อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 18 หอพัก (2)

               เธอคนนั้นไม่ได้ปรากฏตัวให้ผมเห็น แต่เสียงร้องไห้ของเธอนั้นได้ยินชัดเจนมากที่นอกประตูห้อง ยังไงคืนนี้ก็จะเป็นคืนสุดท้ายแล้ว ผมจึงทำใจดีสู้เสือแผ่เมตตาให้เธอ ในใจภาวนาขอให้เธอมีความสุข และก็เหมือนกับเจ้าของเสียงจะรับรู้ถึงความตั้งใจนั้น เสียงร้องไห้เงียบหายไป เหลือไว้เพียงความเงียบของยามค่ำคืน

               แต่ความเงียบก็อยู่กับผมได้ไม่นาน แล้วมันก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน เสียงฝีเท้านั้นดังมาจากชั้นบนของห้องผม ตอนแรกก็คิดว่าคงจะเป็นผู้พักห้องที่อยู่ด้านบนเดินไปเดินมาเท่านั้น แต่ไป ๆ มา ๆ พอตั้งใจฟังเสียงนั้นให้ดี น้ำหนักของเสียงฝีเท้ามันไม่ปกติสักเท่าไหร่ มันเหมือนกับคนกระทืบเท้ามากกว่าเดิน

               เสียงกระทืบเท้าดังอยู่บนหัวผม ใจผมเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ในใจคิดว่าคืนนี้จะหลับลงได้อย่างไร ลึก ๆ ยังเชื่อว่ามันน่าจะเป็นเสียงของผู้พักห้องที่อยู่ชั้นบนไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ก็ตาม แต่แล้วความเชื่อที่พอจะทำให้ผมสบายใจได้ก็หายวับไปกับตา เมื่อเสียงกระทืบเท้านั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่บนหัวผม เสียงมันดังห่างออกไปและใกล้เข้ามา เป็นอย่างนี้หลายรอบ

               ผมจินตนาการตามเสียงที่ได้ยิน มันเหมือนกับคนที่เดินไปมาตามทางเดินด้วยการกระทืบเท้า ซึ่งถ้าเป็นวิสัยปกติของมนุษย์ก็คงไม่มีใครทำนอกจากเด็ก ๆ แต่เสียงฝีเท้าที่ได้ยินนั้นหนักและกระแทกกระทั้นเกินกว่าที่แรงของเด็กคนหนึ่งจะทำได้อย่างแน่นอน ผมฟังเสียงฝีเท้าของใครบางคนตรงนั้นอยู่นานและไม่มีท่าว่าจะจบ ผมเลยเดินไปหยิบลำโพงที่จัดใส่กล่องไว้เรียบร้อย นำมันออกมาเสียบเข้ากับโทรศัพท์แล้วเปิดเพลงเสียงดังอย่างไม่สนใจใคร เพราะยังไงผมก็จะอยู่ที่นี่เป็นคืนสุดท้ายแล้ว

               แค่ก ๆ ๆ

               เสียงไอดังมาจากที่ไกล ๆ ผ่านเสียงเพลงลอยมาเข้าหูของผม ทั้งที่เสียงเพลงก็ดังอยู่อย่างนั้น ผมพยายามไม่สนใจเสียงนั้น แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเสียงไอนั้นดังพอสมควร ผมเอาหมอนปิดหู พยายามฝืนตัวเองให้หลับไปทั้งอย่างนั้น

               ก๊อก...ก๊อก...

               เสียงเคาะดังมาจากหน้าต่างกระจกของห้อง ครั้งนี้ผมมั่นใจว่าไม่ใช่เสียงก้อนหินหรือของแข็งใดลอยมากระทบ แต่เป็นสียงเคาะเหมือนกับเวลาที่เราจะเคาะประตูเรียกใครสักคน ผมไม่ลุกไปดู ไม่อยากสนใจ อาจเป็นเพราะตอนนั้นผมเหนื่อยมากแล้ว และมีเรื่องให้เครียดไม่เว้นวัน การมารบกวนกันแทนที่จะมาคุยกันดี ๆ ไม่ใช่ทำแบบนี้ มันจึงทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าการอยากหาคำตอบ

               เสียงไอกับเสียงเคาะกระจกยังคงดังไม่หยุด จากความหงุดหงิดเริ่มเปลี่ยนเป็นความกลัว เพราะเสียงมันดังขึ้นเรื่อย ๆ  จากเสียงเคาะอยู่กับที่ก็เริ่มขยับไปรอบ ๆ ห้อง จากกระจกหน้าต่างเป็นประตูหลังห้อง แม้กระทั่งในห้องน้ำยังมีเสียงสะท้อนออกมาให้ได้ยิน ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป ลุกขึ้นมานั่งสวดมนต์แผ่เมตตาให้พวกเขา ก่อนจะเดินไปหยิบยาแก้แพ้มาใส่ปาก ใช้มันแทนยานอนหลับเพื่อหนีสิ่งที่เกิดขึ้น

               ยาที่กินเข้าไปต้องใช้เวลากว่าจะออกฤทธิ์ ก่อนที่ผมจะหลับไปตามความต้องการ ผมจำได้ว่าเสียงไอมันดังขึ้นหลายเท่า ดังมาก...ดังเหมือนต้นตอของเสียงไอนั้นนั่งอยู่ในห้องของผม

               วันต่อมา ผมย้ายของในช่วงเย็นเพราะช่วงเช้าต้องทำงาน เรื่องสุดท้ายที่เกิดในหอพักเก่านั้น คือตอนที่ย้ายของทั้งหมดเสร็จแล้ว กำลังจะขึ้นรถไปยังหอใหม่ที่อยู่ถัดไปเพียงแค่สองถนน ก่อนจะออกไปผมได้เดินไปไหว้ศาลเจ้าที่ของหอเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อขอบคุณที่เขาคอยดูแลมาโดยตลอด แม้ว่าในช่วงหลัง ๆ ผมจะไม่ค่อยรู้สึกอยู่เป็นปกติสุขสักเท่าไหร่

               ผมมองตัวศาลก็สังเกตเห็นจุดผิดปกติบางอย่าง นั่นคือศาลมันแตกบิ่นออกไปเป็นจุดใหญ่พอสมควร สงสัยว่าผมจะยืนดูที่ตรงนั้นนานเกินไปหน่อยจนลุงยามเดินเข้ามาถามว่ามีอะไรหรือเปล่า ผมพูดติดตลกไปเหมือนทุกทีว่าเพิ่งเห็นศาลตรงนี้มันแตก

               “อ๋อ...เออใช่ เมื่อสักเดือนสองเดือนก่อนนี่แหละ มีคนในหอเขากลับมาดึก ๆ ถอยรถชนศาลแล้วบอกว่ามองไม่เห็น เอาซะแตกเลย” ลุงก็พูดเสียงดังเหมือนหงุดหงิดอะไรบางอย่าง

               “แล้วเขาเป็นไงบ้างครับ ไม่ต้องชดใช้อะไรเหรอครับ ?” ผมถามเพราะเจ้าของหอค่อนข้างขี้งก

               “ไม่ทันได้จ่ายน่ะสิ เขาทำเรื่องจะออกไว้อยู่แล้ว คืนนั้นที่ชนก็คืนก่อนออก เช้ามาก็ออกไปเลย ลุงเนี่ยแหละที่เป็นคนมาเจอว่ามันมีรอยแตกทีหลัง เลยไปเปิดกล้องดูก็เห็นว่าเป็นคันนั้น ไม่รู้รถบุบไปบ้างหรือเปล่า”

               ลุงยามยังคงชวนผมคุยไม่หยุด ผมเองต้องรอพี่อีกคนหนึ่งเคลียร์ค่าย้ายออกก็เลยพอจะมีเวลาคุยกับลุงแกอยู่บ้าง ลุงยามพาผมเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ชี้ให้ดูของที่แกเก็บได้วันนั้น

               “ดูนี่สิ ไม่ใช่แค่ศาลนะ ตุ๊กตานางรำร่วงลงมาแตกเลยตัวนึง ลุงก็ไม่กล้าทิ้ง เลยเอากองไว้ตรงนี้แหละ เจ้าของเขาก็ยังไม่คิดจะทำอะไรใหม่ บอกว่ายังไม่มีเงิน” สิ่งที่ลุงชี้ให้ผมดูคือตุ๊กตานางรำผู้หญิงที่แตกครึ่งท่อนวางกองอยู่กับส่วนล่างของตัวเอง ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเปล่า แต่ถ้าหากเสียงไอนั้นเป็นเสียงของเจ้าที่ที่กำลังบอกผมว่าศาลของเขากำลังจะพัง ถ้าเสียงร้องไห้นั้นคือเสียงของนางรำที่แตกกลายเป็นเศษปูน ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ค่อนข้างจะลงตัว แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกผิดเหมือนกัน

               ผมยกมือไหว้ศาลอีกครั้ง ขอโทษที่ทำได้แค่หงุดหงิดและกลัว เช้าวันรุ่งขึ้นผมรีบตื่นมาใส่บาตรให้พวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย โดยไม่มีโอกาสกลับไปเหยียบที่หอพักแห่งนั้นอีก

               นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นในหอเก่าของผม ซึ่งพอผมย้ายมาอยู่หอพักใหม่แล้วก็ยังไม่วายมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นอีก

 

               หอพักใหม่ของผมเป็นหอที่ใหม่สมชื่อ ระบบต่าง ๆ เหมือนกับคอนโดเพียงแค่ไม่มีห้องครัวในตัวเท่านั้น ส่วนค่าเช่าก็เพิ่มขึ้นมาแต่ยังพอรับได้เมื่อเทียบกับสิ่งของและสภาพห้องที่ได้มา ในวันที่มาเลือกดูนั้นมีห้องว่างอยู่สองห้อง ที่ชั้นสามกับชั้นสี่ รุ่นพี่ผมเลือกชั้นสามไป ผมจึงต้องไปอยู่ที่ชั้นสี่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะที่นี่มีลิฟต์ ทำให้การขึ้นลงจะกี่ชั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

               สัปดาห์แรกของการเข้าอยู่ ผมไม่พบเจอปัญหาอะไรนอกเสียจากว่าข้างห้องของผมที่เป็นใครก็ไม่รู้ ไม่เคยพบหน้ากันเลยนั้น มียันต์ขนาดเท่าเอสี่แปะอยู่ที่ประตูห้อง ยันต์นั้นเป็นภาษาจีน ผมอ่านไม่ออกแต่ก็พอจะรู้สึกได้ว่าคงมีไว้ป้องกันภัยอะไรบางอย่าง ผมพยายามจะไม่คิดมากเพราะไม่มีเงินจะย้ายหออีกครั้งแล้วในตอนนี้

               ห้องของผมอยู่ติดลิฟต์ ที่หน้าห้องจะตรงกับบันไดทางขึ้นลงระหว่างชั้นแบบพอดิบพอดี เรียกว่ากรอบบันไดกับกรอบของประตูห้องตรงกันแบบเป๊ะ ๆ เข้ามาด้านในห้องประตูห้องก็ตรงกับประตูห้องน้ำอีกต่อหนึ่ง เรียกได้ว่าครบสูตรที่ไม่ควรอยู่อาศัย แต่ตอนนั้นผมก็ตัดสินใจอยู่เพราะทนความขี้โกงของหอเก่าไมไหวจริง ๆ

               ผมเดินขึ้นลงไปดูห้องที่อยู่มุมเดียวกับผมในทุก ๆ ชั้น ก็พบว่าทุกห้องจะมีกระจกอันเล็ก ๆ ติดไว้ที่ประตูเหมือนกันหมด ยกเว้นห้องของผม

               เรื่องแปลก ๆ ที่ผมจะเล่าให้ฟัง มันเริ่มขึ้นหลังจากอยู่ที่หอพักนี้ได้ประมาณสองสัปดาห์ ครั้งแรกที่ผมได้เจอก็คือตึกข้าง ๆ ห้องพักของผม ผมอยู่ที่ชั้นสี่ซึ่งถือว่าเป็นตึกที่ค่อนข้างสูงแล้วในละแวกนั้น ทำให้ด้านหลังห้องของผมเป็นดาดฟ้าของตึกพาณิชย์หลังหนึ่ง ผมเห็นตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่ามันเก่ามาก เพราะคนเช่าเขาใช้ประโยชน์เปิดเป็นร้านอาหารแค่ส่วนชั้นล่าง

               ผมไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าคงไม่มีอะไร แต่แล้ววันหนึ่งที่ผมนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือซึ่งอยู่ติดกับประตูกระจกหลังห้อง วันนั้นผมลืมปิดม่านเลยเผลอมองออกไปที่ด้านนอก ก็พบกับดาดฟ้าของอาคารฝั่งตรงข้าม ห่างจากประตูห้องผมน่าจะประมาณห้าสิบเมตรเห็นจะได้

               แวบหนึ่งผมเห็นเงาร่างบางอย่างผ่านหางตาไป ด้วยความสงสัยจึงตั้งใจมองออกไปที่ระเบียงห้อง แล้วผมก็ได้เห็นจริง ๆ นั่นคือดาดฟ้าของอาคารพาณิชย์ ตรงนั้นมีเงาร่างของชายคนหนึ่งเดินไปมาอย่างเชื่องช้า แต่เขาไม่มีศีรษะ ส่วนบนนั้นว่างเปล่า เงาร่างของเขาเองก็ค่อนข้างเลือนราง

               ผมรูดม่านปิดทันทีเพราะคิดว่าไม่ควรจะจ้องมองเขาไปมากกว่านี้ นั่นคือครั้งแรกกับหอพักใหม่แห่งนี้ ส่วนครั้งถัดมาเกิดขึ้นในขณะที่ผมอยู่ในลิฟต์ ผมกดลิฟต์จากชั้นหนึ่งเพื่อขึ้นไปบนห้อง ผมเข้ามาด้านในลิฟต์ กดเลขสี่แล้วกดปิดประตู ผมทำอย่างนั้นประจำจนติดเป็นนิสัย ก่อนจะก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่พักหนึ่งก็รู้สึกว่ามันนานเกินไปแล้ว ทำไมยังไม่ถึงชั้นสี่สักที

               ผมเงยหน้าขึ้นดูที่แผงตัวเลข ปรากฏว่ามันไม่ได้ถูกกดไว้เลยสักเลขเดียว ทั้งที่ผมเป็นคนกดมันเองกับมือ ผมยังคิดในแง่ดีว่ามันอาจจะเป็นความรวนของระบบอะไรทำนองนั้น ผมกดที่เลขสี่อีกครั้ง คราวนี้จ้องมองมันอย่างตั้งใจ ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นไปตามปกติ แต่มันดันเปิดออกที่ชั้นสองครั้งหนึ่ง

               ที่ตรงนั้นว่างเปล่า ไม่มีใคร ผมกดปิดลิฟต์ มันเคลื่อนตัวขึ้นไปและเปิดอีกครั้งที่ชั้นสาม ครั้งนี้ก็ไม่มีใครอีกเช่นกัน ผมกดปิดลิฟต์ หลับตาไม่อยากคิดอะไรมาก แต่ในตอนที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดนั้นเอง อยู่ดี ๆ ประตูบานเลื่อนของลิฟต์ก็เลื่อนออกห่างจากกันเหมือนเซนเซอร์นั้นตรวจจับการเคลื่อนไหวของอะไรได้บางอย่าง

               สามครั้ง...ผมจำได้แม่นว่ามันเปิด ๆ ปิด ๆ อยู่อย่างนั้นสามครั้ง ก่อนที่มันจะปิดสนิทและขึ้นไปส่งผมที่ชั้นสี่ ผมก้าวออกจากลิฟต์เพียงสองก้าวก็จะมาถึงหน้าประตูห้องของผม ผมไขกุญแจเข้าห้องทั้งที่ยังเห็นอยู่ว่าประตูลิฟต์มันเปิดค้าง ไม่ยอมปิด ผมเอื้อมมือจะเข้าไปกดลิฟต์ให้ปิด แต่มันกลับปิดลงเองก่อนที่ผมจะไปถึง

               ผมหันหลังกลับเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว แต่ลิฟต์กลับเปิดขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียง ติ๊ง! เหมือนมีคนไปกดเรียกมันขึ้นมาทั้งที่มันยังไม่ได้เคลื่อนตัวไปที่ชั้นอื่นเลยสักนิด คราวนี้แหละที่ผมเสียวสันหลังอย่างจริง ๆ จัง ๆ ขึ้นมา ผมรีบไขประตูห้องเปิดเข้าไปทันที ไม่สนใจแล้วว่าลิฟต์มันจะเป็นยังไงต่อไป

               แต่ด้วยความที่ห้องผมอยู่ติดลิฟต์ เวลามีลิฟต์ขึ้นลงก็จะได้ยินเสียงอยู่เกือบตลอด คืนนั้นผมก็เลยได้นอนฟังเสียงลิฟต์ขึ้นลงตลอดทั้งคืน

               ตั้งแต่วันนั้นมา เวลาจะขึ้นลิฟต์ลงลิฟต์แต่ละทีก็เหมือนจะต้องลุ้นตลอดว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรแปลก ๆ อีกหรือไม่ และมันก็เกิดขึ้นบ่อยอยู่เหมือนกัน

               เรื่องต่อมาที่เกิดขึ้นคือเสียงฝีเท้า (อีกแล้ว) แต่ครั้งนี้เป็นเสียงฝีเท้าของเด็ก ผมมั่นใจมากเพราะมันมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็ก ช่วงแรก ๆ ผมคิดว่าเป็นเด็กจริง ๆ เด็กที่อาจจะเป็นลูกหลานใครสักคนในหอพักนี้ แต่ผมมาแน่ใจว่านั่นไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะเหตุการณ์หนึ่ง

               คืนนั้นผมอยู่นั่งเล่นเกมจนดึก ไม่รู้ว่าเสียงวิ่งกับเสียงหัวเราะนั้นดังมานานเท่าไหร่แล้ว แต่ผมเพิ่งได้ยินในตอนที่ถอดหูฟังออก เสียงฝีเท้าวิ่งเล่นไปมาตั้งแต่หน้าลิฟต์ไปจนสุดทางอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเสียงวิ่งกลับไปกลับมาของเด็กคนนั้นดูน่ารำคาญมากเพราะตอนนั้นผมยังคิดว่าเป็นคนอยู่

               เด็กน้อยวิ่งเล่นไปมาพลางหัวเราะไม่หยุด ผมทำเป็นไม่สนใจเพราะคิดว่าเดี๋ยวคงจะเงียบไปเอง แต่พอทำเป็นไม่สนใจเสียงมันก็ยิ่งดังขึ้นกว่าเก่า เหมือนต้องการจะยั่วอารมณ์ผมให้หงุดหงิด

               ผมลุกขึ้นไปดูที่ตาแมวของประตู ใช้หูฟังเสียงว่าตอนนี้เด็กน้อยวิ่งอยู่ตรงไหน เท่าที่จับได้น่าจะยังอยู่ที่สุดทางเดินอีกฝั่ง ผมส่องตาแมวรอดูใบหน้าของเด็กคนนั้น เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ใกล้จนผมคิดว่ามันควรจะอยู่ตรงหน้าประตูห้องของผมแล้ว แต่ภาพที่เห็นผ่านตาแมวตรงนั้นกลับยังคงว่างเปล่าอยู่

               เสียงฝีเท้าวิ่งวนอยู่ที่หน้าลิฟต์ หรือก็คือหน้าห้องของผมนั่นเอง ผมถอยห่างจากตาแมวของประตู รู้แล้วว่ามันไม่ปกติ ก่อนจะเดินกลับมานอนที่เตียง

               ก๊อก...ก๊อก

               ยังไม่ทันที่ผมจะเดินมาถึงเตียง ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นมา ผมสะดุ้ง เชื่อแน่ว่านั่นไม่ใช่เสียงเคาะตามปกติของคนหรือรุ่นพี่ผมแน่ ๆ เสียงเคาะดังแค่ครั้งเดียวก็เงียบไป ผมขึ้นมานอนบนเตียง ห่มผ้าเตรียมนอน แต่แล้วก็เหมือนกับเด็กคนนั้นจะไม่พอใจ เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง เสียงหัวเราะเองก็ด้วย

               ผมหลับตาฟังเสียงฝีเท้านั้น ผมไม่ได้คิดไปเองแต่มันเคลื่อนที่เร็วกว่าเมื่อสักครู่ คราวนี้มันวิ่งขึ้นลงระหว่างชั้นสี่และชั้นห้า ซึ่งเสียงนั้นเดินทางด้วยความเร็วเกินกว่าที่เด็กธรรมดาจะวิ่งได้ เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วทั้งชั้น และมันก็เป็นอย่างนั้นแทบจะคืนเว้นคืน

               ตอนแรกผมคิดจะจบเรื่องนี้ไว้ที่เด็กคนนี้ แต่เมื่อสองคืนที่ผ่านมามันเพิ่งเกิดเรื่องขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เลยขอถือโอกาสเขียนเล่าในนี้ด้วยเลยก็แล้วกัน

               เมื่อคืนก่อน ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่ตามปกติ เวลาน่าจะประมาณตีสามแล้ว ผมได้ยินเสียงดังกุกกักมาจากรอบ ๆ ห้อง  อาจเป็นเพราะผมเพิ่งจุดธูปขออนุญาตเล่าเรื่องของพวกเขาไป ซึ่งมันก็ไม่แปลกสักเท่าไหร่ ถ้ามันจะมีเสียงแปลก ๆ พวกนี้เกิดขึ้นมาบ้าง

               ผมเขียนหนังสือต่อไป เสียงแปลก ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ แต่เสียงที่แปลกที่สุดคือเสียงลูกบิดประตูที่ดังขึ้นมาเหมือนมีใครพยายามจะเปิดมัน ผมตกใจหันกลับไปดู...เสียงนั้นเงียบไปแล้ว ในใจคิดว่าจะเป็นเด็กคนเดิมหรือเปล่า ผมรอฟังแต่ก็ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงหัวเราะของเด็กน้อย เหมือนกับวันนี้ตึกทั้งตึกเงียบผิดปกติ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีเสียงเพลงเสียงคนเดินขึ้นลงลิฟต์บ้าง แต่นี่เงียบสนิท

               เสียงที่ผมกำลังได้ยินตอนนี้แปลก...แปลกที่สุดเท่าที่ผมคิดว่าจะได้ยินได้ในหอพัก มันคือเสียงขู่ของสุนัข เสียงมันชัดมาก และมันดังอยู่ที่หน้าห้องของผม เป็นเสียงขู่เหมือนเวลามันจะกัดใครสักคน ผมทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไร เสียงขู่นั้นยังดังอยู่ แล้วมันก็เปลี่ยนเป็นเสียงเห่าอีกสองสามที

               ตอนแรกผมยังพอแอบคิดว่ามันอาจจะเป็นหมาที่ใครเลี้ยงไว้ แต่การที่มันเห่าสุดเสียงแล้วไม่มีใครออกมาจัดการอะไรนั้น นั่นแหละคือคำตอบว่ามันไม่ปกติ เสียงเห่าของหมาดังอยู่แค่สามครั้ง แล้วครั้งสุดท้ายมันก็หอนใส่ประตูห้องของผมอย่างสุดเสียงเช่นกัน

               เสียงหอนหนึ่งครั้งที่ลากยาวไม่มีหยุดพัก ทำให้ผมขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งตัว จนต้องเดินไปกราบพระบนหิ้ง แผ่เมตตาให้ใครก็ตามที่มาเยือนผมในวันนี้ ซึ่งทันทีที่มือกับหน้าผากจรดพื้น เสียงนั้นก็ขาดหายไปทันที

               ไม่ว่าจะหอเก่าหรือหอใหม่ เราก็มีโอกาสที่จะพบเจอเรื่องพวกนี้อยู่เท่า ๆ กัน เพราะฉะนั้นการที่คิดว่าหอสร้างใหม่ต้องไม่มีอะไร มันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไปก็ได้นะครับ ผมเองก็เพิ่งอยู่ที่หอนี้ได้ไม่นาน ไม่แน่ว่าต่อ ๆ ไปผมอาจจะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังกันอีกก็ได้ อย่างไรก็ลองติดตามอ่านกันดูนะครับ ผมคิดว่ามันคงไม่จบง่าย ๆ อย่างแน่นอน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น