อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 7 เรื่องผีๆ สางๆ

               ‘เรื่องผี’ คงเป็นเรื่องที่ยากจะพิสูจน์หรือหาอะไรมายืนยัน แต่ก็คงต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเป็นเรื่องที่คนส่วนมากให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม อาจเป็นเพราะมันน่าตื่นเต้น บางสิ่งที่เราไม่รู้ มักจะเชิญชวนให้เราเดินเข้าไปหากันเสมอพร้อมกับคำถามว่า ‘มันจริงหรือ ?’

               หลายคนมีประสบการณ์ แต่ก็นับว่าเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับบุคคลที่ไม่เคยได้ประสบพบเจอกับเรื่องราวเหล่านี้ หากจะบอกว่ายากก็คงไม่ใช่ จะบอกว่าง่ายก็คงไม่เชิง เอาเป็นว่า ‘คนจะเจออย่างไรมันก็เจอ คนที่มันไม่เจอ ให้ตายมันก็ไม่เจอ’ แต่ถ้าถามเอาความจริงว่าทุกคนสามารถพบเจอได้ไหม ก็คงต้องตอบตามตรงว่า ‘ได้’

               เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ผ่านมานานพอสมควร แต่ก่อนหน้านี้ผมก็ยังไม่คิดที่จะเล่าเพราะมีเรื่องอื่นที่อยากเล่ามากกว่า จนในที่สุดชีวิตของผมก็วนเวียนมาให้ได้พบเจอกับเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับเรื่องราวในครั้งนั้น จนเรื่องราวในวันนั้นกลับมาวนเวียนอยู่ในหัวไม่หายไปไหน เหตุผลที่ไม่เล่ามาตลอดก่อนหน้านี้เพราะอะไร ? ที่จริงแล้วก็มีหลายเหตุผล แต่ที่มองข้ามมาตลอดนอกจากว่ามันดูเกินเชื่อไปสักหน่อย ก็คงเป็นประโยคที่ ลุงหวัง พูดกับผมในวันนั้นจนมันฝังอยู่ในหัว

            “อย่าพูดถึงมัน ไม่อย่างนั้นมันจะมา”

 

               เรื่องมันเริ่มจากกิจวัตรประจำวันง่าย ๆ เหมือนอย่างเช่นทุกวัน ผมนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงหลังจากตรากตรำกับการเรียนอย่างหนักหน่วงมาทั้งวัน เนื้อหาสาระทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกป้อนเหมือนอัดเข้าหัว ภายในเวลา 2 ชั่วโมงซ้ำกัน 3 วิชา ทำเอาผมหัวหมุนติ้วจนขมับเต้นตุบ ๆ

               การได้นั่ง ๆ นอน ๆ ผ่อนคลายอยู่บนเตียงก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งของวัยเรียนเช่นกัน ระหว่างที่ผมกำลังนั่งไล่ดูวีดีโอบนอินเทอร์เน็ตอยู่นั้น ก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา

               ผมอ่านชื่อเจ้าของข้อความแล้วก็ต้องยิ้มกว้างออกมาในทันที เพราะคนที่ส่งข้อความมานั้นเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ห่างกันไปสักพักใหญ่ ๆ ด้วยเรื่องความห่างไกลของที่อยู่

               อาจเพราะด้วยความสนิทสนมหรือความไม่ค่อยมีมารยาทเป็นทุนเดิมของมันเองผมก็ไม่แน่ใจ เพื่อนตัวดีของผมไม่ได้ทักทายด้วยคำว่าสวัสดีอย่างที่คนทั่ว ๆ ไปเขาทำกัน

               “แถวบ้านกูปอบลงว่ะ” เพราะรู้จักกันมานาน ทำให้รู้ตื้นลึกหนาบางของกันและกันเป็นอย่างดี ถ้ามีเรื่องพวกนี้วนเวียนเข้ามาในชีวิต มีน ก็เลือกที่จะปรึกษาผมในทันที และผมก็รู้ว่าถ้ามันไม่ได้หนักหนามากมายอะไรจริง ๆ มันก็คงไม่เลือกที่จะมาปรึกษาผม

               เราคุยกันต่ออีกสักพัก ก็ได้ความว่าช่วงนี้ในหมู่บ้านของมีน ซึ่งก็คือบ้านแม่ที่อยู่แถบนอกเมือง มีคนสูงอายุตายติดต่อกันหลายราย เฉลี่ยแล้วก็ประมาณอาทิตย์ละหนึ่งคนเห็นจะได้

               ในหมู่บ้านแถบชนบทแบบนี้ มักจะเป็นชุมชนที่ตั้งรกรากมาเป็นเวลานาน ชีวิตความเป็นอยู่ก็ค่อนข้างจะไม่ทันสมัย แม้ไฟฟ้าสิ่งอำนวยความสะดวกจะเข้าถึง มีร้านสะดวกซื้อและอินเทอร์เน็ต แต่พวกเขายังเคยชินกับวิถีชีวิตแบบเดิม ๆ เสียมากกว่า ด้วยความเป็นอยู่เช่นนี้เองจึงยังมีเรื่องราวของหมอดูและคนทรงที่ประกาศตัวอย่างชัดเจนและได้รับความนับหน้าถือตาจากคนในพื้นที่พอสมควร

               หลังจากที่มีกรณีนี้เกิดขึ้น เขาก็ได้ออกมาทำนายว่าสาเหตุของการเกิดเหตุอาเพศเช่นนี้นั้นมาจาก ปอบ ที่มาไล่กินชาวบ้านในหมู่บ้าน จำเป็นจะต้องขับไล่มันออกไปให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งก็ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

               “ก็ชัดเจนแล้วนี่หว่า มาถามอีกทำไมวะ ?” ผมถามกลับไป

               “เออ ตอนแรกก็ว่ามันน่าจะจบ แต่หมอแกดันตายไปแล้วนี่ดิ”

               จากที่นอนเล่นอยู่บนเตียงถึงกับต้องลุกขึ้นมานั่ง มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือว่าเป็นผลจากเรื่องที่เล่ามาจริง ๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้คนที่ ‘พอจะทำได้’ ก็ไม่อยู่เสียแล้ว เรื่องนี้ทำให้คนในหมู่บ้านยิ่งหวาดกลัวกันเข้าไปอีก บอกตามตรงว่าผมก็เริ่มคิดที่จะเข้าไปยุ่งกับมันด้วยตัวเองแทบจะในทันที

               “แล้วไง คือจะให้กูไปบ้านแม่มึง ?” ผมถามเพื่อความแน่ใจ

               “ได้ป่ะวะ กูไม่รู้จะยังไงจริง ๆ ว่ะ” มีนก็คงจะจนปัญญาเหมือนกัน

               “เดี๋ยวก่อนนะ คือ...พ่อแม่มึงรู้เรื่องกูเหรอวะ ?” ผมนึกขึ้นได้

               “ไม่ดิ ปัญหาอยู่ตรงนี้แหละ กูก็ไม่รู้จะพูดจะบอกยังไง”

               “แล้วมึงจะให้กูไปทำไม ใครเขาจะฟังกู”

               “ก็นั่นน่ะสิวะ กูไม่รู้โว้ย กูแค่กังวล เอาเป็นว่ามาหากูแล้วกัน ถือว่าไม่เจอกันนาน คิดถึง แล้วมึงก็ลองสอด ๆ ส่อง ๆ ดู อะไรที่พอแนะนำได้มึงก็แอบ ๆ บอกกูแล้วกัน อย่างน้อยก็บ้านกูวะ”

               สรุปแล้วผมก็คงต้องไปเจอมีนอย่างที่ได้เล่าไป แต่ผมก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะไปเพื่ออะไร ไปแล้วจะทำอะไรได้ อีกอย่างผมกับพ่อแม่ของมีนก็เคยเจอกันมาหลายครั้ง เรียกได้ว่าค่อนข้างสนิท การที่อยู่ดี ๆ เราจะไปบอกเขาว่า เราเป็นอย่างนี้ มีนก็คงฟังดูแปลก ๆ เพื่อนลูกชายที่รู้จักกันมานานกลับไม่ปกติเสียนี่

 

               ผมกับมีนนัดเจอกันที่จังหวัดซึ่งเป็นบ้านเกิดของแม่ เพราะเราเรียนกันคนละที่ การนัดเจอกันปลายทางจึงเป็นเรื่องง่ายที่สุดในเวลานี้ เมื่อผมลงจากรถประจำทางตามที่มีนบอกผมไว้ ก็มาถึงหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ในตัวเมือง โดยที่มีนนั่งรอผมอยู่แล้วที่ร้านอาหารข้างใน

               เราเจอกันก็ทักทายกันตามปกติ แม้จะคิดถึงกันมากแต่จะให้ผู้ชายมาแสดงออกอะไรมากกว่านี้มันก็คงจะไม่ใช่   ผมกับมีนขับรถออกจากห้างฯ มาตามทาง ผมค่อนข้างชอบความรู้สึกที่ได้ออกเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ แม้ว่าจะไม่ได้บ่อยนัก และไม่ค่อยได้ไปที่ไกล ๆ สักเท่าไหร่

               นานมากแล้วที่ผมเคยมาเยือนจังหวัดนี้ (ขอไม่เอ่ยชื่อนะครับ) หลายปีผ่านไปอะไรหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไปเช่นกัน บ้านเมืองที่ผมเคยคิดว่ามันคือบ้านนอก ไม่มีอะไร บวกกับคำบอกเล่าของเพื่อนตัวดี พอมาได้เห็นด้วยตาก็รู้สึก ประหลาดใจ ที่ตอนนี้บ้านเมืองเจริญขึ้นมาก ถนนหนทางเป็นระเบียบ มีห้างร้านทันสมัยมากมาย แต่ก็ยังคงให้ความรู้สึก ต่างจังหวัดอยู่

               เกือบชั่วโมงที่นั่งอยู่บนรถคันเก่งของเพื่อน แล้วเราก็มาถึงอีกอำเภอหนึ่งซึ่งเป็นที่หมาย และก็เป็นอีกครั้งที่ผมต้องประหลาดใจ มันไม่ได้เป็น ‘บ้านนอก’ อย่างที่เพื่อนผมได้บอกเอาไว้เลย แม้จะมีบ้านบางหลังเป็นไม้เก่า ๆ ยกใต้ถุนสูง มีสวนผลไม้ตามข้างทางสลับกับป่ากล้วย แต่ถนนใหญ่ของชุมชนก็ถูกลาดยางเป็นอย่างดี มีเส้นถนน มีเสาไฟ มีร้านสะดวกซื้อให้เห็น มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บ้านหลาย ๆ หลังเริ่มทยอยปรับปรุงกลายเป็นบ้านปูนอย่างทันสมัย

               ในตอนนั้นผมลืมไปชั่วครู่ว่าผมมาที่นี่ทำไม ผมมัวเพลินกับการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปตามสองข้างทาง ความแตกต่างที่ลงตัวบ่งบอกถึงความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ บ้านกลางเก่ากลางใหม่ทำให้ดูสวยแปลกตา แต่สิ่งที่ผมสังเกตได้คือที่ประตูรั้วของแต่ละบ้านจะมีของบางอย่างแขวนห้อยเอาไว้ บ้างก็ทำฐานที่ตั้งใหม่อย่างดี

               รั้วบ้านแถว ๆ นั้นยังเป็นแบบซี่เหล็กห่าง ๆ ด้านบนจะเป็นส่วนแหลม มีช่องว่างพอให้เราลอดแขนผ่านได้สบาย ที่รั้วจะมีไม้ลวก (ไม้หนาม หรือใช้ไม้ไผ่นำมาเหลาให้แหลม) บ้างก็เป็นผ้าถุงเก่า ๆ เปื้อน ๆ บ้างก็เป็นพระพุทธรูป แต่ที่แปลกตาที่สุดก็คงจะเป็นหุ่นฟางที่ทำเป็นตัวแทนมนุษย์ แขวนไว้ที่รั้วหน้าบ้านเหมือนกับการตั้งหุ่นไล่กา

               “กูบอกแล้ว ชาวบ้านกลัวกันฉิบหาย” มีนพูดโดยไม่ได้หันมามองทางผม

               ไม่นานเราก็มาถึงบ้านของมีนที่อยู่ใจกลางชุมชน หน้าบ้านมีร้านขายของของคุณยายที่ใช้เลี้ยงดูส่งแม่เรียน ผมกล่าวทักทายทุกคนในบ้านด้วยความเคยชิน แม่กับพ่อของมีนยังจำผมได้ แต่ก็แอบไปกระซิบกับมีนโดยที่มีนมาเล่าให้ผมฟังทีหลัง...แม่ถามมันว่า “พาเพื่อนมาช่วงนี้จะดีเหรอ ?” มีนก็หัวเราะกลบเกลื่อน ตอบกลับไปขำ ๆ ว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกแม่ มันมีพระดี”

               คืนนั้นเรายังไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่ออกไปเตร็ดเตร่รอบหมู่บ้านที่พอจะมีที่สวย ๆ ให้ถ่ายรูปเล่นอยู่บ้าง ช่วงหัวค่ำเรากลับมาทานอาหารเย็นและสังสรรค์เล็กน้อยตามประสาผู้ชาย โดยมีผม มีน และพ่อของมีน นั่งกินด้วยกันสามคน

               บทสนทนานั้นไม่มีอะไรเป็นพิเศษ จนเวลาตกดึกพ่อก็เริ่มถามผมว่า “เชื่อเรื่องผีไหม ?” ผมก็ตอบไปตามตรงว่า “เชื่อครับ” พ่อหัวเราะร่วนก่อนจะแซวผมว่า “เฮ้ย แกเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอ” สักพักจากการแซวกันขำ ๆ พ่อก็วนเข้าเรื่อง พ่อไม่ได้รู้เรื่องของผมแม้แต่น้อย แต่ก็คงอยากจะบอกเอาไว้เพื่อความสบายใจของคนเป็นผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบชีวิตของคนที่มีอายุน้อยกว่าอย่างผม

               “ช่วงนี้มันเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนิดหน่อยในละแวกนี้ เคยได้ยินเรื่องผีปอบไหมล่ะ มันก็อะไรประมาณนั้นนั่นแหละ แต่บางคนที่เขาหัวสมัยใหม่หน่อยก็ว่าเป็นการตายตามอายุขัยบ้าง สภาพอากาศบ้าง โรคนั่นนี่บ้างที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ แต่ก็อย่างว่า เรื่องพวกนี้ใครจะเชื่อก็เชื่อ ใครไม่เชื่อก็ช่างมัน ส่วนตัวพ่อเองก็ค่อนข้างเชื่อนะ เพราะเคยเจออะไรประมาณนี้มาก่อน”

               พ่อยกแก้วเบียร์ในมือกระดกรวดเดียวหมด ก่อนจะหันมารินเติมใหม่แล้วชี้นิ้วออกไปนอกบ้านแล้วเล่าต่อ

“เห็นไหมล่ะ แค่หัวค่ำแบบตอนนี้ เขาก็ปิดบ้านกันหมดแล้ว เหลือแต่ไฟในบ้าน ไม่มีใครออกมานั่งกินนั่งดื่มอะไรอย่างพวกเรา ก่อนหน้านี้คนที่เขาดูแลเรื่องนี้ก็เพิ่งป่วยตายไปเสียเฉย ๆ แต่พรุ่งนี้ก็คงจะพอมีทางออกเอง ยังไงก็อย่าเพิ่งออกไปเที่ยวไหนกันดึก ๆ นะ”

               เบียร์ในแก้วหมดไปอีกรอบ แต่คราวนี้พ่อไม่ได้เติมแล้ว แต่พ่อขอตัวกลับเข้าไปนอน ปล่อยให้เราสองคนนั่งคุยกันเองตามประสาเพื่อน ผมสองคนนั่งคุยกันต่อ บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ห่างหายกันไป อีกราวสองชั่วโมงเห็นจะได้ เมื่อเห็นว่าคนในบ้านหลับหมดแล้วเราจึงเริ่มแผนที่แอบคุยกันไว้ตั้งแต่ต้น

               มีนค่อย ๆ เข็นรถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านอย่างเงียบ ๆ ผมค่อย ๆ ปิดรั้วให้เสียงเบาที่สุด เราเข็นรถออกมาให้ห่างตัวบ้านพอสมควรจึงค่อยสตาร์ทรถ

               เราวิ่งฝ่าความมืดที่พอมีแสงสว่างจากไฟถนนที่เพิ่งจะมีได้ไม่นาน โดยมีผมเป็นคนซ้อน เราไม่มีจุดหมายอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ขี่รถวนไปวนมาเท่านั้น ‘เผื่อว่าจะเจออะไรบ้าง’

               ระหว่างทางเราไม่ได้คุยกันมากนัก ผมไม่เท่าไหร่ แต่มีนคงจะกลัวไม่ใช่น้อย แม้เราจะสนิทกันก็จริงแต่มีนก็ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกับผม ทำให้ไม่ค่อยได้มีเหตุการณ์ร่วมหัวจมท้ายกับผมมากนัก ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่สองหรือไม่ก็สามเท่านั้น

               ชุมชนแถวนั้นค่อนข้างกว้างขวางพอสมควร เราวิ่งเข้าออกซอยเล็กซอยน้อยสลับกับถนนใหญ่ ผมไม่ได้เห็นอะไรเป็นพิเศษนอกจากความรู้สึกหวิวสันหลังเหมือนกับมีใครคอยมองอยู่ตลอดเวลา

               ความรู้สึกนั้นไม่ชัดเจนนัก แต่มันก็มากพอที่จะทำให้แน่ใจว่า ‘ไม่ปกติ’ ผมไม่แน่ใจว่าวันนั้นเป็นคืนเดือนมืดหรือมีเมฆฝนรึเปล่า แต่ท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท ไม่มีแสงดาวไม่มีพระจันทร์เหมือนอย่างเคย อากาศเย็นผิดกับเมื่อตอนค่ำอย่างเห็นได้ชัด อีกอย่างคือลมที่โชยพัดอ่อน ๆ น่าขนลุกมากกว่าสบายตัวทำให้ผมต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

               เวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกไม่ดีชัดเจนขึ้นทีละน้อย ผมสะกิดให้มีนรู้ตัวว่าเราควรกลับกันได้แล้ว เราหันรถกลับไปทางที่ผ่านมาเพื่อกลับบ้าน รถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เครื่องยังดีอยู่กลับเกิดอาการกระตุกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันดับอยู่หลายครั้งแต่ก็สตาร์ทติดได้โดยง่าย

“นี่มันไม่ดีแล้วใช่ป่าววะมึง” มีนหันมาถามผมเสียงสั่น ๆ

               “กูก็ว่างั้น รีบกลับเหอะ”

               อีกไม่กี่ซอยเราจะถึงบ้านแล้ว แต่มีนกลับหยุดรถกะทันหันจนผมหัวคะมำไปโขกกับหัวของเพื่อน ผมยังไม่ต้องถามมันก็รู้ว่ามันหยุดรถทำไม เพราะข้างหน้าห่างจากเราไปสักประมาณสามถึงสี่ร้อยเมตร มีเงาดำตะคุ่ม ๆ มองเห็นได้จากไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ แม้จะไม่ชัดนักแต่ความรู้สึกมันบอกได้ชัดเจนว่า ‘ไม่ใช่คน’

               เงาดำนั้นนั่งยอง ๆ อยู่ข้างทาง หันหน้าออกจากถนน มันก้มลงมองพื้นพลางใช้มือหยิบจับอะไรเหมือนใส่ปากอย่างรีบร้อน

“มึงว่าเป็นคนเก็บขยะป่าววะ ?” มีนถาม

               “กูว่าไม่”

               เราคุยกันแค่นั้น มีนกำลังจะวนรถกลับเพื่ออ้อมไปอีกทาง ผมก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบอีกครั้ง เมื่อหันรถกลับไปพวกเราก็ต้องสะดุ้งตกใจอีกครั้ง เพราะตรงหน้าเราตอนนี้ระยะห่างเพียงสี่ห้าช่วงตัวรถ มีหมาดำตัวหนึ่งยืนจังก้าจ้องเราตาเขม็ง

               มันคงไม่น่าตกใจเท่าไหร่ หากหมาดำตัวนั้นไม่ได้มีดวงตาสีแดงสดฉายแววผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาไร้แววของมันเหมือนจะมองมาที่เรา แต่ก็เหมือนจะมองผ่านเราไปเช่นกัน ผมเริ่มควานหา ‘แหวน’ ที่เป็นตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ มืออีกข้างกำสร้อยพระที่ ‘ปู่’ ให้มาอย่างลืมตัว

“เอาไงดีวะ ?” มีนถามเพราะทำอะไรไม่ถูก แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวทำอะไร หมาดำตัวนั้นก็ออกตัววิ่งอย่างกะทันหัน เราตกใจจนเผลอร้องเสียงดัง ทำให้รถเสียหลักล้มลงไปนอนกับพื้น แต่ดีที่มันไม่ได้วิ่งอยู่ ไม่อย่างนั้นก็คงจะได้แผลกลับมาอย่างแน่นอน

               ความเจ็บจากแรงกระแทกทำให้เราได้สติ จึงรีบหันกลับไปมองข้างหลังเพราะกลัวว่าหมาดำตัวนั้นจะยังอยู่ใกล้ ๆ  แต่ไม่ใช่อย่างนั้น มันวิ่งตรงไปยังเงาตะคุ่ม ๆ และถ้าตาผมไม่ฝาด ผมเห็นมันกระโดดใส่เงาร่างนั้นอย่างจัง แต่พอรู้ตัวอีกทีภาพตรงหน้าก็มีแต่ความว่างเปล่าของยามค่ำคืนเท่านั้น

               ผมไม่ได้ละสายตาไปจากตรงนั้น แต่เหมือนกับภาพตัดต่อที่อยู่ดี ๆ วัตถุมีชีวิตสองชิ้นที่วางอยู่ในคลองสายตากลับหายไปดื้อ ๆ ผมที่ลุกขึ้นมานั่งอยู่บนถนนแล้วหันไปมองมีนที่ยังนอนอยู่ สองตามันเบิกกว้างเหมือนกับปากของมัน คงไม่บ่อยนักที่เราจะได้พบเห็นอะไรอย่างนี้บ่อย ๆ

               เราไม่ได้รับบาดเจ็บจากการเสียหลักล้มลงไป แค่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน รถมอเตอร์ไซค์ก็มีรอยนิดหน่อยเท่านั้น พวกเรารีบสตาร์ทรถกลับบ้านอย่างไม่ต้องปรึกษากันอีก

               เราอาบน้ำแล้วไหว้พระก่อนจะเข้านอนให้เร็วที่สุด โดยก่อนนอนเราได้คำตอบแล้วอย่างหนึ่งว่า ‘ความกลัวของชาวบ้านน่าจะเป็นความจริง’

 

               ช่วงเช้ามืดน่าจะใกล้ ๆ 6 โมง ผมถูกปลุกด้วยเสียงของมีน น้ำเสียงของมันตื่นเต้นปนประหลาดใจ เสียงดังโวยวายทำให้ผมตื่นด้วยความรู้สึกมึนหัวเพราะถูกปลุกกะทันหัน ผมสะบัดหัวไล่ความมึนงงออกไปก่อนจะถามเพื่อนตัวดีว่าตกใจอะไรมากมายถึงต้องมาปลุกเสียงดังอย่างนี้

               มีนบอกผมสั้น ๆ ว่า “พ่อกูไปพาหมอผีมา”

ผมยังไม่เข้าใจสิ่งที่มันกำลังจะสื่อ แต่ก็ประหลาดใจไม่ใช่น้อย ความงุนงงที่เคยมีจึงหายเป็นปลิดทิ้ง

               ผมลงมาข้างล่างหลังจากรีบอาบน้ำแต่งตัว แล้วก็พบว่าที่โต๊ะกินข้าวข้างในบ้านตอนนี้มีคนประมาณ 4 - 5 คนนั่งอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ผมยกมื้อไหว้ทักทายตามมารยาทพร้อมกวาดสายตามองไล่ไปบนใบหน้าของทุกคนที่อยู่ตรงโต๊ะนั้น เท่าที่จำได้มีพ่อ แม่ ยายของมีน และ อาจารย์หวัง ส่วนอีกคนผมจำไม่ได้ว่าเป็นใคร

               พวกเขากำลังสนทนากันเรื่อง ‘ผีปอบ’ ที่มารบกวนหมู่บ้านนี้ โดยในตอนแรกพ่อกับแม่ของมีนพยายามกันเราสองคนออกจากวงสนทนา แต่มีนก็ขอไว้จนได้ ระหว่างสนทนาผมได้รับฟังรายละเอียดของเรื่องราวอีกครั้ง แต่ผมได้ฟังจากมีนมาก่อนแล้วจึงไม่แปลกใจนัก

               อาจารย์หวังเป็นคนเก่าคนแก่ในบ้านเกิดของพ่อ พ่อตัดสินใจเชิญท่านมาเพราะอยากช่วยบ้านของแม่ หลังจากที่หมอคนเดิมได้ตายจากไปไม่นาน ก่อนหน้าที่พ่อจะไปเชิญท่านมา ยายซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่และตัวแทนของบ้านนี้ได้ไปไล่ถามความเห็นจากเพื่อนบ้านมาเรียบร้อย ทุกคนลงความเห็นว่า ‘ตกลง’ อยากให้ใครก็ได้ช่วยมาแก้ไขเรื่องนี้เสียที

               ตลอดเวลาที่พวกเขาสนทนากัน อาจารย์หวังหันมามองผมเป็นระยะเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง มีนที่สังเกตเห็นเหมือนกันก็สะกิดแขนผมเป็นระยะ ผมก็ได้แต่บอกให้มันเงียบ ๆ ไว้ก่อน อย่าเพิ่งทำตัวแปลกๆ

               บทสนทนาจบลงในช่วงประมาณเกือบ ๆ 8 โมง อาจารย์หวังบอกให้ทุกคนไปกินข้าวกินปลาให้เรียบร้อยก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยออกไปสะสางเรื่องราวต่าง ๆ ให้เรียบร้อยกันทีหลัง แต่อย่าให้เกินเวลาเพล (ประมาณ10 - 11 โมง)

               ผมรีบยัดข้าวเช้าเข้าปากเพราะรู้สึกอยากคุยกับอาจารย์หวังด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาหน้าบ้านตรงโต๊ะม้าหินอ่อนที่เราใช้นั่งสังสรรค์กันเมื่อคืน อาจารย์นั่งมองท้องฟ้าเงียบ ๆ ไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่ได้เล่นโทรศัพท์ เขาไม่ได้หลับตาแต่ก็ดูเงียบสงบอย่างประหลาด ผมกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเข้าไปทัก

               “มาสิ มาคุยกัน”

               อาจารย์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาแทน ผมยกมือไหว้อีกครั้งเป็นการทักทายแล้วไปนั่งบนม้านั่งฝั่งตรงข้าม อาจารย์ไม่ได้หันมามอง และผมเองก็ไม่รู้ว่าจะคุยอะไร รู้แค่ว่าอยากคุยด้วยเท่านั้น ไม่มีบทสนทนาระหว่างเราอยู่หลายนาที จนผมตัดสินใจทำลายความเงียบ

“เอ่อ...อาจารย์ครับ”

“ลุง อย่าเรียกอาจารย์ ฉันไม่ใช่อาจารย์ของเธอ” น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่รู้ได้ว่านั่นคือการตำหนิ

               ลุงหวัง นั่นคือชื่อที่ผมใช้เรียกเขาในช่วงนั้น ผมถามคำถามง่าย ๆ กลบเกลื่อนไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็เป็นลุงเองที่หัดมาเอ็ดผมอีกครั้งเพราะความอ้อมค้อมของผม

“เป็นผู้ชายจะพูดอะไรก็พูดมาให้มันตรง ๆ”

               ตอนนั้นผมยังรู้สึกว่าการพูดเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องยาก จึงกล้า ๆ กลัว ๆ แต่พอเจอดุเข้าอย่างนี้ก็คงจะต้องพูดจริง ๆ  คำถามสั้น ๆ ที่ผมรู้คำตอบดีอยู่แล้ว         

“ลุงหวังรู้เรื่องผมใช่ไหมครับ ?”

ลุงหันมามองผมหน้านิ่ง ๆ เป็นเชิงยอมรับ ผมจึงพูดต่อไปว่า ผมอยากถามอยากปรึกษาลุงในหลาย ๆ เรื่อง แต่ยังไม่ได้ทันที่จะถามอย่างที่ตั้งใจก็โดนดุอีกครั้ง

“ฉันไม่ใช่อาจารย์ของเธอ”

               พอดีกับที่คนในบ้านออกมาพอดี พวกเราจึงต้องเคลื่อนพลออกจากบ้านไปยังสถานที่ที่ลุงหวังบอก เราเดินทางกันด้วยรถกระบะ 4 ประตูคันหนึ่ง พ่อเป็นคนขับ ผมกับมีนนั่งข้างหลัง ลุงหวังอยู่ข้างหน้า เพราะต้องแวะไปอีกที่หนึ่งก่อนจึงให้แม่กับยายของมีนไปรอที่วัดในชุมชนเพื่อแจ้งข่าวกับทางท่านเจ้าอาวาสไว้ล่วงหน้า

               สถานที่แรกที่เรามากันคือ ‘ศาลหลักเมืองของจังหวัด’ ซึ่งอยู่อีกอำเภอหนึ่ง ใช้เวลาการเดินทางร่วมชั่วโมง  ระหว่างทางพวกเราผลัดกันถามลุงหวังหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเรื่องผีปอบที่พูดถึงกันว่ามันจริงหรือไม่

               ลุงหวังยืนยันว่าจริงอย่างที่กลัวกัน ในหมู่บ้านนั้นตอนนี้มีปอบอาศัยอยู่ และค่อย ๆ ส่งผลกระทบกับคนรอบข้าง แต่อย่างไรเสียก็ไม่น่าจะใช่ปอบที่มีอยู่มาแต่ดั้งแต่เดิมในหมู่บ้านนี้

               ประโยคนี้ทำเอาทุกคนในรถถึงกับผงะ เพราะลุงหวังกำลังบอกเราว่า ปอบนั่นมันมาจากที่อื่น ผมพยายามคิดทบทวนถึงความรู้ที่ตัวเองเคยได้ยินมาพอสมควรเกี่ยวกับวิญญาณจำพวกนี้

               “ปอบจร” ผมหลุดปากมาทันทีที่นึกออก

ลุงหวังตอบเสียงนิ่ง ๆ ว่า “ใช่”

ปอบจรเป็นวิญญาณจำพวกหนึ่งที่เชื่อว่ามันจะย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ เพื่อหากิน แต่ในอีกมุมหนึ่งแล้วมันอาจไม่ได้เดินทางไปเรื่อย ๆ ตามที่เชื่อกันมา แต่มันอาจติดมากับใครสักคนที่ผ่านเข้ามาพักในสถานที่นั้น ๆ ก็เป็นได้

               ลุงหวังอธิบายที่มาที่ไปของสิ่งนี้ให้เราฟังตามความเชื่อโบราณที่สืบต่อกันมา ปอบจรจะมาอาศัยอยู่ในชุมชนใดชุมชนหนึ่งสักระยะ ช่วงนั้นจะทำให้มีคนตายติดกันอย่างไร้สาเหตุ โดยส่วนมากจะเป็นอาการหลับตายที่เราเรียกกันว่า ไหลตาย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักกับการที่เราจะไปจับหรือไปเจาะจงใครว่าเป็นปอบโดยพลการ

               รถจอดเทียบท่าเมื่อมาถึงศาลหลักเมืองประจำจังหวัด ลุงหวังบอกว่าคนอื่น ๆ จะตามมาด้วยก็ได้ หรือจะรอในรถก็ได้เพราะคงใช้เวลาไม่นานหรอก แต่สุดท้ายเราสามคนก็ตามลุงหวังไปกันหมด

               ลุงหวังเดินตรงเข้าไปในตัวศาลที่มีเสาหลักเมืองวางตั้งอยู่ ลุงหวังหลับตาพนมมือเงียบ ๆ ไม่ได้สวดหรือบ่นพึมพำอะไรออกมาเหมือนอย่างที่เคยเห็นในหนัง ผมเกิดความสงสัยเล็ก ๆ ขึ้นในใจว่าลุงหวังกำลังทำอะไรและคิดอะไรอยู่กันแน่


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น