อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 4 ด้วยรัก...และอาฆาต

               เรื่องนี้มันเริ่มจากชายหญิงคู่หนึ่งที่เป็นคู่รักกันมานาน ทั้งสองคนรู้จักผมผ่านคนอื่นมาอีกที แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร เขาทั้งสองติดต่อมาที่ตัวผมโดยตรง เพื่อขอนัดเจอและมีเรื่องอยากให้ช่วย ซึ่งผมก็ไม่ได้ปฏิเสธ

               ช่วงบ่าย ๆ แก่ของวันหยุดในสัปดาห์หนึ่งของภาคเรียน ผมมานั่งรอที่ม้านั่งหน้าตึกภาควิชาที่เดิม ที่นี่เป็นที่ที่ผมมักจะให้คนที่นัดมาเจอกันตรงนี้ ผมนั่งรอเพียงไม่นาน ชายหญิงคู่หนึ่งก็เลี้ยวรถเข้ามาจอดที่โรงจอดรถด้านข้าง

               ชายหญิงอายุราว ๆ สามสิบต้น ๆ เดินลงมาจากรถหรู ก่อนที่ทั้งสองจะเดินตรงมายังผม โดยไม่ต้องถามก็รู้เพราะว่าวันนี้มีผมนั่งอยู่เพียงคนเดียวตรงบริเวณนี้

               เราทักทายกันแค่พอสมควรเพื่อจะได้ไม่เป็นการเสียเวลามากนัก พี่ทั้งสองคนนั้นจัดได้ว่าหน้าตาดีค่อนไปทางดีมาก ซึ่งดูจากรถที่ขับแล้วก็คงจะเป็นคนมีเงินพอสมควร แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญอะไร เรามาเข้าสู่เรื่องที่เป็นประเด็นกันเลยดีกว่า ตรงนี้ผมจะขอเล่าเรื่องที่ได้ฟังมาด้วยคำพูดของผมนะครับ อาจจะไม่เป๊ะมาก

               เริ่มจากผมขอเรียกพี่ทั้งสองคนนี้ว่า พี่บี กับ พี่ท็อป นะครับ พี่บีกับพี่ท็อปคบกันมาได้นานแล้ว ประมาณสามสี่ปี  ทั้งสองคนมีงานมีการของตัวเองทำอย่างมั่นคง ทำให้ทั้งสองคนสามารถสร้างฐานะตัวเองได้รวดเร็วมาก ชีวิตของทั้งสองคนดูจะไม่มีอะไรให้น่าหนักใจเลย จนวันหนึ่งเรื่องแปลก ๆ ก็เกิดขึ้นกับเขาทั้งสองคน

               จากคำบอกเล่าพี่บีอกว่ามันเริ่มจากวันหนึ่งที่ทั้งสองคนไปสังสรรค์กับเพื่อนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในวันนั้นมีคนมาร่วมงานมากหน้าหลายตา ไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่พวกพี่เขารู้จัก เพราะเหมือนจะมีคนจากที่ทำงานด้วย จึงมีหลาย ๆ คนที่พวกพี่เขาไม่รู้จัก และหนึ่งในนั้นก็เหมือนจะมีคนที่สนใจพี่ท็อป

               จากสายตาของพี่บีที่เป็นผู้หญิงและท่าทางของคนที่เข้ามายุ่มย่ามกับพี่ท็อปนั้น ทำให้สังเกตได้ไม่ยากว่าเขาสนใจในตัวแฟนของเธอขนาดไหน แม้ว่าพี่บีจะกีดขวางอย่างไรก็ยังจำเป็นต้องมีมารยาททางสังคม ปล่อยให้เขาได้คุยทำความรู้จักและชนแก้วกันบ้างเพื่อหน้าตาทางสังคมและหน้าที่การงาน

               ในคืนนั้นงานเลี้ยงเลิกไม่ดึกสักเท่าไหร่เพราะจัดขึ้นในวันธรรมดา ทั้งสองคนขับรถกลับมาด้วยบรรยากาศที่คุกรุ่นเพราะความหึงหวงของฝ่ายหญิง ฝ่ายชายที่เป็นคนขับนั้นไม่ว่าจะพยายามปลอบอย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่มีผลในตอนนี้

               รถคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดในบ้านหลังใหญ่ที่มีบริเวณหน้าบ้านพอให้จัดเป็นสวนอย่างสวยงาม ทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้านของฝ่ายชาย โดยที่ฝ่ายหญิงเดินตรงขึ้นไปด้านบนโดยไม่รอฝ่ายชายแม้แต่น้อย

“โกรธอะไรกันมาล่ะลูก ?” แม่ของฝ่ายชายที่นั่งดูละครอยู่ที่ห้องนั่งเล่นถามแทนการทักทาย

               “ไร้สาระน่ะแม่” ฝ่ายชายตอบปัดอย่างรำคาญ

                พี่ท็อปใช้เวลานั่งคุยเป็นเพื่อนแม่จนละครจบลง และในตอนที่กำลังจะแยกย้ายกันไปนอนนั้น แม่ของพี่ท็อปได้ออกไปที่ลานหน้าบ้านเพื่อไปเรียกสุนัขตัวโปรดที่ปกติจะปล่อยให้วิ่งเล่นอยู่ตรงสวนจนกว่าจะถึงเวลานอน

                พี่ท็อปเดินไปตรงห้องครัวเพื่อหาน้ำดื่มก่อนที่จะขึ้นไปยังห้องนอนด้านบน แต่ก็ต้องเดินถอยหลังกลับมาเมื่อเห็นแม่ทำท่าทำทางเหมือนพยายามสอดส่องอะไรบางอย่าง

               “มองอะไรน่ะแม่ หาไอ้แวนไม่เจอเหรอ ?” พี่ท็อปคิดว่าแม่กำลังมองหาสุขนัขตัวแสบของแม่อยู่

“ท็อปลืมเพื่อนไว้ในรถรึเปล่าน่ะ ?” แม่หันมาบอกพี่ท็อปด้วยสีหน้าจริงจัง

                พี่ท็อปตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน แต่สีหน้าของคนเป็นแม่ก็จริงจังเกินกว่าจะคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น พี่ท็อปตอบปฏิเสธไปอย่างมั่นใจว่าไม่ได้เอาใครกลับมาด้วย พวกเขากลับมากันสองคนจริง ๆ แต่ดูเหมือนแม่จะเชื่อสายตาของตัวเองมากกว่าคำบอกเล่าของลูกชาย

                 แม่เดินตรงไปยังรถ ใช้มือบังแสงจากไฟนีออนเพื่อสอดส่องเข้าไปที่เบาะหลังของตัวรถ แม่ทำท่ามองหาอย่างจริงจังจนพี่ท็อปต้องเดินตามแม่ลงไปดู

                สองแม่ลูกช่วยกันสอดส่องภายในรถอันว่างเปล่า ไม่มีเงาของสิ่งมีชีวิตใด ๆ พี่ท็อปหันมาเรียกให้แม่เข้าบ้านได้แล้ว แม่คงจะตาฝาดไปเอง แต่แม่ยังคงยืนยันว่าแม่เห็นจริง ๆ นะ แต่ภาพตรงหน้าก็เป็นสิ่งยืนยันที่ดีจริง ๆ ว่ามันไม่มีอะไร แม่จึงยอมเดินเข้าบ้านไปพร้อมกับไอ้อ้วนหมาตัวแสบของแม่

               พี่ท็อปไม่ได้เก็บเอาเรื่องนั้นมาใส่ใจมากนัก เพราะดูแล้วอาการงอนของแฟนสาวน่าจะเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่ามาก พี่ท็อปขึ้นห้องไปในทันทีด้วยความตั้งใจที่จะง้อแฟนสาวให้หายในคืนนี้

               ในคืนนั้นทุก ๆ อย่างดูจะไม่มีอะไรผิดปกติ จนในวันรุ่งขึ้นพี่บีตื่นมาในตอนเช้าก่อนพี่ท็อป เรียกให้พี่ท็อปไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะได้ไม่ไปทำงานสาย และในตอนที่กำลังออกแรงสะกิดเรียกพี่ท็อปนั้น สายตาของพี่บีก็ไปเห็นเส้นผมยาวสลวยเส้นหนึ่งที่ติดอยู่บนเสื้อของพี่ท็อป

               “ท็อป ผมใครเนี่ย เมื่อคืนใกล้กันขนาดนั้นเลยเหรอ ?” พี่บีเริ่มมีอารมณ์โกรธขึ้นมาอีกครั้ง

               “จะบ้ารึไงบี นี่มันชุดนอนนะ ท็อปอาบน้ำก่อนนอนด้วย ผมคุณเองนั่นแหละ” พี่ท็อปลุกขึ้นมาตอบด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

               พี่บีเถียงไม่ออก เพราะเหตุผลที่พี่ท็อปให้มานั้นมันสมเหตุสมผลมาก เพราะชุดนี้ก็เป็นชุดนอน ไม่ใช่ชุดที่ใส่ไปงานมาเมื่อคืน ก่อนนอนก็อาบน้ำ ความเป็นไปได้ก็คงมีแต่ผมของเธอเองเท่านั้น แต่เส้นผมในมือนั้นกลับมีสีที่ต่างไปจากผมของเธอ

               เส้นผมสีดำสนิทในมือเธอนั้นเป็นของจริง ไม่ใช่เศษผ้าหรือเศษผงที่ไหน แต่สีของเส้นผมนั้นมันผิดกับผมสีน้ำตาลอ่อนของเธอที่เพิ่งไปย้อมมาได้ไม่นานนี้ มันจะเป็นไปได้เชียวหรือที่ผมทั้งหัวของเธอจะถูกย้อมไม่หมดเพียงหนึ่งเส้น และก็ดันเป็นเส้นที่หลุดร่วงลงมาด้วย

               เธอคิดทบทวนพยายามหาคำตอบอยู่นาน เพราะเธอนั้นเป็นคนที่หึงหวงแรงมาก แต่เรื่องคราวนี้มันก็ดูไม่มีมูลจริง ๆ

‘สงสัยจะติดมากับร้านซักรีด’ นั่นคือสิ่งที่เธอคิดในตอนนั้น

 

               เวลาผ่านไปได้ไม่กี่วัน ก็มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นรอบตัวของพวกเขา เมื่อพี่ท็อปเริ่มมีอาการแปลก ๆ ดูกระสับกระส่ายเวลากลับบ้าน และดูไม่ค่อยสนใจพี่บีเท่าที่ควรจนพี่บีเองเริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น แล้วไหนยังจะเรื่องที่ช่วงนี้ชอบพกโทรศัพท์ติดตัวมากเป็นพิเศษ ทั้งที่ปกติแล้วพี่บีแทบจะต้องเก็บเอาไว้ให้

               ด้วยความสงสัยพี่บีจึงขอให้พี่ท็อปเอาโทรศัพท์มาดูตามประสาของคนขี้หวง แต่ไม่ว่าจะค้นดูหรือตรวจเช็กยังไงมันก็ไม่พบว่ามีอะไรที่ส่อแววว่าพี่ท็อปกำลังนอกใจหรือว่าคุยกับคนอื่นเลย แต่กระนั้นพี่บีก็ยังคงไม่วางใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

               และในคืนนั้นเอง ขณะที่พี่ท็อปกับพี่บีกำลังนอนพักผ่อนดูละครกันอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องนอน ท็อปจึงรีบลุกไปดู ก็เห็นว่าเป็นแม่นั่นเองที่เป็นคนมาเคาะห้อง แม่มีท่าทางกังวลหันซ้ายหันขวาชอบกล

“ท็อป ลูกลงไปดูที่หน้าบ้านให้หน่อยสิ ไอ้อ้วนมันเห่าใครไม่รู้มาพักนึงแล้ว แม่กลัว”

               พี่ท็อปเดินลงมาชั้นล่างด้วยความเร่งรีบ เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างก็ได้ยินเสียงขู่สลับกับเสียงเห่าของสุนัขตัวเดียวในบ้าน โดยที่มันจ้องออกไปยังหน้าประตูด้วยท่าทางเอาเรื่อง

               พี่ท็อปหยิบเอาไม้กวาดที่อยู่ใกล้ ๆ มือไปด้วยแล้วเปิดไฟหน้าบ้านให้สว่าง เพื่อดูว่าเป็นใครกันที่มาวุ่นวายที่ส่วนบุคคลในเวลาดึกดื่นเช่นนี้

               พี่ท็อปเดินไปที่หน้าบ้านด้วยความรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ แต่อย่างน้อยไอ้อ้วนก็น่าจะช่วยอะไรได้บ้างในเวลาเช่นนี้ เสียงเห่าอย่างเอาเป็นเอาตายของมันทำให้คนเป็นนายใจชื้นขึ้นมาบ้าง พี่ท็อปเดินมาจนถึงประตูบ้านแล้ว แต่กลับมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

               ถนนในหมู่บ้านตอนนี้มีเพียงความว่างเปล่าที่แม้แต่หมาข้างถนนยังไม่มีให้เห็น พี่ท็อปพยายามสอดส่องไปรอบ ๆ รั้วบ้าน แต่ก็ไม่เห็นเงาของใครทั้งสิ้น เมื่อหันมามองที่ไอ้อ้วนก็พบว่ามันยังคงไม่หยุดเห่า และสายตาของมันก็จ้องไปที่จุดจุดเดียวเหมือนมันกำลังมองอะไรอยู่

               พี่ท็อปเลื่อนประตูรั้วหน้าบ้านให้เปิดออกเพื่อที่จะออกไปดูข้างนอกให้ถนัดตา ช่วงนี้ข่าวคราวโจรขึ้นบ้านเยอะเหลือเกิน ไม่ระวังไว้ก็คงจะไม่ได้ พี่ท็อปเดินออกมาที่หน้าบ้าน หันซ้ายขวาไปรอบ ๆ ตัวเพื่อความแน่ใจ ไม่เห็นใครเลย แต่ไอ้อ้วนก็ยังไม่ยอมหยุดเห่า

               พี่ท็อปไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงตัดสินใจเดินเข้าบ้านมา และในตอนที่กำลังจะเอื้อมมือไปปิดประตูรั้วนั้น ทันทีที่มือของพี่ท็อปยึดเอารั้วเหล็กได้ พี่ท็อปก็รู้สึกได้ถึงความเย็นจากสัมผัสคล้ายมือของใครไม่รู้ที่มาแตะเอาตรงปลายนิ้ว

               ด้วยความตกใจพี่ท็อปจึงเผลอปล่อยมืออกจากรั้วทันที และพยายามมองออกไปที่นอกรั้วอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบกับใครอีกเช่นเคย แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือท่าทางของไอ้อ้วน ตอนนี้มันหยุดเห่าแล้ว แต่กลายเป็นว่าเหมือนมันระแวงอะไรอยู่และที่แย่ไปกว่านั้นคือสายตาของมันที่เปลี่ยนจากรั้วบ้านมาเป็นด้านหลังของพี่ท็อปเอง

               พี่ท็อปเลื่อนรั้วปิดอย่างรวดเร็วเพราะกลัวท่าทางของไอ้อ้วน จากนั้นเดินเข้าไปใกล้ ๆ ไอ้อ้วนเพื่อจะลูบตัวมัน แต่มันกลับร้องเอ๋งเสียงดังเหมือนตกใจกลัว แล้ววิ่งด้วยความเร็วเท่าที่มันจะทำได้ไปหาแม่ที่ยืนรออยู่กับพี่บีข้างในบ้าน

               พี่ท็อปเดินกลับเข้าบ้านมาด้วยความรู้สึกระแวงหลังและความขนลุกที่ไม่รู้ที่มา รีบชวนให้ทุกคนขึ้นห้องไปนอนกันเพราะว่าตัวเองเริ่มกลัวแล้ว ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกับความคิดนี้

               พี่ท็อปกับพี่บีขึ้นมาที่ห้องของตัวเองแล้ว โดยที่แม่นั้นจะนอนกับไอ้อ้วนเป็นประจำทุกคืน พี่ท็อปกับพี่บีพยายามข่มตาให้หลับในคืนนั้น แม้ว่ามันจะยากเย็นก็ตาม แต่ทั้งสองคนก็หลับลงไปในที่สุด

แก่ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

               พี่ท็อปสะดุ้งตื่นมาในตอนเช้ามืดเพราะได้ยินเสียงดังกุกกักมาจากทางหน้าประตู เสียงนั้นมาจากไอ้อ้วนตัวดีนั่นเอง มันมาตะกุยห้องนอนเหมือนพยายามจะเรียกให้คนมาเปิดประตู พี่ท็อปเดินไปเปิดประตูและพยายามกันไม่ให้มันเข้าไปในห้องนอนเพราะพี่บียังนอนอยู่ เวลานี้เป็นเวลาที่แม่มักจะตื่นมาทำกับข้าว พี่ท็อปจึงลงไปหาแม่ในทันที

               พี่ท็อปเดินลงมาข้างล่างโดยพยายามต้อนไอ้อ้วนที่ตะเกียกตะกายจะเข้าไปในห้องให้ได้ลงมาด้วย พี่ท็อปนั่งเล่นนั่งคุยกับแม่ที่กำลังทำกับข้าวได้อยู่แค่สักครู่เดียวก็ได้ยินเสียงดังมาจากชั้นบน พร้อมกับที่พี่บีวิ่งลงมาด้วยความเร็ว

               หน้าตาของพี่บีบ่งบอกว่ากำลังตื่นกลัวอย่างมาก พี่บีลงมานั่งตัวสั่นอยู่ที่โต๊ะอาหารโดยที่มีแม่และพี่ท็อปช่วยกันปลอบ ผ่านไปได้พักใหญ่พี่บีก็เริ่มที่จะใจเย็นลงและเป็นโอกาสให้พี่ท็อปกับแม่ได้ถามไถ่ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

               พี่บีกระชับอ้อมแขนกอดแม่ไว้แน่นเหมือนพยายามหาที่พึ่งทางใจ ก่อนจะค่อย ๆ เล่าด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักลนลานด้วยความกลัว

               พี่บีเล่าว่าได้ยินเสียงกุกกักมาจากทางประตูอยู่สักพักหนึ่ง พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นพี่ท็อปกำลังเดินไปทางประตูพอดี แล้วก็เห็นว่าเป็นไอ้อ้วนจึงไม่ได้คิดอะไร เลยกะว่าจะหลับต่อในทันที แต่หลังจากที่พี่ท็อปออกจากห้องไปแล้ว พี่บีก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังขึ้นมาอีก เสียงนั้นดังมาจากทางข้างเตียงฝั่งที่พี่ท็อปนอน เป็นเสียงแหบแห้งคล้ายคนหัวเราะ

               พี่บียังไม่ได้หันไปมองในทันทีเพราะความง่วงที่ยังมีอยู่มาก บวกกับเสียงนั้นก็ไม่ได้ดังมากอย่างชัดเจน แต่ก็พอจะสร้างความรำคาญจนทำให้ไม่สามารถนอนต่อได้ เมื่อพี่บีลองตั้งใจฟังก็ยิ่งชัดเจนว่ามันเป็นเสียงหัวเราะแน่ ๆ แต่มันเป็นน้ำเสียงแหบแห้งน่าขนลุกยังไงไม่รู้

               พี่บีเริ่มกลัวกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ธรรมชาติของคนเรายิ่งกลัวก็จะยิ่งต้องหันหน้าไปมองมัน แล้วพี่บีก็ตัดสินใจกลั้นใจหันกลับไปมองทางด้านที่มีเสียงแปลก ๆ ดังขึ้นมา

               ทันทีที่พี่บีลืมตามองไปยังที่ว่างตรงข้าง ๆ เตียง ใจของพี่บีก็หล่นวูบเหมือนจะเป็นลมไปในทันที ในความมืดนั้นปรากฏเป็นร่างของหญิงสาวในชุดเสื้อยืดนั่งกอดเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูป ดวงตากลมโตที่ไม่มีตาดำให้เห็นแม้แต่น้อยฉายแววเยาะเย้ย ปากที่ฉีกกว้างหัวเราะด้วยความสะใจ เสียงอันแหบพร่าบวกกับรอยยิ้มกว้างที่ไม่มีฟันนั้นทำให้คนเห็นสติแทบจะหลุดลอยไปจากตัว

               ปากสีแดงสดนั้นยังคงยิ้มกว้างและส่งเสียงหัวเราะมายังพี่บีด้วยความสะใจอย่างไร้สาเหตุ พี่บีหลับตาลงในทันทีด้วยความกลัวพร้อม ๆ กับที่เสียงหัวเราะนั้นเงียบไปเหมือนถูกปิดสวิตช์ พี่บีใช้เวลาสักครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้าเงยมามองภาพตรงหน้าอีกครั้ง

               ผู้หญิงตรงหน้าหายไปแล้ว พี่บีจึงรีบลุกวิ่งลงจากเตียงมาในทันที หลังจากที่พี่บีเล่าจบ แม่ก็รีบเดินไปจัดชุดกับข้าวในทันทีเพราะตอนนี้ใกล้ได้เวลาที่พระท่านจะมาบิณฑบาตผ่านหน้าบ้านแล้ว

                ทั้งสามคนพร้อมกับหมาอีกหนึ่งตัวเดินมารอพระที่หน้าบ้าน หลังจากที่ใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็ดูจะสบายใจขึ้นบ้าง แต่ในตอนที่กำลังรับพรจากพระนั้น ทั้งสามคนก็ต้องใจหายและกลับมาสู่ห้วงของความกลัวอีกครั้ง

               “ขอให้โยมสามคนและคนในบ้านที่ไม่ได้ออกมาใส่บาตรร่วมอนุโมทนาด้วยกันนะ แกด้วยเจ้าหมาน้อย”

               หลังจากการให้พรของหลวงพ่อเสร็จเรียบร้อย ท่านก็จากไปโดยที่ทั้งสามคนไม่ได้ถามอะไรท่านต่อจากนั้น คนเป็นแม่พูดขึ้นมาเหมือนพยายามจะปลอบลูกทั้งสองว่า ท่านก็คงจะพูดไปอย่างนั้นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ทำให้สิ่งที่แม่พูดออกมานั้นดูไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย

               ทั้งสามคนกลับเข้ามาในบ้านด้วยความวิตกกังวล แม่เห็นสีหน้าของลูกทั้งสองไม่สู้ดีนักจึงเอ่ยปากชวนว่าพอจะลางานสักครึ่งวันหรือว่าเข้าสายสักหน่อยได้ไหม จะได้ไปทำบุญที่วัดกัน เผื่อใครเขาตามมาขอส่วนบุญก็จะได้ให้เขาไปให้หมด ลูก ๆ ทั้งสองเห็นด้วยกับความคิดนี้จึงรีบส่งข้อความไปลางานล่วงหน้าไว้ก่อน

               ในตอนสายเมื่อทุกคนทำธุระส่วนตัวพร้อมหมดแล้วจึงรีบออกจากบ้านไปกันทั้งสามคน โดยแวะซื้อข้าวของที่อยากนำไปทำบุญจากร้านสะดวกซื้อและร้านสังฆทานใกล้บ้าน

               ทั้งสามคนมาจนถึงวัดที่แม่ชอบมาทำบุญอยู่เป็นประจำ จากนั้นตรงเข้าไปที่กุฏิของเจ้าอาวาสเพื่อเล่าเรื่องราวและแจ้งความจำนงที่จะมาทำบุญในครั้งนี้อย่างชัดเจน เผื่อว่าท่านจะมีทางออกหรือความช่วยเหลือใด ๆ มากกว่าการทำบุญ ข้าวของทั้งหมดถูกส่งถวายแก่ท่านเจ้าอาวาสและเผื่อแผ่ไปยังเด็กวัดและผู้ยากไร้ใกล้เคียง

               เพื่อความสบายใจของทั้งสามคน หลวงพ่อจึงทำน้ำมนต์พรมให้ทั้งหมด และยังแบ่งให้เอากลับไปอาบที่บ้านอีกด้วย ด้วยความสนิทของญาติโยมบ้านนี้ที่มาทำบุญอยู่เป็นประจำ ท่านจึงถามเอาชื่อและวันเดือนปีเกิดของคู่รักทั้งสองนั้นไปเพื่อตรวจดวงชะตา

                หลวงพ่อหยิบเอากระดาษที่อยู่ใกล้มือมาขีด ๆ เขียน ๆ พลางยกมือขึ้นมานับนิ้ว โดยที่ทั้งสามคนก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ท่านทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนจะลำบากใจที่จะพูด ท่านวางปากกาและกระดาษในมือแล้วหันมามองหน้าทั้งสามคนพลางถอนหายใจ

“ดวงตกนะเรา ทั้งคู่เลย แล้วไปพลาดอะไรมาล่ะเนี่ย โดนเขาทำเสน่ห์ใส่มา”

               ทันทีที่พูดจบ พี่บีก็คิดทันทีว่าต้องเป็นผู้หญิงคนนั้นแน่ ๆ ท่าทางพี่บีเริ่มมีอารมณ์โกรธพร้อมกับหันไปหาแฟนตัวเองด้วยความไม่พอใจและคิดว่าเขาต้องปิดบังอะไรไว้

               “โยมผู้ชายมีอาการอะไรแปลก ๆ ไหม เผื่ออาตมาจะช่วยอะไรได้บ้าง” หลวงพ่อถามเอาความด้วยความเป็นห่วง

               “จริง ๆ มันก็มีบ้างครับ ผมรู้สึกติดใจแปลก ๆ ไม่ได้อยากคุยนะครับ แต่มันเหมือนจะนึกถึงเขาบ่อย ๆ” พี่ท็อปเล่าให้ฟัง

               “โยมใจเย็นก่อน ให้เขาเล่าให้จบก่อน” หลวงพ่อหันไปปรามไม่ให้พี่บีอาละวาดในตอนนี้

               “ครับ...ก็ประมาณว่า ไม่ถึงกับคิดถึง แต่นึกถึงหน้าเขา แล้วก็มีเขาส่งข้อความมา แต่ผมไม่ได้ตอบนะ ไม่อยากทะเลาะกับแฟน”

               “อืม นั่นแหละ เขาส่งพรายมาเป่าหูเรา ให้เราคิดถึงเขา นี่ถ้าได้ไปเจอกันอีกรอบคงจะใส่มาหนักกว่านี้”

               พี่บีแสดงท่าทีไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้อาละวาดอะไร เพราะพี่ท็อปก็บอกว่าไม่ได้ไปพบเจอหรือทำอะไรที่มันไม่น่าให้อภัย คนเป็นแม่ขอร้องให้หลวงพ่อช่วยหาทางออกให้กับลูกชายของตน หลวงพ่อรับปากจะช่วยเพราะมันไม่ได้หนักหนาอะไรมากนัก ยังพอที่ท่านจะยื่นมือเข้าไปยุ่งได้

               หลวงพ่อเรียกให้เด็กวัดที่วิ่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ นั้นไปหาเสื้อผ้ามาให้พี่ท็อปเปลี่ยน เป็นชุดขาวทั้งชุด โดยชุดนี้เป็นชุดใหม่แกะจากถุงที่นาน ๆ ทีจะได้ใช้ประโยชน์ เพราะปกติคนเขาจะเตรียมมากันเอง จากนั้นหลวงพ่อก็ใช้ให้เด็กวัดไปเตรียมข้าวของเพื่อทำการอาบน้ำมนต์

               พี่ท็อปถูกจัดให้นั่งอยู่กลางแดดเปรี้ยง แต่แดดในตอนสายนั้นไม่ร้อนทรมานเท่าไหร่นักจึงยังพอทนได้ หลวงพ่อเดินออกมาจากกุฏิพร้อมกับถังพลาสติกใหญ่ประมาณถังสังฆทาน ในนั้นมีน้ำใส่จนเต็มปริ่มลอยไว้ด้วยดอกเทียนและใบไม้หลายชนิด คาดว่าคงจะเป็นว่านมงคล

               หลวงพ่อบอกให้พี่ท็อปทำใจนิ่ง ๆ แล้วนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ ขอให้บารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีให้หายไปกับสายน้ำ หลวงพ่อเริ่มสวดมนต์และตักน้ำมนต์ในถังราดลงไปตามตัวของพี่ท็อป พี่ท็อปบอกว่ามันเย็นมาก เย็นเหมือนน้ำใส่น้ำแข็ง ทำเอาสั่นไปทั้งตัว

               พี่ท็อปนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น พยายามอดทนกับความเย็นของน้ำที่เริ่มทำให้หนาวจนตัวสั่น หลวงพ่อใช้มือแตะลงบนหัว ไล่ลงมาที่ไหล่ทั้งสองข้าง มาจนถึงกลางหลัง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น