อัปเดตล่าสุด 2019-09-24 12:27:45

ตอนที่ 10 ปาร์ตี้ ‘วิวา(ห์)ท ?

บทที่ 10

ปาร์ตี้ ‘วิวา(ห์)ท ?

            “อาม่าหลับแล้วเหรอ?” นทนทีหันไปถามน้องชาย ที่เดินมานั่งเล่นในห้องสมุดเป็นเพื่อนเขา

            “หลับแล้ว อาม่ามีความสุขมาก บอกว่าวันนี้ขอไม่กินยานอนหลับ แล้วก็หลับไปแล้วครับ” นาวินบอกพี่ชายที่เป็นหมอ นทนทีถอดแว่นที่สวมบนใบหน้า มองน้องชายด้วยรอยยิ้ม แต่นาวินยังเห็นความกังวลบางอย่างที่ซ่อนในดวงตานั้น

            “พี่นทเป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าพี่ไม่ดีเลย” นาวินถามนทนที เพราะพี่มีความกังวลที่ปิดบังไม่ได้

            “ห่วงแม่ชิดชมเหรอครับ” นาวินถามซ้ำ

            “ก็...” นทนทีไม่ได้ห่วงแค่อาการของแม่ชิดชม แต่เขาห่วงซ้อวัยเด็กต่างหาก ทำไมเขาจะจำเรื่องของพี่ชายตัวเองไม่ได้ วันที่จอมทัพสูญเสียคนรัก เป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวรวดร้าวไปด้วย

            จากนั้นจอมทัพก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ตั่วเฮียสุภาพใจดีกลายเป็นจอมทัพที่ดุ ก้าวร้าว เขาใช้ผู้หญิงเปลือง เพราะรูปร่างหน้าตาและฐานะของเขา ดึงดูดผู้หญิงเหล่านั้นเข้ามาเอง คนในครอบครัวได้แต่เป็นห่วง เลยหว่านล้อมให้อาม่าหาซ้อใหญ่ของตระกูลมาให้ตั่วเฮีย

            คิดว่าเฌอมาลย์น่าจะรับมือกับจอมทัพได้ แต่พอถึงเวลา กลับเป็นนวลปราง สาวน้อยที่เพิ่งเรียนจบระดับอุดมศึกษา มากไปกว่านั้น จอมทัพประกาศจดทะเบียนสมรสในงานด้วย คนในครอบครัวไม่อยากเชื่อเลยว่า จอมทัพจะตัดสินใจแบบนี้

            นทนทีก็ได้แต่หวังว่า ความดีและความงามของนวลปราง จะกู้จอมทัพคนเดิมตั่วเฮียคนดีให้กลับมาได้เช่นกัน

            “หรือว่าพี่ห่วงซ้อ” นาวินถามสิ่งที่เขาเองก็รู้สึกเช่นกัน

            เวลาที่นทนทีกับนาวินคุยกันเอง จะเรียกจอมทัพว่าเฮีย และเรียกนวลปรางว่าซ้อ เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติภรรยาพี่ชาย แต่ถ้าจอมทัพนั่งอยู่ด้วย พวกเขาจะเรียกจอมทัพว่า ‘พี่’ เพราะจอมทัพสั่งให้เรียกอย่างนั้น

            นอกเสียจากเหตุการณ์วิกฤต เรียกพี่เอาไม่อยู่ก็จะเรียก ‘เฮีย’ ตามที่อาม่าสั่งไว้ เพื่อเตือนสติ ย้ำว่าพี่ชายตอนนี้อารมณ์โกรธทะลุจุดเดือด เขาต้องนิ่งไว้ เพราะยังมีน้องอีกสองคนเดินตามหลัง เขาไม่ควรทำอะไรผิดพลาด แต่อาม่ากระซิบบอกนทนทีกับนาวินว่า มันใกล้เคียงกับคำด่าภาษาไทย พอเรียกเฮียปุ๊บพี่ชายจะชะงักทุกครั้ง เพราะจอมทัพรู้ตัวว่า กำลังจะทำเรื่องไม่ดีขึ้น

            “พี่ห่วงทั้งสองอย่าง แต่เฮียรักซ้อก็ดีแล้ว เรื่องอื่นก็เรื่องเล็ก” นทนทีพูดออกไปแบบนั้น เขาก็ไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองพูด

            “เฮียรักซ้อ” นาวินพูดประโยคนี้เหมือนรำพึงรำพันเช่นกัน เพราะเขารู้สึกว่า จอมทัพปูพรมสวยงาม แต่พี่เขากำลังซ่อนอะไรบางอย่างไว้ใต้พรมไม่ให้ใครรู้

            “เออ ไม่รักจะทำถึงขนาดนี้เหรอ?” เสียงพี่คนโตดังขึ้น

            ตั่วเฮียเดินไปนั่งที่เก้าอี้มุมโปรด ที่นี่เป็นห้องรวมที่จอมทัพทำเผื่อน้องชายอีกสองคน แต่ละมุมจะมีโซฟาหุ้มหนังแบบที่แต่ละคนชอบ หนังสีเดียวกัน แต่สไตล์แตกต่าง ทั้งของตัวเขา นทนที และนาวิน วางในตำแหน่งที่บ่งบอกถึงนิสัยของแต่ละคน

            จอมทัพชอบควบคุมทุกอย่าง เขาเลือกตำแหน่งที่มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอก มองออกจากห้องสมุดจะเห็นบริเวณบ้านโดยรอบ รวมถึงสังเกตอิริยาบถของน้องชายสองคนได้ ในตำแหน่งที่พวกเขานั่ง  

            “เมื่อกี้นินทาอะไร?” จอมทัพถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ส่วนน้องอีกสองคนได้แต่หัวเราะให้กัน

            “ซ้อหลับแล้วเหรอครับ” นาวินเอ่ยถาม เขาอยากเปลี่ยนประเด็นสนทนา แต่ไม่อยากให้กระโดดข้ามจนพี่ชายจับไต๋ได้อีก

            “ปรางขอไปนอนกับแม่ บอกว่าไม่เคยนอนห่างแม่เลย” จอมทัพพูดเบาๆ

            ในความรู้สึกส่วนลึก เขาสงสารนวลปราง การได้พูดคุยกับแม่ยายทำให้รู้ว่า สองแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ แต่สิ่งที่เจ็บปวดในชีวิตนวลปรางคือ เธอไม่เคยได้ใกล้ชิดพ่อ พ่อไม่เคยหันมามองนวลปรางกับแม่เลย สมัยเด็กชิดชมหอบลูกไปช่วยงานที่ร้านเบเกอรี่ เพื่อหลีกหนีเทศกาลวันพ่อที่โรงเรียนจัดขึ้น เพื่อไม่ให้นวลปรางเจ็บปวด กับวันพ่อที่ไม่เคยมีพ่อ

            เธอเหมือนคนไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ทั้งที่นวลปรางเป็นผู้หญิงสวยมากคนหนึ่ง ชิดชมบอกว่าลูกสาวของเธอไม่กล้าเข้าใกล้ผู้ชายคนไหน แม้แต่พ่อของตัวเอง นวลปรางก็ไม่เคยเดินเข้าไปกอดด้วยซ้ำ แม่ยายเอ่ยปากขอความเห็นใจจากจอมทัพ เพราะนวลปรางมีอาการหวาดกลัวเขาอย่างเห็นได้ชัด

            “นท แม่มีอาการอะไรบ้าง?” จอมทัพถามน้องชายที่เป็นหมอ  อยากรู้แผนการรักษาชิดชมอย่างละเอียด

            “อุบัติเหตุที่น้าชิดชมเจอ ส่งผลต่อสมองโดยตรง เลยทำให้มีอาการทางกาย มือสั่น ขาชาจนยืนเดินลำบาก แล้วมันสะสมมายาวนานหลายปี ต้องดูอย่างละเอียดอีกครั้งแล้ววางแผนการรักษาให้ดีๆ ครับ”

            จอมทัพฟังเงียบๆ ชิดชมเล่าให้เขาฟังเหมือนกัน แต่อุบัติเหตุครั้งนั้นหาคนกระทำผิดไม่ได้ และเธอก็มีเงินจำกัดในการรักษาตัว จิตใจห่วงลูกสาวที่อยู่บ้านตัวคนเดียว แม่เลยออกมาอยู่กับนวลปราง ไม่ไปรักษาต่อ กัดฟันหาเงินส่งลูกเรียนจนจบ

            “โอกาสหายเป็นปกติมีมากน้อยแค่ไหน?” จอมทัพถามอีก

            “ผมให้คำตอบพี่ไม่ได้” นทนทีไม่อยากบอกเลยด้วยซ้ำ โอกาสหายยังไม่เท่ากับผลเลือดที่ได้รับเบื้องต้น ชิดชมมีโรคน่ากลัวบางอย่างเพาะตัวในร่างกายเงียบๆ เขาก็ไม่รู้ว่าชิดชมรู้ตัวหรือเปล่า

            “พี่เต็มที่กับเคสนี้ นทจัดให้พี่ที ค่ารักษาให้มาบอก ยาตัวไหนที่ต้องนำเข้า ต้องจ่ายล่วงหน้าก็บอกได้เลย...มีอีกเรื่องหนึ่งที่พี่อยากให้ช่วย พี่อยากจะจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ ให้นวลปรางที่นี่” จอมทัพมองน้องชายสองคน ที่พร้อมใจหันมามองเขาเป็นตาเดียวกัน

            “พี่จะจูบซ้อต่อหน้าแม่เขาเหรอครับ” นาวินถามเหมือนห้ามมากกว่า

            “เออ กูหื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะบ้าไม่ไว้หน้าแม่เขา”

            จอมทัพแทบจะหัวเราะอาการตาตื่นของน้องสองคน

            “อยากจัดปาร์ตี้เล็กๆ ฉลองแต่งงานให้แม่ได้ส่งตัวลูกสาวด้วยตัวเอง พวกแกนี่...” จอมทัพอธิบายยาว เขาได้แต่ส่ายหัวไปมาให้กับคำถามของน้องชายคนเล็ก ทำให้น้องชายสองคนพยักหน้าพร้อมกัน

            “ดีเหมือนกันพี่  ลูกที่แม่เลี้ยงเองมาตลอด แต่วันแต่งงานไม่ได้ส่งตัวลูกเลย” นทนทีเห็นดีด้วย

            นั่นทำให้นทนทีคิดถึงแม่ลูกอีกคู่ ที่เขาแอบมองมานานหลายปี แต่ตอนนี้ทั้งคู่หลบเร้นซ่อนตัวในต่างจังหวัด รู้แต่ว่าพ่อเทียนหัวหน้าครอบครัวป่วยหนัก เขาอยากไปเยี่ยม แต่กลัวใจแม่ลูกคู่นี้ กลัวกรองทองจะพา ‘สไบนาง’ หนีหายจากเขาอีก

            “พี่อยากเชิญใครบ้างครับ” นาวินอาสาเป็นพ่องาน จัดงานฉลองสมรสครั้งที่สองให้พี่ชายตัวเอง

            “วินดูให้พี่เลย มีแขกสนิทๆ หน่อย พี่ไม่ได้ต้องการงานหรูหราแบบครั้งก่อน แต่อยากให้บรรยากาศออกมาแล้วปรางรู้สึกผ่อนคลาย  เวลาปรางไปไหนมาไหนในโคราช เขาจะได้ไม่รู้สึกแปลกหน้าแปลกถิ่น” จอมทัพบอกบรรยากาศงานที่อยากเห็น

            “แขกสนิท? เพื่อนพี่ด้วยไหมครับ” นาวินถามแล้วแทบจะกลั้นหัวเราะไม่ไหว

            จอมทัพชะงัก เขาหันไปมองน้องสองคน ที่ก้มหน้าหัวเราะให้กับอาการของตั่วเฮีย จะเป็นใครเสียอีก ถ้าไม่ใช่ไอ้หมอดอมเพื่อนรักปากเสีย

                “เชิญมาเลย ถ้ากล้าก็มาเลย กลัวมันไม่กล้ามาเพราะตอนงานแต่งคราวก่อนมันก็อ้างว่าติดธุระที่ฟาร์ม ความจริงคงกลัวโดนล้อเรื่องไปบังคับผู้หญิงแต่งงานเสียมากกว่า”

            จอมทัพคิดถึงหน้าเพื่อนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา เป็นเพื่อนที่เคยเมาหัวหกก้นขวิด เคยชกต่อยกัน แต่ก็เลิกคบกันไม่ได้ เหมือนสั่งกะเพราแล้วต้องโป๊ะไข่ดาวเสมอ ไม่อย่างนั้นมันจะขาดอะไรไปสักอย่าง

            “บอกไอ้ดอมเลยว่าต่อให้มันไม่มางานแต่งพี่ พี่ก็จะไปงานแต่งมัน ไปหัวเราะเยาะให้ถึงงานเลย” จอมทัพพูดด้วยสีหน้าสะใจ เขาหมุนเก้าอี้ซ้ายทีขวาทีอย่างสบายอารมณ์

            “หัวเราะเยาะเรื่องอะไรครับ” นทนทีพูดเบาๆ เขาแอบวางหนังสือในมือวางที่โต๊ะอย่างแนบเนียน

            “เอ้า ก็หัวเราะเยาะที่มันได้เมียแก่กว่าเมียพี่ไง แล้วก็หัวเราะเยาะที่มันบอกว่าเกลียดนีน่า แต่ไอ้บ้าก็ดันไปบังคับเขามาแต่งงานด้วย น่าขำไหมล่ะ”

            น้องชายสองคนเดินออกจากห้องสมุดพร้อมกัน หัวเราะคิกคักกับความเอาชนะกันของสองเพื่อนรัก ตอนที่สองคนนี้รู้เรื่องหมอดอม ก็ตกตะลึงเพราะไม่คิดว่าหมอดอมจะแต่งงานช่วงเวลาไล่เลี่ยกับจอมทัพ แล้วทั้งคู่แต่งด่วน จนอาม่าบอกว่าจอมทัพกับหมอดอมเป็นฝาแฝดโลกันตร์ คนหนึ่งแต่งอีกคนต้องแต่งไปด้วย  

            ถึงตอนนี้จอมทัพยังไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนจะแต่งงาน แถมแต่งกับคนที่ประกาศว่าจะเกลียดไปตลอดชีวิตเสียด้วย ไม่อยากคิดเลยว่า งานแต่งของเพื่อนจะเรียกวิวาห์หรือวิวาทกันแน่

            “ปากบอกเกลียดเขา แต่รอเขามาตลอด ไอ้หมอปากแข็ง” จอมทัพพึมพำถึงเพื่อนสนิท

            เขายังจำวันที่หมอดอมกับนีน่าเลิกกันได้ จอมทัพพูดกระแทกหัวใจว่าเพราะดอมสุภาพเกินไปผู้หญิงไม่ชอบ ต้องดิบเถื่อนอย่างเขาผู้หญิงถึงจะหลงหัวปักหัวปำ

            ไม่คิดว่าหลังจากนั้นเขาจะถูกคนรักหักหลังจนเจ็บช้ำ ต้องเมาหัวราน้ำกับดอมอยู่เป็นเดือน ถ้าอาม่าไม่ฉุดพวกเขาสองคนขึ้นมาจากความบอบช้ำครั้งนั้น คงไม่มีจอมและดอมที่เป็นเรื่องเป็นราวในวันนี้

            “แต่ยังไงเมียกูก็เด็กกว่าล่ะวะ” ขนาดแค่คิดตามลำพังจอมทัพอดเกทับถึงสัตวแพทย์ไม่ได้ หากแต่เป็นการเกทับด้วยความคิดถึง แม้จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันแต่ก็ตัดกันไม่ตายขายกันไม่ขาด ทว่าจะให้มองหน้าพูดจาดีๆ กันไม่ได้อีก ห่ามกันจนติดนิสัยแล้ว 

            “วิน หาช่างแต่งหน้ากับคอสตูมดีๆ มาด้วยนะ” จอมทัพวิ่งออกไปบอกน้องชาย เขาจะไม่ยอมให้เมียตัวเองดูด้อยกว่าผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น ในเมื่อนวลปรางเป็นเมียนายจอมทัพ เธอต้องสวยสง่าไม่น้อยกว่าผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น

            ส่วนน้องชายสองคนเดาอาการพี่ชายออก รีบกระจายตัวเข้าห้องนอนตัวเอง พร้อมกับอาการขำค้าง เพราะตั่วเฮียเริ่มทำตัวเหมือนเด็กอีกครา 

            “พี่จอมนี่จริงๆ” นาวินเปรย

            “นี่แหละจอมทัพตัวจริงเสียงจริง ผิดไปจากนี้ของปลอมแน่นอน”

            นทนทีพูดจบรีบเดินเข้าห้อง เพราะพี่ชายยังเสียงดังโวยวายอยู่ด้านล่าง กลัวน้อยหน้าหมอดอม

            ป่านนี้ณพัฒน์คงได้ยินเสียงจอมทัพ เพราะบ้านอยู่ห่างกันแค่รั้วกันเท่านั้นเอง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น