อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 3 ประสบการณ์แสนแพง...ของคนชอบดูดวง (3)

“ไปไหนมาลูก ไม่มีใครเห็นเลย ตกอกตกใจกันไปหมด”

               เธอไม่ได้เล่าอะไรให้พ่อกับแม่ฟัง เพียงแต่กอดท่านทั้งสองเอาไว้แล้วร้องไห้อย่างผิดหวังในตัวเองอีกครั้ง

               เธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปหาหลวงพ่อรูปเดิมที่เคยช่วยเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้ยกกันไปทั้งบ้านทั้งพ่อแม่และคนงานด้วยความเป็นห่วง

               เมื่อไปถึงก็ต้องถามหากุฏิหลวงพ่อเพราะไม่ได้นัดเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อเดินไปตามทางที่เด็กวัดบอก หลวงพ่อรูปเดิมกำลังนั่งเล่นกับหมาวัดอย่างเอ็นดู

“คราวนี้ไปโดนอะไรมาอีก ทำไมมันดูแย่อย่างนั้น ?”

               เพียงประโยคเดียวก็ทำให้คนทั้งบ้านรีบเดินเข้าไปกราบท่านเพื่อขอความช่วยเหลือ หลวงพ่อนั่งพินิจอยู่นานก็ยังไม่พูดอะไรออกมา เพียงแต่ถอนหายใจอย่างเวทนา

               หลวงพ่อให้คนทั้งหมดนั่งรอที่แคร่ไม้นอกกุฏิ ท่านเข้าไปห่มจีวรให้เรียบร้อยแล้วเดินออกมาพร้อมกับไม้เท้าอันหนึ่งในมือ ขนาดของไม้เท้าค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับตัวท่าน ความสูงนั้นเรียกได้ว่าพอดีกับตัวท่าน ท่านจึงสามารถวางมือไว้บนไม้เท้าได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องก้มตัว

“เอ้า มานั่งนี่ ผู้ชายแข็งแรง ๆ มาจับไว้ที”

               หลวงพ่อใช้ปลายไม้เท้าจิ้มลงไปกลางกระหม่อมของพี่มดพร้อมบริกรรมคาถา ปลายไม้เท้าถูกลากผ่านลงมาจนถึงต้นคอของเธอ พร้อม ๆ กับที่เธอเริ่มมีอาการสั่น สั่นรุนแรงจนคนที่จับไว้เริ่มจะเอาไม่อยู่

               เธอรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว อยากอาเจียน คราวนี้หลวงพ่อเปลี่ยนมาใช้อีกด้านของไม้เท้าเอามาเคาะที่หัว วนขวาเจริญพระพุทธมนต์

“หลุดเถิด คลายเถิด อย่าได้เบียดได้เบียนกันอีกเลย”

               สิ้นสุดประโยคนั้น พี่มดก็อาเจียนออกมาในทันที ดีที่อยู่นอกกุฏิทำให้ไม่เปื้อนมากนัก เศษอาหารร่วงลงกองอยู่ที่พื้น นอกจากนั้นยังมีน้ำมันสีเหลือง ๆ เขียว ๆ ปนมาด้วย แต่ที่น่ากลัวที่สุดคงจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลุดตามออกมา

 

               พี่มดหยุดเล่า ทำท่าพะอืดพะอมเหมือนจะอาเจียนออกมาอีกครั้ง เธอดูดน้ำอัดลมเข้าไปอึกใหญ่เผื่อมันจะช่วยให้ดีขึ้นบ้าง

“เรื่องนี้เล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ”

               หลังจากที่เธออาเจียนอยู่พักหนึ่ง เธอรู้สึกหมดแรง แต่ยังคิดว่ามันมีอะไรติดอยู่ที่คอของเธอ เหมือนยังมีอะไรที่พยายามจะออกมาแต่ยังไม่หมด หลวงพ่อใช้ไม้เท้าในมือกระแทกลงไปกลางหลังอีกทีหนึ่งเบา ๆ

               ภาพที่เกิดขึ้นในวันนั้น หากไม่ใช่คนในเหตุการณ์มันก็คงยากที่จะเชื่อได้ พี่มดอาเจียนออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เศษอาหารแต่กลับเป็นแมลง

               แมลงสีดำตัวเล็ก ๆ มีหางยาวขนาดประมาณหนึ่งเซนติเมตร ร่วงลงจากปากของพี่มดมากองอยู่บนพื้น คนงานในบ้านบอกว่ามันมีชื่อเรียก แต่เป็นภาษาอีสานพี่มดเลยจำไม่ได้

“ไป! ไปซะ มาทางไหนไปทางนั้น”

               สิ้นเสียงของหลวงพ่อ แมลงตัวนั้นก็วิ่งฝ่ากลางวงคนในบ้านออกไปทางป่าหลังวัด ตอนนั้นพี่มดจำอะไรไม่ค่อยได้ภาพตรงหน้ามันเลือนราง รู้สกมึน ๆ เบลอ ๆ

               พี่มดได้พักหายใจครู่หนึ่งจนดีขึ้น เธอคลานเข้าไปกราบหลวงพ่อด้วยความศรัทธายิ่งที่ช่วยชีวิตเธอไว้ถึงสองครั้งสองครา หลวงพ่อยื่นเอาน้ำมนต์ให้ดื่ม เธอบอกว่ามันเย็นมาก เย็นกว่าน้ำในตู้เย็นและสดชื่นมากกว่า เรี่ยวแรงที่หายไปเริ่มกลับมาและเริ่มดีขึ้น หลวงพ่อยิ้มอย่างเอ็นดูเหมือนเห็นลูกหลาน

“หนูจะเป็นอะไรอีกไหมคะ ?”

“อาตมาช่วยได้เท่านี้นะโยม มันเกินกิจของสงฆ์”

               หลวงพ่อบอกไว้เท่านั้น แต่ก็ยังให้ตะกรุดเก่า ๆ มาเก็บไว้อันหนึ่ง โดยกำชับไว้สองข้อ หนึ่งคือห้ามให้ตะกรุดนั้นห่างตัว และข้อสองคือหลังจากนี้เธอต้องรักษาศีล หมั่นทำบุญ ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ่อย ๆ เมื่อจิตมีกำลัง เมื่อบุญวาสนาถึงพร้อม ทางออกจะวิ่งเข้ามาหาตัวเธอเอง

               เธอรับคำอย่างหนักแน่น และทำตามคำแนะนำนั้นเรื่อยมา เธอตระเวนไปตามเทวลัยและศาลต่าง ๆ สร้างบุญไม่เคยขาดทั้งกับพระและผู้ตกยาก

 

               คืนหนึ่งเธอเหมือนถูกเรียกอีกครั้ง เธอได้ยินเสียง...เสียงของหมอดูคนนั้นเรียกชื่อเธอ เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวหรือลอยอยู่ในอากาศ เธอก็ไม่แน่ใจ

               พี่มดกำตะกรุดของหลวงพ่อไว้แน่น หลับตาสวดมนต์เท่าที่ตัวเองพอจะนึกออก แต่เสียงเรียกนั้นยังคงดังก้องอยู่จนเธอเริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว

               ในหัวเธอได้ยินเสียงระฆังดังแทรกขึ้นมา เป็นเสียงระฆังวัด...เธอแน่ใจ เสียงนั้นกลบเอาเสียงเรียกของชายคนนั้นจนหายไปสิ้น จนห้องทั้งห้องกลับมาสู่ความเงียบสงบดังเดิม

               เธอได้ยินเสียงเรียกอีกหลายครั้ง แต่มันก็ไม่เคยสำเร็จ หลายครั้งอีกเช่นกันที่เธอเห็นหญิงสาวร่างเปลือยเปล่าขึ้นอืดคนนั้นมายืนอยู่นอกรั้วบ้าน มองตรงขึ้นมายังห้องนอนของเธอ

 

               เธอเล่ามาถึงตรงนี้ก็คงจะครบเรื่องราวทั้งหมดแล้วที่เกิดขึ้น เธอถามผมว่ามันคืออะไร และพอจะรู้อะไรบางไหม

               ตลอดเวลาที่ผมนั่งฟังเรื่องเล่าจากเธอ ในความคิดของผม ผมเห็นภาพหนึ่งอย่างชัดเจน ผมหยิบเอาสมุดเล่มเล็ก ๆ ที่ติดตัวไว้ตลอดออกมาวาดรูปให้เธอดู

               ผมเคยเห็นของลักษณะอย่างนี้ แต่มันแปลกกว่าที่ผมเคยเห็น มันคือวงลักขณาที่เขาไว้ใช้ทำนายดวงกัน แต่มันมีมุมอื่นที่เหมือนถูกดัดแปลง ตัวอักษรบางตัวกลับด้าน บ้างทิ่มลง ผมอ่านไม่ออก แต่มันเห็นอย่างชัดเจนจึงวาดภาพตามสิ่งที่เห็น

               เธอเห็นแล้วเผลออุทานเสียงดังออกมากลางร้าน เธอบอกว่ามันคือวงลักขณาที่หมอดูคนนั้นเขียนให้เธอเป็นครั้งแรกในวันที่ไปดูหมอ

               ผมถามหากระดาษแผ่นนี้ว่าอยู่ไหน หรือว่าถูกทำลายไปหรือยัง เธอบอกว่าหมอดูคนนั้นเก็บเอาไว้ เขาให้เขียนชื่อจริงและนามสกุลไว้ด้านหลัง แล้วลงลักขณาตามศาสตร์ที่เขาร่ำเรียนมาก จากนั้นใช้ยันต์สีแดงประกบทับแล้วใส่พานพุ่มเล็ก ๆ ไว้

“เป็นการบูชาดวงครับ”

ตอนนั้นหมอดูบอกไว้อย่างนั้น เธอเลยยกขันจรดหัวแล้วกล่าวคำตามหมอที่พูดนำ ซึ่งเธอพอจำได้ราง ๆ

               “ข้าพเจ้าชื่อ... อนุญาตให้.... สามารถรับรู้ตรวจดวงชะตาของข้าพเจ้าได้ โดยไม่มีข้อแม้ แล้วตามด้วยคาถาสั้น ๆ อีกสองสามจบ”

               หมอบอกว่ามันเป็นการขออนุญาตเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้เขาได้เห็นได้บอกในสิ่งที่จะเกิด แล้วเขาก็เก็บพานพุ่มนั้นไว้ที่ตัวเอง ไม่ได้ส่งคืนให้เธอแต่อย่างใด

               หลังจากนั้นหมอดูก็เริ่มตรวจดวงชะตาตามพื้นฐาน แต่สิ่งที่ผมเห็นมันไม่ใช่ สิ่งที่เขาทำคือการชำแหละดวง ศาสตร์พยากรณ์ต้องยอมรับว่ามีหลายแขนง และมีทั้งขาวและดำ หลายคนใช้เพื่อช่วยเหลือ หลายคนใช้หากิน และหลายคนใช้มันมากกว่านั้น ในบางศาสตร์ที่ค่อนข้างลึกและละเอียด ผู้ชำแหละดวงชะตาจะไม่เพียงรู้พื้นดวง หรืออุปนิสัย แต่เขาจะรู้ถึงนิสัยใจคอ จุดอ่อน จุดแข็ง และเรื่องราวที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต

               แต่ใช่ว่าจะมีคนทำอย่างนี้ได้มากนัก เรียกได้ว่าเป็นส่วนน้อยเหลือเกิน เพราะต้องผ่านการเรียนรู้มาอย่างถูกต้องและต้องได้วิชาที่เป็นของจริงมาเสียก่อน เมื่อรู้จุดอ่อนแล้ว ก็ไม่ยากที่จะกระทำการอันใดให้เป็นไปตามความประสงค์ของตน การทำเคล็ดต่าง ๆ หลอกล่อให้เจ้าตัวเผลอรับนั่นรับนี่เข้าไป

               ผมจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ให้ฟัง หากจุดประสงค์ของหมอดูคือ อยากได้ร่างกายของคนคนนี้ สิ่งที่เขาจะทำก็มีเพียงการคำนวณ เพื่อให้ได้มาซึ่งวันที่เขาจะสามารถทำเคล็ดได้

               เมื่อได้วันเวลามาแล้ว เขาจะต้องนัดเจ้าตัวมาเพื่อทำเสน่ห์ หรือปลุกกำหนัด ในวันเวลาที่เจ้าของดวงชะตาตกอยู่ในเรื่องของกามารมณ์ หรือหมายถึงช่วงที่มีความต้องการมากเป็นพิเศษ ด้วยอิทธิพลของหลาย ๆ อย่าง

               พอผมพูดอย่างนี้ เธอก็เข้าใจได้ในทันทีถึงวันแรกที่เธอเสียตัวให้หมอดูคนนั้น ทำไมเขาต้องบังคับให้เธอมาหาในวันและเวลาที่เขาต้องการเท่านั้น

               หลายครั้งที่เธอรับของมา และหลายครั้งที่เธอทำพิธีกับเขา การขออนุญาตดูดวงอะไรนั่น มันไม่ใช่แต่แรกแล้ว แต่มันคือการฝากดวงไว้กับหมอดู  มันเป็นเหมือนการให้สิทธิ์เขาในการทำอะไรเราก็ได้ เหมือนกับการฝากขวัญ ทางออกในเรื่องนี้มีอย่างเดียวคือต้องเรียกขวัญคืน

               ใครที่มีขวัญเราอยู่ในมือ เขาจะสามารถสวดเรียกจิตเราได้ สามารถส่งผีส่งพรายมาคุมมาเรียกก็ย่อมได้ ตรงนี้คงเป็นคำตอบในเรื่องของเสียงเรียกในหลาย ๆ คืน

               ในทางกลับกัน ถ้าเขาไม่ได้อยากได้ร่างกาย เขาก็สามารถทำให้ชีวิตเราแย่ลงเพื่อกลับไปหาเขา ให้เขาแก้ก็ได้เช่นกัน ทำให้ได้เงินอีกหลาย ๆ รอบ

               อีกวิธีหนึ่งคือการทำดวงเมือง เขาใช้ศาสตร์นี้ในการวางดวงเมืองมาแต่โบราณ ให้สอดคล้องกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน วันขึ้นครองราชย์ วันเถลิงต่าง ๆ สัญลักษณ์ประจำพระองค์ วัดประจำพระองค์ ทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป

               กลับเข้ามาที่เรื่องของพี่มด พี่มดรู้แล้วว่ามันเกิดจากอะไร แต่ทางออกมันจะเป็นอย่างไร ทำไมหลวงพ่อถึงไม่เลือกที่จะช่วยเธอตั้งแต่ตอนนั้น

               จริงอย่างท่านว่า มันไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่มันคงเป็นเรื่องของฆราวาสอย่างเรา ๆ ที่ต้องวุ่นวายกันไป ผมพาพี่มดเดินไปที่หน้าเซ็นทรัลเวิล์ดซึ่งไม่ไกลจากตรงนั้นมาก

               ที่ตรงนั้น ทุกคนคงจะทราบกันดีว่ามีเทวรูปของมหาเทพอยู่สองพระองค์ หนึ่งคือพระพิฆเนศ และอีกองค์นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็น พระตรีมูรติ หรือว่า พระสทาศิวะ (พระศิวะ5เศียร)

               อย่างไรก็ตาม ที่ตรงนั้นมีกระแสที่ดีและค่อนข้างรุนแรง ผมพาเธอเดินเข้าไปสักการะทั้งสองพระองค์ก่อน ที่ตรงหน้าพระสทาศิวะ (ผมขอ เรียกอย่างนี้ เพราะกระแสที่รู้สึกได้เป็นท่านมากกว่า หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะตัวผมคุ้นเคยกับกระแสของท่านมากกว่า)

               ที่ตรงนั้น ผมขอให้พี่มดอธิฐานขอพรท่านผู้เป็นตัวแทนแห่งการทำลายเพื่อล้างสิ่งไม่ดีออกไป พร้อมกับตัวผมเองช่วยสื่อสารและเป็นสื่อกลางให้ในคราวเดียวกัน (ไม่ใช่เป็นการทรงเจ้าเข้าผีอะไรนะครับ)

               เมื่อได้รับกระแสอันน่ายินดี เหมือนเป็นการตอบรับความสำเร็จแล้ว จึงพาเธอไปกราบขอพรพระพิฆเนศต่ออีกครั้ง ตามความเชื่อ พระพิฆเนศเป็นตัวแทนแห่งความสำเร็จและพรอันประเสริฐ นั่นหมายถึงอยากขออะไรท่านก็จะให้ ถ้าเรามีวาสนา

               แต่อีกอย่างคือ งาของท่านที่หักออกมานั้น มีความเชื่อว่าเป็นตัวแทนของการเขียนวรรณกรรมและเรื่องเล่า หากอะไรที่ถูกจารด้วยงาท่าน จะทรงอิทธิและมีชื่อเสียง เพราะฉะนั้นก็ลองขอให้ท่านขีดเขียนชีวิตเราดูบ้างจะเป็นไร

               สิ่งที่ผมทำให้เธอนั้น มีเพียงแค่คำแนะนำที่ให้เธอกลับไปทำที่บ้าน และการระวังตัว พวงมาลัยที่ผมขอให้เธอหามาถวายท่านในวันนั้น หลังจากวางถวายไปแล้วผมหยิบมาถือไว้ในมือก่อน เพื่อส่งต่อใจความนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

               เมื่อได้รับสัญญาณตอบรับนั้นแล้ว ผมจึงเด็ดเอาดอกมะลิดอกเล็ก ๆ จากพวงมาลัยนั้นให้เธอกิน เธอคงไม่เคยเจออะไรแบบนี้ก็งง ๆ นิดหน่อย แต่ก็แปลกที่เธอทำตามแต่โดยดี

               คืนนั้นเธออาเจียนแล้วอาเจียนอีก มีแต่สิ่งสกปรกออกมาเช่นเคย หลังจากที่เธออาเจียนออกมาหมดแล้ว เธอบอกว่ามันโล่งเบาสบายกว่าทุกที ผมไม่ได้อธิบายอะไรให้เธอฟังมากนัก เพียงแค่บอกไปว่า

               “บางครั้งเราก็จำเป็นต้องใช้ทั้งพุทธคุณและเทวฤทธิ์ไปพร้อม ๆ กันจึงจะสำเร็จ”

               เรื่องสุดท้ายที่ผมฝากเธอไว้คือ เธอต้องเรียกขวัญคืนจากหมอดูคนนั้น ผมให้เธอเลือกว่าจะให้ทางผมทำให้ ก็คือผมจะพามาหาปู่ที่อยู่พิษณุโลก หรือจะไปหาทางทำเอง หลังจากเธอปรึกษาครอบครัวแล้ว ทางบ้านเลือกจะทำกันเองเพราะพ่อเธอเป็นคนเหนือที่มีพิธีสืบต่อกันมา

               อีกอย่างเขาก็คงไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาเสี่ยงกับใครที่ไหนไม่รู้อย่างผมด้วยกระมัง

               หลังจากนั้นผ่านไปสักพัก ผมก็ได้รับการติดต่อกลับมาอีกครั้งจากพี่มด หลังจากเธอได้ไปทำการสู่ขวัญตามพิธีทางเหนือมาแล้ว ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง สุขภาพที่มันโทรมไปเริ่มกลับมา เธอไม่มีอาการแปลก ๆ หลงเหลืออีก

               แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่หายไป คือเธอยังรู้สึกถึงใครคนหนึ่ง ใครคนที่ยังคอยติดตามเธอไปทุกที่ และมาให้เธอเห็นในทุกคืน ภาพร่างเปลือยของหญิงสาวท้องโตยืนมองเธอไม่ห่างจากเตียงในยามดึก

               เสียงและกลิ่นยังคงชัดเจน มันไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น เพียงแค่มายืนมองเธอ มาให้เธอเห็นในบางเวลา มาทำให้เธอรู้สึกและกังวลใจ

               คำถามที่มีคือ...ทำไมเธอถึงยังอยู่ในบ้านได้ หรือตัวเธอจะมีสื่ออะไรหลงเหลือ ?

สุดท้ายเธอจึงมารับผมให้ไปที่บ้านเพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้

               เธอเลือกวันที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้สร้างความกลัวไว้ให้กับครอบครัวนี้มากมาย การจะพาใครเข้ามาในบ้านอีกมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อีกต่อไป

               ตลอดเวลาที่นั่งรถมากับพี่มด ผมรู้สึกได้ถึงใครบางคนที่พยายามจะหลบซ่อนการมีอยู่ของตัวเอง พยายามจะหนีไปให้ไกลแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงนั่งคุดคู้อยู่ในมุมหนึ่งเท่านั้น

               เมื่อมาถึงบ้าน ก้าวแรกที่เหยียบลงก็ให้ความรู้สึกที่ไม่ดีเอาเสียเลย ความน่าสะอิดสะเอียนของอวิชชา สิ่งที่ผมต้องเจออยู่เป็นประจำ มีหรือที่ผมจะจำไม่ได้

               ผมบอกให้พี่มดนำไปยังห้องพระของบ้าน เพราะจำได้ว่าเขาได้เข้ามายุ่มย่ามที่นี่ และมันก็เป็นไปดังคาด ที่ใต้ฐานพระประธานนั้นมีของแปลกปลอมซ่อนอยู่

               พระพุทธรูปในบ้านของพี่มดนั้น บางองค์จะไม่ใช่องค์ตันทั้งหมด ตรงฐานจะมีความกลวงทำให้สามารถใส่ของไว้ข้างใต้ได้

ในนั้นผมเจอเศษผ้าขาวเล็ก ๆ ห่ออะไรไว้สักอย่าง มันถูกแปะไว้กับเทปใสแผ่นเดียวเพื่อไม่ให้หล่นลงมา ผมหยิบออกมาเก็บไว้ก่อน เพราะรู้แล้วว่ามันคืออะไร จากนั้นสำรวจไปทั่ว ๆ ก็เจอของหลายอย่างที่ถูกวางไว้ในจุดต่าง ๆ ของบ้าน

               มันไม่ใช่การเสริมดวงอย่างที่เขาบอก มันเป็นการข่มดวงเสียมากกว่า อะไรที่ว่าแย่ อะไรที่ว่าไม่ถูกกับเจ้าบ้าน ถูกนำมาตั้งในรูปลักษณ์ของรูปปั้นอันสวยงาม

               คนเราจะมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนนั่นคือ ‘โฉลก’ บางคนถูกโฉลกกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ และมันก็มีของที่ไม่ถูกโฉลกด้วยเช่นกัน ของไม่ถูกโฉลกมีมากมาย แต่บางอย่างก็มากกว่าความไม่เข้ากัน แต่สามารถข่มกันได้ เช่น คนที่เกิดธาตุไม้ ไม่ควรจะอยู่ใกล้กับสิ่งที่เป็นธาตุไฟมาก ๆ เพราะจะทำให้ได้รับผลเสีย

               มากไปกว่านั้นที่ผมได้พบ ไม่ใช่แค่รูปปั้นทั่วไปที่ถูกนำมาวางไว้ เพราะบางชิ้นถูกจับใส่จิตต่ำ ๆ มาด้วย เช่นวิญญาณของสัมภเวสีเร่ร่อน เพื่อให้มันเป็นเหมือนเชื้อไฟจากในบ้าน เพื่อนำทางจิตวิญญาณดวงอื่นให้เขามาได้โดยง่าย

เมื่อจัดการข้าวของทั้งหมดเรียบร้อย พี่มดให้คนสวนขนไปทิ้งให้หมด โดยทุบทำลายเสียก่อนเพื่อไม่ให้ใครนำไปใช้หรือไปขายต่อ

               สิ่งของชิ้นสุดท้ายที่ผมเก็บไว้ คือห่อผ้าเล็ก ๆ บรรจุกระดูกเก่า ๆ ไว้ชิ้นหนึ่ง เมื่อคลายผ้าออกจึงได้เห็นสิ่งที่เก็บซ่อนไว้ด้านใน

               ยันต์ที่เขียนด้วยหมึกแดงหรือเลือดไม่แน่ใจ หันเข้าด้านในพันรอบกระดูกเล็ก ๆ นั้นไว้ ที่ตัวกระดูกมันเลื่อมด้วยน้ำมันที่เหมือนจะเป็นการกำกับ...พี่มดเห็นแล้วก็ตกใจจนขาอ่อนลงกับพื้น

               ผมหยิบเอากระถางธูปที่หน้าหิ้งพระมาใช้ก่อน อย่างน้อยแม่ของพี่มดก็สวดมนต์เป็นประจำ พุทธคุณในนี้ช่วยได้  

ผมโยนห่อผ้าพร้อมกระดูกลงในกระถาง หยิบเอาเถ้ากำยานที่เหลือจากการจุดบูชาเทพมาโรยซ้ำลงไปอีกครั้ง แล้วจุดไฟเผาห่อผ้านั้นทันที พร้อมกันกับที่พี่มดมีอาการร้อนวูบคล้ายจะเป็นลม

“ออกมา”

               ผมบอกให้ผู้หญิงคนนั้นออกมาคุยกับผม เพื่อถามไถ่และดึงเธอออกจากตัวพี่มด แต่มันกลายเป็นพี่มดเองที่เป็นร่างสื่อเพื่อพูดแทนผู้หญิงคนนั้น

“ฉันชื่อจันทร์”

               เธอเป็นวิญญาณอาฆาตของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ตายด้วยความทรมานและความเศร้าอย่างเหลือคณา เธอผู้ถูกทิ้งให้เดียวดายและตายจากการฆ่าตัวเองและเด็กในท้อง

               วิญญาณประเภทนี้จะเฮี้ยนหนักและมีฤทธิ์มากจึงเป็นที่หมายปองของหมออวิชาทั้งหลาย หากใครแน่จริงก็สามารถจะจับเอามาไว้ใช้งานได้เหมือนอย่างเช่นเรื่องราวในครั้งนี้

               เธอถูกส่งให้มาตามติดพี่มด เพื่อกล่อม เพื่อชักจูง และเพื่อทำให้ตัวพี่มดง่ายต่อการเข้าถึงของหมอดูคนนั้น เธอไม่ได้อยากทำจึงพยายามปรากฏตัวให้พี่มดเห็นเพื่อสร้างความกลัว

               หากคนเรากลัวเมื่อไหร่ จะเริ่มหาทางออก นั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อหมอดูคนนั้นไม่สนใจพี่มดอีกแล้ว นั่นหมายถึงอะไรที่เขาทำใส่เธอไว้ เขาก็จะไม่แก้ให้ด้วยเช่นกัน

               การส่งวิญญาณมาทำร้ายคน โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า ‘ผีเลี้ยง’ นั้น จำเป็นต้องกำกับด้วยคาถาทุกขั้นตอน การส่งนั้นง่ายกว่าการดึงกลับ เพราะต้องป้องกันตัวให้ดี ไม่อย่างนั้นจะถูกทำร้ายเสียเอง

               นี่คงเป็นเหตุผลให้จันทร์ไม่ถูกเรียกกลับไปใช้งานอีก เธอจึงถูกทิ้งไว้ในร่างของพี่มด การรักษา การถอนสิ่งต่าง ๆ ออกอย่างที่หลวงพ่อทำให้ รวมถึงสิ่งที่ผมทำให้ คงช่วยคลายวิชาที่มัดเธอไว้

               ตอนนี้เธอพร้อมที่จะไปแล้ว เหลือเพียงแต่เศษซากของเธอที่ยังคงถูกซ่อนไว้ในบ้านหลังนี้ เธอจึงยังพยายามจะปรากฏตัวให้เห็น แต่ก็ยากเกินกว่าจะสื่อสารเป็นภาษาให้กับคนที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้

               เธอคงหมดแรงแล้ว เธอถอยไปพร้อมกับไฟและชิ้นกระดูกที่มอดลง ผ้ายันต์ไม่เหลือแล้ว แต่กระดูกของเธอยังอยู่

               พี่มดได้สติกลับมาโดยสมบูรณ์พร้อมความทรงจำทั้งหมด...เหมือนกับฟังนิทาน เธอฟังตัวเองพูดอยู่ในความรู้สึก เธอไม่รู้มาก่อน เธอไม่ได้คิด และไม่ได้สร้างเรื่อง

               จันทร์เล่าเรื่องของเธอให้พี่มดฟังด้วยความตั้งใจของตัวเอง อาจเพราะอยากอธิบายว่านี่ไม่ใช่ความตั้งใจของเธอ หรืออาจเพราะสงสารผู้ถูกกระทำเช่นเดียวกัน

               หลังจากนั้นพี่มดนำเศษกระดูกไปทำพิธีทางศาสนาอย่างถูกต้อง เพื่อส่ง ‘จันทร์’ ไปสู่วัฏฏะแห่งตน ส่วนตัวเธอเองก็เข็ดหลาบจากสิ่งที่เจอจนสุดหัวใจ

 

ส่งท้าย...

               หลังจากนั้นพักใหญ่ ผมมีโอกาสได้เดินผ่านไปแถวศาลพระพรหมอีกครั้ง วันนั้นผมอยู่บนทางเดินที่มองลงมาข้างล่างเห็นตรงศาลนั้นกำลังมีคนรำถวายอยู่

               ในสายตานั้นเห็นมีร่างหนึ่งที่ผิดสังเกต เธอมีกระแสนวลวนอยู่รอบตัวบ่งบอกว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ และไม่ใช่วิญญาณทั่ว ๆ ไป เธอมองมาทางผมและยิ้มให้

“จบเรื่องแล้วสินะคะ”

               รอยยิ้มนั้นอ่อนหวานและจริงใจ ผมได้รู้แล้วว่าเจ้าของเสียงในคืนนั้นเป็นใคร และก็คงเป็นคำยืนยันว่าที่พี่มดไปไหว้ตามสถานที่ต่าง ๆ นั้นไม่ได้ไร้ผลเสียทีเดียว

              

*ศาสตร์เหล่านี้เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน จะใช้สร้างบุญหรือสร้างกรรมก็สุดแล้วแต่ผู้ใช้


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น