อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 2 ประสบการณ์แสนแพง...ของคนชอบดูดวง (2)

               คืนนั้นเธอฝันอีกครั้ง เห็นผู้หญิงคนเดิม คนที่เธอพบในความฝันตรงสวนหลังบ้าน คนที่เชื่อว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับที่คนอื่น ๆ ในบ้านเจอ คราวนี้เธอไม่ได้เห็นเต็มตัวอย่างที่เคย แต่เธอเห็นแค่ช่วงท้องลงมาถึงเท้า เธอไม่ขยับตัวขัดขืน เหมือนไม่กลัว ทั้งที่ตัวเองรู้ว่าเธอเป็นใคร และเคยกลัว

               ในฝันนั้น เธอมองหญิงสาวไร้เสื้อผ้าอย่างใกล้ชิด เป็นฝันที่ละเอียดอย่างประหลาด ท้องของเธอป่องออกเหมือนดังที่เคยเห็น แต่สีผิวเธอนั้นไม่ปกติ สีออกเหลืองซีด บางส่วนคล้ำเกือบน้ำตาล ตามตัวมีรอยฟกช้ำเป็นจ้ำม่วง ๆ เขียว ๆ อยู่รอบตัว

               เสียงหายใจของเธอแปลกประหลาด เหมือนเวลาอากาศวิ่งผ่านท่อเล็ก ๆ แคบ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้พี่มดจดจำได้ชัดเจนที่สุดคือเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นดังแปะ ๆ ตามร่างกายของเธอมีน้ำมันสีเหลือง ๆ ไหลหยดลงมาอยู่ตลอดเวลา

               กลิ่นอันชวนสะอิดสะเอียนตีเข้าจมูกจนทำให้มึนหัว แต่เธอกลับไม่รู้สึกกลัวผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเลย เพียงแค่รู้สึกขนลุกกับภาพตรงหน้าเท่านั้น พร้อมกับเสียงเบา ๆ ที่ลอยก้องอยู่ในอากาศซ้ำไปซ้ำมา

“ฉันชื่อจันทร์”

               คืนนั้นเธอหลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในตอนเช้าเธอตื่นมาพร้อมกับร่างกายที่ปลอดโปร่ง ไม่มีอาการไข้ หรือความเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวแต่อย่างใด

               “แปลก” เธอเป็นคนพูดออกมาเองพร้อมคิ้วที่ขมวดจนเกือบจะชนกัน หลังจากตื่นมาในเช้าวันนั้นเธอกลับไม่กลัว ไม่รู้สึกแปลกที่เมื่อคืนได้เห็นฝันอย่างนั้น

 

               ในตอนที่พี่มดได้มาคุยกับผม มันยังไม่พ้นช่วงเรื่องที่เกิดขึ้น เธอยังไม่ได้คิดทบทวนอะไรมากมาย แต่พอมาเล่าให้ฟังเธอก็เหมือนได้ทบทวนมันอีกครั้ง แล้วเธอก็ค่อย ๆ สังเกตเห็นความแปลกประหลาดที่ไร้เหตุผลในเรื่องราวทั้งหมด

               หลายคืนที่เธอมักฝันเห็นผู้หญิงคนเดิมมายืนอยู่ข้างเตียง ในสภาพเดิม ๆ แต่ไม่มีประโยคใดมาสื่อสารกับเธออีก สิ่งเดียวที่ดีขึ้นคือไม่มีใครในบ้านพบเห็นสิ่งน่ากลัวปะปนอยู่ในบ้านอีกแล้ว เหลือเพียงแค่ตัวพี่มดเท่านั้นที่พบเจอ แต่กลับไม่คิดจะหาทางแก้ไข เธอปล่อยให้ตัวเองฝันซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น

               พี่มดไม่กลัวสิ่งที่เธอเห็น แต่กลับรู้สึกผูกพัน ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ทำไมจึงมาให้เธอเห็น มากไปกว่านั้นบางครั้ง เธอเห็นผู้หญิงร่างเปลือยเปล่าคนนี้ซ้อนกับเงาของตัวเองในกระจก เหมือนความฝันกับความจริงเริ่มกลมกลืนกันมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งเธอเอื้อมมือมาจับท้องของตัวเองอย่างเผลอตัว

               บางครั้งเธอรู้สึกคิดถึง...คิดถึงใครสักคน ใครสักคนที่เธอไม่รู้จัก รู้แต่ว่าคิดถึง

               เรื่องราววนไปมาอย่างนั้นได้สักพักหนึ่ง เธอก็เริ่มกลัวตัวเอง เพราะวันหนึ่งเธอไปทำบุญกับที่บ้าน เมื่อเข้าไปในวัดได้เพียงไม่นานเธอเริ่มรู้สึกร้อนวูบวาบตามตัวเหมือนคนจะเป็นไข้ อ่อนเพลียคล้ายจะเป็นลม อากาศในวัดไม่ได้ร้อนมากแต่เธอกลับอึดอัด แต่เธอก็ยังพยายามฝืนเดินต่อไปเพื่อไม่ให้คนที่บ้านต้องเป็นห่วง

               สุดท้ายแล้วมันก็เกินจะฝืนต่อ เมื่อเธอเดินขึ้นไปถึงศาลาด้านบน เจ้าอาวาสที่นั่งอยู่บนอาสนะหันมามองเธออย่างตั้งใจ เพียงวูบเดียวที่เธอรู้สึกว่าได้สบตากับท่าน แล้วเธอก็หลับไป ซึ่งช่วงนั้นเธอจำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่ฟังแม่เล่ามา

               ทันทีที่พี่มดหมดสติไป พ่อกับแม่ตกใจรีบเข้าไปพยุงจะพาเธอกลับ แต่เจ้าอาวาสท่านเข้ามาห้ามไว้ก่อน บอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ขอให้อยู่ทำบุญเช้ากันก่อนแล้วจะช่วยจัดการให้

               ถ้าก่อนหน้านี้ไม่มีเรื่องราวแปลก ๆ เกิดขึ้นในบ้าน พ่อและแม่ก็คงเลือกที่จะพาพี่มดไปส่งโรงพยาบาลมากกว่านั่งรออย่างนี้

               งานบุญผ่านพ้นไปในเวลาไม่นาน หลวงพ่อท่านยังไม่ลืมคำพูด เรียกให้พ่อกับแม่พาพี่มดที่ตอนนี้ยังหลับอยู่เข้ามาใกล้ ๆ

               ท่านขยับตัวนั่งให้ถนัดบนอาสนะ หันไปกราบพระประธานในศาล ก่อนจะเจริญพระพุทธมนต์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบขวดน้ำที่เปิดใหม่ยื่นให้พ่อกับแม่

“เอาให้เขาจิบหน่อย”

               พ่อค่อย ๆ หยดน้ำใส่ปากพี่มด ในแทบจะทันทีเธอก็ได้สติลืมตาขึ้นมา ขณะที่พ่อกับแม่พยายามเรียกเขย่าตัวให้ตื่น พี่มดค่อยตอบสนองตามเสียงเรียกด้วยสายตา แต่ยังไม่พูดอะไร เมื่อขยับตัวได้ถนัด เธอก็ลุกขึ้นมามานั่งคุกเข่ากับพื้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ต่อมาเธอจะก้มตัวลงกราบชายสูงอายุในชุดจีวรสีกลักโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาอีก ท่าในการกราบนั้นก็ดูน้อมลงมากกว่าปกติ หน้าผากจรดติดพื้นอย่างแนบชิด

“คุยกับอาตมาหน่อยสิ โยมเป็นใคร ได้ยินหลวงตาไหม ?”

“ได้ยินค่ะ”

“โยมเป็นใคร มาทำไม ?”

“…..”

“ว่ายังไง ?”

               หลวงพ่อมองคนตรงหน้าแล้วถอนหายใจ จึงค่อยอธิบายให้พ่อแม่เธอฟังว่า

“เขาถูกส่งมา แต่ยังไม่รู้ว่าให้มาทำอะไร ยังไม่แน่ใจจุดประสงค์ ดูแล้วคงไม่ใช่เรื่องของกรรมหรือความต้องการของตัว ‘เธอ’ เอง”

               หลวงพ่อทำน้ำมนต์ให้เธอเอามาอาบกินติดกันทั้งหมด 7 วัน โดยระหว่างนั้นห้ามไปพบเจอใคร ให้เก็บตัวอยู่บ้านไปก่อน เพราะไม่รู้ว่า ‘ใคร’ เป็นคนส่งมาทำร้าย

               หลังจกลับมาจากวัด พี่มดถูกพ่อกับแม่กักตัวไว้ในบ้านจริง ๆ น้ำมนต์ที่ได้มาถูกใช้ทั้งกินทั้งอาบและผสมในกับข้าวทุกอย่างที่ทำในบ้าน

               เกิดความเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจนพี่มดกลับสู่สภาพปกติ เธอไม่เห็นภาพตัวเองซ้อนกับใครอีก ไม่ฝันถึงผู้หญิงคนนั้น แต่เธอมั่นใจ เธอยังรู้สึกถึงใครบางคนที่ตามติดเธออยู่ไม่ห่าง

               เมื่อครบวันที่ 7 เธอได้รับสายจากหมอดูคนเดิม ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยโทรหาเธอมาก่อน

               “เจอเรื่องแปลก ๆ อีกแล้วรึเปล่าครับ ว่างมาพบผมสักหน่อยไหมครับ ?”

               ด้วยความดีใจหรืออะไรไม่รู้ เธอรีบตกปากรับคำไปอย่างรวดเร็ว โดยในตอนแรกเธอคิดจะไปหาในเช้าวันรุ่งขึ้นเลย แต่หมอดูห้ามเอาไว้ก่อน เขานัดวันอื่นแทนพร้อมกับกำชับว่าให้มาในวันที่บอกเท่านั้น ก่อนนั้นหรือหลังจากนั้นเขาจะไม่สะดวกรับแขก

               “ถ้าอย่างนั้นพอจะมีเวลาว่างมาที่บ้านสักหน่อยไหมคะ อยากจะให้ช่วยปรับฮวงจุ้ยที่บ้านด้วย”

               แม้หมอดูจะเงียบไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็รับปากว่าจะมาดูที่บ้านให้ โดยที่พี่มดกำชับขอไว้ว่าอยากให้มาเร็วที่สุด เพื่อความสบายใจของตนเองและคนในบ้าน

               เมื่อตกลงวันนัดกันได้แล้ว ก็ถือว่ารวดเร็วอย่างที่พี่มดตั้งใจไว้ คือสองวันหลังจากนั้น

               หมอดูคนนั้นขับรถมาเอง โดยใช้วิธีนัดเจอกันตรงที่ที่สังเกตง่ายแล้วขับตามพี่มดมาจนถึงบ้าน

               เมื่อเดินลงมาจากรถแล้ว มีพ่อกับแม่ออกมารอต้อนรับ หมอดูกล่าวทักทายอย่างวางมาดเหมือนคนที่เคยชินกับการไปเยี่ยมเยียนบ้านของใครหลาย ๆ คน

               “ผมเตรียมของเสริมฮวงจุ้ยมาให้ด้วย อยู่ท้ายรถ และอาจจะขอปรับเปลี่ยนตำแหน่งบางอย่างในบ้านนะครับ”

               พ่อกับแม่ไม่ได้ขัดอะไร เพราะพี่มดได้แจ้งและขออนุญาตเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว

               หมอดูเริ่มเดินไปตามที่ต่าง ๆ ในบ้าน โดยเริ่มจากข้างในตัวบ้านก่อนจะออกมาข้างนอก ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีที่พบได้ทั่ว ๆ ไปในการปรับฮวงจุ้ย

               ในห้องพระของบ้านจะเป็นโต๊ะหมู่สวยงามขนาดไม่ใหญ่มากเข้ากับตัวห้อง หมอดูเดินดูไปทั่ว ๆ หยิบจับพระพุทธรูปบางองค์แล้วย้ายที่บ้าง พลิกดูบ้าง พร้อมกับวางของเสริมฮวงจุ้ยลงไปในโต๊ะหมู่นั้น

               เมื่อมาถึงนอกบ้านและรอบ ๆ ตัวบ้าน หมอดูก็เริ่มจัดวางข้าวของที่เตรียมมา โดยอ้างว่ามันจะเสริมดวงให้กับตัวพี่มดเอง เพราะหลังจากนี้พี่มดจะต้องดูแลธุรกิจของที่บ้าน เลยควรเสริมตัวเธอมากกว่าพ่อกับแม่

               มีตุ๊กตาสิงห์และกบถูกนำมาวางไว้ที่หน้าบ้านตรงสวนและตรงทางเข้าตัวบ้าน ด้านหลังวางเต่าไว้ และยังวางไว้รอบ ๆ บ้านอีกด้วย และมีการวางเหรียญลงบนดินในบ้านเพื่อเป็นเคล็ดว่าบ้านนี้จะเก็บเงินเก็บทองได้มหาศาล ตามที่หมอดูบอก

               หลังจากเสร็จเรื่องราวภายในบ้านแล้ว หมอดูก็ขอตัวกลับโดยเรียกค่าครูไม่เยอะมาก โดยอ้างว่าพี่มดเป็นลูกค้าประจำจึงคิดให้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ก็อาจจะเหมือนการทำความรู้จักเพื่อหวังพึ่งพากันในอนาคตอย่างที่หลาย ๆ คนชอบทำกัน

               หลังจากการจัดบ้านให้เข้าที่เข้าทางเพื่อเสริมดวงแล้ว ทำให้พี่มดรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าความรู้สึกถึงการมีอยู่ของใครบางคนจะยังไม่หายไปจากใจของเธอเลยก็ตาม

 

               เมื่อถึงวันนัดของหมอดู เธอรีบออกเดินทางไปหาหมอดูคนนั้นทันที เธอไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย หมอดูมายืนรอเธออยู่ก่อนแล้วที่หน้าบ้าน พอเธอลงรถก็รีบนำเธอเดินเข้าไปในห้อง แล้วเริ่มจากการตรวจดวงชะตาด้วยศาสตร์คำนวณที่ค่อนข้างลึกพอสมควร เพราะสามารถบอกลักขณาเวลาตกฟาก รวมไปถึงเหตุการณ์ในชีวิตที่จะผ่านเข้ามาได้อย่างแม่นยำ

               โดยปกติแล้วข้อมูลเหล่านี้หมอดูจะต้องได้รับจากเราแล้วนำไปทำนายดวงชะตา แต่ในบางครั้งถ้าเจ้าของวิชามีความชำนาญมากพอและเข้าใจศาสตร์นั้นมากพอก็จะสามารถทำการคำนวณย้อนกลับ เพื่อหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากลักษณะท่าทางการแสดงออกของผู้เข้ามาให้ตรวจดวงชะตาได้เช่นกัน

               ตำราโบราณมีกล่าวไว้หลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวของศาสตร์การทำนาย เช่น คนเกิดวันอังคารมักเป็นคนอารมณ์ร้อน ปากร้าย แต่ก็เอาจริงเอาจัง คนเกิดวันเสาร์มักชอบคิดมากและอมทุกข์ แต่ลักษณะเหล่านี้จะได้อิทธิพลจากสิ่งอื่น ๆ ด้วย เช่น คนที่เกิดวันเสาร์กลางวันกับกลางคืนก็จะมีความต่างในอุปนิสัยและตำหนิร่างกาย หรือคนที่เกิดวันเสาร์เหมือนกันเวลาเดียวกัน แต่คนละเดือนคนละนักษัตร ก็ทำให้เกิดความต่างมากมายเช่นกัน

               นั่นหมายถึงความแม่นยำและความสามารถในการทำนายนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าของศาสตร์ว่าตนสามารถเรียนรู้มาได้มากน้อยเท่าใด และมีประสบการณ์ผ่านชีวิตคนมามากน้อยเพียงใด

               หลังจากตรวจดวงชะตาก่อนแล้ว หมอดูก็ค่อย ๆ บอกเล่าให้พี่มดฟังทีละนิดว่าช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติของชีวิต อะไรแย่ ๆ มันจะเข้ามาหาไม่หยุดไม่หย่อน กรรมเก่าที่รอจังหวะมานานจะเข้ามาทวงถามอย่างกระชั้นชิด

               แต่ตามพื้นดวงนั้นบอกไว้ว่าเรื่องนี้ยังมีทางแก้ โดยจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากคนคนหนึ่ง แล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ เข้ารูปเข้ารอย แต่อย่างไรเสียก็อาจจะต้องเจอเคราะห์หนักในเวลานี้

               เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมอดูจึงนำทางพี่มดเดินเข้าไปยังห้องด้านหลังอีกห้องหนึ่ง ในนั้นมีเตียงอยู่ตรงกลางเตี้ย ๆ สูงประมาณเข่า ในห้องหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานและน้ำมันหอม

               หมอดูบอกให้พี่มดนั่งลงบนเตียงนั้น ก่อนที่จะเดินไปหยิบเอาตะเกียงทองเหลืองมาอันหนึ่ง ในนั้นมีควันลอยต่ำออกมาบาง ๆ จากกลิ่นที่สัมผัสได้นั้นเธอิดว่าคงจะเป็นกำยาน

               มืออีกข้างของหมอดูมีตะเกียงเล็ก ๆ อีกอัน ซึ่งทำจากกระจกใส ข้างในมีไฟเทียนถูกจุดเอาไว้ ตะเกียงทั้งสองอันถูกนำมาวนรอบตัวของเธอ จากนั้นค่อยรินเอาน้ำมันหอมข้างในใส่ลงบนมือของพี่มด

“เอาทาหน้าครับ ให้ทั่ว ๆ”

               น้ำมันหอมในมือมีปริมาณไม่มาก ทำให้การทาลงบนหน้านั้นไม่เลอะเทอะจนน่าเกลียด จากนั้นหมอดูบอกพี่มดให้นอนลงแล้วเริ่มเป็นคนหยดน้ำมันลงบนหน้าผาก

               สองมือของหมอดูค่อย ๆ นวดวนไปมาระหว่างหน้าผากและหัวคิ้ว ทองแผ่นบาง ๆ วางแปะลงบนหน้าผาก แล้วใช้ของปลายแหลมบางอย่างเขียนอักขระซ้ำลงไปบนแผ่นทอง

               นิ้ววนไปมาจนรู้สึกว่าแผ่นทองนั้นหายไปจากหน้าผากแล้ว อีกครั้งที่พี่มดเริ่มรู้สึกมึน แต่มันกลับมีอีกความรู้สึกที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น

               สองมือของหมอยังไม่หยุดนวดวนตรงหน้าผาก เสียงพึมพำเหมือนการบริกรรมดังมาเป็นระยะ ๆ พี่มดเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีความต้องการ ความรู้สึกกำหนัดเริ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ

               เธอค่อย ๆ รู้สึกร้อนวูบวาบตามตัวพร้อม ๆ กับความต้องการที่มากขึ้น จนในที่สุดเธอก็รู้สึกถึงสัมผัสของมือที่ไล่ต่ำลงจากใบหน้ามาสู่ไหล่ เลยต่อมาจนถึงหน้าอกของเธอ

               มือของหมอดูทั้งสองข้างจับกุมไว้ที่หน้าอกของเธอ และเริ่มออกแรงบีบ เธอรู้ว่ากำลังโดนลวนลาม แต่แปลกที่เธอกลับไม่มีความรู้สึกอยากขัดขืนหรือหนีไป

               ความรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมันจบลงตรงที่เธอมีสัมพันธ์กับหมอดูคนนี้

               หลังจากเรื่องราวผ่านไปแล้ว เธอได้สติกลับมา เริ่มคิดทบทวนก็รู้สึกรับไม่ได้กับตัวเอง รีบแต่งตัวแล้วขับรถออกมาจากบ้านหลังนั้นทันที โดยบอกกกับตัวเองว่าจะไม่กลับไปที่นั่นอีก

               วันนั้นเธอจิตตกทั้งวัน ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างวนเข้ามา แต่เธอก็พยายามลืมมันให้เร็วที่สุด พลาดก็คือพลาด เธอคิดอย่างนั้น

               ไม่กี่วันต่อมา เธอเริ่มมีอาการแปลก ๆ โดยรู้ภายหลังว่าเป็นวันโกน คืนนั้นเธอนอนไม่หลับ รู้สึกไม่สบายตัวและหิว เธอพยายามดื่มน้ำไปหลายแก้วเพื่อประทังความหิว แต่ก็ดูจะไม่ได้ผล

               สุดท้ายเธอเดินลงมาที่ด้านล่าง ตรงเข้าไปในครัวเพื่อหาอะไรกินเพราะทนความหิวไม่ไหว ในตู้เย็นไม่มีอะไรนอกจากน้ำและขนม แต่เธอรู้สึกอยากกินอะไรที่มันอิ่มท้องกว่านั้น เธอเดินเลยออกมาที่ห้องครัวเล็กหลังบ้านที่เป็นครัวแยกของคนงานในบ้าน เธอแอบเห็นในตู้กับข้าวมีอาหารวางไว้อยู่เลยหยิบออกมากินอย่างหิวกระหาย ไร้มารยาท (เธอบอกเองว่ารู้สึกว่าตัวเองกินมูมมามมาก)

               เมื่ออิ่มแล้วก็รีบวิ่งขึ้นห้องเพราะกลัวใครจะมาเห็นเข้า เธอรู้ว่าตัวเองทำตัวแปลก แต่ก็เหมือนจะห้ามอะไรตัวเองไม่ได้เลย

               เช้าวันต่อมา เธอตื่นขึ้นมาเพื่อมาร่วมโต๊ะอาหารแต่ยังไม่เจอใคร เธอเดินเลยไปที่ครัว เห็นแม่ยืนคุยกับคนงานอยู่ท่าทางจริงจัง พอดีกับที่เธอเข้าไปได้ยิน

               “เมื่อคืนไม่รู้หมาหรือแมวมันแอบเข้ามาค่ะ เอาอาหารไปกินหมดเลย จานก็วางอยู่ที่พื้น หกเลอะเทอะไปหมด”

“ตาชัยคนสวนรึเปล่า อาจจะหิวตอนดึก ๆ”

“ไม่หรอกค่ะ เพราะว่าอาหารมันเสียแล้ว หนูมาเห็นตอนกลางคืนแล้วเลยเก็บไว้ก่อน ตั้งใจว่าเช้านี้จะเอาไปให้หมานอกบ้าน”

               พี่มดที่ได้ยินเรื่องนั้นโดยบังเอิญรีบวิ่งกลับขึ้นห้องไปทั้งที่ยังไม่ได้ทักทายคนเป็นแม่เลยสักนิด เธออาเจียนเอาสิ่งที่เธอกินเข้าไปออกมาหมด กลิ่นของเสียที่ออกมานั้นบูดเน่าจริงอย่างที่ว่า

               เธออาเจียนจนเหลือแต่น้ำลายเหนียว ๆ ไม่มีเศษอาหารใดออกมาอีก ก่อนจะคลานออกจากห้องน้ำขึ้นมาบนเตียงไม่ลงไปข้างล่าง

               เธอส่งข้อความไปบอกแม่ว่าไม่สบาย ขอนอนอยู่บนห้อง สาย ๆ ช่วยเอาโจ๊กร้อน ๆ มาให้เธอที

               พี่มดกินโจ๊กซองอย่างง่าย ๆ ได้ตามปกติ ไม่รู้สึกพะอืดพะอมหรือเบื่ออาหารแต่อย่างใด ลึก ๆ เธอยังกลัวตัวเองอยู่ เธอหยิบโทรศัพท์มากดเบอร์หมอดูคนเดิม ชั่งใจอยู่นานว่าจะโทรดีไหม

               สุดท้ายเธอก็กดโทรไปที่เบอร์นั้น แต่กลายเป็นว่าไม่มีสัญญาณตอบรับ เหมือนกับปิดเครื่องหรือว่าไม่มีสัญญาณ เธอกดโทรซ้ำอีกหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ จึงล้มเลิกความพยายามไปแค่นั้น

               ในคืนนั้นเธอรู้สึกไม่สบายตัวอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ความหิว แต่เป็นความอยาก เธอรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอไม่เข้าใจตัวเองเพราะไม่เคยเป็นอย่างนี้ เธอไม่ใช่คนที่มีความต้องการสูงอย่างที่เป็นมาก่อน

               เธอพยายามข่มตัวเองให้หลับลง แต่ก็ไม่เป็นผล จนเธอต้องบรรเทาความรู้สึกนั้นด้วยตัวเองจึงพอจะหลับลงได้ และไม่วายในฝันนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนพยายามเข้าหาเธอ ในฝันนั้นเธอถูกลวนลามไปทั่วร่างกาย แล้วเธอก็ยืนยันว่ามันเลยเถิดไปจนถึงมีความสัมพันธ์กัน แต่ความรู้สึกมันสมจริงเหลือเกิน เหมือนมันไม่ใช่ฝัน

               ทุกคืนเธอจะฝันอย่างนั้น และเธอก็รู้สึกชอบมันอย่างประหลาด เวลาผ่านไปจนวนมาครบอีกอาทิตย์หนึ่ง วันนั้นเป็นวันอะไรสักอย่าง เธอจำไม่ได้ แต่แม่เตรียมของไว้ไหว้พระในวันถัดมา ซึ่งก็คือวันพระ

               ที่บ้านจะใช้วิธีวางของถวายไว้ก่อนในคืนวันโกน แล้วจะถวายบนหิ้งพระในเวลาประมาณ 5 ทุ่ม และจะลาอาหารลงจากหิ้งเวลา 11 โมงเช้าของวันพระ

               คืนนั้นเธอเดินออกมาข้างนอกเหมือนถูกเรียก เหมือนมีใครพาเธอเดินไป สติอันเลือนรางจำได้เพียงเธอเดินตรงไปยังห้องพระของบ้าน

               เธอรู้สึกตัวอีกทีตอนที่ถูกแสงไฟนีออนบนเพดานสาดเข้ามาในตาอย่างกะทันหัน พร้อมกับแรงมือที่จับแขนและตัวเธอเอาไว้แน่น

“มด...มด หยุดลูก...หยุด!”

               เสียงของพ่อดังเข้ามาในหูอย่างรุนแรงจนเธอรู้สึกเจ็บที่แก้วหูและที่แขน เมื่อได้สติจึงเห็นว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในห้องพร้อมกับมีมือพ่อล็อกตัวเธอไว้

               แม่ที่ตอนนี้พยายามแกะเอาของบางอย่างออกจากมือพี่มด มันคือขนมที่แม่วางใส่จานไว้ถวายพระในคืนนั้น พี่มดงงมากว่าทำไมมันถึงมาอยู่ในมือเธอได้

               เมื่อเห็นดังนั้นพี่มดจึงรีบทิ้งขนมในมืออย่างตกใจ แม่รีบเข้ามากอดพลางใช้ชายเสื้อเช็ดใบหน้าให้พี่มด พี่มดคิดว่าคงเป็นน้ำตาจากความตกใจของเธอ แต่เปล่าเลย มันคือคราบขนมและอาหารที่เธอเพิ่งกินเข้าไป

               เธอร้องไห้อย่างหวาดกลัว กอดพ่อกับแม่ไว้แน่น เธอไม่รู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้เธอเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็ดูจะร้ายแรงขึ้นทุกวัน

               แม่เล่าให้ฟังว่า แม่ได้ยินเสียงกุกกักมาจากห้องพระที่ติดกับห้องนอน แม่คิดว่าโจรจึงรีบเดินออกมาดู ในความมืดนั้นมีเงาตะคุ่ม ๆ อยู่สองคน แม่เลยไปเรียกพ่อให้มาดู

               เมื่อเปิดไฟแล้วจึงเห็นเป็นพี่มดอยู่ในท่าคลานกับพื้น ใช้สองมือคว้าจับเอาขนมและอาหารใส่ปากอย่างตะกละตะกลาม

               แม่ขอให้พี่มดกลับไปหาหลวงพ่ออีกครั้งพร้อมกันในตอนเช้า ซึ่งพี่มดก็เชื่อและทำตามแต่โดยดี คืนนั้นเธอไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องนอนของตัวเอง เธอเลือกที่จะไปนอนกับแม่และพ่อในอีกห้องหนึ่ง

               ในตอนสายของวันต่อมาที่ทั้งบ้านนัดกันว่าจะไปหาหลวงพ่อที่วัด แต่แผนนั้นก็ต้องยกเลิกไปเมื่อพี่มดมีไข้ขึ้นสูงตัวร้อนนอนซมอยู่ที่บ้านทั้งวัน แม่นั่งเฝ้าพี่มดที่ข้างเตียงไม่ห่างด้วยความเป็นห่วง เธอพยายามกินยากินอาหารเพื่อให้ตัวเองหายไวที่สุด

               ตกดึกเธอเริ่มมีอาการดีขึ้น ทำให้พ่อแม่ค่อยนอนหลับได้อย่างสบายใจ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด เธอตื่นขึ้นมากลางดึกเหมือนถูกเรียกอีกครั้ง

               คราวนี้ไม่ใช่แค่เธอออกมาเดินเพ่นพ่านในบ้าน แต่เธอกลับรู้สึกว่าอยากไปหา...ไปหาใครสักคน ใครสักคนที่เธอรู้ดีว่าเขาเป็นใคร ใครคนที่เธอฝันถึงและมีสัมพันธ์ด้วยในเกือบทุกคืนที่ผ่านมา

               เธอเดินลงมาที่ชั้นล่าง หยิบกุญแจแล้วรถขับออกไปกลางดึกโดยไม่มีใครทันได้ออกมาห้ามเพราะหลับกันหมดแล้ว เธอมาตัวเปล่า มีแค่ตัวเธอในชุดนอนและรถเท่านั้น กระเป๋าเงินหรือโทรศัพท์ไม่มีมาด้วย

               เธอขับรถตรงไปยังบ้านของหมอดูคนนั้น แม้ว่าจะเป็นต่างจังหวัดแต่เธอกลับไม่รู้สึกว่ามันไกลแต่อย่างใด

               เมื่อมาถึงที่หมายแล้ว เธอก็เดินตรงเข้าไปในบ้านที่เปิดอยู่ เหมือนรู้ว่าเธอจะมา เธอเดินตรงเข้าไปยังห้องที่เธอเคยไป เหมือนรู้ว่าต้องไปที่ไหนในบ้านหลังนี้

               เมื่อไปถึงเธอก็ได้เจอกับหมอดูคนเดิม คนที่เธอตั้งใจจะมาหาเขา เขาอยู่ในสภาพเปลือยกาย และแน่นอนว่ามันก็จบลงด้วยเรื่องเดิม ๆ อีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ฝันเท่านั้นเอง

               คืนนั้นทั้งคืนจนสว่าง เธอไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย แม้จะเริ่มรู้สึกเจ็บก็ตาม (เธอเล่าไว้อย่างนี้) เมื่อฟ้าสางเธอที่เพิ่งหลับไปได้สักครู่ตกใจจนตัวสั่น หันมองซ้ายขวาไม่พบใคร

               อีกครั้งที่เธอต้องรีบคว้ากุญแจแล้วขับรถของตัวเองออกจากบ้านหลังนี้อย่างหวาดกลัว เธอขับตรงมาถึงบ้านของตัวเองในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเธอวิ่งเข้ามาจึงเห็นว่าพ่อกับแม่นั่งรออยู่ที่โซฟาหน้าบ้าน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น