อัปเดตล่าสุด 2020-01-13 18:35:05

ตอนที่ 12 11. รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร

 

       * จะทำอะไรก็ตามอย่ามีข้อแม้กับตัวเอง  ยิ่งถ้าอยากทำความดี  อย่ามีข้อแม้ข้ออ้างที่จะล้มเลิกหรือหยุดทำ  ถ้าอยากจะทำแล้วทำไปเลย  ทำแล้วปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เราอยู่แต่อย่าให้สิ่งแวดล้อมกลืนความเป็นเราแล้วเป็นพอ

 

       เรากำลังพูดถึงความต้องการ  ความต้องการในการเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย  หัวใจสำคัญก็คือเราต้องรู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่  กำลังพยายามปีนป่าย  และกระตือรือร้นที่จะสนองกิเลสและตัณหาของตัวเอง  หรือว่าพยายามจะเดินไปให้ถึงความฝันของตัว

 

       มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า  มนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนอยากเป็นคนดี  แต่มาตรฐานของการเป็นคนดีของมนุษย์จำนวนนับไม่ถ้วนในโลกนี้มันแตกต่างกัน  เพราะต่างคนก็ต่างครอบครัว  เพราะต่างครอบครัวก็นังต่างชีวิตต่างจิตใจ  เพราะต่างจิตใจแล้ว  ยังต่างความสามารถ  ต่างจินตนาการ  ต่างพรสรรค์  ต่างโอกาสอีก  ยังมีตัวเลือกแตกต่างอีกมากมายที่เป็นตัวแปรทำให้มนุษย์บนโลกแตกต่างกันไป

 

       มาตรฐานวัดความดีความเลวบนโลกใบนี้ก็ไม่มีมาตรวัดแน่นอน  เพราะพระเจ้าไม่ได้กำหนดมาให้สังคมทุกวันนี้ได้กำหนดและกฎเกณฑ์ความดีความชั่วออกมาแล้ว  แต่ก็ยังต้องมีศาล  มีลูกขุน มีกฎหมาย  มาครอบไว้อีกทีและทุกเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านศาลไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ  ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ว่าใครถูก  ใครผิดและอะไรยุติธรรมจริงสักที  คนบางคนรอดพ้นโทษ  แต่ก็ยังถูกลงโทษทางสังคม  คนบางคนต้องเข้าไปนั่งนับวันที่เหลืออยู่ในคุกแต่ก็ยังได้รับความเห็นอก เห็นใจจากสังคมภายนอก

 

       ที่สำคัญหากเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร  และทำไปเพื่ออะไร  มันจะทำให้เรามีพลังในการก้าวเดินมายิ่งขึ้นหลงทางน้อยลง  และหวั่นไหวต่อสิ่งรอบข้างที่จะมาบั่นทอนให้เสียขวัญ กำลังใจน้อยที่สุด

 

       * เวลาที่มีปัญหามารุมล้อม 

 

       ในขณะที่เรากำลังเดินทางเพื่อเข้าใกล้ความฝันของเรา  สิ่งเดียวที่เราต้องทำคือขจัดปัญกาที่รุมเร้า  และวิธีที่ขจัดปัญหาที่รุมเร้า  มันอยู่ที่การจัดการกับความคิดของตัวเอง  เพียงแต่เรารู้ว่า "เรากำลังทำอะไร  เพื่ออะไร"  เราจะรู้สึกดีขึ้นทันที

 

       หลายคนรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไร  เพื่ออะไร 

 

       * คนเหล่านี้มักจะเดินไปอย่างมีจุดหมาย  และมีความสุข  แต่มีหลายคนเหลือเกินที่ยังหลงทาง  และไม่รู้ว่าตัวเองกำลังดำรงชีวิตอยู่เพื่ออะไร  เพื่อใคร  หรือแม้กระทั่งมีคำถามยากๆ ให้ตัวเองตลอดเวลาว่า  "จะมีชีวตอยู่ไปเพื่ออะไร"

 

บางคนเจอเรื่องแย่  เรื่องเสียใจ  สูญเสียซะจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

บางคนก็หมกหมุ่นอยู่กับการหาคำตอบว่าเกิดมาทำไม  และอยู่มาเพื่ออะไร 

แต่เมื่อหาเท่าไรก็หาไม่เจอ จึงรู้สึกว่าไม่อยากจะมีชิวิตอยู่อีกต่อไป

 

 

ชีวิตไม่พร้อมที่จะเจอเรื่องที่เบาไป  หรือว่าหนักเกินไป 

แต่ทุกชีวิตต้องเตรียมตัวที่จะเจอเรื่องที่เบาเกินไป  และหนักเกินไป

 

 

เบาเกินไปก็มีปัญหา

หนักเกินไปก็ยิ่งเป็นปัญหา

 

 

       รู้สึกสุขเมื่อไร  ก็รู้จักความทุกข์  รู้จักทุกข์เมื่อไร  ก็จะรู้จักความสุข  หากมีแต่ความสุข  ก็ไม่รู้ว่าเป็นความสุข หากมีแต่ความทุกข์  ก็ไม่รู้ว่านี้มันคือ  'ทุกข์'  เพราะว่ายังไม่มีความรู้สึกอื่นเข้ามาเปรียบเทียบ

 

       * ความฝันธรรมดาๆ  ที่ใครๆ  ก็อยากไปให้ถึง

 

       ​​​​​​​- ฝันอยากเป็นเด็กดี

       การเป็นเด็กดีเป็นฝันที่จะว่าง่ายก็ง่าย  จะว่ายากก็ยากไม่เบาเหมือนกัน  ยิ่งสังคมเติบโต  พัฒนาขึ้นทุกวันอย่างนี้  สื่อหลายสื่ออาจจะสอนให้ค่านิยมของมนุษย์กลายไป  เน้นเรื่องที่ไม่ควรเน้น  และกลับไปชื่นชมเรื่องที่ไม่ควรชื่นชม  ได้ยินผู้ใหญ่หลายคนบอกอยู่บ่อยๆ  วส่า  "เด็กเดี๋ยวนี้มันฉลาดขึ้น"  ทั้งๆ  ที่ตัวเองก็มีลูก  แต่ก็ไม่รู้สึกมีความสุขกับคำชมแบบนี้เท่าไร  เพราะยังอีกหนึ่งคำชมที่อยากให้เป็นคำชมสำหรับเด็กยุคนี้มากกว่าความฉลาด  ที่จริงไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่อยากให้ลูกฉลาด  แต่ฉลาดมากๆ  พ่อแม่เองนั่นแหละจะตามไม่ทัน  และเพราะความฉลาดมากๆ  นี่แหละที่อาจจะทำให้ช่องว่างระหว่างพ่อกับแม่ห่างจากลูกโดยไม่รู้ตัว

 

       ที่จริงมันมีสองเส้นเดินขนานกันมาโดยไม่รู้ตัว  และเป็นสองเส้นที่คมเหมือนดาบ  ใช้ดีก็จะดี  ถ้าใช้ไม่ดีมันจะคมจนบาดนิ้ว  บาดมือตัวเอง

       นั่นคือเส้นชองความฉลาดของลูก

       และเส้นของชีวิตทำงานหนักจนไม่มีเวลาของพ่อแม่

 

       แน่นอนเด็กฉลาดแต่ไร้ผู้นำที่ดี  สื่อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์  วิทยุ  อินเตอร์เน็ต  ค่านิยมสมัยใหม่  และอื่นๆ  ที่รายรุมเข้ามาก็จะมามีบทบาทต่อเด็กฉลาดแต่ขาดผู้นำ  นี่เองที่น่ากลัว  เพราะสื่อพวกนี้ไม่ใช้พ่อแม่  ไม่ได้  หวังดีที่สุดกับเรา และเป็นสื่อแห่งดารตีความ  เมื่อไม่มีใครมานั่งช่วยตีความอยู่ข้างๆ  เมื่อเด็กจำต้องตีความด้วยตนเองมันจึงเป็นเรื่องเสี่ยง

 

       พ่อแม่ที่รักลูก  อยากสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์บางคน  บางคู่  ก็หลงเข้าใจผิดไปว่าการที่จะเลี้ยงดู  ปรนเปรอลูกให้ลำบากน้อยที่สุด  ไม่ให้ลำบากอย่างที่ตัวเองเคยเป็นมา  ก็แสวงหาปัจจัย  และก็ป้อนแต่ปัจจัย  เสื้อผ้า  เครื่องนุ่งห่มยารักษาโรค  เงินทอง  โทรศัพท์มือถือ  รถยนต์  และอื่นๆ  จนไม่มีเวลาเจอหน้าลูก  พูดคุย  สอบถามความรู้สึก  และรับฟังปัญหา

 

       มันเป็นวิธีที่ถูก  หรือไม่?

 

       * กว่าพ่อจะไปโรงเรียนได้  พ่อต้องทำงานบ้านให้เรียบร้อยก่อน 

          ดูแลน้อง  ทำงานบ้าน  รดน้ำต้นไม้

 

       * กว่าแม่จะถึงโรงเรียนต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่  ตีห้า 

          หุงหาอาหาร  เก็บกวาด  เช็ดถู

 

       * ค่าขนมก็ไม่เคยมี  หรือมีก็ไม่มากมายเท่าไร 

          ถึงอยากก็ต้องอด  เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ได้มา 

          ของเล่นทุกชิ้นที่มี  คือของมีค่ามีความหมาย 

          ไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ  เลย

 

       * กลับบ้านต้องช่วยดูแลน้อง  ดูแลความสะอาด 

          ดูแลคุณปู่คุณย่า  ผู้สูงอายุในครอบครัว   

        

       * เวลาว่างนั่งอ่านหนังสือให้ผู้ใหญ่ฟัง 

          หรือไม่ก็ทำสวน  ปลูกผักปลูกหญ้า  อยู้กับธรรมชาติ

 

       * ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว

           แม้จะเหนื่อยหน่อย  ครอบครัวก็อบอุ่น 

           ถึงจะเหนื่อยหน่อย  สถานการณ์ก็ช่วยสั่งสมให้พ่อและแม่ตลอดมา

 

       แต่ด้วยความรักลูก  พ่อแม่บางคนก็เข้าใจผิดว่า  "ฉันเคยลำบากมาอย่างไร  ฉันจะไม่ยอมให้ลูกของฉันลำบากอย่างนั้น"

 

       * ที่จริงแล้ว  'ไม่ใช่'  เพราะว่าเราไม่สามารถเอาสถานภาพ  ตอนที่เราเป็นเด็กมาเป็นตัวแปร  สำหรับการเลี้ยงลูกปัจจุบัน  ที่จริงแล้วพ่อแม่ต้องทันสมัย  และรู้ทันเหตุการณ์ และตระหนักในใจว่า  กฎของบ้านเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกฎของบ้านคนอื่น  และการเลี้ยงดูลูกไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกบ้าน  บางบ้านใช้ไม้แข็งได้ผล  บางบ้านต้องไม้อ่อนเท่านั้น  บางบ้านต้องใช้หลายไม้ไม่เหมือนกัน  กว่าจะหล่อหลอมให้ลูกหลานเป็นเด็กดีได้

 

       ที่จริงแล้ว 'ไม่ใช่' เพราะการปล่อยให้ลูกต้องลำบาก  ต้องช่วยเหลือตัวเองแบบที่เราเคยเจอมา  มันอาจจะทำให้ลูกที่เรารักดังดวงใจ  เรียนรู้โลกได้มากกว่า  การที่ไม่ยอมให้ลูกผจญกับความยากลำบากบ้างเลย อย่าปกป้องลูกมากเกินไป  เดี๋ยวจะเข้ากรณี  'พ่อแม่รังแกหนู'  ไปเสีย

 

       ที่จริงแล้ว  ไม่ว่าเราฝันอยากเป็นอะไรก็ตาม  เราควรชี้เฉพาะลงไปว่าเป็นอย่างไรด้วยจึงจะดี  ไม่อย่างนั้นจะหลงทาง หรือทำให้เรามุ่งมั่นโดยไม่มีจรรยาบรรณเลยก็ได้  เพราะความหมายมันต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

 

                * ฝันอยากเป็นเพื่อนที่ดี

                * ฝันอยากเป็นลูกที่ดี

                * ฝันอยากเป็นพ่อที่ดี

                * ฝันอยากเป็นแม่ที่ดี

                * ฝันอยากเป็นแม่และพ่อในเวลาเดียวกัน  และเป็นให้ดีที่สุด

                * ฝันอยากเป็นนักเรียนที่ดี

                * ฝันอยากเป็นครูที่ดี

                * ฝันอยากเป็นนักการเมืองที่มีคุณธรรม

                * ฝันอยากเป็นนักการเมืองที่พัฒนาบ้านเมืองได้ดี

                * ฝันอยากเป็นหมอที่ดี

                * ฝันอยากเป็นนักธุรกิจที่มีคุณธรรม

                * ฝันอยากเป็นนักกฎหมายที่ยืนอยู่บนความยุติธรรม

                * ฝันอยากเป็นนักการข่าวที่เสนอข่าวเที่ยงตรง

                * ฝันอยากเป็นนักแสดงที่ดี

 

       ​​​​​​​* ฝันอยากเป็นนักแสดง

       ถ้าฝันแค่นี้เราอาจหลงทาง  เพราะนักแสดง  กับนักแสดงที่ดีมันแตกต่างกันลิบลับ  ฝันอยากเป็นนักแสดง  เป็นนักแสดงที่ดีและมีคุณภาพ  เป็นแบบอย่างที่ดี  มารยาทดี  ประพฤติตนดีอยู่ในศีลในธรรม

       เมื่อได้เป็นอย่างที่ฝันแล้ว  ยังต้องมีวินัย  ต้องรักษาคุณภาพ  หากแสดงหนังมาแล้ว 10 เรื่อง  เรื่องสุดท้ายที่แสดงกับเรื่องแรกที่แสดงต้องมีความแตกต่าางกัน  แตกต่างคือแตกต่างไปในทางที่ดีขึ้น  มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

       ฝันอยากเป็นนักแสดง  เมื่อเป็นนักแสดงแล้วก็หลงเหลิงไปกับ 'มายา' ติดกับการแสดง จนไม่เจอตัวจริงกับตัวจริงของตัวเอง  เพราะมัวแต่แสดง  นักแสดงไม่ใช่หน้าตาสวยหน้าหน้าตาหล่ออย่างเดียว

 

       * เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร  เพื่ออะไรแล้ว 

         ไม่ว่าเราจะฝันอะไร  เราจะไม่หลงทางง่าย

         เมื่อไม่หลงทาง  เราก็เดินทางไปถึงฝันง่ายขึ้น 

         และรักษาฝันนั้นให้อยู่กับเราได้ตลอดรอดฝั่ง

 

         ฝันแล้วต้องรักษาฝันด้วย 

         เพราะถ้าปล่อยให้ฝันลอยหายไป 

         นั่นก็แสดงว่าเรายังไปไม่ถึงฝันอยู่ดี

 

 

       อยากเห็นสังคมวันข้างหน้าดี  อยากเห็นสังคมเต็มไปด้วยความดี  คนเก่งถ้าไม่เป็นคนดีด้วยแล้ว  ก็ไม่สามารถผลงานดี ไม่สามารถรังสรรค์สังคมให้ดีได้  เพราะฉะนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับ  'ความดี'  เพราะว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว 

       (เพราะ เกิด แก่ เจ็บ ตายนั้นเป็นธรรมดาของโลก) 

 

       * แต่สังคมต้องดีสังคมจะดีก็เมื่อเราเริ่มต้นที่ตัวเรา 

         ถึงวันข้างหน้าเราจะไม่มีตัวตนอยู่ 

         ลูกหลาน  คนรุ่นหลังของเรายังจะได้ชื่นชมสังคมที่ดี 

         อันเป็นผลมาจากการกระทำดีและความฝันที่ดีของเรา

 

       เราไม่ต้องยิ่งใหญ่มาก  เราเพียงทำอะไรก็ได้ที่ช่วยเหลือสังคม  ไม่ต้องเยอะแยะ เพียงแต่ทำสิ่งเล็กน้อย เพราะสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ มันจะกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่งดงาม

 

       จะทำอะไรก็ตามอย่ามีข้อแม้กับตัวเอง  ยิ่งถ้าอยากทำความดี  อย่ามีข้อแม้ข้ออ้างที่จะล้มเลิกหรือหยุดทำถ้าอยากจะทำแล้วทำไปเลย  ทำแล้วปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เราอยู่  แต่อย่าให้สิ่งแวดล้อมกลืนความเป็นเราแล้วเป็นพอ

 

       * ความฝันที่เป็นความจริง  บางครั้งต้องทวนกระแส *

 

       ครูบางคนอยากสอนเด็กให้ดีมีคุณภาพ  เข้าใจโลกเข้าใจสังคม  ถึงขนาดทวนกระแส  เปลี่ยนแนวการสอนให้ทันสมัย  เพื่อป้องกันให้เด็กไม่หลงทาง  หรือไปเจอสื่อ (ลามก) ก่อนแล้วมาเข้าใจเมื่อสาย  กลับโดนสังคมจับผิดทั้งๆ ที่กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง  เพื่อให้ไปถึงฝันครูจึงต้องยอมทวนกระแสสังคม และกล้าที่จะทำในสิ่งที่แตกต่างแต่สร้างสรรค์กว่าจะถึงวันที่ครูยิ้มได้และภูมิใจที่ทำฝันสำเร็จ  คงจะเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่  และเพิ่งค้นพบว่ากว่าเขาจะมีวันนี้ได้ก็เพราะมีเรือจ้างบางคนกล้ามวนกระแส  เพื่อสอนพวกเขาให้เข้าใจสังคม  และเดินถูกทาง  รางวัลของความฝันคือนักเรียนของครูเป็นผู้ใหญ่ที่ดี  เข้าใจสังคม

 

       เด็กบางคนฝันอยากดูแลพ่อแม่  และก็ได้ดูแลจริงๆ  ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น  เพราะเด็กมีจิตสำนึกดี  และเด็กมีโอกาสทำความดี  พ่อแม่ที่เก่งเกินไปนั้นดี  แต่อาจจะปิดโอกาสให้เด็กได้ต่อสู้  เมื่อลูกไม่ได้ต่อสู้อะไร  ลูกก็ไม่รู้จะต่อสู้อย่างไร  เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่รักลูก  อาจจะต้องแสดงความรักอย่างทวนกระแสบ้าง 

 

       ปล่อยให้เขาต้องต่อสู้ 

         ปล่อยให้เขาต้องเดินทาง  ว้าเหว่  และเหน็ดเหนื่อยบ้าง 

         แต่อย่างไรก็อย่าลืมแสดงความรัก  และให้เขาได้รู้ว่าเรารัก 

          และที่ต้องปล่อยให้เขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง 

         ที่ต้องทนเห็นเขาเจ็บปวดบ้าง  นั่นก็เพราะเรารักเขา 

         อยากให้เขามีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต

 

 

       ​​​​​​​* รักในสิ่งที่เราเห็น  และเห็นคุณค่าของเรา

 

       เมื่อเรราให้มากๆ  และความหวังของเราก็คือ  เราอยากให้คนที่เราให้  เรียนรู้และรู้จักให้คนอื่นต่อไป  ลองหลับตานึกภาพดู  ว่าโลกนี้มันน่าอยู่เพียงไร

 

ช่วยกันส่งเสริม  ช่วยกันสนับสนุนความดี 

ไม่ว่าจะเป็นเราทำ  หรือคนอื่นทำก็ตาม 

เพราะผลดีมันจะเป็นผลที่ทำให้โลกของเรากลายเป็นสวรรค์ 

ไม่ต้องรอให้ตายไปก่อนจึงจะได้ขึ้นสวรรค์ 

เราขึ้นสวรรค์ได้ ตอนที่เรายังมีลมหายใจอยู่

 

              ต้องใจเย็น 

              ความใจเย็นจะสามารถทำให้เราก้าวไปอีกขั้น

              ...ที่ละขั้น  จนประสบความสำเร็จ

 

              ต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร  เพื่ออะไร 

              ไม่ว่าจะมีใครค่อยจับตาดูเราอยู่

              ​​​​​​​หรือต้องเดินทางเพียงลำพัง

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น