อัปเดตล่าสุด 2019-09-18 17:49:21

ตอนที่ 3 ส่งตัวเข้าหอ

บทที่ 3

ส่งตัวเข้าหอ

            “เจ้าสาวตั้งครรภ์หรือเปล่าคะ?” นักข่าวถามจอมทัพ

            “ไม่ครับ แต่ใจผมก็อยากให้มีลูกเลยครับ” เจ้าบ่าวฉายเดี่ยวตอบคำถามนั้น

            “ตอบแบบนี้แสดงว่า ตั้งครรภ์แล้วใช่ไหมคะ?”

            “ยังครับ” เขาย้ำคำตอบเดิมอย่างสุภาพ แต่สายตาที่มองนักข่าวต่างหาก ที่ทำให้เธอไม่กล้าซักต่อ

            “แล้ววางแผนมีลูกกี่คนครับ?” นักข่าวอีกคนถามอีก

            “ผมมีพี่น้องสามคน ใจผมก็อยากมีสักสามคนเหมือนกัน แต่ถ้ามากกว่านั้นได้ก็ดี”

            จอมทัพพูดไปเรื่อยๆ สายตาเขาคิดหาคำตอบต่อคำถามต่อไป

            “มีหลายคน ไม่แย่เหรอคะ?” นักข่าวคนเดิมที่ถามว่านวลปรางตั้งครรภ์หรือเปล่าถามซ้ำ

            “ผมรวยครับ ต่อให้มีลูกสักสิบคน ผมก็เลี้ยงลูกผมได้สบายๆ ขึ้นอยู่กับภรรยาว่าพร้อมไหม?”

            หลายคนหัวเราะ และเสียงหัวเราะนั้นมันส่งมาตามภาพและเสียง ที่นวลปรางนั่งชมมอนิเตอร์อีกห้องหนึ่ง

            “ฝันไปเหอะ” ฝ่ายเจ้าสาวพูดจบก็นั่งดมยาดมต่อ

            เธอหน้างอหงิก เหลือบไปมองจอมอนิเตอร์เวลาที่จอมทัพให้สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ของโรงแรม ต่อภาพจากกล้องที่กำลังสัมภาษณ์จอมทัพมาให้ชม นักข่าวแต่ละคนตั้งคำถามได้ชวนเวียนหัว แต่คนที่น่าปวดหัวมากที่สุดคือเจ้าบ่าวของงานนี้

            หลังจากที่เขาจูบเธอบนเวทีหลังป้อนเค้กให้ ช่างภาพแต่ละคนถ่ายภาพหวานดูดดื่มนี้ไม่ทัน เขาอุ้มเจ้าสาวมาด้านล่างแล้วจูบโชว์ต่อหน้าคนนับพัน โดยที่นวลปรางขัดขืนไม่ได้ เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงชัตเตอร์ที่ยิงภาพรัว และแสงแฟลชที่สว่างวูบวาบยาวนานต่อเนื่อง ราวกับเปิดสปอต์ไลน์ส่องมายังคู่บ่าวสาว

            แต่สิ่งหนึ่งที่นวลปรางแว่วผ่านหู คือเสียงสะอื้นในบทเพลงของเอกเอื้อ เขาร้องต่อไม่ได้ คอรัสต้องร้องเพลงที่ใช้คลอบรรยากาศต่อจากนักร้องหนุ่ม

            “คุณปรางคะ มีเพื่อนคุณปรางมาหาค่ะ” พนักงานโรงแรมมาบอกเธออย่างอ่อนน้อม

            นวลปรางพยักหน้าเดาว่าคงเป็นนักร้องของค่ำคืนนี้ แต่เธอยังทรงตัวลุกขึ้นยืนไม่ไหว คนที่เข้ามาในห้องคือเอกเอื้ออย่างที่คาดเดาไว้ เขามาพร้อมกับช่อกุหลาบที่เธอต้องโยนคืนนี้ แต่หญิงสาวขาเปลี้ย ยืนไม่ได้ ช่วงเวลาของการโยนกุหลาบปิดท้ายเป็นอันล้มเลิก

            “พี่มาแสดงความยินดีกับปราง” เอกเอื้อยิ้ม แต่ดวงตาเขาผ่านมรสุมของความเสียใจที่โหมกระหน่ำ เขาทรุดนั่งคุกเข่าตรงหน้า ราวกับขอความรักจากเธอเหมือนครั้งหนึ่งที่เคยทำ

            นวลปรางสงสารเขา มันเป็นความรู้สึกที่สงสารจับหัวใจ เขาดีกับเธอสารพัดแต่นวลปรางไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอรักเขาไม่ได้ เธอให้ได้แค่ความเป็นเพื่อนและพี่น้องเท่านั้น เธอไม่กล้ารับช่อดอกไม้นั้นจากมือของเอกเอื้อ

            “แม้แต่ความยินดีที่พี่มอบให้ ปรางก็รับไว้ไม่ได้เหรอครับ” เอกเอื้อตัดพ้อนวลปราง

            “เออ รับไม่ได้” เสียงของเจ้าบ่าวดังลั่นห้อง เขาหน้าแดงเดินมาจ้องเอกเอื้อที่คุกเข่าตรงหน้าเจ้าสาว “คุณนักร้องคิดอะไรอยู่ เอาบูเก้ที่เจ้าสาวต้องโยนคืนนี้ มาแสดงความยินดีกับเมียชาวบ้าน แล้วท่าเมื่อกี้ ท่านั่งคุกเข่าขอความรักโว้ย”  

            หน้าของจอมทัพถมึงทึง เขามองเอกเอื้อแบบไม่กลัวเสียภาพพจน์ พอเทียบสัดส่วนร่างกายกันแล้ว เจ้าสาวได้แต่ภาวนาไม่ให้เกิดเรื่อง เพราะจอมทัพตัวใหญ่กว่าเอกเอื้อเยอะมาก

            “เฮีย” เสียงของนทนทีเรียกจอมทัพ เพื่อรั้งอารมณ์ร้อนของพี่ชาย ปกตินทนทีจะเรียกจอมทัพว่าพี่ แต่ถ้าเรียก ‘เฮีย’ เมื่อไร แสดงว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่ปกติแล้ว

            ขณะที่นาวินเดินมาพร้อมกับอาม่า เขาประคองหญิงชราชาวจีนในชุดแดง เดินเข้ามาในห้องนี้ช้าๆ ด้านหลังคือพ่อบารมี กับภรรยาตามกฎหมายของพ่อ ป้าสรวงสุรางค์ พนักงานเดินออกจากห้องนี้ มีเพียงเครือญาติ ที่นับจากนี้ไปเธอคือส่วนหนึ่งของวงศาคณาญาติ และเขาคือญาติที่นวลปรางมี

            พอมองเปรียบเทียบพี่น้องสามคน ช่างเป็นพี่น้องที่แตกต่างเหลือเกิน จอมทัพหน้าตากระเดียดไปทางลูกครึ่ง ส่วนน้องชายสองคนของเขา หน้าตาเหมือนคนไทยเชื้อสายจีนทั่วไป

            “มีอะไรกัน?” เสียงอาม่าถามด้วยสำเนียงจีนที่พูดไม่ชัด

            “ผมมาแสดงความยินดีกับนวลปรางครับ” เอกเอื้อตอบ

            “ยินดีแล้ว จบแล้ว กลับได้แล้วครับ จะได้อยู่กันตามประสาครอบครัว คนนอกไม่เกี่ยว” จอมทัพพูดจากวนประสาท จนนทนทีต้องมารั้งแขนพี่ชายตัวเองไว้

            เอกเอื้อยอมเดินออกไป เขาหันมามองนวลปรางอีกครั้งด้วยสายตาเป็นห่วง จากนั้นทุกคนในห้องก็มองมาเจ้าสาว ที่นั่งติดเก้าอี้ด้วยสภาพอ่อนแรง นวลปรางหายใจไม่โล่ง เธอต้องดมยาดมตลอดเวลา

            “เป็นยังไงบ้าง?” อาม่าเดินมาหา ลูบผมแล้วถามนวลปรางด้วยน้ำเสียงเอ็นดูเธอ

            “ต่อไปนี้ ถ้าอาเฮียมันทำไม่ดีกับลื้อมาบอกอาม่า อาม่าจะตีมันให้เอง”

            นวลปรางหัวเราะทั้งน้ำตา ยิ่งพอจอมทัพยืนเยื้องด้านหลัง เห็นชัดว่าอาม่าตัวไม่ถึงไหล่พ่อหลานชายตัวโต แล้วอาม่าจะเอาอะไรไปกำราบเขา

            บ้านนี้คงเป็นครอบครัวร่างใหญ่ เพราะพี่ชายคนโตจนถึงน้องคนเล็ก ดูแล้วไม่น่าต่ำกว่าร้อยแปดสิบกันสักคน แม้แต่พ่อเธอเมื่อเทียบกับจอมทัพ ก็ยังดูตัวเล็กกว่า โชคดีที่ป้าสรวงสุรางค์เป็นสาวไฮโซร่างสูง ยืนบนส้นสูงหลายนิ้ว เธอเลยดูตัวไม่เล็กเมื่อเทียบกันทั้งหมด ในห้องนี้มีเพียงอาม่ากับนวลปรางเท่านั้น ที่ตัวเล็กสูสีกัน

            “หัวเราะออกแล้ว คราวนี้ก็ไปกันได้แล้ว” อาม่ายื่นมือมาจูงมือของนวลปราง

            เธอดีใจและยิ้มออกด้วยความรู้สึกที่แท้จริง คิดว่างานแต่งงานปลอมจะจบลงแล้ว เธอจะรีบสลัดคราบเจ้าสาว แล้วหารถเที่ยวสุดท้ายกลับน่านไปอยู่กับแม่ แต่ทุกอย่างมันดูแปลกๆ

            นวลปรางหันไปมองพ่อที่ยืนนิ่งในลิฟต์โดยสาร พ่อไม่ยิ้ม ไม่สบตาเธอ นวลปรางเริ่มสงสัย หรือว่าเขาย้ายข้าวของที่เธอขนมาไปไว้ห้องอื่น ป้าสรวงสุรางค์เหยียดยิ้ม มองเธอเหมือนสมเพชเวทนา ส่วนอาม่าก็ลูบหลังมือเธอเบาๆ

            “เราจะไปไหนคะ?” นวลปรางถามเบาๆ ด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี

            “ไปห้องชั้นบน” จอมทัพตอบคำถามนั้นเอง เธอเงยหน้าไปมองเขา

            นี่เขาเป็นเสือสมิงกลับชาติมาเกิดหรือไง แววตาถึงได้ดูน่ากลัวขนาดนี้

            ประตูลิฟต์เปิดออก มีผู้ใหญ่มากมายหลายคู่รออยู่ นวลปรางหน้าเสีย เธอหันไปมองพ่อตัวเอง เขาสบตาและยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่กล้ำกลืนฝืนทนไม่แพ้ตัวเธอ

            “ไปกันซ้อ ประเดี๋ยวจะเสียฤกษ์”

            นทนทีบอกกับนวลปรางด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น และแต้มยิ้มบนใบหน้า แต่นั่นไม่ทำให้นวลปรางรู้สึกดีขึ้นเลย

            “สะ...เสียฤกษ์ เสียฤกษ์อะไรคะ?” นวลปรางถามเสียงสั่น

            “ส่งตัวเข้าหอไงจ๊ะ ทูนหัว” จอมทัพไม่พูดเปล่า เขาปล่อยให้ทุกคนออกจากลิฟต์ไปก่อน เหลือแค่เขากับนวลปราง

            จอมทัพอุ้มภรรยาออกจากประตูลิฟต์เดินตรงไปที่พักพัก VIP ท่ามกลางเสียงปรบมือและโห่ร้องด้วยความยินดี

            ตายแน่ๆ นวลปรางเอ๊ย


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น