อัปเดตล่าสุด 2019-09-17 09:10:18

ตอนที่ 9 เรื่องผีๆ สางๆ (3)

               ‘เป็นไงเป็นกันวะ’

               ภาพที่ปรากฏสู่สายตาของผมไม่ใช่เงาร่างของชายวัยกลางคน ไม่ใช่ผีร้ายอย่างที่คาดไว้ แต่ที่ตรงนั้นห่างจากผมไปประมาณ 2 0เมตร ท่ามกลางความมืดของถนนและแสงสลัวจากบ้านที่อยู่ห่างออกไป ตรงนั้นมีร่างของหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่

               “ยายมวล”

               ผมหลุดปากเรียกชื่อยายมวลออกไปอย่างลืมตัว หรือว่ายายมวลจะเป็นปอบอย่างที่เขาว่าจริง ๆ พอคิดได้อย่างนั้นภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงกลางวันก็ผุดขึ้นมาในหัว ยายมวลไม่ปกติ...ผมรู้ แต่ผมไม่รู้ว่ายายมวลเป็นอะไร ในใจลึก ๆ ผมบอกกับตัวเองว่ายายมวลอันตราย แต่ก็ไม่แน่ใจเท่าใดนัก

               ในเวลานี้ผิวพรรณของยายมวลกลับเปล่งปลั่งมากกว่าตอนกลางวัน รอยเหี่ยวย่นที่เห็นเหมือนลดน้อยลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เหมือนอายุของยายมวลลดลงไปราว 5 - 6 ปี แม้จะชรามากแล้วแต่ก็สามารถพูดได้ว่า ยายมวลดูสวยมากกว่าช่วงกลางวัน

“ยาย...เป็นปอบหรือครับ ?”

               แม้ว่าภาพตรงหน้าจะให้คำตอบ แต่ผมกลับรู้สึกว่าสามารถพูดคุยดี ๆ กับคนตรงหน้านี้ได้

“ใช่ ฉันเป็นปอบ”

               ประโยคนั้นทำเอาผมขนลุกซู่ ขาอ่อนจนเกือบทรุดลงไปกับพื้น ผมกำลังจะถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นใช่ฝีมือยายมวลหรือไม่ แต่ก็เป็นยายมวลที่พูดแทรกขึ้นมาก่อนด้วยตัวเอง

“ไม่ใช่ฉัน”

               ยายมวลรู้ว่าผมจะถามอะไร ผมถอยห่างออกจากยายมวลอีกนิดหนึ่งและพร้อมจะวิ่งในทุกชั่วขณะที่หายใจ หญิงชราตรงหน้าค่อย ๆ ย่อเข่าลงนั่งกับพื้นอย่างเรียบร้อยมีมารยาท เหมือนจะบอกว่าต้องการคุยเสียมากกว่า

               ผมตัดสินใจคุยกับยายมวล แต่ก็พยายามกดโทรหามีนไปด้วย แม้ว่ามันจะโทรไม่ติดเลยก็ตาม ไม่ต้องรอให้ผมถามอะไร ยายมวลก็เริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ผมฟัง

               ยายมวลเป็นปอบ นั่นคือเรื่องจริง แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ยายมวลเลือกด้วยตัวเอง ยายมวลไม่เคยออกไปทำร้ายใครอย่างที่คนกล่าวหา ยายมวลเพียงแค่ชอบใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร และนั่นก็เป็นเหตุให้ยายมวลกลายเป็นเป้าหมายของเรื่องนี้ ยายมวลไม่มีสามี ไม่มีญาติที่ไหนอีก เรียกได้ว่ายายมวลเหลือตัวคนเดียวแล้วจริง ๆ หากตายไปก็คงไม่มีใครสนใจมากนัก

               และนั่นคือความประสงค์ของยายมวล ยายมวลเกิดมาในครอบครัวที่มีการ ‘เลี้ยงผี’ ที่เราเรียกกันว่าปอบ วิญญาณชนิดนี้คนไทยจะรู้จักกันในชื่อของ ‘ปอบเชื้อ’ หมายถึงการส่งต่อปอบจากรุ่นสู่รุ่นผ่านทางสายเลือด ไม่ต้องใช้หุ่นหรือเครื่องรางใด ๆ เป็นตัวแทน แต่ใช้ร่างกายของตนนั่นแหละเป็นภาชนะ

               วิญญาณรูปแบบนี้มีฤทธิ์มาก ส่วนมากจะนำมาใช้หากินในเรื่องของการทำคุณไสยและการทำนายทายทัก เมื่อมีลูกจะต้องส่งต่อเพื่อให้คงอยู่ต่อไปและรับทำหน้าที่นั้น ๆ ต่อ ส่วนตัวเองเมื่อตายก็จะเข้าไปรวมอยู่กับปอบต้นตระกูล ส่งผ่านกันไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ เพียงเพราะหลงใหลในฤทธิ์และการกราบไหว้บูชา

               ยายมวลไม่ได้เลือก แต่ก็ต้องรับมาด้วยความเชื่อและประเพณีของที่บ้าน แต่ส่วนตัวของยายมวลเองนั้นศรัทธาในศาสนาและเห็นว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่ทางที่ควรเดิน ยายมวลจึงเลือกจบมันลงที่รุ่นของตัวเอง ยายมวลไม่มีลูกให้สืบทอด ยายมวลจะไม่ดึงใครเข้ามาอีก แต่ก็ต้องแลกกับความลำบากในการใช้ชีวิตลำพังในยามแก่เฒ่า บวกกับความไม่พอใจของต้นตระกูล

               นานแล้วที่ยายมวลเป็นปอบ บางครั้งยายมวลต้องหาของสดมากินบ้างด้วยความอยากของจิตดวงอื่นในร่าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ายายมวลจะชื่นชอบมัน ยายมวลอยากอาเจียนทุกครั้งที่ต้องกินมันเข้าไป วิญญาณไม่ได้ลิ้มรสด้วยสัมผัส แต่เป็นความเคยชินของจิตว่าต้องกิน และที่จริงแล้วสิ่งที่พวกมันอยากได้ไม่ใช่เลือดเนื้อ แต่เป็นพลังงานชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในของสดเท่านั้น

               เวลาผ่านไป เมื่อสองสามเดือนก่อนยายมวลบอกว่าได้รับการเยี่ยมเยียนจากปอบอีกตนหนึ่ง ที่เป็นคนสร้างเรื่องเลวร้ายทั้งหมด มันมาจากที่อื่น เป็นปอบจรโดยแท้ มันมาข่มขู่ยายมวลเหมือนกับพวกแย่งที่อยู่ที่อาศัย มาถึงตรงนี้ก็คงพอรู้สึกได้แล้วว่าวิญญาณร้ายพวกนี้มีเพียงสัญชาตญาณดิบเท่านั้น ไม่ได้มีสติปัญญาเลยสักนิด ห่วงแต่เรื่องกินและความเป็นอยู่เท่านั้น

               “ปล่อยฉันไว้อย่างนี้เถอะ ไม่นานก็จะถึงเวลาของฉันแล้ว”

               ยายมวลพูดไว้เพียงเท่านั้นก็ลุกขึ้นหันหลังกลับแล้วเดินไปในความมืด ยายมวลไม่ได้ต้องการอะไรจากผมนอกจากการแสดงตัว และบอกถึงที่มาที่แท้จริงของตน

               ผมเดินกลับไปที่บ้านของมีนในทันทีที่ยายมวลลับสายตาไป จากความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความสงสาร เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินต่อไปอย่างไรได้ ยายมวลเลือกที่จะหยุดวงจรอุบาทว์นี้ไว้ที่ตัวเอง ยายมวลเลือกที่จะไม่สร้างกรรมกับใครอีก ผมก็ได้แต่อนุโมทนาและอวยพรให้ยายมวลพ้นจากวิบากนี้เสียที

 

               ที่บ้านของมีน ทุกคนกลับมาแล้ว ยกเว้นเพื่อน ๆ ของคนที่วิ่งหายไป ไม่มีใครหาชายคนนั้นเจอ เรานั่งรอกันอยู่ที่หน้าบ้านตามเดิมเผื่อว่าจะมีข่าวคราวอะไรเพิ่มเติม จะให้หลับตาลงในเวลานี้ก็คงจะทำไม่ได้เสียแล้ว

               “เธอมาหาแล้วใช่ไหม ฉันได้กลิ่นติดตัวเธอมา”

               ลุงหวังเดินมาพูดกับผมเบา ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้น ผมพยักหน้าให้นิด ๆ เป็นการตอบรับ แต่เรารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะพูดถึงเรื่องนี้

               ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง กลุ่มของคนที่เพิ่งหายไปก็กลับมาพร้อมกับร่างไร้สติของชายคนนั้น เพื่อนคนหนึ่งเอาเขาขึ้นหลังแบกเข้ามาในตัวบ้าน

               ชายคนที่เราตามหาอยู่เป็นชั่วโมงตอนนี้ตาลอยเห็นแต่ตาขาวนอนอยู่กับพื้น มือเท้าจิกเกร็ง ในลำคอส่งเสียงอืออาฟังไม่ได้ศัพท์แต่ทำให้รู้ว่าเขายังหายใจ ตามเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนดินสกปรก เนื้อตัวมีรอยแผลถลอกเป็นบางจุด ลุงหวังเอาน้ำในขันเล็ก ๆ กรอกปาก โดยมาบอกทีหลังว่าเป็นน้ำมนต์

               เพียงไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ค่อย ๆ ได้สติ พร้อมกับความมึนงงอย่างถึงที่สุดเหมือนคนเมาเหล้าอย่างหนักหน่วง พวกเราพยายามเรียกและถามแต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา เขาดูอ่อนแรงจนน่าเป็นห่วง คนอื่น ๆ บอกให้พาเขาไปที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการ โดยอ้างไปว่ารถล้มหรือเมาก็ได้น่าจะดีที่สุด

               เพื่อน ๆ ช่วยกันพยุงเขาขึ้น ลุงหวังเดินไปถอดสร้อยออกจากคอของเขากลับคืนมา เพียงเท่านั้นเขาก็อาเจียนออกมาในปริมาณมาก แต่ที่น่าตกใจคือสิ่งที่ออกมาจากกระเพาะของเขาไม่ใช่เศษอาหาร แต่เป็นน้ำเหนียว ๆ ใส ๆ ปนเหลืองเขียว ซึ่งมันส่งกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรงจนผมเกือบจะอาเจียนตาม

               พ่อรีบเปิดน้ำฉีดไล่สิ่งสกปรกนั้นออกไปให้เร็วที่สุด พวกเรากลับเข้ามาในบ้านหลังจากคนทั้งหมดตรงไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว ลุงหวังสั่งให้ปิดบ้านให้สนิท และยังให้เอาพุทธรูปในห้องพระที่บ้านมาตั้งวางไว้บนโต๊ะที่สูงประมาณเอว โดยหันหน้าพระออกไปที่ประตูหน้าบ้าน

               หน้าต่างทุกบานต้องปิดสนิท สายสิญจน์ถูกโยงอย่างลวก ๆ ไปทั่วบริเวณ พร้อมกับยันต์เก่า ๆ ที่แปะเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ของตัวบ้าน

               “เธอจะช่วยฉันได้หรือยัง ?”

               ลุงหวังหันมาพูดกับผม แม้ผมจะเข้าใจและรู้เรื่องทุกอย่างที่ลุงทำ แต่ผมยังไม่แสดงอะไรออกมาเพราะกลัวเรื่องของพ่อแม่มีน พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน แต่แล้วลุงหวังก็ตัดปัญหานี้ทิ้งโดยการเดินไปเปิดประเด็นกับพ่อและแม่

               มีนเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง สายตาที่มองมายังผมแปลกไปจากเดิม ผมรู้สึกได้ แต่ก็ช่างมันเถอะ ผมคงชินเสียแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่านั่นคือความประหลาดใจหรืออะไรกันแน่

               บรรยากาศในบ้านเงียบสงัด พวกเราไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เพียงรอให้รุ่งเช้ามาถึงตามคำพูดของลุงหวัง ผมรู้ทันแกว่าพระที่แกคล้องให้ น้ำมนต์ที่ให้กินนั้น ไม่ได้มีไว้ช่วยชายคนนั้นเลย แต่มีไว้เพื่อทำร้ายปอบตัวนั้นที่เข้ามาอาศัยร่าง

               ช่วงประมาณตี 4 กว่า เริ่มมีเสียงลมโหยหวนอยู่ในอากาศ ใบไม้วูบไหวเมื่อมองผ่านหน้าต่าง เสียงของมันเริ่มทำให้เรากลัว

ตึก...

               เสียงเหมือนมีบางอย่างกระทบพื้น

ตึก... ตึก...

               เสียงนั้นดังรอบ ๆ บ้าน เหมือนคนเดินไปตามทางดินที่มีก้อนกรวดก้อนหิน เสียงฝีเท้านั้นดังฟังชัด น้ำหนักของเสียงเรียกได้ว่าเหมือนการกระทืบเท้ามากกว่าเดิน

อือ...

               เสียงครางในลำคอดังขึ้น ผสมกับเสียงฝีเท้า ไม่ว่าข้างนอกนั้นจะเป็นใคร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ปกติเสียแล้ว เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานนักก็มีเสียงใหม่เกิดขึ้น

ก๊อก...

               เสียงหน้าต่างแต่ละบานประตูถูกเคาะสลับกันไปมามั่วไปหมด ซ้ายที ขวาที หลังคาบ้าง หลังบ้านบ้าง แสงไฟนีออนจากตัวบ้านส่องผ่านหน้าต่างออกไปเห็นเป็นเงาวูบไหวข้างนอกแต่ไม่ชัดเจนนัก และไม่มีแบบแผนในการเคลื่อนที่

“ตุ๊”

               เสียงเรียกของชายมีอายุคนหนึ่งดังขึ้นมาจากนอกบ้าน เสียงนั้นเรียกชื่อเล่นของพ่อมีน

“ตุ๊...ลูก”

               เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง พวกเราได้ยินกันหมด พ่อของมีนก็ได้ยินพร้อมกับความตื่นตระหนกที่เห็นได้ชัด ‘

“ปู่” พ่อบอกกับพวกเราว่านั่นคือเสียงของปู่ หรือก็คือทวดของมีนนั่นเอง

“ตุ๊ช่วยปู่ด้วย มันจับปู่มา”

               เสียงนั้นขอความช่วยเหลือ จนพ่อเกิดอาการลนลานและคิดว่ามันอาจเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ลุงหวังก็ห้ามไว้แล้วบอกว่ามันโกหก

“ลองถามมันสิว่าปู่ตายยังไง มีเมียชื่ออะไร”

               พ่ออึกอักแต่ก็กลั้นใจตะโกนถามออกไป

“ปู่เป็นอะไรตายครับ ?”

เสียงนั้นเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา

“ตุ๊...ปู่เอง”

               ทีนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ เมื่อแน่ใจอย่างนั้นก็ไม่มีใครตอบกลับมันไปอีก เสียงฟ้าร้องเริ่มก่อตัวเพิ่มความน่ากลัวขึ้นไปอีกระดับ ตอนนี้คงมีแค่พ่อที่เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความโกรธที่เอาปู่ของพ่อมาล้อเล่นอย่างนี้

               เสียงเดินยังคงดังไปทั่วบริเวณ ค่อย ๆ ถี่ขึ้น...ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ มันถี่จนเหมือนกับคนวิ่งวนอยู่รอบบ้านพร้อมกับทุบข้าวของข้างนอกไปด้วย เสียงถ้วยชามตกลงบนพื้นเสียงดัง ฝนที่อยู่ดี ๆ ก็ตกลงมาอย่างหนัก เสียงลมกรรโชกด้านนอกแม้จะดังแค่ไหนก็ไม่สามารถกลบเสียงฝีเท้านั้นได้เลย

เปรี้ยง!

               เสียงฟ้าร้องหรือฟ้าผ่าไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ เสียงนั้นพาเอาแสงสว่างของพวกเราไปด้วย ไฟในบ้านดับพรึบพร้อมกับเสียงคัตเอ้าท์ที่ดังลั่นมาจากชั้นบนของบ้าน พวกเราขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ในเวลานี้ผมพยายามรวบรวมสติไว้ให้ได้มากที่สุด พร้อมกับพยายามติดต่อกับ ‘ท่าน’ เพื่อขอความช่วยเหลือ

               ‘เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเธอ’ กระแสเสียงนั้นตอบกลับมาแทนการปฏิเสธ

               เมื่อได้ยินอย่างนั้น ผมก็คงต้องพึ่งตัวเองแล้ว และคงไม่สามารถจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายอะไรได้มากมายนัก นอกจากการเป็นผู้ชมและพยานในเหตุการณ์เท่านั้น

               ลุงหวังเอาเทียนน้ำมนต์ขึ้นมาจุดให้แสงสว่าง แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือของผมกับมีนพอช่วยให้มันสว่างได้บ้าง แต่ในเวลานี้แสงสว่างอาจให้โทษมากกว่าก็เป็นได้ หากแสงสว่างน้ำทำให้เราได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าจะเป็นอย่างไร ?

               เสียงครางในลำคอดังขึ้นเรื่อย ๆ จนมันดังเข้ามาใกล้...ใกล้มาก ใกล้จนเรารู้สึกว่ามันอยู่ห่างจากเราไม่กี่เมตร เมื่อรู้ตัวอีกทีพวกเราก็แทบสลบเพราะความตกใจ ที่จริงแล้วคำว่า ‘พวกเรา’ อาจมีแค่ ผม ลุงหวัง และพ่อ ในตอนนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นพ่อ และทำไมมันถึงเลือกใช้ปู่ของพ่อเช่นกัน

               ร่างผอมแห้งแต่พุงโตอย่างผิดปกติ นั่งยอง ๆ อยู่ในความมืด ผิวหนังของมันมีสีหม่นแต่ไม่ถึงกับดำ ใบหน้าคล้ายมนุษย์แต่ไม่สมประกอบ ดวงตาของมันระเรื่อสีแดง เล็บดำสกปรก ศีรษะโล้น มันจ้องมาที่พวกเราอย่างเดาใจไม่ถูก

               ส่วนบนของมันไม่ได้ใส่เสื้อ เป็นร่างเปลือยมีร่องรอยตามตัวที่มองเห็นไม่ชัด และไม่คิดจะมอง กางเกงที่มันใส่นั้นเหมือนเป็นเศษผ้าขาด ๆ เสียมากกว่า แปลกที่สีของผ้านั้นคุ้นตา แต่ผมยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น

               มันมองลุงหวังอย่างอาฆาต และแน่นอนว่าผมด้วยเช่นกัน ไม่รู้เมื่อไหร่ที่มันหายไป แล้วมันก็คอยผลุบโผล่อยู่รอบ ๆ เรา เหมือนมันพยายามจะเข้ามาหาแต่ก็ทำไม่ได้ คำถามในใจของผมคือมันเข้ามาในบ้านได้อย่างไร ?

               “มึงมาจากไหน มาทำไม ?” ลุงหวังตะโกนถาม

               “มึงจะทำอะไรกูได้” ประโยคเดิมที่เคยได้ยินก่อนหน้านี้

               “มึงมาที่นี่ทำไม ?” เมื่อทุกคนเชื่อว่ามันเป็นปอบจร จึงอยากรู้จุดประสงค์ที่มันมา

               “กูจะเอามึงให้ตาย พวกมึงทุกคน”

(ตอนนี้...ขณะที่ผมเขียนอยู่ ก็มีเสียงดังลั่นกุกกักอยู่เช่นกัน)

               “ใครเป็นนายมึง ?” ลุงหวังเสียงแข็งสู้กับการตะคอกของมัน

               “กูจะเอามึง” มันโผล่มาปรากฏตัวตรงหน้าพวกเราอีกครั้ง คราวนี้มันพยายามแลบลิ้นยาวปลิ้นตาหลอกพวกเราอย่างน่าเกลียดน่ากลัว

               ลุงหวังไม่ฟังคำของมัน ควักเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ พอได้เห็นผมก็จำได้ทันที ลุงหวังเอากระดาษทิชชู่ไปซับเลือดที่แผลของชายคนนั้นหลายชิ้น ผมนึกว่าแกแค่ช่วยปฐมพยาบาลแล้วทิ้งไป แต่แกกลับเก็บมันไว้

               ขันน้ำมนต์ไม่ได้ถูกใช้ทำน้ำมนต์ ลุงหวังโยนกระดาษพวกนั้นลงไปในขันทรงสูง ปากก็เริ่มบริกรรมเป็นภาษาที่ผมไม่รู้จัก สลับกับภาษาไทยที่ผมพอจำได้คร่าว ๆ

“มาทางไหนไปทางนั้น...เตโชธาตุละลายจิต...เผามันให้มลายสูญ”

               ผมฟังจับได้แค่บางคำ เพราะสติของผมยังจดจ้องกับวิญญาณตรงหน้า ลุงหวังหยิบเอาสมุนไพรใบไม้แห้ง ๆ ออกมาจากซองซิปพลาสติกเก่า ๆ เทลงไปในขันนั้น และสุดท้ายตามด้วยการบูร ผมจำกลิ่นมันได้ ไม้ขีดก้านหนึ่งถูกจุดและโยนลงไปในนั้น แต่มันก็ดับตั้งแต่ยังไม่ถึงก้นขัน

               ลุงหวังบริกรรมคาถาไม่หยุด ในมือหยิบไม้ขีดมาจุดอันต่ออันไม่ให้ขาดตอนจนกว่าจะมีสักอันหนึ่งที่จะติดขึ้นมา ลุงหวังหันมามองผมเหมือนจะบอกให้ช่วย ผมไม่รู้จะทำอย่างไรจึงทำแค่แตะตัวลุงหวังแล้วหลับตา ภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครูบาอาจารย์

               “หากเรายังไม่ถึงฆาต ขอท่านทั้งหลายโปรดช่วยลูกด้วย”

               แสงไฟสว่างวาบขึ้นมาจากในขัน ของข้างในส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะเมื่อสัมผัสถูกเปลวไฟจากก้านไม้ขีด ลุงหวังต้องว่าคาถาบริกรรมต่อไป โดยที่วิญญาณตรงหน้าเริ่มแสดงอาการทรมานออกมาให้เห็น

               มันยังนั่งยองอยู่อย่างนั้น กอดขาตัวเองแน่น ใบหน้าส่ายไปมา ตัวโยกไหวเอน แลบลิ้นยาวลงมาประมาณฝ่ามือหนึ่ง เสียงครวญครางอืออึงในลำคอยังดังอยู่ คนอื่น ๆ ในบ้านไม่ได้เห็นอย่างพวกเรา แต่ได้กลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งไปทั่วบริเวณ

               “กูจะเอาพวกมึง พวกมึงทำกู”

               ไม่มีอีกแล้วเหตุผล มันไม่คิดเลยว่ามันทำอะไรไว้ มันแค่แค้นและคงไม่ยอมง่าย ๆ ลุงหวังเร่งเสียงขึ้นไปอีกเพื่อข่มจิตตรงหน้าให้อ่อนกำลังลง และจบเรื่องราวทั้งหมดด้วยการให้เทียนน้ำมนต์ในมือทิ่มลงไปกลางขันจนดับสนิท พร้อมกับร่างตรงหน้าที่ร้องโวยวายอย่างทรมานแล้วหายไปจากสายตาของพวกเรา

               ลุงหวังนั่งหอบตัวโยนด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้กับวิญญาณตรงหน้า ท่ามกลางความมืดนั้นมีคนคนหนึ่งเกิดอาการผิดปกติ...พ่อของมีนนั่นเอง

               พ่อของมีนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีก เพราะรู้สึกเวียนหัวและคลื่นไส้เป็นอย่างมาก ไม่ทันขาดคำเขาก็อาเจียนออกมากลางวง แล้วล้มลงหมดสติไปพร้อมกับเสียงฝนที่เงียบลง

               ผมกับมีนขึ้นไปดูคัตเอ้าท์ไฟที่อยู่ข้างบนบ้านเป็นเพื่อนกัน เมื่อปีนดูและพร้อมจะหยิบเปลี่ยนฟิวส์ที่คาดว่าน่าจะขาด...แต่เปล่า มันไม่มีแม้แต่รอยไหม้สักนิดเดียว ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดี เพียงแค่คันโยกมันถูกสับลงมาเท่านั้น เมื่อดันมันกลับเข้าไปที่เดิม ไฟก็กลับมาติดตามปกติ

               แม่และยายออกไปสำรวจนอกบ้านตามเสียงจานชามที่ตกแตกตอนเกิดเหตุการณ์ พบว่าไม่มีจานร่วงเลยสักใบ ทุกอย่างอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีความเสียหายใด ๆ

               พ่อของมีนยังคงไม่ได้สติ แม่ของมีนจึงเอาผ้าชุบน้ำอุ่น ๆ มาประคบเช็ดใบหน้าด้วยความเป็นกังวล

               “ทำไมตุ๊ถึงเป็นอย่างนี้คะ ?” แม่ถามลุงหวังด้วยความกลัว

               “รอพระอาทิตย์ขึ้นก่อน เราจะได้รู้กัน” ลุงหวังตอบเพียงสั้น ๆ คงเพราะตัวแกเองก็ดูเหนื่อยไม่ใช่น้อย

               ระหว่างรอให้รุ่งเช้ามาถึง ผมไปนั่งคุยกับลุงหวังเพราะรับรู้ถึงการกระทำของลุงที่เพิ่งผ่านไป แม้จะเป็นคนละวิธีที่ผมเคยเห็น แต่พิธีนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำสักเท่าไหร่นัก

               ‘การส่งกลับ’ คือวิธีหนึ่งที่หมอคุณไสยทั่วไปต้องทำเป็น การลองวิชาเกิดขึ้นได้ง่าย การแก้ไข้แก้ของผู้แก้ต้องส่งของคืนเป็น ไม่เช่นนั้นจะเข้าตัว แต่ในทางกลับกัน การส่งกลับนั้นไม่ต่างอะไรจากการทำร้ายผู้ที่ส่งมาทำร้ายด้วยเช่นกัน ผมไม่เคยทำอย่างนั้นเพราะบอกตรง ๆ ว่ากลัว กลัวที่จะต้องแบกรับความผิดว่าเราทำร้ายใคร

               ลุงหวังแม้จะเป็นสายขาว แต่ก็เลือกวิธีนี้เพราะชั่งใจแล้วว่าเป็นทางเดียว นายของปอบนั้นคงไม่รู้ผิดชอบชั่วดีอะไรมากมายนัก พอมาถึงตรงนี้ คำว่า ‘นาย’ มันสะกิดใจผม ปกติแล้วปอบจรไม่มีนาย ทำไมลุงหวังถึงพูดคำว่า ‘นาย’ ออกมา

               “ใช่ มันไม่ใช่ปอบจร”

               เพียงเท่านั้นผมก็ถึงบางอ้อว่าสิ่งที่เรากำลังพบเจอคืออะไร และโชคดีที่เรารอดมาได้ อีกทั้งผมก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมลุงหวังตัดสินใจเช่นนั้น

               ผมขอตัวไปอาบน้ำเพราะรู้สึกจิตใจไม่สงบ ตอนออกจากห้องน้ำได้ยินเสียงพ่อรับโทรศัพท์หลังจากที่ตื่นขึ้นมาได้สติสักพักหนึ่ง ตอนนั้นฟ้าสางแล้ว ดูนาฬิกาพบว่าเป็นเวลาประมาณ 6 โมงเช้า

               พวกเราออกจากตัวบ้าน มุ่งตรงไปยังวัดตามที่ได้รับโทรศัพท์จากมักคทายกวัดบอกว่าให้รีบมา เช้านี้ท้องฟ้าสีเหลืองทองสวยงามเหมือนอย่างเคย แต่ผมกลับไม่รู้สึกสดชื่นเลยแม้แต่น้อย

               เมื่อมาถึงวัดก็มีกลุ่มคนราวสิบกว่าคนกำลังมุงอะไรบางอยู่ใกล้ ๆ กับกุฏิหลังเล็ก ๆ ถัดไปทางด้านหลังวัด มักคทายกเมื่อเห็นพวกเราก็รีบเดินมาตามให้ไปทางนั้น

               ชาวบ้านหลีกทางให้ลุงหวังเดินเข้าไป ผมเดินเข้าไปดูด้วยเพราะความสงสัย แม่ที่เห็นภาพนั้นเข่าอ่อนน้ำตาไหลก่อนจะเดินออกไปนั่งข้างนอกทันทีพร้อมกับยายและมีน

               ภาพที่พวกเรากำลังมองอยู่คือพระหนุ่มในชุดผ้าเหลืององค์หนึ่ง นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นหน้ากุฏิในท่าทางตาลอยแลบลิ้นยาวผิดปกติ น้ำลายยืดย้อยลงมาเปรอะเปื้อนใบหน้าไปหมด

               เนื้อตัวของพระรูปนั้นเหลือเพียงสบงผืนเดียว ท่อนบนไม่ได้ใส่ ตามตัวมีรอยสักเป็นอักขระยันต์เต็มไปหมด ภาพของคนตรงหน้าสะท้อนภาพ ‘มัน’ เข้ามาในความทรงจำ เศษผ้าเหลืองที่ติดตามตัวมันเมื่อคืน ผมไม่อยากจะเชื่อ แต่ภาพตรงหน้าก็ตอกหน้าผมได้อย่างชัดเจน

               คนตรงหน้าอยู่ในสภาพเสียสติ เราเชื่ออย่างนั้น ลุงหวังบอกว่าไม่กี่วันเขาจะกลับมาปกติ แต่คงไม่ได้มีฤทธิ์อะไรมากมายเท่าเดิมอีกแล้ว

               ‘ปอบวิชา’ ปลายทางของผู้ใช้วิชาอย่างผิดวิธีส่วนมากเป็นเดรัจฉานวิชา ทำมาหากิน หาประโยชน์ ทำร้ายคน ละเมิดกฎข้อห้ามของผู้ถือครองวิชามากมาย สุดท้ายก็เข้าตัว ผลกรรมและอาถรรพ์จากวิชาต่าง ๆ จะเปลี่ยนจิตดวงนั้นให้ตกต่ำหล่นลงสู่ความน่าอดสูอย่างที่ได้เห็น มิได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป

               เมื่อจิตกลายเป็นปอบแล้ว มันจะต้องออกหากินของสกปรกและทำร้ายผู้คนเพื่อระบายของวิชาออกจากตัวเอง ที่เราเรียกว่าลมเพลมพัด (ลมเพลมพัดมีหลายอย่าง และนี่คือหนึ่งในนั้น) การทำร้ายคนหรือกินของปอบนั้นไม่ได้เกิดจากการกัดหรือแทะเหมือนในหนัง แต่เป็นการดึงเอาพลังชีวิตที่มีในสิ่งมีชีวิตออกไป สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอจะเป็นเป้าหมายแรก ๆ ของพวกมัน เช่น คนแก่ คนป่วยติดเตียง สัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นต้น

               สภาพของปอบวิชาจะมีหน้าตาเหมือนกับร่างต้นของตน เป็นภาพสะท้อนสภาวะจิตอันเลวทรามต่ำช้าของตัวเอง แต่วิชาที่ตนมี จิตที่ถูกฝึก จึงทำให้พวกนี้มีพลังมากพอที่จะปรากฏตัวและทำร้ายคน ในเวลาปกติพวกนี้คือหมอวิชา ใช้คุณไสยทำร้ายคน ในคืนเดือนมืดพวกมันคือปอบหน้าตาน่าเกลียด

               พระรูปนี้เดินทางผ่านมาที่วัดแล้วขอเข้ามาค้างแรมชั่วระยะหนึ่งจึงจะจากไป แต่ที่จริงแล้วอาจถูกขับไล่มาจากที่ใดที่หนึ่ง เพราะเมื่อมาถึงที่นี่เขาก็ประกาศตัวและรับตรวจดวงชะตา ทำคุณไสยทำเสน่ห์ สักยันต์ครบครันเพื่อหารายได้ พ่อคือคนหนึ่งที่เคยมาบูชาของขลังไปจากคนคนนี้ นั่นอาจเป็นสื่อที่ทำให้เรื่องเมื่อคืนเกิดขึ้น

               หลวงพ่อมองคนตรงหน้าอย่างเวทนา โดยรับปากว่าเมื่อเขาได้สติแล้วคงจะต้องจับสึกเพื่อไม่ให้วัดเสื่อมเสียไปมากกว่านี้

               พระดี ๆ มีมากมาย แต่พวกเปรตที่อาศัยผ้าเหลืองมาบังหน้าก็มีไม่ใช่น้อยเช่นกัน จะเข้าหาใครก็ขอให้ระวังไว้บ้าง แต่อย่าได้ตราหน้าและเสื่อมศรัทธาในศาสนา ศาสนาไม่ว่าศาสนาใดนั้นไม่ผิด และไม่เคยชี้ทางต่ำให้ผู้คน แต่ผู้คนที่อาศัยศาสนาต่างหากที่ชี้ทางต่ำและบิดเบือนมันไปเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

               ก่อนพวกเราจะกลับออกมาจากวัด ลุงหวังพูดกับพวกเราอีกครั้งเสียงดัง เหมือนต้องการให้ทุกคนในที่นั้นได้รับรู้

“อย่าพูดถึงเรื่องนี้ อย่าพูดถึงมัน มันจะมาหาในวันที่มันฟื้น”

 

               ผมยืนส่งลุงหวังที่หน้าบ้านของมีน พ่อของมีนกำลังจะไปส่งลุงหวังแล้ว ผมมีหลายอย่างอยากพูด แต่คิดแล้วก็คงจะไม่ดีกว่า แต่กลายเป็นว่าเรื่องนี้มันยังไม่จบ เมื่อลุงหวังเอ่ยปากกับผมและคนอื่น ๆ

“กลับบ้านไปกับฉันที ฉันมีเรื่องต้องขอให้ช่วย”

               ประโยคนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกเรื่องราวหนึ่งที่ผมได้เข้าไปพัวพันโดยตรง ซึ่งผมจะขอเล่าเรื่องราวต่อจากนี้ในตอนถัดไป


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น