหน้าวักน้ำจากอ่างล้างมือนั่นเองที่เธอได้ยินเสียงคล้ายฝีเท้าคู่เดิมดังมาจากด้านหลัง

               เท้าคู่นั้นยังคงเดินไปมาเหมือนพยายามตามหาอะไรบางเหมือนทุกครั้งที่เธอได้ยิน พี่มีนตัดสินใจว่าจะรีบออกจากห้องทันทีแล้วค่อยไปแต่งหน้าระหว่างเดินทางไปห้างแทน ก่อนที่เธอจะออกจากห้องน้ำ เธอเผลอเงยหน้ามองกระจกเหนืออ่างล้างมือที่สะท้อนให้เห็นภาพด้านหลัง

               พี่มีนบอกผมว่าห้องน้ำในหอพักของเธอจะมีกระจกบานเกล็ดอยู่ที่ขอบผนังชิดกับเพดาน กระจกตรงช่องนั้นเป็นแบบขุ่นทำให้มองออกไปและมองเข้ามาไม่ได้ มีไว้เพียงเพื่อระบายอากาศและความชื้นเท่านั้น สิ่งที่เธอได้เห็นในวันนั้นคือเงาของใบหน้ามนุษย์เป็นสีดำ ๆ ปรากฏอยู่นอกกระจกบานเกล็ดที่สะท้อนอยู่ในกระจกเหนืออ่างล้างหน้าพอดิบพอดี

               “กรี๊ด...”

               เธอกรีดร้องสุดเสียงก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไปหาเพื่อนในทันที ภาพเงาของเงาดำที่มีรูปทรงคล้ายศีรษะมนุษย์นั้นยังติดตาของเธออยู่จนถึงตอนนี้ คืนนั้นเธอตัดสินใจนอนที่ห้องของเพื่อนสนิท ไม่กลับห้องนอนของตัวเอง และก็ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอให้เพื่อนสนิทฟังด้วย

               เรื่องตลกก็คือเมื่อเธอได้เล่าทุกอย่างให้เพื่อนฟังจนหมดแล้ว ท่าทีของเพื่อนนั้นต่างไปจากที่เธอคาดเอาไว้พอสมควร เธอคิดว่าเพื่อนจะต้องตกใจกลัวเหมือนอย่างทุกที แต่คราวนี้เพื่อนกลับเงียบ ทำหน้าปั้นยากไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

               “ไม่ตกใจเลยเหรอ ?” พี่มีนถามเพื่อน

               “ตกใจสิ แต่มันไม่ได้มากขนาดนั้น คือจริง ๆ เราคิดกันมาสักพักแล้วว่าจะพูดดีไหม แต่ไม่เห็นแกว่ายังไง ก็เลยคิดว่าคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง” เพื่อนสนิทของพี่มีนคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้แล้วพูดเสียงเบา ๆ เหมือนกลัวว่าใครจะได้ยิน

               “คือ...ฉันเคยเห็นแกขี่มอเตอร์ไซค์กลับหอแล้วมีคนซ้อนแกอยู่ข้างหลัง” เพื่อนกระซิบเสียงเบาพลางหันซ้ายหันขวา แล้วอธิบายต่อถึงลักษณะของคนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังของพี่มีน ภาพที่เห็นนั้นเป็นเพียงแค่ช่วงไม่กี่วินาทีที่ขับรถสวนกันบนถนนข้างมหาวิทยาลัย

               คนที่ซ้อนอยู่นั้นเป็นผู้หญิงผมสั้นหรือยาวก็ไม่รู้ดูไม่ออก แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือหญิงสาวคนนั้นมีคอที่เอียงผิดปกติ ใบหน้าซีดเผือดไม่มีร่องรอยของความมีชีวิต

               ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบเมื่อพี่มีนได้ยินเรื่องเล่าดังกล่าว ผมเองที่นั่งฟังอยู่ตอนนี้ยังรู้สึกเสียวสันหลังไปด้วย พี่มีนถามรายละเอียดจากเพื่อนเพิ่มเติมแต่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรมากกว่านั้น คืนนั้นพี่มีนกับเพื่อนนอนเบียดกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน และมันก็เกิดเรื่องขึ้นอีกจนได้

               เพื่อนของพี่มีนบอกว่า คืนนั้นได้ยินเสียงฝีเท้า ไม่รู้ว่าใช่เสียงเดียวกับที่พี่มีนเล่าให้ฟังหรือไม่ แต่เธอได้ยินเหมือนมีใครเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง เสียงฝีเท้านั้นวนอยู่กับที่ไม่ก้าวออกไปไหนไกล เธอหยีตาขึ้นมามองในความมืดด้วยความกลัว แล้วก็เห็นเงาร่างของคนคนหนึ่งเดินอยู่ในห้องจริง ๆ

               จากคำบอกเล่า เงาดำนั้นเดินวนไปมาอยู่ในห้องร่วมชั่วโมง เธอพยายามกลั้นเสียงตัวเองไม่ให้ร้องไห้เพราะกลัวว่าเงาดำหรือผีตนนั้นจะรู้ว่าเธอไม่ได้หลับ ผมก็อดแซวกลับไม่ได้ว่าดูหนังมากไปหรือเปล่า แต่พี่มีนไม่มีอารมณ์จะมาพูดเล่นอะไรกับผมแล้วในตอนนั้น

               เพื่อนของพี่มีนนอนไม่ได้จนถึงเช้า และในคืนต่อมาก็เกิดเรื่องเดิมซ้ำขึ้นอีกครั้ง เมื่อพี่มีนขอให้เพื่อนมานอนด้วยที่ห้องของตัวเอง แต่คราวนี้เพิ่มจำนวนเพื่อนให้มากขึ้นมาหนึ่งคนเพื่อความอุ่นใจ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร

               ระหว่างที่พยายามจะหลับ มีนรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นรอบห้องนอนอีกครั้ง เสียฝีเท้าครั้งนี้ดังขึ้นและชัดขึ้นมากกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยิน เสียงของมันดังจนพี่มีนคิดว่าอาจจะเป็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งที่นอนอยู่กับเพื่อนที่ข้างเตียง แต่แล้วความคิดเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปเมื่อเสียงฝีเท้านั้นมาหยุดอยู่ที่ข้างตัวของพี่มีน

               พี่มีนไม่กล้าลืมตา แต่เสียงกุกกักเหมือนมีใครกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ใกล้ ๆ ก็ชัดเจนเสียเหลือเกิน และระหว่างนั้นเองที่จู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากข้าง ๆ ขอบเตียงที่พี่มีนนอนอยู่ เสียงนั้นคล้ายกับเสียงลมหายใจ แต่เมื่อฟังดูดี ๆ จะพบว่านั่นคือคำพูด เพียงแต่มันถูกพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบจะขาดหายไป

               “ขอ...ขอ...ขอ...คืน....”

               ประโยคที่ได้ยินนั้นไม่ครบถ้วนแต่จับใจความได้ประมาณนี้ พี่มีนหลับตาปี๋ รู้สึกได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นยังอยู่ที่ข้างเตียง แม้ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดูแต่ก็มั่นใจว่าตอนนี้ใครคนหนึ่งกำลังเกาะขอบเตียงและยื่นหน้าเข้ามาหาเธออย่างแน่นอน

               “เรื่องนี้นานรึยังครับ ?” ผมถาม เพราะมันเริ่มจะหนักหนาขึ้นทุกที

               “นานแล้ว หลังจากวันนั้นพี่ก็เอาแต่ทำบุญไปเรื่อย ไปดูหมอที่นั่นที่นี่มาหลายคนเหมือนกัน” เธอถอนหายใจ

               “แล้วหมอดูเขาว่ายังไงกันบ้างครับ ?” ผมเริ่มสนใจในสิ่งที่กำลังจะได้ยินต่อไป

               “บางคนบอกว่าเขาเป็นเจ้ากรรมนายเวร บางคนก็บอกว่าเราโดนของบ้างอะไรบ้าง พี่ทั้งอาบน้ำมนต์ ไปสะเดาะเคราะห์หลายอย่าง มันก็หายไปได้พักนึง แต่สุดท้ายเหตุการณ์เดิมก็กลับมาอีก เหมือนกับไม่มีอะไรดีขึ้นเลย พักหลังมานี้มันยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ เวลาไปที่ไหนก็มักจะมีคนเห็นว่ามีคนเดิมตามบ้าง มีคนมาเดินไปเดินมาให้ได้เห็นบ้าง เหมือนอย่างที่น้องเห็นวันนั้นนั่นแหละ หนำซ้ำมันยังมีเสียงอื่นเพิ่มเข้ามาอีกด้วยนี่สิ”

               มาถึงตรงนี้พี่มีนดูลำบากใจมากกว่าที่เคย เธอเล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า มีครั้งหนึ่งที่เธอกับเพื่อน ๆ ไปเที่ยวทะเลกันแถบภาคใต้ ระหว่างที่เธออาบน้ำชำระล้างร่างกายในช่วงเย็นก่อนจะออกไปหาอะไรกินกัน ตอนนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ตก ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ประมาณหนึ่ง

               ห้องอาบน้ำของรีสอร์ตจะเป็นแยกเป็นส่วนตัวก็จริง แต่ตรงผนังห้องน้ำนั้นจะมีช่องว่าง ไม่ได้ทึบไปหมดเสียทีเดียว และตอนนั้นเองที่มันเกิดเรื่องขึ้น เสียงน้ำจากฝักบัวหยดลงบนพื้นกระเบื้องเสียงดัง แต่กลับมีเสียงหนึ่งสอดแทรกขึ้นมาจนพี่มีนต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

               “ขอ...ขอ...คืน...”

               ด้วยความตกใจ พี่มีนจึงเผลอหันไปตามที่มาของเสียงด้วยสัญชาตญาณ สิ่งที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่โผล่มาจากขอบกำแพงตรงที่เป็นช่องว่างระวางกำแพงกับหลังคาห้องน้ำ ครั้งนี้เธอได้เห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจน มันคือใบหน้าของหญิงสาวอายุน่าจะประมาณสามสิบ ใบหน้าของเธอวางตั้งหรือลอยอยู่ตรงช่องว่างนั้นก็ไม่แน่ใจเพราะพี่มีนไม่มีความกล้ามากพอที่จะมองให้ชัด

               ใบหน้านั้นอ้าปากพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ วนไปวนมา พี่มีนหลับตากรีดร้องออกมาอย่างสุดจะทนด้วยความกลัวทั้งหมดที่มี

               เท่าที่ผมฟังมาทั้งหมด เรื่องของเรื่องก็คือพี่มีนกำลังถูกวิญญาณดวงหนึ่งตามรังควานด้วยเหตุผลบางอย่าง ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน นอนกับใคร วิญญาณดวงนี้ก็มักจะโผล่ออกมาให้เธอและคนรอบข้างเห็น

               “อีกเรื่องหนึ่งคือตอนนี้พี่เริ่มได้ยินเสียงอื่นเพิ่มขึ้นมา” พี่มีนพูดเสียงสั่น เสียงที่เธอพูดถึงนั้นเป็นเสียงของของเด็กทารกวัยไม่น่าจะเกินหนึ่งขวบ เธอบอกกับผมอย่างนั้น

               เธอได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากที่ไกล ๆ แต่สม่ำเสมอ เสียงฝีเท้ากับเสียงร้องไห้ และเสียงพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ เหล่านั้นสร้างความทรมานทางด้านจิตใจให้กับเธอ นั่นเป็นสาเหตุให้ในวันที่พวกเราไปงานเลี้ยงที่บ้านของท็อป เธอจึงดูเหม่อลอยเพราะกำลังคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้นั่นเอง

               นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพี่มีน และเธอต้องการที่จะหาทางออก เพราะสุขภาพจิตของเธอตอนนี้ย่ำแย่ลงเหลือเกิน ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าเธอตกอยู่ในที่นั่งลำบากจริง ผมจึงหยิบเอาไพ่สำรับเดิมออกมาจากกระเป๋า สมัยนั้นผมยังได้ใช้ไพ่พวกนี้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่ช่วงหลัง ๆ มานี้ได้แต่เก็บใส่กล่องไว้ ไม่นำมันออกมาดูหรือมาใช้สักเท่าไหร่

               พอผมหยิบไพ่ออกมา พวกเราก็จำเป็นจะต้องย้ายร้านเพราะตอนนี้เริ่มมีคนเดินทางมากินข้าวกันเต็มร้านไปหมด เราย้ายมาที่ร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งที่เงียบกว่าเมื่อสักครู่นี้ ผมคลี่ไพ่ออกบนโต๊ะ ใจก็นึกถึงสิ่งที่พี่มีนเล่าให้ฟัง ผมเรียกพวกเขาอยู่ในใจบอกให้มาปรากฏตัว มาเล่าถึงที่มาที่ไปของตน เพื่อที่จะได้หาทางออก และส่งพวกเขากลับไปสู่ภพภูมิอย่างที่ควรจะเป็น

               พี่มีนเลือกไพ่ออกจากกองมาวางรวมกันไว้ที่มุมหนึ่งของโต๊ะ จากนัน้ผมเปิดไพ่ไล่เรียงไปทีละใบตามตำแหน่งของมัน ผมค่อย ๆ อ่านความหมายของไพ่พลางขมวดคิ้ว เพราะใจความของมันดูขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกของพี่มีน

               ผมอ่านไพ่ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ เพื่อยืนยืนยันกับตัวเองให้แน่ใจว่าไม่ได้ถอดความผิด เมื่อแน่ใจแล้วผมจึงตัดสินใจถามพี่มีนออกไปตรง ๆ

               “พี่มีนเคยทำแท้งมารึเปล่าครับ ?” ผมรู้ดีว่ามันเป็นคำถามที่เสียมารยาท แต่ก็จำเป็นที่จะต้องถามออกไป พี่มีนตาโตด้วยความตกใจ ก่อนจะก้มหน้าร้องไห้อย่างคนรู้สึกผิด คราวนี้ผมแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ไพ่บอกนั้นคือเรื่องจริง

               ผมต้องให้เวลาเธอในการปรับอารมณ์อีกพักหนึ่ง และในที่สุดหลังจากนั่งรอเธอนานเกือบครึ่งชั่วโมง พี่มีนก็ไม่สามารถจะปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติได้ เธอไม่สามารถนั่งพูดคุยอะไรกับผมต่อไปได้อีก เธอขอตัวกลับ ปล่อยให้ผมนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟด้วยความรู้สึกผิดที่ถามออกไปอย่างนั้น

               คืนนั้น ผมนอนอยู่ที่บ้านตามปกติ ผมหลับไปแล้ว ไมมีเสียงฝีเท้าหรืออะไร แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงแหบ ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังอยู่ข้างหู ด้วยประโยคเดียวกับที่พี่มีนได้ยินมาโดยตลอด

               “ขอ...ขอ...คืน...”

               เสียงของเธอคนนั้นดูอ่อนแรง ไม่มีวี่แววว่าจะคุกคามหรือทำร้าย ผมเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจมากขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งกับเตียง แต่ไม่ได้ลืมตาเพราะกลัวว่าภาพที่เห็นนั้นจะเกินรับได้ พอตั้งใจฟังก็เริ่มได้ยินเสียงนั้นชัดขึ้น ผมสมกับเสียงร้องไห้ของเด็กทารกเหมือนกับที่พี่มีนได้ยินทุกประการ

               ผมหายใจเข้าออกลึก ๆ ทำให้ตัวเองอยู่ในสภาวะที่นิ่งที่สุด กำหนดจิตแผ่เมตตาออกไปสู่ภายนอก อุทิศผลบุญที่เคยได้สะสมมาตลอดให้กับเธอและเด็กน้อยคนที่ผมกำลังฟังเสียงของพวกเขาอยู่ในตอนนี้ หลังจากที่แผ่เมตตาให้ได้ไม่นาน เสียงเหล่านั้นก็จางหายไป บรรยากาศในห้องนอนโล่งเบาสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

               เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนอนของผมอีก ผมจึงลืมตามองพื้นที่โดยรอบ เธอจากไปแล้ว ไม่เหลือร่องรอยใด ๆ ไว้ให้ผมรับรู้ถึงตัวตนของเธออีก

               ในวันรุ่งขึ้น ผมได้รับสายจากพี่มีนอีกครั้ง เธอขอโทษที่เมื่อวานปล่อยทิ้งผมไว้อย่างนั้น แต่เธอไม่พร้อมที่จะพูดคุยต่อจริง ๆ  ผมไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร เพียงแค่อยากรู้เหตุผลเพื่อช่วยกันหาทางออกเท่านั้น เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ เสียงดังจนได้ยินผ่านโทรศัพท์ออกมา

               “เมื่อคืนเขามาหาพี่ในฝัน”

               นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนเดียวกันกับที่วิญญาณหญิงสาวคนนั้นมาหาผมที่บ้าน พี่มีนเล่าว่า เมื่อคืนขณะที่หลับอยู่เธอฝันว่าได้อุ้มเด็กคนหนึ่งเอาไว้ในอ้อมอก เด็กคนนั้นน่ารักมาก ยังเป็นทารกอยู่ ในฝันนั้นเธอมีความสุขมาก หยอกล้อเด็กน้อยอย่างเอ็นดู

               “ขอ...”

               จู่ ๆ เสียงเดิมที่เคยได้ยินก็ดังขึ้นมาอีก คราวนี้ปรากฏเป็นภาพของวิญญาณหญิงสาวคนนั้นอย่างชัดเจน เธอยืนอยู่ห่างจากพี่มีนไม่ไกล ในฝันนั้นพี่มีนแน่ใจว่ารับรู้ แต่ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร เธอรู้ว่าเด็กน้อยในอ้อมกอดของเธอตอนนี้เป็นของหญิงสาวตรงหน้า และเธอจะต้องคืนลูกให้กับผู้เป็นแม่เพื่อให้เขาได้อยู่ด้วยกัน

               ในฝันนั้นพี่มีนยื่นเด็กในอ้อมแขนคืนให้กับวิญญาณของหญิงสาว เธอรับเด็กน้อยไปถือไว้ กอดด้วยความรักอย่างหวงแหน เธอคงตามหาเด็กน้อยของเธอมาโดยตลอด พี่มีนไม่รู้สึกเสียใจ เพราะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ลูกของเธอ ส่วนลูกของเธอจริง ๆ นั้นได้จากไปแล้วเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อนหน้านี้

               พี่มีนยอมเล่าให้ผมฟังแล้วว่าเธอเคยแท้งจริง ๆ แต่เป็นแท้งตามธรรมชาติ ไม่ได้มาจากเจตนาหรือจงใจแต่อย่างใด จริงอยู่ที่เธอพลาดตั้งครรภ์กับแฟนหนุ่มในเวลานั้น เธอเครียดและคิดอยู่นานว่าจะเอาอย่างไรต่อไปกับชีวิตวัยเรียนที่ยังมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง อาจเป็นเพราะความเครียดบวกกับกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัยที่ทำให้เธอได้นอนน้อย ขณะที่ตัวเธอเองก็ไม่ใช่คนแข็งแรงมากมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

               เธอเสียเด็กน้อยในท้องของเธอไปหลังจากรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้ไม่กี่เดือน เธอไม่ได้อธิบายรายละเอียดการสูญเสียนั้นให้ผมฟัง ผมเองก็ไม่อยากไปบีบบังคับให้เธอเล่ามันออกมาจึงปล่อยไว้อย่างนั้น พี่มีนบอกว่ารู้สึกผิดและเสียใจมาก เพราะที่จริงเธอตัดสินใจแล้วว่าจะเก็บเด็กเอาไว้ จะเลี้ยงดูให้ดีเท่าที่เธอจะทำได้

               เธอจมอยู่กับความเสียใจ เฝ้าเรียกให้ลูกของเธอกลับมา ผมนั่งฟังเรื่องราวมาจนถึงตรงนี้ เบื้องหลังของผมก็ปรากฏเงาร่างของหญิงสาวคนเดิม หากแต่ครั้งนี้เธอมีเด็กน้อยอยู่ในอ้อมอกแล้ว

               หญิงสาวที่อยู่ข้างหลังผมตอนนี้เป็นคนเล่าเรื่องราวให้ผมฟังต่อ เธอทำให้ผมได้เห็นภาพของพี่มีนขับรถมอเตอร์ไซค์ผ่านสถานที่หนึ่งด้วยความที่โหยหาลูกที่จากไป จิตตรงนั้นกระมังที่สื่อไปถึงวิญญาณของเด็กน้อยและหญิงสาวคนนี้ได้โดยบังเอิญ เพราะเธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่จากโลกนี้ไปพร้อมกับลูกน้อยในท้อง เธอยังไม่แม้แต่จะได้คลอดลูกออกมาด้วยซ้ำ

               จิตที่ตกอยู่ในสภาวะเดียวกันจึงสื่อถึงกันได้ และจิตของเด็กน้อยก็ได้ติดตามตัวของพี่มีนมา ส่วนเธอนั้นเพียงแค่ตามมาเพื่อขอลูกคืนเท่านั้น และเมื่อในตอนนี้เธอได้ลูกคืนมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องจากไป

               ผมเล่าถึงสิ่งที่ผมรับรู้ให้พี่มีนได้ฟัง บอกถึงสถานที่ที่ผมได้เห็นในความรู้สึก พี่มีนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง และบอกกับผมว่ามันมีสถานที่แบบนั้นอยู่จริง ๆ และเธอก็เคยผ่านทางนั้นอยู่บ่อย ๆ แต่ที่ไม่น่าเชื่อที่สุดคงจะเป็นเรื่องที่พี่มีนกลับไปถามที่บ้านถึงสถานที่นั้น ถึงเรื่องการจากไปของหญิงสาวท้องแก่ ปรากฏว่าคุณยายเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องนี้เพราะมันเกิดขึ้นมานานมากแล้ว

               ที่ตรงนั้นที่ผมเห็น มีหญิงสาวคนหนึ่งตั้งท้องจนใกล้จะคลอดแล้ว แต่พลาดลื่นดินที่ลาดชันไหลลงไปในคลอง เธอจมน้ำเสียชีวิตที่ตรงนั้นทั้งที่ยังไม่ได้คลอดเด็กออกมา คุณยายในวันนั้นยังเด็กอยู่ แต่ท่านก็ยืนยันว่าหากนับสายเลือดดูแล้ว เธอคนที่จมน้ำไปนั้น ถือได้ว่าเป็นญาติทางต้นตระกูลพี่มีนด้วยเช่นกัน

               บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็ดูบังเอิญจนไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง บังเอิญเสียจนเหมือนมีใครมาจัดฉากเอาไว้เสียอย่างนั้น คุณว่าไหมครับ ?

               ขอบคุณที่อ่านเรื่องนี้มาจนจบนะครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมได้พบเจอแต่ไม่ได้น่ากลัวอะไรมาก ผมรู้สึกว่ามันติดอยู่ในใจมาตลอด เป็นความรู้สึกที่อยากถ่ายทอด อยากส่งต่อถ้อยความเหล่านั้น เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์กับใครบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น