อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 5 ด้วยรัก...และอาฆาต (2)

“ถ้ามันอยากจะอ้วกก็อ้วกไปเลยนะ”

               พี่ท็อปได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับและปล่อยให้หลวงพ่ออาบน้ำมนต์ให้ตนต่อ หลวงพ่อราดน้ำมนต์จนหมดถังก็หยิบเอาใบว่านที่ติดตามตัวพี่ท็อปมารวมเป็นทรงกรวย แปะไว้ตรงหน้าผากพร้อมกับสวดมนต์ พี่ท็อปบอกว่ารู้สึกเวียนหัวนิด ๆ แต่ไม่ถึงกับอยากอาเจียน

               เมื่อเสร็จพิธีแล้ว หลวงพ่อก็ไล่ให้พี่ท็อปไปเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยกำชับว่าให้นำเอาชุดขาวนี้ออกมาด้วย หลวงพ่อจะนั่งรออยู่ตรงม้าหินแถว ๆ นั้น

               หลังจากพี่ท็อปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็รีบเดินกลับมาหาหลวงพ่อ จึงเห็นว่าหลวงพ่อกำลังนั่งเขี่ยกองไฟที่ใช้เผาใบไม้อยู่ตรงม้าหินใกล้ ๆ

“เอาชุดนั้นใส่ลงไปเลย” หลวงพ่อชี้ไปยังกองไฟตรงหน้า

               พี่ท็อปทำตามที่หลวงพ่อสั่ง โดยที่ในใจก็แอบคิดสงสัยว่าเสื้อเปียกน้ำชุ่มขนาดนี้มันจะไม่ทำให้ไฟดับเสียเองหรือ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไฟในกองใบไม้นั้นยังคงคุกรุ่นส่งเสียงแตกลั่นดังเปรี๊ยะ พร้อมกับเปลวไฟที่ลุกขึ้นมาห่มคลุมเสื้อสีขาวจนเริ่มมีรอยไหม้เป็นสีดำ ๆ

               “เอ้า จบนะ แค่นี้แหละ” หลวงพ่อพูดพร้อมลุกขึ้นเดินนำเข้าไปที่กุฏิ

               ทั้งสามคนเดินตามหลวงพ่อเข้ามาในกุฏิ หลวงพ่อบอกให้พี่ท็อปนอนลง จะทำการสะเดาะเคราะห์ให้ด้วยบังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย โดยจัดให้พี่ท็อปนอนลงบนพื้น เอาผ้าขาวนั้นมาคลุมตัวเหมือนคลุมศพ แล้วก็เริ่มพิธี

               พี่ท็อปเล่าว่าระหว่างพิธีจะมีการใช้ของเหมือนผ้าหรืออะไรไม่รู้มาแตะที่ศีรษะพร้อมสวดมนต์ ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย แต่ในขั้นตอนสุดท้ายนั้นหลวงจากที่หลวงพ่อสวดมนต์เสร็จ พี่ท็อปก็รู้สึกคลื่นไส้เป็นอย่างมาก จึงรีบวิ่งออกไปหน้ากุฏิแล้วก็อาเจียนออกมากองโต

               พี่ท็อปกลับเข้ามาด้วยท่าทางหมดแรง หลวงพ่อยิ้มให้คนทั้งสองแล้วบอกว่า

“หมดแล้วละ เขาเพิ่งจะส่งมาได้นิดเดียว ตอนนี้หายหมดแล้ว”

ทั้งสามกราบขอบคุณท่านด้วยความโล่งใจ ก่อนที่จะจำเป็นต้องขอตัวลาไปทำงานต่อเสียก่อน ท่านจึงให้พรเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพูดไล่ตามหลังทั้งสามคนมา

“กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องใช้นะ”

               ทั้งสามคนคิดว่าคงเป็นเพียงการปลอบใจจากเรื่องราวร้าย ๆ เท่านั้น จึงไม่ได้ถามเอาความอะไรจากท่านอีกเพราะเท่านี้ก็รบกวนท่านมากเหลือเกินแล้ว

               “เราน่าจะขอของขลังท่านมาหน่อยเนอะ ลืมเลย” แม่พูดขึ้นมาระหว่างทางขับรถกลับไปส่งแม่ที่บ้าน

               “นั่นน่ะสิคะ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนคนเขาทำเสน่ห์ใส่” พี่บีหันไปสมทบกับแม่

               “คนมันหล่อก็อย่างนี้แหละ ฮ่า ๆ ๆ” พี่ทอปพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีหยอกล้อกับหญิงผู้เป็นที่รักทั้งสอง

 

               เหตุการณ์ผ่านมาได้สองสามวันโดยที่ไม่มีเหตุผิดปกติใด ๆ จนทั้งสามคนคิดว่าเรื่องร้าย ๆ มันคงผ่านพ้นไปหมดแล้ว จนในคืนหนึ่งก็มีเรื่องเกิดขึ้นอีกจนได้ ในขณะที่พี่บีกับพี่ท็อปนอนหลับอยู่ในห้องนอนของทั้งสองคน พี่บีที่ตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางดึกระหว่างเดินกลับมาที่เตียง แสงไฟสลัวจากถนนนอกบ้านทำให้พอเห็นเตียงอย่างราง ๆ

               ที่บนเตียงนั้นมีร่างของพี่ท็อปนอนอยู่ตามปกติ แต่มันกลับมีเงาที่เหมือนกับเงาของผู้หญิงนอนอยู่ข้าง ๆ คนรักของเธอ เธอตกใจมาก แต่เมื่อได้สติที่ตรงหน้าก็เหลือเพียงร่างของพี่ท็อปเท่านั้น เธอคิดว่าเธอคงจะตาฝาดไปเอง

               ในตอนเช้าเธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวอะไรให้พี่ท็อปกับแม่ฟัง เพราะมันน่าจะไม่มีสาระอะไรนอกจากความงัวเงียของเธอเอง แต่หลังจากนั้นเรื่องมันก็เริ่มแปลกมากขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะทุกคืนที่เธอมักจะตาฝาดหรือไม่ก็เห็นตรงหางตาว่ามีเงาของหญิงสาวเดินผ่านไปมาไม่ก็คอยอยู่ใกล้ ๆ กับตัวของพี่ท็อป

               ด้วยความกังวลที่สะสมขึ้นมาวันละนิด พี่บีจึงตัดสินใจเล่าให้แม่ฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ว่าเธอนั้นจะยังไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ แม่ได้ฟังอย่างนั้นจึงเก็บไว้ ไม่ได้บอกพี่ท็อป ด้วยกลัวว่าเขาจะกังวลเพราะเพิ่งจะผ่านเรื่องเก่ามาไม่เท่าไหร่ เรื่องใหม่ก็มาอีกแล้ว

               ในสุดสัปดาห์นั้นแม่ชวนให้พี่ท็อปและพี่บีไปทำบุญงานทอดกฐินที่จังหวัดใกล้เคียง โดยที่แม่เป็นเจ้าภาพเองหนึ่งกอง ทั้งสองคนไม่อยากขัดใจคนเป็นแม่จึงตามไปด้วยดี โดยที่พี่บีนั้นรู้อยู่แล้วว่าแม่คงต้องการจะช่วยเหลือพี่ท็อปนั่นเอง

               งานทอดกฐินนั้นเป็นไปด้วยความสนุกสนาน ในวัดมีผู้คนมากมาย มีวงดนตรีพื้นบ้านที่มาร่วมงาน ทุกอย่างดูดีไม่มีอะไรให้กังวลใจ เว้นก็เพียงแต่พี่ท็อปที่รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ชอบกลเหมือนคนจะเป็นไข้

               พี่ท็อปพยายามหาน้ำเย็น ๆ มาดื่มเพื่อดับอาการที่เป็น แต่มันก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลอะไรเลย ในที่สุดตอนที่พระทั้งวัดเริ่มสวดมนต์ให้พรแก่ญาติโยมที่เข้ามาร่วมงาน พี่ท็อปก็รู้สึกร้อนวูบไปทั้งตัว จนสุดท้ายก็เป็นลมหมดสติไปกลางงาน

               พี่ท็อปถูกหามโดยชาวบ้านไปตรงหน้าหลวงพ่อที่เหมือนจะเป็นเจ้าอาวาส ท่านเอาน้ำมนต์พรมให้พี่ท็อป พอพี่ท็อปรู้สึกตัวขึ้นมาก็ดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด หลวงพ่อบอกให้พวกเขากลับไปได้เลย อาการพี่ท็อปตอนนี้ไม่สู้ดีนัก วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาใหม่ ไม่ต้องห่วงเรื่องกฐิน ทุกคนทางนี้จะจัดการให้เอง

               พี่บีเปลี่ยนมาขับรถให้แทนพี่ท็อป เพราะตอนนี้พี่ท็อปไม่สามารถขับได้เอง ทั้งสามคนมุ่งตรงกลับมายังบ้านทันทีโดยตลอดทางนั้นก็ปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรดี แม่โทรไปหามักทายกวัดก็ทราบเรื่องว่าหลวงพ่อท่านเดิมนั้นไม่อยู่ มีกิจนิมนต์ต่างจังหวัด

               ทั้งสามคนจึงตัดสินใจว่าจะกลับมาที่วัดนี้อีกในวันรุ่งขึ้น แต่ตอนนี้ขอกลับไปพักผ่อนที่บ้านของตัวเองให้สบายใจเสียก่อน

               ในคืนนั้น ทั้งสามคนเข้านอนตั้งแต่หัววัน โดยที่พี่บีนั่งเฝ้าพี่ท็อปอยู่จนดึกดื่น และในกลางดึกคืนนั้นก็เป็นอีกครั้งที่เกิดเรื่องราวแปลก ๆ ขึ้นกับทั้งสองคน เมื่อพี่บีนั้นเป็นกังวลเรื่องอาการของพี่ท็อปจนทำให้ตัวเองหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน และในตอนกลางดึกที่เธอสะลึมสะลือนั้น เธอหันไปมองคนรักที่นอนอยู่ข้าง ๆ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่ามีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนั่งคร่อมแฟนเธออยู่ ใบหน้านั้นหันมาจ้องเธอด้วยความอาฆาต หน้าตานั้นน่าเกลียดน่ากลัวจนเธอไม่สามารถจะทนมองอยู่ได้

               พี่บีหลับหูหลับตาส่งเสียงร้อง แต่กลับไม่มีเสียงใดผ่านหลอดลมของเธอออกมาเลย และในขณะที่เธอกำลังพยายามส่งเสียงนั้น เธอก็รู้สึกเหมือนลมหายใจมันขาดตอนไป เธอลืมตามาด้วยความตกใจก็พบว่าหญิงสาวหน้าตาน่าเกลียดนั้นมานั่งคร่อมตัวเธอและออกแรงบีบคอเธออย่างแรง เธอพยายามดิ้นพร้อมกับที่ร่างนั้นยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอ

               ใบหน้านั้นยื่นเข้ามาใกล้จนเธอสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ใบหน้านี้เป็นคนละคนกับที่เธอเคยเจอมาก่อนหน้านี้ ดวงตาโปนสีขาวไร้แววของสิ่งมีชีวิต ใบหน้าที่บวมเหมือนขึ้นอืดและลิ้นที่จุกปากแลบออกมาทำให้เธอกลัวจนแทบสิ้นสติ

“บี! บี! ตื่น!”

               พี่บีตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเรียกของพี่ท็อป พี่บีโผกอดพี่ท็อปแล้วร้องไห้ยกใหญ่ด้วยความกลัว พี่บีเล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่ท็อปฟัง พี่ท็อปมีสีหน้าตกใจแต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรในตอนนั้น ทั้งสองติดต่อไปหาเพื่อนที่เคยเล่าเรื่องของผมให้ฟัง จึงทำให้เราได้นัดมาเจอกันในวันนี้

 

               ผมถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน พี่ท็อปว่าเมื่อคืนฝัน น่าจะเป็นช่วงเดียวกับที่บีโดนผีหลอก

               ในฝันนั้น พี่ท็อปบอกว่าได้เจอกับหญิงสาวคนหนึ่ง พี่ท็อปไม่เห็นหน้าของเธอ แต่รู้ว่าเธอสวย รู้สึกรักเธอ คิดถึงเธอ แล้วภาพก็ตัดไปกลายมาเป็นร่างสาวสวยคนนั้นมานั่งคร่อมตัวพี่ท็อปอยู่ แล้วความรู้สึกมันเหมือนกับตอนที่เราได้มีอะไรกับใครจริง ๆ พี่เขาจำความรู้สึกนั้นได้จริง ๆ มันเหมือนจริงมาก ๆ เหมือนกำลังโดนผู้หญิงคร่อมอยู่จริง ๆ (ขอโทษที่อาจจะเล่าเกินเลยไปนิดนะครับ)

               แล้วในตอนที่ฝันอยู่นั้นเอง ความรู้สึกก็ขาดไปแล้วกลายเป็นเสียงอู้อี้ของพี่บีที่ปลุกพี่ท็อปให้ตื่นขึ้นมา

ผมขอรายละเอียดของทั้งสองคน ซึ่งก็คือวันเดือนปีเกิด ในตอนนี้เองโทรศัพท์ของพี่บีก็ดังขึ้นมา พี่บีจึงขอตัวไปคุยโทรศัพท์

               เพียงไม่ถึงนาทีพี่บีก็รีบวิ่งกลับมา บอกว่าที่ทำงานมีเรื่องด่วนมาก ๆ ต้องเข้าไปเดี๋ยวนี้ ผมจึงบอกให้พวกพี่เขากลับไปก่อน ค่อยมาเจอกันใหม่ก็ได้ พวกพี่เขาจึงรีบขอตัวกลับทันที

               “เออน้อง พี่ปวดฉี่มากเลย ห้องน้ำอยู่ไหนเหรอ ?”

               ผมเดินนำพี่ท็อปเข้าไปในตึกเพื่อไปห้องน้ำ โดยที่พี่บีไปสตาร์ทรถรอ แต่พอเดินพ้นประตูเข้ามา พี่ท็อปก็ดึงผมไปข้างทางโดยไม่ได้เดินไปห้องน้ำอย่างที่บอกไว้

               “น้องครับ คืนนี้พี่แอบมาพบน้องได้ไหม พี่ว่าพี่โดนแฟนพี่ทำของใส่”

               “อะไรนะครับ ?” ผมรู้สึกตกใจกับสิ่งที่พี่ท็อปพูด

               “ไว้ค่อยคุยกันนะ เอาเป็นว่าดึก ๆ พี่อาจจะขอรบกวนนะ ตอนนี้พี่ต้องไปแล้ว”

               พี่ท็อปเดินจากไปอย่างเร่งรีบ ไม่ได้เล่าอะไรต่อจากนั้น...ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ แต่ทำไมเจ้าตัวถึงเป็นคนพูดขึ้นมาเอง มันคงมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาคิดอย่างนั้น

               ผมเฝ้าแต่คิดถึงเรื่องเล่าของพี่สองคนนั้น โดยที่ไม่สามารถจะเดาได้เลยว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นมันคืออะไรกันแน่ ได้แต่รอให้พี่เขาเป็นคนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้จบเสียก่อน

               ผมนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ในห้องพักตั้งแต่ช่วงค่ำ ๆ ยาวไปจนดึกเพื่อรอการติดต่อมาของพี่ท็อป นอกจากจะกังวลใจแล้ว ผมก็อยากรู้ด้วย

แล้วโทรศัพท์ของผมก็ส่งเสียงเตือนดังขึ้นมา มันเป็นเสียงข้อความ sms. ผมรีบหยิบมันขึ้นมาดู แน่นอนว่าเป็นพี่ท็อป

               ‘คืนนี้พี่ไม่สะดวกครับ ต้องขอโทษด้วย จะรีบติดต่อกลับไปให้เร็วที่สุดครับ ไม่ต้องตอบนะครับ’

               ผมอ่านข้อความในโทรศัพท์แล้วก็รู้สึกผิดหวังในใจเล็ก ๆ แต่การจะตอบกลับหรือโทรกลับก็คงไม่ควร ในเมื่อพี่เขากำชับขนาดนั้นว่าไม่ให้ตอบกลับไป

               ผมหันไปเล่นเกมในคอมพิวเตอร์ฆ่าเวลาเพื่อรอให้ตัวเองง่วง จนเวลาเลยไปค่อนข้างดึก ในที่สุดความง่วงก็เข้ามาทักทายจนผมตัดสินใจไปนอน

               ผมหลับไปได้นานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่คิดว่าน่าจะนานพอสมควร เพราะในตอนที่ผมลืมตาขึ้นมานั้น นอกหน้าต่างหอพักที่ปกติจะมองเห็นถนนใหญ่เลียบคลองข้างมหาวิทยาลัยจะมีรถวิ่งตลอดเวลา แต่ในตอนนั้นมันเงียบเชียบ ไม่มีแม้แต่มอเตอร์ไซค์สักคัน

ฟู่....

ฟู่......

               ผมได้ยินเหมือนเสียงลมพัดผ่านช่องเล็ก ๆ ซึ่งมันเบามาก และปกติแล้วผมเป็นคนที่ขี้เซามาก ค่อนข้างจะตื่นยาก แต่คราวนี้ผมกลับรู้สึกตัวด้วยเสียงเบา ๆ เท่านั้น

               ผมพยายามเงี่ยหูฟังต่ออีกหน่อย ก่อนจะหันไปยังทิศทางที่มีเสียงนั้นดังมา หลังจากที่ฟังจนแน่ใจแล้วว่ามันไม่ใช่เสียงของลมพัด แต่มันเหมือนเป็นเสียงของคนที่พ่นลมผ่านจมูกและช่องปาก มันไม่ใช่เสียงลมตามธรรมชาติ หรือเสียงที่เกิดจากพัดลมใด ๆ

               เมื่อผมเริ่มได้สติจากความง่วงที่ลดลงไปมาก ผมจึงคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องปกติอีกแล้ว เพราะห้องนี้ผมนอนของผมอยู่คนเดียว ไม่ได้มีรูมเมทหรือใครที่จะมาช่วยแชร์ห้อง ในใจผมคิดไปว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับพี่ท็อปพี่บีหรือเปล่า

               “อืม” กระแสเสียงที่คุ้นเคยดังก้องอยู่ในหัว เหมือนเป็นคำตอบให้กับความสงสัยของผม

               ผมกลั้นใจหันหลังกลับไปทางที่เสียงนั้นดังมา เมื่อหันกลับไปผมก็อึ้งไปครู่หนึ่ง เพราะภาพตรงหน้ามันไม่น่ามองเอาเสียเลย ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อยืดกับผ้าถุง หน้าตาที่บวมอืด ลิ้นอันโตที่จุกปากล้นออกมาข้างนอก ดวงตาปูดโปนไร้แววใด ๆ

               ร่างอันน่าสยดสยองนั้นพยายามพ่นลมออกจากปากและจมูกเหมือนจะส่งเสียงเรียก ผมมองเธอนิ่ง ๆ เพราะไม่กล้าขยับไปไหน หลังจากที่เธอรู้ตัวว่าผมตื่นแล้ว เธอจึงหยุดส่งเสียงพ่นลมแปลก ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงครวญครางร้องไห้แทน เธอเอาแต่ส่ายหัวไปมาโดยไม่มีคำพูดอะไรออกมาด้วย เธอร้องไห้อยู่อย่างนั้น เสียงครวญครางอันโหยหวนทำให้ผมรู้สึกกลัวจนขนลุกไปทั่วทั้งตัว

“สัพพี ติโย...”

               ผมสะดุ้งไปกับเสียงสวดให้พรของพระที่มาบิณฑบาตใกล้ ๆ หอพัก จึงหันไปตามเสียงนั้น ถึงรู้สึกตัวว่าเวลาตอนนี้มันใกล้เช้ามืดแล้ว ได้เวลาที่พระท่านจะมาบิณฑบาต ผมรีบหันกลับมายังอีกด้านของห้องเพื่อมองหาเธอคนเดิม แต่กลับไม่มีเงาของใครปรากฏอยู่ตรงนั้นเลย

               ในตอนสายวันต่อมา ผมไปเรียน พอเจอเพื่อนที่อยู่หอเดียวกัน เพื่อนก็ถามผมว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรไหม เสียงเหมือนคนร้องไห้เลย ห้องตรงข้ามมันตีกันอีกแล้วรึเปล่า เพราะปกติห้องตรงข้ามผมจะส่งเสียงดังอยู่บ่อย ๆ ผมก็ยิ้มแหย ๆ ตอบไปว่าคงจะใช่แหละ

               ในตอนบ่าย ๆ ผมได้รับข้อความจากพี่ท็อปอีกครั้งว่าขอเวลาผมสักชั่วโมงได้ไหม พอดีกับที่ผมว่างอยู่จึงตอบรับคำเชิญของพี่ท็อปทันที

               เรานัดเจอกันที่ร้านกาแฟข้าง ๆ มหาวิทยาลัย เพราะวันธรรมดาแบบนี้หน้าภาควิชาจะมีคนผ่านไปผ่านมาเยอะไม่เหมาะกับการสนทนาเรื่องส่วนตัวแบบนี้ เมื่อเจอกันแล้วเราก็สนทนาเข้าเรื่องกันโดยไม่ปล่อยให้เสียเวลา เพราะว่าพี่เขาแอบพี่บีออกมาได้แค่ไม่นาน โดยอ้างว่ามาพบลูกค้า

               ผมยิงคำถามไปตรง ๆ เลยว่าทำไมถึงสงสัยแฟนตัวเองขนาดนั้น พี่ท็อปถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเริ่มเล่าในสิ่งที่ผมก็คาดไม่ถึง

               พี่ท็อปเล่าว่า ช่วงหลัง ๆ มานี้พี่ท็อปรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของตัวเอง ปกติตัวเองจะชอบทำบุญ ไปเที่ยววัด แต่ช่วงนี้เวลาไปทำบุญมันจะรู้สึกไม่สบายตัวเลย ที่หนักสุดก็คือมีอยู่วันหนึ่งรู้สึกคัน ๆ ตามตัวตอนนอน ก็คิดไปว่าผ้าปูที่นอนคงจะฝุ่นเยอะไปแล้ว เลยกะว่าจะเปลี่ยน แต่ในตอนที่ยกเตียงออก พี่พี่ท็อปก็ไปเจอตุ๊กตาดินตัวหนึ่ง

               พี่ท็อปหยิบตุ๊กตาดินเหนียวที่ปั้นอย่างลวก ๆ ออกมาจากกระเป๋าถือของตัวเอง โดยเอากระเป๋าบัง ๆ ไว้ไม่ให้คนในร้านเห็น ผมยืนยันให้พี่ท็อปฟังว่ามันเป็นศาสตร์หนึ่งในการทำเสน่ห์ ซึ่งมันค่อนข้างจะได้ผลจริง ๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นว่าทำไมพี่ท็อปถึงคิดว่าเป็นแฟนของตัวเอง

               พี่ท็อปเอาด้ายที่พันหุ่นอยู่ออกอย่างง่ายดายเหมือนเคยผ่านการแกะมาก่อนแล้ว เมื่อแยกหุ่นสองตัวออกจากกันพบว่ามีเส้นผมของคนสองคน เพราะจุกหนึ่งสั้น จุกหนึ่งยาว แต่ที่ชัดเจนกว่านั้นก็คือ...

               “น้องดูนี่สิครับ นี่เป็นเศษเสื้อตัวเก่งของพี่ นี่คือเสื้อที่พี่ซื้อให้บี แล้วไอ้เสื้อตัวนี้ บีบอกว่าเอาไปส่งซักแล้วทางร้านทำหาย ไม่ได้คืนมา”

               ผมรู้แล้วว่าทำไมพี่ท็อปถึงสงสัยคนที่เป็นแฟนของตัวเองได้มากขนาดนี้ ผมฟังเรื่องเล่าของพี่ท็อปต่อไป ซึ่งมันยังไม่ได้หมดแค่นั้น เมื่อวันหนึ่งที่เป็นวันหยุด พี่ท็อปนอนกลางวันอยู่ พอตื่นขึ้นมาจะเข้าห้องน้ำ วันนั้นพี่บีบอกว่าอยากทำกับข้าวหลังจากที่ไม่ได้ทำมานาน พี่ท็อปเลยกะว่าจะแอบไปแกล้งเล่นเสียหน่อย

               แต่พอพี่ท็อปเดินไปตรงด้านหลังบ้านที่กะว่าจะแอบอ้อมเข้าไปในครัวเพื่อแกล้งพี่บี พี่ท็อปกลับเห็นพี่บีในชุดกระโปรงยืนลับ ๆล่อ ๆ อยู่ที่หลังบ้าน หันซ้ายหันขวาก่อนจะเดินไปคร่อมหม้อหุงข้าวที่มีข้าวสุกอยู่เต็มหม้อ พี่บีถกให้กระโปรงบานขึ้นมาจนครอบได้ทั้งบริเวณของหม้อ

               พี่ท็อปเห็นอย่างนั้นก็ตกใจมากก รีบเดินกลับไปที่ห้องนอนแล้วทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่วันนั้นพี่ท็อปก็สามารถคะยั้นคะยอให้พี่บีไปทานข้าวนอกบ้านได้แม้ว่าจะทำให้พี่บีงอนก็ตาม นอกจากนี้เวลาพี่ท็อปอยากไปวัด พี่บีก็ดูจะมีข้ออ้างอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันไหม แล้วเวลาที่มีอะไรกัน พี่บีจะขออยู่ข้างบนเกือบทุกครั้ง ทั้งที่ปกติไม่ได้เป็นแบบนี้

               จากที่ฟังมาทั้งหมดนั้น ผมไม่สามารถปฏิเสธหรือปลอบใจพี่ท็อปได้เลยว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด ทุก ๆ อย่างนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้จักกันในเรื่องของการทำเสน่ห์ สีหน้าพี่ท็อปดูวิตกกังวลและสับสนมาก เพราะพี่ท็อปไม่รู้เลยว่าพี่บีทำอย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้ว...เพิ่งจะเป็นช่วงนี้ หรือตลอดเวลาตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา

               พี่ท็อปยกมือขึ้นดูนาฬิกาแล้วเร่งให้ผมช่วยคิดหาทางออก ผมถอดเอาสร้อยที่ตัวเองใส่เป็นประจำไว้ให้พี่พี่ท็อป  ย้ำไปว่าอย่าให้พี่บีรู้ แล้วพยายามหาโอกาสมาหาผมอีกครั้งทั้งสองคนให้ได้เร็วที่สุด

               พี่ท็อปขับรถออกไปแล้ว ทิ้งให้ผมนั่งคิดหาทางออกอยู่ลำพังที่ร้านกาแฟร้านนั้นอีกเป็นชั่วโมง

               ในตอนเย็น ผมนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางที่แวะกินกันเป็นประจำ แล้วผมก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ท็อป ผมแอบแปลกใจเพราะปกติพี่เขาจะส่งข้อความมาถามก่อนว่าสะดวกไหม


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น