อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 8 เรื่องผีๆ สางๆ (2)

               “เราจะไปทำกิจการงานที่ไหนก็ควรจะมาบอกกล่าวเจ้าบ้านเจ้าเมืองเขาเสียให้เรียบร้อย ไปมาลาไหว้มันเป็นมารยาท ยิ่งเราจะกระทำการทางจิตวิญญาณ ยิ่งควรจะรอบคอบเสียให้มาก ไม่อย่างนั้นจะซวยและเป็นอัปปรีย์กับตนเอง”

               คำพูดของลุงหวังไขความกระจ่างให้พวกเราได้อย่างหมดจด เพียงไม่ถึงสิบนาทีหลังจากนั้น เราทั้งหมดก็กลับมาอยู่บนถนนและมุ่งตรงไปยังวัดประจำหมู่บ้านที่แม่กับยายล่วงหน้าไปรออยู่แล้วตั้งแต่เช้า

               เวลาผ่านไปชั่วโมงเศษ เราก็มาถึงวัดซึ่งเป็นที่หมาย ที่จริงแล้ววัดนี้อยู่ห่างจากบ้านของมีนไม่มากนัก ดีไม่ดีตอนที่ผมออกมาขี่รถวนกับมีนเมื่อคืนก็น่าจะผ่านแต่ผมคงไม่ได้สังเกต

               ภาพบนศาลาวัดทำให้ผมตกใจเป็นอย่างมาก เพราะมีชาวบ้านมานั่งรวมตัวกันในจำนวนที่มากกว่าการคาดการณ์ของผม กะด้วยสายตาน่าจะประมาณสามสิบกว่าคนเห็นจะได้

               ที่ด้านหน้าสุด มียายของมีนนั่งสนทนากับหลวงพ่อที่นั่งอยู่เหนือขึ้นไปบนอาสนะ ศาลาไม้ที่เหมือนจะเพิ่งได้รับการบูรณะมาไม่นานดูเรียบร้อยสะอาดตา พวกเราเดินตรงไปรวมตัวกับคนในบ้านที่นั่งอยู่แถวข้างหน้า ลุงหวังก้มกราบหลวงพ่ออย่างสวยงามถูกต้อง

               “เจริญพรนะโยม คงต้องรบกวนโยมแล้ว”

               หลวงพ่อทักทายลุงหวังด้วยประโยคง่าย ๆ ชาวบ้านที่มานั่งรออยู่ก่อนนั้นค่อนข้างจะร้อนใจจนเกือบไร้มารยาทเพราะจู่ ๆ ก็ส่งเสียงโวยวายถามคาดคั้นเอาความขึ้นมาว่า ใครเป็นปอบ บ้างก็ว่าจะทำร้าย ให้รีบไปจับมา ฟังแล้วน่าเวทนาจนหลวงพ่อต้องหยิบเอาไม้เท้ามาเคาะขันน้ำมนต์ที่ทำจากทองเหลืองเสียงดังเป็นการสั่งให้เงียบ

               เมื่อทุกอย่างเงียบลงแล้ว ลุงหวังก็ได้โอกาสพูดแนะนำตัวขึ้นมา รวมถึงการยืนยันเรื่องปอบว่าที่ทุกคนสันนิษฐานกันเอาไว้นั้นเป็นความจริง

               ลุงหวังเริ่มถามชาวบ้านว่า หมู่นี้มีใครในหมู่บ้านทำตัวแปลก ๆ ไหม มีใครที่ถูกสงสัยว่าเป็นปอบหรือเปล่า หรือมีใครที่เพิ่งย้ายเข้ามา หรือเดินทางผ่านมาค้างแรมในละแวกนี้บ้าง

               ชาวบ้านหันกลับไปคุยกัน ไม่นานก็มีคนหนึ่งส่งเสียงให้คำตอบขึ้นมา

“ฉันว่ายายมวล” คราวนี้ทั้งศาลาก็ระงมไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้าน

               ลุงหวังไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ก็ถูกคะยั้นคะยอให้ไปยังบ้านของยายมวลที่ถูกกล่าวถึง ดีที่หลวงพ่อปรามไว้ก่อนจะเกิดความวุ่นวายขึ้น

               แต่แม้จะห้ามเหตุการณ์นั้นไว้ได้ก็จริง แต่ความเชื่อที่ว่า ยายมวลเป็นปอบนั้นยังคงไม่หายไป เพื่อความเป็นธรรมหลวงพ่อจึงให้เด็กวัดไปเชิญยายมวลมาที่วัดเพื่อพูดคุยกันเสียให้รู้เรื่องตรงนั้น

               ไม่นานนักยายมวลก็เดินเข้ามาในวัด ในชุดเสื้อคอกระเช้าผ้าถุงแบบชาวบ้านปกติทั่วไป ยายมวลน่าจะมีอายุราว 70 ปี แต่ก็ยังดูแข็งแรงเดินเหินสะดวก

               ยายมวลเป็นผู้หญิงตัวเล็กร่างบาง ผมสีขาวทั้งหัว หยิกเล็กน้อยยาวประมาณบ่า ในมือของยายมวลมีตะกร้าหวายอันหนึ่งติดมาด้วย เมื่อมาถึงยายแกเดินตรงไปกราบนมัสการพระคุณเจ้าที่อาสนะด้านหน้า ก่อนจะถามถึงสาเหตุที่เรียกตัวเธอมาพบในวันนี้

               หลวงพ่ออึกอัก ไม่รู้ว่าควรจะพูดให้ยายมวลเข้าใจได้อย่างไรถึงคำกล่าวหาต่าง ๆ ของเพื่อนบ้าน ยังไม่ทันที่หลวงพ่อจะตัดสินใจอะไรได้ ชาวบ้านคนหนึ่งก็ส่งเสียงออกมากลางวงโดยไม่รู้ว่ามาจากที่นั่งตรงไหน

               “ยายมวล เอ็งมันเป็นปอบ ออกไปจากหมู่บ้านเลย!”

               เมื่อมีคนเริ่ม ก็มีคนส่งเสียงตามมาอีกหลายคน ผมบอกตามตรงว่าภาพที่เห็นนั้นทำเอาผมคลื่นไส้ไปชั่วขณะเพราะไม่คิดเลยว่าคนเราจะสามารถใส่อารมณ์และประณามคนคนหนึ่งได้มากมายขนาดนี้ ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน

               หลวงพ่อต้องตะโกนเสียงดังอยู่หลายครั้งกว่าพวกเขาจะยอมเงียบ ก่อนที่หลวงพ่อจะพยายามถามกับเจ้าตัว แต่ก็ไม่มีคำตอบใดกลับมาจากยายมวลเลยสักคำ หญิงชราเพียงแค่นั่งก้มหน้าพับเพียบในท่าทางเรียบร้อย ยิ่งทำให้คนในหมู่บ้านปักใจเชื่อมากขึ้นไปอีก

               “หมอหวัง พิสูจน์ทีสิ ทำได้ไหม ?” ชาวบ้านคนที่นั่งใกล้ ๆ เราพูดขึ้นมา

               ลุงหวังคลานเข่าเข้าไปใกล้ยายมวลที่ไม่มีท่าทีขัดขืนหรือขยับหนี ลุงหวังยกมือไหว้หญิงชราตรงหน้าพร้อมกล่าวขอโทษ ยายมวลเองก็คงรู้ดีว่าไม่ควรจะขัดขืนในเวลานี้ ไม่อย่างนั้นคงจะยิ่งทำให้คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านสงสัยเป็นแน่

               ลุงหวังเริ่มพนมมือบริกรรมคาถาที่ผมไม่รู้จัก นอกจากภาษาอื่นแล้วยังมีภาษาเหนือปนเข้ามาคล้ายกับการแหล่ พร้อมกันนั้นลุงหวังก็อธิบายให้ฟังว่ามันเป็นบทสวดขับไล่สิ่งอัปมงคล และเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาปกปักษ์รักษา หากในกายสังขารของใครก็ตามที่มีสิ่งไม่ดีเกาะกุมอยู่ จะต้องเกิดอาการผิดปกติให้เห็นอย่างแน่นอน

               พิธีกรรมที่กล่าวมานั้น จะให้คนที่เชื่อว่ามีสิ่งไม่ดีอยู่กับตัวนั่งยืดขาเหยียดตรงออกไปทางทิศตะวันตก เมื่อนั่งอย่างนี้แผ่นหลังและส่วนศีรษะของคนที่นั่งอยู่จะตรงกับทิศตะวันออก ส่วนคนทำพิธีจะต้องนั่งอยู่หันหลังให้ทิศเหนือ มองตรงมายังคนข้างหน้า

               ผมถามลุงหวังเพิ่มเติมถึงเหตุผลของเรื่องทิศเหล่านี้ ซึ่งคำตอบที่ได้นั้นก็สอดคล้องกับศาสตร์อื่น ๆ ที่ผมเคยรู้มาบ้าง ทิศตะวันตก หรือทิศใต้ เชื่อว่าเป็นทิศของคนใต้ นั่นคือทางมา และมันจะเป็นทางกลับ ส่วนทิศเหนือและทิศตะวันออกคือแหล่งกำเนิดของแสงสว่างและคุณงามความดี

               ผู้ทำพิธีจะถือว่าตัวเองเป็นทางผ่านของพลังงานด้านบวก ส่งต่อไปยังคนตรงหน้า จากส่วนศีรษะไล่ลงไปยังปลายเท้า ความเชื่อโบราณกล่าวไว้ว่าผีร้ายจะเข้าจากปลายเท้า ออกจากปลายเท้า พลังงานชั้นสูงจะเข้ากระทบที่กระหม่อมและท้ายทอย ลองนึกภาพตามว่าเราฉีดน้ำเข้าที่กระหม่อมหรือท้ายทอย แล้วปล่อยให้น้ำไหลไล่สิ่งสกปรกออกไปทางปลายเท้านั่นเอง

               ผมถูกเรียกให้ไปนั่งพยุงหลังให้กับยายมวล เพราะอายุที่มากทำให้การนั่งในท่านั้นไม่สะดวกสักเท่าไหร่ ลุงหวังเริ่มพิธีต่อ พร้อม ๆ กับที่ผมเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติที่สัมผัสได้ ความคลื่นเหียนวิงเวียนก่อตัวขึ้นช้า ๆ ในตัวผม ความรู้สึกนี้ผมเคยได้รับมันเมื่อครั้งที่ได้สัมผัสกับสิ่งไม่ดี ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันบ่อยแค่ไหน

               นอกจากนั้นสิ่งที่ทำให้ผมตกใจเป็นอย่างมาก คือร่างกายของยายมวลมีอาการสั่นเล็กน้อย และค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากขนาดที่คนอื่นจะสังเกตเห็นได้ มีเพียงผมกับลุงหวังที่นั่งอยู่ชิดกับยายมวลเท่านั้นที่รู้สึก

               ยายมวลหันมามองหน้าผมด้วยสีหน้านิ่ง ๆ ผมไม่เข้าใจว่ายายมวลต้องการจะสื่ออะไร ความรู้สึกในใจผมเริ่มสับสนและตีกัน ความรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติที่สัมผัสได้ กับการที่ไม่ได้รับความรู้สึกในทางลบกับคนตรงหน้า จะว่าไม่มีพิษมีภัยแต่ก็เปล่า คุณยายน่ากลัว...ผมรู้สึกอย่างนั้น

               ยายมวลพยายามประคองตัวเองจนผ่านพ้นพิธีไปได้ ที่จริงแล้วต้องบอกว่าลุงหวังผ่อนมือให้เสียมากกว่า ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เมื่อชาวบ้านได้เห็นแล้วว่ายายมวลไม่มีอาการอย่างที่ว่ามา ทุกคนจึงคลายใจลงได้บ้างเกี่ยวกับความสงสัยที่มี

               ก่อนแยกย้ายลุงหวังได้โยงสายสิญจน์ไปทั่วศาลา และขอให้หลวงพ่อผู้เป็นเจ้าอาวาสสวดมนต์ให้พรพวกเราก่อนกลับ จากนั้นสำทับอีกครั้งด้วยมนต์พิธีของลุงหวัง ขันน้ำมนต์สองใบถูกวางไว้ในที่ต่างระดับ ใบหนึ่งของหลวงพ่ออยู่บนอาสนะ อีกใบวางที่พื้นอยู่ติดกับตักลุงหวัง

               น้ำมนต์ทั้งสองขันถูกทำขึ้นด้วยมนต์พิธีที่ต่างกัน แต่กลับใช้วิธีพรมออกไปพร้อม ๆ กัน พร้อมกับคำขู่ว่า หากใครที่เป็นปอบหรือมีสิ่งไม่ดีอยู่ เมื่อโดนน้ำมนต์นี้จะทำให้เกิดความผิดติ ร้อนรนจนทนไม่ได้ และอาจถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ด้วยความแสลงของพุทธคุณที่มี

               อาจไม่มีใครสังเกต แต่ผมเห็นลุงหวังจงใจพรมน้ำมนต์ข้ามยายมวลไปไม่ให้สัมผัสโดน

               พวกเราแยกย้ายกับกลับมาที่บ้าน โดยที่มีลุงหวังกลับมาด้วย คืนนี้ลุงจะค้างที่นี่อีกหนึ่งคืนเพื่อรอดูผลจากน้ำมนต์ที่ได้ประพรมไป พร้อมกับแจกจ่ายให้คนในศาลากลับไปพรมหน้าบ้านของตัวเอง

               ผมถูกถามว่าจะกลับบ้านก่อนไหม การมาเที่ยวหาเพื่อนแล้วต้องเข้ามาเจอเรื่องพวกนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนักสำหรับคนเป็นผู้ใหญ่ แต่ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรและยืนยันที่จะอยู่ต่อ

               คืนนั้นเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่ในช่วงเวลาประมาณ 5 ทุ่ม บรรยากาศเริ่มสงัดผิดปกติ ลมเย็นอ่อน ๆ พัดผ่านหน้าต่างบ้าน ทำให้ขนลุกชูชัน เสียงแมลงยามค่ำคืนที่อยู่ดี ๆ ก็เงียบสนิทขาดหายไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อน เสียงหมาจรจัดผสมกับหมาบ้านเห่าขู่กันไปมาแต่ไม่ได้ร้องหอนโหยหวน

               ความแปลกที่เกิดขึ้นทำให้คนในบ้านไม่ยอมหลับ ยังคงนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นในตัวบ้าน ซึ่งมีประตูบานใหญ่มองออกไปยังรั้วบ้านได้ชัดเจน ไม่นานนักเสียงกริ่งไฟฟ้าที่ประตูรั้วก็ทำลายความเงียบจนทุกคนต้องสะดุ้งสุดตัวอย่างตกใจ

               พ่อเดินออกไปดูที่หน้าบ้านพร้อมกับที่เริ่มได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายของชาวบ้านประมาณสามสี่คน ผมเดินตามออกไปดูติด ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ

               ประตูรั้วบ้านถูกเปิดออก เผยให้เห็นชายวัยกลางคนนั่งอยู่กับพื้นในสภาพถอดเสื้อ มีกางเกงขาม้าตัวเดียวสวมใส่ปกปิดร่างกาย ใกล้กันนั้นมีชายรุ่นราวคราวเดียวกันยืนล้อมอยู่ พยายามส่งเสียงเรียกพูดคุย และล็อกแขนกับลำตัวของคนที่นั่งอยู่บนพื้นเอาไว้

               “หมอ ไอ้นี่มันผีเข้า ช่วยมันด้วย” คนหนึ่งในกลุ่มแจ้งข่าวให้ลุงหวังที่ยืนอยู่ถัดไปให้ทราบเรื่อง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจของผมคือ หรือว่าคนคนนี้จะเป็นปอบที่เราตามหา แต่ด้วยกลิ่นเหล้าที่คลุ้งไปทั่ว ทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าคนคนนี้กำลังถูกวิญญาณอื่นเข้ามาอาศัยร่าง หรือว่าเพียงแค่เมาจนขาดสติเท่านั้น

               ลุงหวังเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับเอื้อมมือไปจับที่ศีรษะของคนบนพื้น เขาสะบัดมืออย่างแรงมาตีเข้าที่ข้อมือของลุงหวังก่อนมันจะได้สัมผัสกับร่างกายของเขา ลุงหวังดึงมือกลับแล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง

               ในมือของลุงหวังมีใบไม้แห้ง ๆ ใบหนึ่งกำอยู่ ลุงเอามันไปแตะไว้ที่หน้าผากของคนตรงหน้า ทันทีที่ใบไม้สัมผัสก็เกิดลมกรระโชกวูบผ่านพวกเราไปจนเกือบเซ พ่อบอกให้แม่กับยายกลับเข้าไปในบ้านด้วยความเป็นห่วง หลังจากที่ลมหนาวนั้นผ่านไป คนตรงหน้าที่เคยนั่งอยู่บนพื้นอย่างเสียการทรงตัวกลับนั่งนิ่งหลังตรงอย่างน่าสงสัย

               ใครบางคนที่เราเชื่อว่าอาศัยอยู่ในร่างกายของชายคนนี้ เริ่มกวาดสายตาไปยังทุกคนรอบตัว แล้วจึงหัวเราะออกมาสุดเสียงอย่างน่าขนลุก

               “มึงจะทำอะไรกูได้”

               เพียงประโยคเดียวเล่นเอาพวกเราขนลุก ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม...ชัดแล้ว นี่ไม่ใช่เพื่อนบ้านที่เคยรู้จักอีกต่อไป แต่เป็นใครบางคนที่ทุกคนเชื่อว่านั่นคือ ปอบ

               มันชี้หน้าลุงหวัง พูดจาท้ายทายหยาบคายอย่างเสียมารยาท และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นคนตาลอยชัด ๆ ตาดำของคนตรงหน้าไม่ได้เหลือกลอยอย่างในหนัง แต่มันกลิ้งกลอกไปมาอย่างไม่มีความสัมพันธ์กันทั้งสองข้าง จนผมกลัวว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ไปแล้วสายตาของคนตรงหน้าจะยังปกติอยู่ไหม

               ลุงหวังพนมมือสวดบริกรรมคาถาอีกครั้ง และเหมือนมันจะได้ผล จากที่มันเอาแต่พูดจาว่าร้ายอย่างมั่นอกมั่นใจตอนนี้มันนิ่งเงียบ จ้องมายังลุงหวังตาขวาง บ้างก็เหลือบมามองหน้าผม ดวงตาคู่นั้นผมยังจำได้ดี มันน่ากลัวเกินกว่าจะจดจ้องมันได้โดยตรง

               ตาขาวที่เริ่มแดงระเรื่อคล้ายคนเป็นโรคตาแดง แต่มันแดงกว่านั้น...น่าแปลกที่มันไม่ได้กรีดร้องโหยหวนด้วยความทรมาน มันไม่ได้สบถด่าอย่างหยาบคาย แต่มันกำลังบริกรรมคาถาอยู่เช่นกัน

               ปอบในร่างชายขี้เมาตรงนั้นกำลังมีท่าทางแบบเดียวกับลุงหวัง มันนั่งชันเข่าข้างหนึ่งขณะจ้องกวาดสายตาไปมาทำปากขมุบขมิบส่งเสียงสูงต่ำสลับกันอย่างเป็นจังหวะ เมื่อฟังดี ๆ แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้มั่วหรือล้อเลียน การบริกรรมของมันเองก็ดูน่าเกรงขามมิใช่น้อย

เปรี้ยง!

               เสียงฟ้าผ่าดังมาจากที่ไกล ๆ แต่ก็ดังพอให้รู้สึกตกใจ ผมสะดุ้งเหมือนกับที่มันก็สะดุ้งจนหลุดจากสมาธิในการบริกรรม มีเพียงลุงหวังที่ยังคงหลับตานิ่งไม่เสียสมาธิ และในช่วงที่มันตกใจหันหลังกลับไปมองนั่นเอง ลุงหวังคว้าเอามีดหมอเก่า ๆ ในกระเป๋าสะพายข้างตัวไปจี้ไว้ตรงอกมัน

               เพียงปลายมีดสัมผัสกับร่างกายนั้น มันก็ร้องโวยวายอย่างเจ็บปวด ลงไปนอนดิ้นกับพื้นพลางใช้มือกุมตรงกลางอกที่ถูกสัมผัส ท่าทางของมันทุรนทุรายเหมือนสุนัขที่โดนน้ำร้อนสาด ผมคิดเอาเองว่าปลายแหลมของมีดคงจะทิ่มแทงเข้าไปจนเกิดเป็นบาดแผล แต่ก็เปล่า เพราะปลายมีดนั้นเป็นปลายตัด ไม่มีส่วนคมใด ๆ พอที่จะสร้างอันตรายได้

               เพื่อน ๆ ที่หามกึ่งลากชายคนนี้มายังบ้านของมีน พยายามช่วยกันเข้าไปกดให้เพื่อนตัวเองอยู่กับที่ ร่างผอมบางนั้นดิ้นพราดอย่างน่ากลัว จนคนที่ยืนดูเผลอถอยออกมาก้าวหนึ่ง ยกเว้นเพื่อนของเขา

               “หึ...หึ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”

               อยู่ดี ๆ ร่างที่นอนทุนรนทุรายอยู่บนพื้นก็สั่นเทิ้มพร้อมเสียงหัวเราะเย็นเยียบน่าขนลุก ร่างนั้นไม่ได้ลุกขึ้นมานั่ง แต่ยังนอนหัวเราะอย่างนั้นต่อไปพร้อมกับประโยคสุดท้ายที่เราได้ยินจากคนตรงหน้า

“จะทำอะไรกูได้ กูเอามึงตายแน่”

               ลุงหวังหยุดบริกรรม ยืนจ้องคนตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ จากนั้นหยิบเอาสร้อยคอที่ตัวเองห้อยอยู่ออกมาเส้นหนึ่งจากสามเส้น (ถ้าเห็นไม่ผิด) ในกรอบพลาสติกสีขาวขุ่นมีพระทรงสี่เหลี่ยมดูมีอายุพอสมควร ลุงหวังยกพระเครื่องในมือจรดเหนือศีรษะ ก่อนจะบอกให้เพื่อนของคนตรงหน้าจับเขาลุกขึ้นมานั่ง

               สร้อยถูกสวมลงบนคอของคนตรงหน้า จากเสียงหัวเราะกลายเป็นความเงียบแทบจะในทันที ท่าทางของคนตรงหน้าเริ่มไม่สู้ดีนัก เขาเริ่มตัวสั่นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาอาละวาดแทนที่จะนั่งหัวเราะอย่างเดิม

               เพื่อน ๆ ที่เข้าไปห้ามและช่วยกันล็อกแขนขาถูกสะบัดไปคนละทิศละทาง เล็บยาว ๆ ของชายหนุ่มขูดขดแขนคนที่เข้าใกล้จนเป็นรอยแดงเลือดซิบ ภาพที่น่าขนลุกอีกภาพหนึ่งคือแขนข้างที่ถูกเล็บยาวสกปรกของเพื่อนขูดเอาเลือดซึมออกมา ทันทีที่รอยแดงปรากฏชัด ใครบางคนในร่างของชายตรงหน้าก็กระโจนเข้าหาท่อนแขนนั้น แล้วออกแรงกัดลงที่แขนจนจมเขี้ยว

               “โอ๊ยยยย...!!!”

               เสียงร้องของเพื่อนคนนั้นดังจนพวกเราสะดุ้งอีกครั้ง ปากของคนตรงหน้ายังไม่ปล่อยจากท่อนแขนของเพื่อน ด้วยความตกใจเจ้าของท่อนแขนจึงเผลอชกเข้าที่หน้าของเพื่อนรักเต็มแรงจนร่างนั้นร่วงลงไปนั่งกองที่พื้น และแทบจะในทันทีที่ร่างนั้นกระแทกเข้ากับพื้นถนน มันก็หันหลังคลานไปอีกทางหนึ่ง ก่อนจะออกแรงยันตัวขึ้นพร้อมออกวิ่งสุดกำลังหายไปกับความมืด

               ตลอดทางที่มันวิ่งไป มันส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย หมาจรจัดตามข้างทางไม่ได้หอนรับอย่างที่คาดไว้แต่ พวกมันวิ่งหลบลงข้างทางหาที่ซ่อนตัวพร้อมกับขนหางที่ฟูขึ้นอย่างตื่นตระหนก พวกมันซ่อนตัวเงียบใต้รถบ้าง ใต้เงาไม้บ้าง ภาพตรงหน้าทำเอาพวกเราตัวแข็งจนไม่ทันได้คิดว่าต้องตามไป

               ลุงหวังบอกให้พวกเราวิ่งตามคนตรงหน้าที่ตอนนี้วิ่งเลี้ยวหายเข้าไปตรงซอยมืด ๆ ใกล้กับบ้านของมีน ทางนั้นมืดมากเพราะเป็นทางที่ชาวบ้านถางเอาเอง ไม่ใช่ถนนใหญ่เหมือนอย่างเส้นอื่น ๆ ตรงนั้นไม่มีไฟถนน แถมยังมีเงาไม้ของบ้านข้าง ๆ สูงจนบดบังแสงไฟจากบ้านเรือน

               “ทางนั้นมันเชื่อมไปทางไหนได้บ้าง ?” ลุงหวังถามคนอื่น ๆ ที่น่าจะรู้เส้นทางดีกว่าตน

เพื่อน ๆ ของคนที่เพิ่งวิ่งหนีหายไปบอกว่ามันจะไปเชื่อมกับด้านหลังของวัดที่เราเพิ่งไปมาเมื่อเช้าได้ทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งจะเป็นที่นากว้างของหมู่บ้าน ซึ่งทั้งสองทางนั้นมืดมากและช่วงนี้ถนนเส้นนั้นก็ไม่มีใครใช้เพราะมันเปียกโคลนจากน้ำฝนจนเป็นปลัก แต่ที่สำคัญที่สุดคือตลอดเส้นทางนั้นสามารถเดินออกนอกถนนที่ถางไว้ไปยังที่ต่าง ๆ ได้ทั้งหมด เมื่อดูจากสภาพของคนคนนั้นแล้วเขาก็คงจะไม่สนใจถนนหนทางนัก ดังนั้นทางที่ดีก็คงจะต้องแยกย้ายกันออกไปหา

               พวกเราตกลงกันว่า คนที่จะออกไปหานั้นมีพวกเพื่อน ๆ ของเขา พ่อ ลุงหวัง ผม และมีน โดยทุกคนจะแยกย้ายกันไปตามทิศทางต่าง ๆ ของหมู่บ้าน เราลองกดกริ่งและส่งเสียงตะโกนเรียกเพื่อนบ้านแล้ว แต่ก็ไม่มีใครก้าวเท้าออกมาต้อนรับเราเลยสักคน

               ผมได้จักรยานของบ้านมีนมาคันหนึ่งเพื่อใช้ในการเดินทางเพราะรถมอเตอร์ไซค์มีคันเดียว พ่อ ลุงหวัง ที่ไม่มีพาหนะจึงเดินดูตามซอยใกล้ ๆ ผมได้รับหน้าที่ให้ไปดูตรงซอยที่เลยวัดไปหน่อย ส่วนมีนที่ใช้มอเตอร์ไซค์ได้รับมอบหมายให้ไปไกลกว่านั้น

หากมีใครสักคนหนึ่งพบชายคนดังกล่าว ให้รีบโทรหาติดต่อกันทันที โดยลุงหวังกำชับว่าห้ามเข้าไปยุ่งกับคนตรงหน้าโดยลำพังเด็ดขาด

               ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมยังไม่ทันได้คิดทบทวนหรือรู้สึกกลัวกับสิ่งที่ต้องทำ ก็ต้องออกมาตามทางมืดแล้ว  ผมค่อย ๆ ปั่นจักรยานคันเก่าของบ้านมีนไปตามถนนมืด ๆ ของหมู่บ้านอย่างช้า ๆ ไม่ใช่เพราะว่าจะสอดส่องมองตามข้างทางให้ดี แต่เป็นเพราะความเงียบสงัดของค่ำคืนนั้นแปลกจนเรียกได้ว่า ‘ผิดปกติ’

               หากใครเคยใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในชนบทมาก่อน จะรู้ดีว่าไม่มีคืนไหนที่เงียบสนิท แม้ไม่มีเสียงดังรบกวนจากยวดยานพาหนะหรือเสียงโทรทัศน์ แวดล้อมรอบตัวก็จะมีเสียงหรีดหริ่งเรไรดังอยู่ไกล ๆ เสียงลมพัดอ่อน ๆ ผ่านช่องแคบระหว่างใบของต้นไม้จะให้เสียงที่แตกต่างกันไป ไหนจะนกกลางคืนอีกหลายชนิดยังช่วยบรรเลง

               การที่ทุกอย่างเงียบเสียจนได้ยินเสียงหายใจของตัวเองอย่างนี้ ถ้าเป็นคนโบราณก็คงจะบอกว่ามันไม่ปกติ บางครั้งมันหมายถึงการก่อตัวของพายุใหญ่ และในบางครั้งมันหมายถึงความวิปริตผิดแผกของสิ่งที่เกินจะอธิบายได้ด้วยตาเปล่า ผมเคยได้ยินจากคุณตาเมื่อตอนยังเด็กว่า คืนไหนที่ฟ้ามืดไร้แสงดาว ลมสงัดจนเสียงลมหายใจของเราดังกว่าเสียงรอบข้าง อย่าออกมาข้างนอก ให้เก็บตัวเองไว้ในบ้านเสียให้มิด

               เสียงโซ่เหล็กที่เสียดสีกับเพลาจักรยานส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เสียงหอบหายใจของตัวเองก็เริ่มดังขึ้นจนรู้สึกได้ แกร๊ก! เสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้น โซ่จักรยานมันตกร่อง ทำให้ร่วงลงมากองอยู่ที่เพลา ไม่สามารถจะขี่ต่อไปได้

               ผมจอดรถขยับเข้ามาข้างทาง พยายามก้มหน้าก้มตาใส่โซ่จนมือเปื้อนคราบน้ำมัน แต่มันก็ยากเหลือเกินเพราะสนิมที่เขรอะไปทั่ว อีกทั้งเมื่อมองไปยังแวดล้อมรอบ ๆ ตัว การที่ผมจะมานั่งอยู่ท่ามกลางความมืดในเวลาเช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ารื่นรมย์นัก

               ผมตัดสินใจหันหลังกลับไปทางเดิมแล้วเริ่มออกเดินแทนที่จะปั่นจักรยาน เสียงล้อจักรยานหมุนไปตามระยะทางที่เข็นทำให้ขนลุกไม่น้อย แต่เสียงที่หลอกหลอนผมได้มากที่สุดนั้นคือเสียงฝีเท้าของตัวเอง

               เสียงรองเท้าแตะหูคีบที่ผมใส่จนติดเป็นนิสัย ผสมกับนิสัยเดินลากเท้าที่แม่ชอบบ่นผมบ่อย ๆ ทำให้เกิดเสียงดังทุกก้าวที่เดิน

               ผมเดินไปเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วประมาณหนึ่ง คืนนี้ฟ้าไร้ดาว ไม่มีแสงจันทร์ ไม่มีแม้เมฆที่จะมาบดบังทัศนียภาพ มีเพียงผืนฝ้าสีดำสนิทคล้ายผ้ากำมะหยี่ชั้นเลิศผืนหนึ่งขึงตึงไปทั่วบริเวณ

ตึก...

               ผมได้ยินเสียงฝีเท้าหนึ่งซ้อนกลับมาหลังจากที่ผมก้าว แต่ก็ยังไม่แน่ใจ มันอาจเป็นเสียงฝีเท้าของผมเอง ไม่ก็สิ่งของที่ตกลงกระทบพื้นก็เป็นได้

ตึก...

               เสียงนั้นดังขึ้นอีก ผมจึงหยุดเดินเพื่อฟังมันให้ชัดเจน

ตึก...

               ชัดแล้ว ผมไม่ได้หูฝาดและไม่ได้คิดไปเอง ในเวลานี้ผมคิดได้สองอย่าง ถ้าไม่ใช่โจรก็ต้องเป็นผีอย่างแน่นอน ในขณะที่ผมกำลังสับสนและลังเล ผมก็รู้สึกถึงความเย็นที่เข้ามาสัมผัสต้นคอแล้วไล่ลงไปตามแขนขา จากนั้นวนกลับมาปกคลุมทั่วศีรษะ ทุกรูขุมขนรับรู้ ทุกเส้นขนลุกตั้งชูชัน ผมรู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างกะทันหัน

               ‘ผมรู้จักความรู้สึกนี้’

               ผมบอกกับตัวเองพร้อมกับความทรงจำในอดีตที่ย้อนกลับมา มันคือความรู้สึกเดียวกันกับครั้งที่ผมได้เข้าไปยุ่งเรื่องราวของรุ่นพี่ที่สระแก้ว (เรื่องเล่าในกระทู้ก่อนหน้า) ความรู้สึกของวิญญาณที่เป็นมากกว่าสัมภเวสี

               ผมคงจะเจอกับมันเข้าแล้วจัง ๆ ชายคนที่เพิ่งวิ่งหนีพวกผมไปเมื่อสักครู่ ไม่ก็อาจจะเป็นใครบางคนที่เข้ามาอาศัยร่างของชายคนนั้น ตอนนี้มันอยู่ใกล้ ๆ ผม ผมมั่นใจอย่างนั้น ผมกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง กำมือข้างที่สวมแหวนติดตัวไว้แน่น แล้วหันกลับไปด้วยความรวดเร็วพร้อมบอกกับตัวเอง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น