อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 17 หอพัก

               เรื่อง ‘ผี’ กับ ‘หอพัก’ เหมือนจะเป็นของคู่กันเลยนะครับ คุณว่าไหม ? ไม่ว่าจะหอเก่าหอใหม่ ก็มักจะมีเรื่องเล่าอย่างนั้นอย่างนี้ให้เราได้ยินอยู่บ่อย ๆ ผมเองก็เคยได้พบพานกับเรื่องประมาณนี้มาอยู่บ้าง ซึ่งเคยได้เล่าไว้ในเรื่องก่อน ๆ มามากพอสมควร แต่เรื่องที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

               ก่อนหน้านี้ผมประสบกับปัญหาการโดนโกงค่าไฟจากหอพักที่อยู่มาได้ประมาณหนึ่งปี จึงจำเป็นต้องหาหอพักใหม่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งละแวดที่ผมอยู่ในตอนนี้ไม่ได้มีหอพักให้เลือกมากนัก ถ้าไม่นับรวมชุมชนเล็ก ๆ กับบ้านเอื้ออาทรที่ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตของผมในช่วงนี้สักเท่าไหร่

               ในหอพักเก่าของผม มีรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันคนหนึ่งอยู่ด้วย ซึ่งพี่คนนี้คือคนเดียวกันกับที่เคยไปปรากฏอยู่ในกระทู้หนึ่งเมื่อนานมาแล้วของผม เราจบมาจากที่เดียวกัน ห่างหายการพบเจอกันไปสักพักใหญ่ ๆ เดชะบุญหรือเวรกรรมบันดาลก็ไม่อาจรู้ได้ ทำให้ผมกับพี่เขาได้งานที่บริษัทเดียวกันเหมือนกับพรหมลิขิต (พูดไปก็ขนลุก)

               เรื่องของเรื่องคือผมกับพี่เขาได้เริ่มงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้วันเดียวกัน ผมเป็นคนฝากเขาหาที่พักให้ เพราะทุกอย่างมันค่อนข้างฉุกละหุก ผมกับพี่เขาเลือกห้องที่อยู่ติดกันเพราะเราสองคนเรียกได้ว่าสนิทกันมากพอสมควร

               ทุกอย่างเป็นไปตามจังหวะและเวลาของมัน ชีวิตค่อย ๆ ขยับเข้าที่เข้าทางเรื่อย ๆ ผมไม่ได้สนใจเรื่องผีสางใด ๆ เลยในตอนนั้น เพราะมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ ไหนจะค่าห้อง ไหนจะการเดินทางที่พอจะรับได้ในการไปทำงาน โชคดีอีกชั้นหนึ่งคือที่หอพักนี้มีรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่จบมาจากที่เดียวกันอาศัยอยู่ที่นี่มาประมาณ 3 ปีแล้ว การตัดสินใจเลือกหอนี้เลยไม่ใช่เรื่องยากในการตัดสินใจ

               ผมอยู่ที่หอพักนั้นได้เกือบปี ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดเรื่องหรือความผิดปกติใด ๆ มีเพื่อนแวะเวียนมาหาบ่อย ๆ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครบอกว่าถูกผีอำหรืออะไรทำนองนั้น จนคืนหนึ่งที่ผมเพิ่งกลับมาจากในตัวกรุงเทพฯ กว่าจะมาถึงที่พักได้เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งคืนแล้ว

               ผมแสกนคีย์การ์ดที่หน้าตึก เดินผ่านทางเดินแคบ ๆ ขนาดไม่ถึงสองเมตร ที่นี่เจ้าของค่อนข้างจะเป็นคนประหยัดประมาณหนึ่ง พอเลยช่วงเที่ยงคืนไปแล้วจะปิดไฟทางเดินของหอพักทั้งหมด ไม่เหลือไฟดวงใดเอาไว้เลย เหมือนกับจะเหมาเอาเองว่าทุกคนคงหลับหมดแล้ว

               ผมถือโทรศัพท์เปิดแฟลชต่างไฟฉายเดินขึ้นบันไดที่คุ้นเคย แต่วันนั้นมันต่างออกไปสักนิดหนึ่งตรงที่เหมือนกับว่าอากาศโดยรอบเย็นกว่าปกติ ผมหันซ้ายหันขวาก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากทางภายในระยะของไฟฉายในมือ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกเหมือนกับมีใครบางคนเดินไปเดินมาอยู่บนทางเดินที่มุมบันไดอีกฝั่งตรงข้ามกับทางที่ผมเดินอยู่

               แกก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

ผมสะดุ้งสุดตัว เพราะจู่ ๆ ก็มีเสียงคล้ายกับสว่านที่กำลังเจาะไม้ด้วยความเร็วดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แม้ไม่ได้ตั้งใจฟังแต่หูมันก็ได้ยิน เสียงของมันคล้ายกับของแตกที่กระทบกับแผ่นไม้ แต่ไม่มีเสียงการทำงานของเครื่องจักรเหมือนอย่างในเวลาที่เราได้ยินเสียงสว่านเจาะกำแพง

               ผมต้องสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ เพราะตอนนี้หัวใจของผมเต้นรัวจนรู้สึกหวิวในอก พยายามเร่งฝีเท้าของตัวเองให้เร็วขึ้นเพราะอยากกลับเข้าไปในห้องอันเป็นพื้นที่ปลอดภัยในความคิดของตัวเอง ห้องของผมอยู่ที่ชั้นสามของตึก จึงต้องใช้เวลานิดหนึ่งกว่าจะเดินมาถึง

               เสียงที่ผมได้ยินนั้นเกิดขึ้นที่ชั้นสอง พอขึ้นมาถึงชั้นสามก็รู้สึกว่าบรรยากาศมันเบาบางลง หายใจสะดวกขึ้น ไม่รู้สึกหนาวเย็นเหมือนเมื่อสักครู่ มีเสียงโทรทัศน์เสียงเพลงดังลอดผ่านช่องว่างของประตูห้องบอกผมว่ายังมีคนอื่นที่ยังตื่นอยู่นอกจากผม ซึ่งมันทำให้ผมอุ่นใจขึ้นพอสมควร

                 หอพักของผมจะเป็นแปลนแบบเก่าที่เห็นได้ทั่วไป แต่ที่นี่ก็บูรณะดูแลไว้ดีพอสมควร บันไดเชื่อมแต่ละชั้นจะอยู่ตรงกลางตึก เมื่อขึ้นมาจะมีทางแยกไปฝั่งซ้ายและขวา ซึ่งห้องของผมอยู่ห้องสุดท้ายทางฝั่งซ้าย โดยแต่ละฝั่งจะมีห้องอยู่ประมาณสิบกว่าห้อง ทำให้ผมต้องใช้เวลาอีกนิดหน่อยในการเดินกว่าจะมาถึงหน้าประตูห้องของตัวเอง

               ผมหยิบกุญแจในมือแล้วสอดมันเข้าไปในรูลูกบิด ออกแรงไขตามปกติ แต่ลูกบิดกลับนิ่งไม่ยอมเปิดให้ผมเข้าไป ผมพยายามออกแรงไขอีกสองสามทีจนรู้สึกหงุดหงิด ก่อนจะเพิ่มแรงที่ใช้ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องโง่สิ้นดี เสียงไขกุญแจของผมดังกุกกักสะท้อนไปมาทั่วทั้งทางเดิน

               “ทำไมเปิดไม่ได้วะ!” ผมสบถ เมื่อไขประตูเข้าห้องตัวเองไม่ได้ก็เลยตัดสินใจว่าจะเคาะห้องรุ่นพี่ที่อยู่ติดกันเพื่อขอเขาปีนระเบียงห้องด้านหลังที่มีแค่กำแพงบาง ๆ กั้น และในตอนนั้นเองที่ผมตกใจจนต้องรีบวิ่ง เพราะเลขห้องของรุ่นพี่ผมมันเขียนไว้ว่า 412

               ใช่ครับ ที่นี่คือชั้น 4

ผมตกใจมาก หันไปทางซ้ายสุดจะมีบันไดแคบ ๆ เล็ก ๆ อีกหนึ่งจุดเอาไว้เชื่อมแต่ละชั้น ผมรีบวิ่งลงบันไดนั้นไปทันที เพราะกลัวว่าคนที่อยู่ในห้องจะเปิดประตูออกมาเอาเรื่อง แต่โชคดีที่เหมือนจะไม่มีคนอยู่ หรือไม่คนด้านในก็อาจจะหลับสนิทไปแล้ว ในใจนึกขอโทษว่าคงทำให้เขากลัวที่อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงคนไขกุญแจห้องของตัวเองทั้งที่ตัวเองยังนอนอยู่ในห้อง

               ผมหอบหายใจอยู่ที่หน้าห้องของตัวเอง คราวนี้ผมแน่ใจว่าไม่ผิดห้อง เพราะเงยหน้ามองเลขห้องเพื่อยืนยันแล้ว ระหว่างที่ไขกุญแจในใจก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะเดินเลยขึ้นไปถึงชั้น 4 ได้ เพราะทุกย่างก้าวผมก็ไม่ได้เหม่อลอยอะไรมากมายนัก แต่ยังไงผมก็ไปโผล่ที่ชั้น 4 จริงๆ สงสัยว่าจะง่วงมากไปหน่อย...ผมคิดอย่างนั้น

               “แค่ก ๆ ๆ” เสียงไอแห้ง ๆ ของใครบางคนดังมาจากบันไดแคบ ๆ ที่ติดกับห้องผม เสียงมันค่อนข้างก้องเพราะเป็นทางแคบเลยไม่แน่ใจว่าดังมาจากชั้นบนหรือชั้นล่าง แต่ความรู้สึกที่จับได้คิดว่าเป็นชั้นบน แต่ที่แปลกไม่ใช่เรื่องนั้น เสียงไอนั้นมันไม่ได้มาจากห้องใดห้องหนึ่งหรือจากที่ที่ห่างออกไปสักเท่าไหร่ เสียงของมันเหมือนดังอยู่บนทางเดินของตัวตึก หรือไม่ก็อาจจะเป็นตรงขั้นบันไดเสียด้วยซ้ำ

               บอกตามตรงว่าตอนนั้นผมเริ่มขนลุกและกลัวขึ้นมานิด ๆ คราวนี้ผมออกแรงเพียงเล็กน้อยในการไขประตูห้องก็เปิดออก ข้างในยังคงอยู่ในสภาพเดียวกับตอนที่ผมออกไปจากห้อง คืนนั้นผมไม่อยากทำอะไรต่อแล้วเลยไม่ได้เปิดไฟห้องนอน  เลือกใช้เพียงแค่ไฟสลัวของโคมไฟแบบที่ผมชอบ เปิดมันไว้แล้วทิ้งตัวลงบนเตียง ปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกหนึ่งคืน

               คืนนั้นไม่ใจว่าเป็นผมเองหรือเปล่าที่ลืมดู แต่ในช่วงสายที่ผมตื่นขึ้นมา ประตูหน้าห้องของผมมันแง้มอยู่เล็กน้อยพอให้เห็นทางเดินข้างนอกได้ผ่านช่องว่างสักหนึ่งหรือสองเซ็นติเมตร 

               ผมรีบลุกจากเตียงแล้วเดินไปปิดประตูทันที จากการสำรวจลูกบิดประตูก็พบว่ามันไม่ได้ถูกล็อกไว้ ผมหลับตาพยายามนึกย้อนถึงตอนที่ตัวเองกลับเข้ามาในห้อง ค่อนข้างมั่นใจว่าผมไม่มีทางลืมล็อกประตูแน่ ๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วผมจะลืมกุญแจไว้ในห้องมากกว่า

               เอาเข้าจริงผมก็รู้สึกกังวลไม่น้อย วันนั้นเลยตัดสินใจทำความสะอาดห้องครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการตรวจสอบข้าวของที่เก็บไว้ในห้องนอนด้วยว่ามีอะไรหายไปบ้างหรือเปล่า เผื่อว่าอาจจะมีโจรที่สะเดาะกลอนงัดเข้ามาในห้องเมื่อคืนหลังจากที่ผมหลับไปแล้ว

               ระหว่างทำความสะอาดห้อง สมองก็ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา ผมจึงเลิกคิดไป ผมใช้เวลาทั้งวันไปกับการพักผ่อนให้สมกับเป็นวันอาทิตย์ ก่อนจะต้องกลับไปตรากตรำทำงานประจำที่เรารักในวันจันทร์

               ช่วงบ่ายผมนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงจนหลับไป นานแล้วที่ผมไม่โดนผีอำ เท่าที่จำได้คือมันรู้สึกอึดอัดเหมือนกับมีอะไรบางอย่างมากดทับอยู่บริเวณหน้าอก ไม่ใช่อาการขยับตัวไม่ได้เสียทีเดียว ผมเคยเหนื่อยมาก ๆ จนขยับร่างกายไม่ได้ในตอนหลับ ซึ่งครั้งนี้ผมว่ามันต่างกันอยู่นิดหน่อย

               น้ำหนักที่กดลงบนอกไม่ได้หนักมากจนทนไม่ไหว แต่ก็ทำให้หายใจไม่สะดวก ผมพยายามลืมตามามองว่าอะไรที่กดทับผมอยู่ สิ่งที่เห็นนั้นมันไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว มันคล้ายกับมีกลุ่มควันแต่จางกว่านั้น คล้ายกับเงาร่างเลือน ๆ อาจเพราะผมปิดม่านของห้องเอาไว้หมดเลยเห็นไม่ชัดสักเท่าไหร่

               ผมพยายามดิ้นให้หลุดจากสภาพนั้น พอหลุดออกมาได้ก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกับไปวิ่งรอบสนามฟุตบอลมาสักห้าหกรอบ อากาศในห้องยังคงเย็นด้วยเครื่องปรับอากาศ แต่เหมือนมันจะเย็นน้อยกว่าตอนก่อนที่ผมจะหลับไป ผมเดินไปหยิบรีโมตแอร์มาดูก็พบว่ามันยังถูกตั้งไว้ที่อุณหภูมิเท่าเดิม

               และแล้วผมก็พบว่าสาเหตุที่มันเป็นอย่างนั้นก็เพราะประตูหน้าของผมที่มันถูกแง้มไว้นิดหนึ่ง เหมือนถูกใครบางคนเปิดเอาไว้ เป็นภาพเดียวกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาและผมมาเห็นเอาตอนเช้า ขนาดของช่องว่างระหว่างบานประตูนั้นแทบจะเท่ากันพอดี

ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่ามันน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น

               เรื่องที่เกิดขึ้นในหอพักเก่าของผมนั้นค่อนข้างจะไร้ระเบียบ กล่าวคือมันกระโดดไปกระโดดมา เกิดขึ้นบ้างไม่เกิดขึ้นบ้าง ไม่สม่ำเสมอและไม่ค่อยจะเหมือนกันสักเท่าไหร่ เหมือนกับว่าวิญญาณที่ทำให้เรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นนั้นเป็นคนละดวง การแสดงออกจึงต่างกันไปพอสมควร

               หลังจากเรื่องประตูห้องกับการโดนผีอำ คืนเดียวกันนั้นผมทำการทดลองใหม่กับตัวเอง ผมตรวจดูประตูห้องให้แน่ใจว่าปิดสนิทดีและใส่กลอนไว้เรียบร้อย ผมเอาเถ้าธูปที่ใช้ไหว้พระมาจากหิ้ง นำมาแตะลงไปบนบานประตูห้อง ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยคุ้มครอง ให้ทุกอย่างผ่านพ้นไม่เกิดเหตุประหลาดใด ๆ ขึ้นกับตัวผมอีกนับจากนี้

               คืนนั้นผ่านพ้นไปด้วยความสงบดี ไม่มีสิ่งผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับตัวผม แต่กลายเป็นว่าผมตื่นมาในตอนเช้าด้วยความรู้สึกเดิมคือแอร์ไม่เย็นเท่าที่ผมตั้งไว้ สิ่งแรกที่ผมมองหาคือประตูหน้าห้อง ผมขมวดคิ้วเพราะมันยังปิดสนิทดีอยู่ จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินทั่วห้องเพื่อหาสาเหตุ เอามือไปอังไว้ที่หน้าแอร์ ลมที่เป่าออกมานั้นก็เย็นเหมือนปกติ

               สุดท้ายผมก็ได้เจอว่าสาเหตุของมันก็คือประตูกระจกบานเลื่อนที่หลังห้องมันถูกเปิดเอาไว้ ผมขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งตัวเพราะจำได้ว่าหากมองออกไปจากระเบียง หลังห้องของผมจะตรงกับศาลเจ้าที่ของหอพักที่ตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถด้านล่าง

               ผมเอื้อมมือไปปิดมันเงียบ ๆ ไม่ออกไปมองภายนอกว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้นหรือเกิดอะไรขึ้นหรือไม่

               ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อย ๆ มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นบ้าง อย่างเช่นเสียงเคาะประตูในตอนดึก ๆ บางครั้งเป็นเสียงในลักษณะเดียวกันแต่ดังมาจากหน้าต่างห้อง แต่มันก็ไม่ได้ร้ายแรงเท่าไหร่ จนผมเริ่มจะชินกับมัน แต่แล้วในวันหนึ่งผมก็บังเอิญได้ไปรับรู้ถึงเรื่องบางอย่างที่ทำให้ผมกลับมาคิดมากและเริ่มกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมอย่างจริงจังอีกครั้ง

               วันนั้นผมลงไปจ่ายค่าห้องที่ประชาสัมพันธ์ด้านล่าง ผมคิดว่าน่าจะเป็นวันที่เงินเดือนออกพอดี ทำให้มีคนมาต่อแถวรอชำระเงินมากพอสมควร ระหว่างที่ผมกำลังนั่งรอเงินทอนและใบเสร็จอยู่นั้น ก็ได้ยินคนที่นั่งอยู่ข้างหลังของผมคุยกัน

               “เมื่อคืนกูเจออีกแล้ว มีคนมาเคาะห้องทั้งคืนเลย หลายรอบด้วย” ผู้พักอาศัยคนหนึ่งพูดขึ้นมาเบา ๆ

               “เหมือนกันเลย แต่นี่เป็นเสียงคน เสียงไอเหมือนคนแก่ ๆ กูนี่อยากจะร้องไห้มาก”

               พอได้ยินคำว่าเสียงไอ ผมก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองเคยเจอขึ้นมาทันที แสดงว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่ได้ยินเสียงไอนั่น สองคนที่พูดคุยกันนั้นเป็นนักศึกษาฝึกงานที่คงจะมาพักที่นี่เพียงแค่ช่วงไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่สิ่งที่ผิดปกติก็คือหลังจากนั้นผมมักจะเห็นคนในหอพักหอบเอาผลไม้และของกินหลายอย่างใส่ถาดมาไหว้เจ้าที่ของหอมากกว่าช่วงแรก ๆ ที่ผมมาอยู่

               บ่ายวันหนึ่งที่ผมเดินผ่านห้องประชาสัมพันธ์ ผมก็ได้เจอกับผู้พักคนหนึ่งยืนคุยกับเจ้าของหออยู่ เขาคุยกันเสียงดังมาก แม้ไม่ได้ต้องการจะฟังอย่างไรก็ต้องได้ยินอย่างแน่นอน

               “พี่ บอกผมมาเถอะ ที่นี่มันมีอะไร ผมโดนมาหลายรอบแล้ว” ผู้พักอาศัยโวยวาย

               “มันจะไปมีอะไรเล่าคุณ ผมดูแลที่นี่มาตั้งนานก็ไม่เคยเจออะไรสักอย่าง” เจ้าของหอเถียงกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูรำคาญ

               “จะไม่มีได้ยังไง ก็ผมเจออยู่แทบทุกคืน ถ้าคุณไม่บอกไม่จัดการอะไรผมจะย้ายออกนะ” ผู้พักอาศัยคนนั้นเสียงแข็ง ไม่ยอมอ่อนข้อให้

               แล้วก็จริงอย่างที่เขาพูด เพราะหลังจากนั้นไม่นานผมก็เห็นเขาขนของออกจากหอพักในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เหตุการณ์นั้นทำให้ผมรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาพอสมควร แต่ก็ยังไม่คิดจะย้ายหอเพราะยังไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับตัวผม

               และในที่สุดผมก็ได้รับรางวัลนั้น ผมได้เจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวผมที่ปกติไม่ค่อยจะถูกรบกวนจากเรื่องพวกนี้มากนัก

               คืนนั้นผมนอนอยู่บนเตียงตามปกติ หลับไปแล้วและปิดไฟเรียบร้อย แต่แล้วก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงไม่พึงประสงค์ดังมาจากนอกห้อง เสียงที่ว่านั้นคือเสียงร้องไห้ของหญิงสาวที่ผมไม่รู้จัก ครั้งแรกผมคิดว่าคงเป็นใครสักคนที่ทะเลาะกันรุนแรงจนต้องมานั่งร้องไห้ให้ได้ยิน สาเหตุที่คิดอย่างนั้นเป็นเพราะห้องฝั่งตรงข้ามผมมักจะมีปากเสียงกันอยู่บ่อย ๆ

               เสียงร้องไห้นั้นดังให้ผมได้ยินอยู่หลายคืน จนในที่สุดผมก็เริ่มสังเกตว่าเสียงร้องไห้นั้นจะมาในเวลาเดียวกันทุกคืน เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็เริ่มที่จะจับสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น อาจเพราะได้ยินค่อนข้างบ่อยจึงเริ่มจำได้ว่าเสียงของมันนั้นดังในจังหวะเท่าเดิมเหมือนกันแทบจะทุกครั้ง คล้ายกับมีคนอัดเทปแล้วมาเปิดไว้ที่หน้าห้อง

               เสียงร้องไห้ดังอยู่อีกหลายคืนจนผมต้องเอ่ยปากถามรุ่นพี่ที่อยู่ข้างห้องว่าเขาได้ยินเหมือนที่ผมได้ยินไหม ซึ่งคำตอบก็คือไม่ เขาไม่ได้ยินอะไรเลย ไม่พบเจอเรื่องราวแปลกประหลาดใด ๆ ทุกอย่างปกติดี มีเพียงแค่ผมเท่านั้นที่ได้ยินและรับรู้ถึงความผิดปกตินั้น

               ไม่กี่คืนถัดมา ผมกลับดึกหลังจากไปเที่ยวกับเพื่อน ผมเดินขึ้นมาตามบันไดมืด ๆ ของหอพักเหมือนกับทุกครั้ง คราวนี้เสียงร้องไห้มันดังอยู่พอดี ใช่ครับ มันดังอยู่ตรงบริเวณทางเดินที่จะไปยังห้องของผม ผมยืนหลบมุมอยู่ที่บันไดทางขึ้น ไม่กล้าเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง

               ผมโทรหารุ่นพี่คนนั้น แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าเขาจะรับสาย สงสัยว่าคงจะหลับไปแล้ว ผมกำลังตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรดี จะเดินต่อไหม หรือว่าลงไปข้างล่างแล้วไปนั่งที่ร้านสะดวกซื้อจนกว่าจะถึงตอนเช้าดี

ผมเงี่ยหูฟังอีกที เสียงนั้นหายไปแล้ว มีเพียงความเงียบกับเสียงเพลงเสียงโทรทัศน์ที่ดังลอดบานประตูห้องอื่น ๆ ออกมาเท่านั้น

               ผมคิดเอาเองว่ามันคงไม่มีอะไรแล้ว จึงเดินออกมาที่ทางเดิน และเพียงแค่วูบเดียวเท่านั้นที่ผมได้เห็นแต่ก็ค่อนข้างชัด มีเงาร่างของหญิงสาวนั่งหันหลังให้ผม เธอนั่งก้มหน้าอยู่กับพื้น ทำท่าเหมือนคนกำลังร้องไห้ สิ่งที่เห็นเป็นเหมือนภาพซ้อนที่พอเห็นปุ๊บก็เลือนหายไปในช่วงเวลาเดียวกัน

               ห้องพักของผมอยู่ตรงนั้น...ใกล้กับจุดที่เธอนั่งอยู่ แต่ตอนนี้เธอหายไปแล้ว ผมลังเลใจว่าจะกลับเข้าไปในห้องดีไหม แต่ตอนนี้ตึกทั้งตึกมันมืดไปหมด ไฟทางเดินถูกปิดไปหมดแล้ว

               แกร๊ก...

               จู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องดังมาจากข้างหน้า ปกติแล้วผมคงจะต้องตกใจหรือไม่ก็กลัวกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้ยินเสียงนั้น เพราะว่ามีห้องหนึ่งเปิดประตูออกมา ขอบคุณพยาบาลคนนั้นที่น่าจะกำลังจะไปทำงานหรืออะไรสักอย่าง เมื่อเห็นว่ามีคนอื่นนอกจากผมเดินอยู่บนทางเดินนั้น ผมก็รีบจ้ำเท้าสวนกับเธอไปยังห้องของตัวเองทันที

 

               อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของเสียงไอ ช่วงกลางดึกบางครั้งผมจะได้ยินเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่หน้าประตูห้องอย่างชัดเจน แต่ในบางคืนจะไม่มีเสียงร้องไห้ แต่กลายเป็นเสียงไอของคนแก่แทน

               เสียงไอนั้นมักจะดังมาจากที่ไกล ๆ แต่ผมก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ปกติ เพราะมันดังขึ้นในเวลาเดียวกันทุกครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกวัน นั่นคือสิ่งที่วนเวียนเกิดขึ้นกับผมที่หอพักเก่า จนถึงวันที่ผมรู้สึกว่าผมถูกเรียกเก็บเงินค่าเช่าที่ไม่เป็นธรรมสักเท่าไหร่ ผมจึงตั้งใจจะย้ายออก และในคืนสุดท้ายที่ผมจะนอนอยู่ที่นั่น หลังจากที่ผมได้หอพักใหม่แล้วเรียบร้อย ก็เหมือนกับว่าความเกรงใจได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว

               คืนสุดท้ายของผมในหอพักแห่งนั้นเป็นหนึ่งคืนที่ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต คืนนั้นผมนอนอยู่ในห้องที่รกกว่าปกติเพราะเก็บข้าวของใส่กล่องใส่ลังเตรียมย้ายออกครบหมดแล้ว ยังไม่ทันจะได้หลับไปก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะมีเสียงดังมาจากหน้าต่างห้องนอน เสียงมันเหมือนกับมีคนเอาของแข็งขว้างมากระทบกับกระจกของหน้าต่างอย่างจัง

               เสียงของมันดังมาก ถ้าฟังจากเสียงเฉย ๆ ผมคิดว่าอาจจะเป็นก้อนหินหรือไม่ก็อะไรที่มันแข็งประมาณนั้น แต่เสียงที่ดังมากของมันทำให้ผมกลัวว่าหน้าต่างมันจะแตกไปแล้วหรือเปล่า ผมลุกขึ้นเดินไปดูที่บานกระจกหน้าต่างนั้น ซึ่งปกติผมจะปิดม่านตรงนี้ไว้

               ผมใช้มือเลิกผ้าม่านขึ้นดูก็แปลกใจ เพราะมันไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดี ผมโล่งอกที่ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่ผมได้เจอมาก่อนหน้านี้ และไม่กี่นาทีต่อมามันก็ให้คำตอบผมอย่างชัดเจน เมื่อผมปิดไฟเตรียมตัวจะนอน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น