อัปเดตล่าสุด 2019-11-12 10:55:20

ตอนที่ 59 ถ้าปัญหามันแก้ไม่ได้ ก็ต้องตัดให้ขาด

บทที่ 59

ถ้าปัญหามันแก้ไม่ได้ ก็ต้องตัดให้ขาด

           

            บารมีวางเอกสารเรียงรายทั้งหมดบนโต๊ะ เพื่อให้ภรรยาตรวจสอบอย่างละเอียด

            “คุณจะยกทรัพย์สินเงินทั้งหมดให้ฉัน แล้วขอหย่าเพื่อไปอยู่กับชิดชมใช่ไหม” เธอตวาดด้วยความโกรธ

            “ผมคืนทุกอย่างให้กับคุณ ขอหย่ากับคุณ ไม่ได้ไปหาชิดชมแต่จะไปบวช” บารมียืนยันสิ่งที่เขาคิดมาตลอด

            บารมีคิดมาตลอด ช่วงเวลาที่เจ็บปวดคือช่วงเช้า ที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่า ไม่มีคนที่เรารักเคียงข้าง และไม่มีคนที่รักเราอย่างแท้จริง มันว้าเหว่อ้างว้าง การที่เขามีสองครอบครัว หวังว่าตนเองจะควบคุมทุกอย่างได้ เพราะตนเองมีเงินมันเป็นเรื่องที่บารมีพิสูจน์มาตลอดชีวิตว่าเป็นไปไม่ได้

            เขาไม่เคยควบคุมสรวงสุรางค์ได้ ต่อให้มีผลประโยชน์มอบให้เธอมากแค่ไหน สรวงสุรางค์เหมือนทะเลที่ถมด้วยทรายแล้วไม่เคยเต็ม ส่วนชิดชมนั้น เธอปฏิเสธรักจอมปลอมของเขา รักที่อยู่บนความเขลาและความขลาด

            ความนุ่มนวลของชิดชม ทำให้เขาละอายต่อความผิดที่เคยกระทำไว้กับเธอ เขาคิดว่าเธอไม่ฉลาดและไม่เรียกร้อง หากจะอยู่ในฐานะอนุภรรยาชิดชมคงไม่ปฏิเสธ แต่เปล่าเลย เธอเขี่ยความรักและเงินของเขาทิ้ง เหมือนเป็นของสกปรกเสียมากกว่า    “บวช? น้ำหน้าอย่างคุณนะเหรอจะบวชได้”

            สรวงสุรางค์ดูหมิ่น เธอรู้จักบารมีดี เขาเป็นผู้ชายที่ติดหรูอยู่สบายมาตลอด คงไม่มีทางสละทรัพย์สินในชีวิตได้ง่ายๆ

            “ใช่ ผมอยากหย่าก่อนเพื่อจะบวชตลอดชีวิต” บารมีบอกกับชิดชม ว่าเขายืนยันที่จะหย่าจริงๆ

            “คิดว่าผ้าเหลืองมันจะล้างเวรกรรมที่คุณทำได้เหรอ” สรวงสุรางค์แผดเสียง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสูญเสียสามี

            “เปล่า ผ้าเหลืองมันล้างเวรกรรมอะไรไม่ได้ ไม่เคยล้างกรรมที่ผมทำไว้ได้ แต่มันทำให้ผมสงบก่อนตายต่างหาก”

            “แล้วถ้าฉันไม่หย่าล่ะ” สรวงสุรางค์ลุกขึ้นยืน เธอตั้งใจจะทำอย่างที่พูดจริงๆ

            “ก็แล้วแต่คุณ” บารมีพูดแค่นั้น

            เขายื่นเอกสารให้ดู ว่าตนเองลาออกจากการเป็นข้าราชการแล้ว เงินบำเหน็จและรายได้บางส่วนเขามอบให้กับเฌอมาลย์ รวมถึงที่ดินชื่อของเขาเพื่อให้ลูกสาวขาย แล้วเป็นทุนในการดำเนินชีวิต

            “ผมไม่มีสินทรัพย์หรืออะไรมอบให้ชิดชมกับนวลปรางเลย ไม่ต้องห่วงนะ ทางโน้นเขาไม่รับเหมือนกัน” บารมีพูดเรียบๆ

            สรวงสุรางค์กลั้นความรู้สึกที่อัดแน่นในหัวใจ เธอกำลังจะระเบิดความโกรธนั้นออกมาแล้ว

            “ผมเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ผมถึงอยากหย่าเพื่อไปบวช คุณจะได้ไม่ต้องอายญาติพี่น้อง ที่ต้องไปเฝ้าผมที่โรงพยาบาล แต่ถ้าคุณไม่หย่าก็ไม่เป็นไร ผมก็ไปปฏิบัติธรรมอาศัยข้าววัดได้” บารมีพูดเรียบๆ ไม่มีความรู้สึกกดดันอะไรอีกแล้ว

            “สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกนะคุณหญิง แต่เป็นเรื่องคุณงามความดี ไม่ต้องทำดีเพื่ออวดใคร ต่อให้คุณรวยมากกว่านี้อีกหลายพันล้าน ญาติพี่น้องคุณก็ไม่ได้ยกย่องคุณหรอก” บารมียังยืนยันในสิ่งที่พูด

            มันเหมือนวาระสุดท้ายที่มาพร้อมกับข่าวร้าย บารมีปลงตกที่จะบอกเรื่องนี้ สำหรับเขามันเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ ที่เขาไม่ต้องทนอยู่ในวงจรชีวิตที่เขาแก้ไม่ได้

            “อีกเรื่องหนึ่ง ชิดชมกับนวลปรางเขาเห็นคลิปนั่นแล้ว ทั้งคู่ไม่เอาเรื่องที่คุณ สิ่งที่คุณสั่งให้เอกเอื้อกับเฌอมาลย์ทำเรื่องแบบนั้นกับพวกเขาสองคน”

            บารมีจ้องสรวงสุรางค์ด้วยสายตาเอาจริง คุณหญิงตัวสั่น ไม่คิดเลยว่าความผิดที่ตัวเองทำผ่านเอกเอื้อ กับลูกสาวจะถูกบารมีตีแผ่ในตอนนี้ เธอทรุดตัวนั่งกับเก้าอี้เหมือนคนอ่อนแรง

            “ที่ดินที่ผมให้ลูก คุณจอมทัพก็ซื้อไปหมดแล้ว เอาเงินสดให้เฌอมาลย์” บารมีทิ้งจังหวะ เขาเดินไปหยิบกุญแจรถ “ต่อไปนี้คุณต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้วนะคุณหญิง เพราะคุณไม่เคยให้ความรักกับลูกเลย คุณเห็นเฌอเป็นสินค้าแลกความมั่งมีเท่านั้น” เขาเดินออกไป แต่ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงไล่หลังของคุณหญิงสรวงสุรางค์ที่ตะโกนมา

            “นางเฌอมันลูกชั้น ฉันตั้งท้องมันอย่างยากลำบาก ฉัน...”

            เธอพูดได้แค่นั้น เพราะบารมีเดินกลับมาแล้วชี้หน้าสรวงสุรางค์อย่างเอาเรื่อง

            “คำว่าแม่ เฌอก็ไม่ควรเรียกคุณเลยด้วยซ้ำ อย่ายุ่งกับลูกสาวผมอีก ถ้าผมรู้ว่าคุณไปวนเวียนใกล้เฌอมาลย์ ผมจะปล่อยให้จอมทัพจัดการคุณ และถ้าผมเป็นผี ผมก็จะตามรังควานให้คุณอยู่อย่างไม่สงบ อ้อ...โครงการบริหารที่ดินตาบอด จอมทัพถอนการลงทุนแล้ว ในเมื่อคุณไม่เคยคิดจะแบ่งใคร ก็ให้มันเป็นฮวงซุ้ยฝังกระดูกตัวเองแล้วกัน”

            คุณหญิงตัวสั่น ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นบารมีโกรธแบบนี้

            เธอเห็นแววตาและใบหน้าเขาชัดๆ เธอเชื่อแล้วว่า เขาป่วยตามที่บอกจริง น้ำตาแห่งความรักมันไหลอาบ ถ้าจะต้องจ่ายเงินเพื่อยื้อชีวิตของบารมีมากสักเท่าไร เธอก็ยินดีจะทำ

            “จำคำผมไว้นะสรวงสุรางค์ อย่าสอนให้ใครทำชั่ว เพราะมันจะย้อนกลับมาหาตัว แล้วเขาจะชั่วกว่าที่คุณสอนไว้”

            บารมีหันหลังให้คุณหญิงสรวงสุรางค์ เขาไม่สนใจว่าเธอจะเซ็นใบหย่าหรือไม่เซ็น เขาได้สะสางทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว บารมีขับรถคันเก่าออกไปจากบ้านเงียบๆ เป้าหมายของเขาคือวัดแห่งหนึ่งที่เคยไปอาศัย เขาตั้งใจจะบวชและตายอย่างสงบในผ้าเหลืองที่วัดแห่งนี้

            คุณหญิงร้องไห้ฟูมฟายอยู่พักใหญ่ เธอกวาดสายตามองบ้านหลังใหญ่ที่ตนเองบีบบังคับให้บารมีสร้างให้ บ้านที่มีภาพวาดราคาแพงประดับ ศิลปะงดงามตกแต่งจุดต่างๆ ราวกับอยู่ในพิพิธภัณฑ์ นี่ไม่ใช่เหรอคือสิ่งที่ต้องการ

            สมุดบัญชีเงินฝาก ที่ปรากฏตัวเลขมหาศาล แต่เธอเคยคิดตลอดเวลาว่าไม่พอ ความเหงามันจู่โจมสรวงสุรางค์จนลุกไม่ขึ้น เธอปาดน้ำตา ฝืนยิ้มให้กับตัวเอง

            “ไม่เป็นไร ฉันอยู่คนเดียวได้ ฉันมีเงิน ไม่เป็นไร” เธอพูดวนๆ ซ้ำๆ เพื่อตะโกนให้หูของเธอได้ยินสิ่งนี้

            แต่กลับกลายเป็นว่า ความจริงที่เธอคิดไปว่าดี กำลังทำร้ายสรวงสุรางค์ และลงโทษให้เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในบ้านหลังใหญ่ เสียงร้องไห้ที่โหยหวนดังก้องบ้าน และดังนานอยู่อย่างนั้น

            พอตั้งสติได้ เธอโทรศัพท์หาเฌอมาลย์ แต่หมายเลขมือถือของลูกสาวคนเดียวติดต่อไม่ได้ อีกคนที่สรวงสุรางค์โทรหาเป็นประจำ เอกเอื้อเขาปิดหมายเลขนั้นเช่นกัน

            ไม่ทันไร พ่อแม่ของเอกเอื้อก็โทรกลับมา คุณหญิงรับสายแล้วตวาดกลับ แต่เสียงที่เธอได้ยิน คือเสียงของอำนาจ วรวี พ่อของเอกเอื้อ ที่เจรจาต่อรองขอเงินที่เธอจ้างเขาไปทำเรื่องเลวทราม ตอนนี้พวกเขาหนีหัวซุกหัวซุน เพราะตำรวจกำลังตามจับ แถมยังไล่ล่าบ่อนวิ่งที่พวกเขาเอาเงินไปถลุงเป็นประจำ

            “อีคุณหญิง มึงเอาเปรียบกูมากไปแล้ว ถ้าไม่โอนมา กูจะเอาเพื่อนที่ออกจากคุกเข้าไปหาเยี่ยม อีหน้าเลือด กดขี่กูเหลือเกิน หน๋อยยย....คิดว่ากูกลัวเหรอ”

            “ไอ้ปุ่น กูไม่กลัวมึงหรอก” คุณหญิงสวนกลับแล้ววางสาย

            ไม่ทันไร เด็กรับใช้ในบ้านก็วิ่งเข้ามารายงาน มีคนจะพยายามพังประตูบ้าน คุณหญิงไปยืนมอง เธอเห็นนายอำนาจกับพวกอีกหลายคน กำลังขับรถพุ่งชนประตูบ้านของเธอ

            สรวงสุรางค์สั่งให้โทรศัพท์หาตำรวจ และบอกให้เด็กในบ้านล็อกประตูให้ดี เธอกลัวจนตัวสั่น คำของบารมีที่สั่งไว้ก่อนเดินออกไปจากบ้านดังลั่นในจิตสำนึก

          “จำคำผมไว้นะสรวงสุรางค์ อย่าสอนให้ใครทำชั่ว เพราะมันจะย้อนกลับมาหาตัว แล้วเขาจะชั่วกว่าที่คุณสอนไว้”

            “ใครก็ได้ ช่วยฉันด้วย” มันเป็นเสียงเดียวที่เธอตะโกนออกมา ขณะที่ชายฉกรรจ์เข้ามายืนในบ้านหลังนี้แล้ว

            ส่วนเด็กรับใช้ในบ้าน ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดไม่สนใจคำสั่งของสรวงสุรางค์เช่นกัน

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น