อัปเดตล่าสุด 2020-01-14 19:45:20

ตอนที่ 13 12. สำเร็จฝันหนึ่ง เริ่มต้นฝันอีกครั้ง และอย่าหยุดฝัน

 

       จงดำเนินชีวิตอยู่บนความเข้าใจ  และความเข้าใจมันต้องอาศัยการวิเคราะห์  ความคิด  สิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้เป็นสิ่งแรกคือเรียนรู้ที่จะคิด   เมื่อคิดเป็น  เราก็ทำขั้นตอนอื่นได้ง่ายขึ้น  ขออย่างเดียวอย่าเอาแต่คิดที่จะทำ  แต่ไม่ทำ  ขออีกอย่างหนึ่งเป็นของแถม  อย่าเอาแต่ฝัน  แต่ไม่ยอมเริ่มต้น เดินไปให้ถึงฝัน

 

       * ฝันแล้วสบายใจ  ฝันแล้วมีความสุข

         ทำอย่างไรจะขยายความฝันของเราให้กว้างขึ้น

 

 

       * ถ้าโลกนี้คือละคร

 

       เราจะพบว่ายิ่งเราโตขึ้นมากเท่าไร  ละครเรื่องที่เราแสดงก็มีตัวละครเยอะขึ้นเรื่อยๆ  แต่อย่างไรเราก็ยังเป็นตัวนำแสดงอยู่ดี  ทุกอย่างเริ่มต้นที่เรา  และอยู่กับเราไปจนวันสุดท้ายของลมหายใจ  แต่วันสุดท้ายที่เราหายใจนั้นไม่ได้หมายความว่า  จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่บนโลกนี้  เรายังจะคงดำรงอยู่ต่อไปในสถานภาพที่แตกต่างกันออกไปหากเราทำความดี  ผู้คนก็จะมีถาพความทรงจำเกี่ยวกับเราดีๆ หากเราเป็นคนดุร้าย  เห็นแก่ได้  ภาพของเราก็จะฝังอยู่ในความทรงจำของคนอื่นและตัวเองอย่างนั้น  ไม่มีใครสนใจหรอกว่าก่อนตายเรามั่งมีหรือร่ำรวยมหาศาล  เพราะว่าเราไม่ได้เอาติดตัวไปด้วยได้

 

       ความดีที่เรากระทำ  เรื่องดีที่เราฝากไว้กับโลก  เพื่อนมนุษย์จะติดตัวเราไป  เป็นความทรงจำที่ดี  และเป็นแบบอย่างให้กับคนที่ยังอยู่ในโลกใบนี้ต่อไป  และเป็นเรื่องเล่าขานด้านดีสืบไป  บุญดีที่เราทำก็ยังอยู่กับ  'ความเป็นเรา'  ตัวตนนั้นไม่ใช่ของเรา  คนมักมองว่า  การได้รับความนิยมชมชื่นนั้นคือรูปสมบัติ  และทรัพย์สมบัติ  แต่ความนิยมชมชื่นแบบนั้นมันไม่ได้อยู่กับเรานาน  หรือจีรัง  มันจะผ่านเข้ามาและผ่านออกไป  เป็นเพียงแค่มายาที่หลอกล่อให้เราหลงทาง และเสียเวลากับมัน

 

       คนช่างฝันไม่เคยหยุดฝัน  เราต้องเรียนรู้กับคำว่า  'พอ'  และต้องรู้จักใช้ในวาระที่ถูกต้อง  เราทานข้าวอิ่ม  นอนหลับ มสีครอบครัวที่ดี  ได้ไปเที่ยวพักผ่อนสนุกสนาน  หาหเราฝันว่าเราจะพอแค่นี้  เราก็จะพบว่าเราเพียงพอแล้วเราถึงฝันแล้ว

 

       * แต่คนเราไม่รู้จัก 'พอ' แล้วอ้างว่านั่นคือการ 'ฝันต่อ' อยู่บ่อยๆ  ที่จริงก็คือเราแค่เพียง อยากได้ให้มากกว่าเดิม อยากมีให้มากกว่าเดิม อยากรับมากกว่าเดิม...และไม่เคยเพียงพอ

 

       ถ้าเราอยากมีความสุข  เราต้องรู้จักอิ่ม  รู้จักพอ  ถ้าเราอยากมีหัวใจเป็นสุข  เราต้องเรียนรู้ที่จะหยุดเมื่อถึงเวลาและเดินต่อถ้ายังไปไม่ถึง  แต่อย่าได้หลงประเด็นแล้วเข้าใจผิดกับเรื่องง่ายๆ  แค่ปลายจมูก

  

             

แต่เรื่องฝันเสร็จ  และฝันใหม่ 

มันไม่เกี่ยวอะไรกับความไม่พอของมนุษย์

 

 

       * เพราะคนเรามีได้มากกว่าฝันเดียว

 

 

       คนที่มีความฝันคือคนที่มีชีวิตชีวา  คือคนที่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร  ทุกเช้าที่ตื่นมาจะสดใส  และกระตือรือร้นที่จะมีชีวิตอยู่  เพราะรู้ว่าชีวิตนั้นน่าสนุก  และมีเรื่องต้องเรียนรู้  ทดสอบ  แก้ไขปัญหาตลอดเวลา  วันนี้ต้องดีกว่าวันพรุ่งนี้  ทุกเช้าที่ตื่นมา  เราตื่นมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ  ประวัติศาสตร์ของตัวเราเอง

 

       ในขณะที่เรามีความฝันหนึ่ง  เราก็มีอีกหลายฝันได้ในเวลาเดียวกัน  ไม่มีปัญหา  ไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่เป็นเรื่องธรรมดา

 

ขณะที่เรานั่งอยู่นี้...

เราอาจกำลังเป็นนักฝันที่ฝันหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

       * ฝันอยากดูแลพ่อแม่ให้ท่านมีความสุข - ฝันกตัญญู

       * ฝันอยากเป็นศิลปินที่มีความสุข

       * ฝันอยากเป็นพ่อแม่ที่ดี

       * ฝันอยากมีบ้านที่อบอุ่น

       * ฝันอยากเป็นประชาชนที่ดี

 

       ฝันอย่างนี้ฝันร่วมกันไปได้  ฝันอย่างนี้ไม่ต้องทำอะไรมาก  เพียงแต่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด  และไม่ยอมให้ใครมาแย่งทำลายความฝันของเรา  และไม่เผลอลืมตัวปล่อยให้ 'คนอื่น' มาพรากความฝันไปจากเรา

 

       * คนที่อยู่อย่างไม่มีฝัน  คือคนที่อยู่อย่างไม่มีหวัง 

         ไม่มีหวังก็ไม่มีพลังทำอะไร

               

       หากคิดจะทุ่มเท  จงทุ่มเทกับการทำความดี  ไม่ใช่ทุ่มเทกับการสะสม

       หากคิดจะช่วยเหลือ  จงช่วยเหลือคนอื่นก่อน  และคาดหวังให้สังคมดี  ไม่ใช่คิดแต่จะช่วยตัวเองก่อน  และคิดจะรอให้คนอื่นมาช่วยเหลือเรา

 

       * หากคิดจะรัก  เราต้องเริ่มรักคนอื่น  และความรักที่ดี ก็คือความรักที่มีแต่การให้  โดยไม่ได้คาดหวังว่าเราจะได้รับอะไรกลับมาบ้าง  เพราะที่จริงแล้ว  เมื่อเราได้มีความสุข  และสบายใจ การ 'ให้' ของเรา  มันก็เปรียบเสมือนว่าเราได้รับแล้วอย่างเปี่ยมล้น

 

       จงดำเนินชีวิตอยู่บนความเข้าใจ  และความเข้าใจต้องอาศัยการวิเคระห์ 'ความคิด' สิ่งที่เราต้องเรียนรู้เป็นสิ่งแรกคือเรียนรู้ที่จะคิด  เมื่อคิดเป็น  เราก็ทำขั้นตอนอื่นได้ง่ายขึ้น  ขอย่างเดียวอย่าเอาแต่คิดว่าจะทำ  แต่ไม่ทำ  ขออีกอย่างหนึ่งเป็นของแถม  อย่าเอาแต่ฝัน  แต่ไม่ยอมเริ่มต้นเดินไปให้ถึงฝัน

 

       สิ่งที่อยู่ในมือเรา  คือสิ่งที่มีค่าที่สุด

       อย่ามัวคิดว่า  'อยากได้ อยากมี'  แล้วไม่ลงมือกระทำ

               

       ให้เริ่มลงมือ  ลงแรง  และออกเดินทางไปคว้าฝันของเราทันที เพราะเมื่อไม่ได้เริ่ม มันก็ไม่มีวันถึงเส้นชัย เพราะว่าหากเราเพียงแต่ฝัน  แต่ไม่เริ่ม  ความฝันก็ยังจะคงเป็นความฝันอยู่อย่างนั้น

 

       * และเรายังจะทำให้ความฝันไกลออกไปทุกทีด้วย

         เพราะเมื่อไม่เริ่ม  ความฝันก็จะลอยตัวห่างออกจากเราไปทุกที

 

       สมัยเรียนหนังสือที่ อัสสัมชัน คอมเมิรช  มีมาสเตอร์คนหนึ่งชื่อมาสเตอร์สุชาติ  สอนวิชาบัญชี  แต่ทุกครั้งที่เข้าเรียนวิชานี้  มาสเตอร์จะสอนเรื่องชีวิตและเรื่องการจัดการกับความคิดของเรามากกว่า  มาสเตอร์สอนเรื่องชีวิตและการต่อสู้ชีวิต  สมัยเป็นเด็กนั่งเซ็งนิดหน่อย  เพราะวิชาบัญชีเป็นวิชาที่ยากและเข้าใจยาก  แต่มาสเตอร์ก็ยังให้ความสำคัญกับชีวิตมากกว่าอยู่ทุกทีที่เจอหน้ากัน  ที่จำได้แม่นคือมาสเตอร์บอกว่า  หากเราคิดจะทำอะไรที่เป็นเรื่องดีๆ อย่าได้มัวแต่คิดแล้วไม่ลงมือกระทำ สูตรของมาสเตอร์ง่ายมากคือ  'ท ท ท ' หรือ 'ทำทันที'

 

       * ทุกวันนี้ยังใช้สูตรนี้ของมาสเตอร์อยู่ทุกวันคือทำทันทีและไม่ย่อท้อ  ล้มก็ลุกขึ้นมาใหม่  ผิดของต้องรับไป ด้วยความหวังว่า  สักวันหนึ่งของเราจะได้แก้ไขความผิดนั้น  ถึงแม้มันเราจะดีข้ามวันไม่ได้ทันใจเรา  แต่เราก็ได้เริ่มแก้ไข และไม่จมอยู่กับความทุกข์ความผิดนั้น

 

       * ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้ใช้วิชาบัญชีในชีวิตประจำวัเท่าไร  เพราะเรียนแทบตายก็ยังคิดกำไรขาดทุนไม่ค่อยเป็น  แต่สิ่งมีค่าที่ได้รับจากมาสเตอร์ก็คือคำสามคำ 'ทำทันที' ถึงแม้จะมีอีกหลายอย่างที่อยู่ในฝันและยังไม่ได้ทำ  แต่มันก็ยังอยู่ในแผนที่จะทำอยู่เมื่อมีเวลาและโอกาส  ทุกวันนี้เมื่อประสบความสำเร็จในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ  ก็ยังนึกขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทุกคนที่สอนให้เราเป็นคนดี  ที่สั่งสอนอบรม  และให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน

 

       * เราไม่ได้อยู่อย่างทุกวันนี้ได้  ด้วยตัวเราเองเพียงลำพัง  พ่อแม่  พี่น้อง  ญาติ  เพื่อน  ครูบาอาจารย์  และสังคมของเรา  สั่งสมให้เราเป็นเราอย่างที่เราเห็น  เราเป็นทุกวันนี้  ประสบการณ์ทุกอย่างมีให้เราเห็น ทั้งดีและเลว  เกือบดีเกือบเลว  เราเลือกหยิบประสบการณ์ไหนมาสอน  มาเป็นแบบอย่างให้เราก็ได้  แต่เราต้องเริ่มต้นที่ความคิดของเราเองด้วย  เราต้องฝึกให้เป็นคนมีความคิดที่เป็นระบบ  และทำทุกอย่าง  ตัดสินใจทุดเรื่องผ่านมาความคิดของเราเพราะคนที่ทำไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้คิด  มักจะต้องมานั่งเสียใจ  ต้องมาหาแก้ตัวทีหลังเสมอ

 

       * ในเมื่อเรารู้แล้วว่าคนเราสามารถเป็นเจ้าของความฝันได้มากมาย  เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรหยุดฝัน  หยุดนึกถึงเรื่องดีๆ  ให้ชีวิต  ไม่หยุดปรับแต่งตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  ดีขึ้นทุกวัน "EVERYBODY  WANT  TO  BE  SOMEBODY" เพราะฉะนั้น  นอกจากการเป็นคนที่ดีในสังคมแล้ว  ไอ้ใครบางคน SOMEBODY ที่เราอยากจะเป็นนี่แหละ  คือความฝันของเรามันมีสองแบบทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

 

จับต้องไม่ได้

       * ฝันอยากเป็นคนที่มีความอดทนมากกว่านี้

       * ฝันอยากเป็นคนที่มีอารมณ์เย็นมากกว่านี้

        * ฝันอยากเป็นคนที่มีสติมากกว่านี้

       * ฝันอยากเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อคนอื่นมากกว่านี้

       * ฝันอยากเป็นคนที่มีอารมณ์ขันมากกว่านี้

       * ฝันอยากเป็นคนที่มีสมาธิดีกว่านี้

       * ฝันอยากเป็นคนที่มีความมานะอดทนมากกว่านี้

       * และฝันนามธรรมที่จับต้องไม่ได้อีกมากมาย

       

 

หรือฝันแบบจับต้องได้

       * ฝันอยากเรียนเก่ง

       * ฝันอยากเป็นหมอ

       * ฝันอยากเป็นนักธุรกิจ

       * ฝันอยากมีบ้าน

       * ฝันอยากมีรถ

       * ฝันอยากท่องเที่ยวเดินทาง

       * ฝันอยากเป็นคนรักของใครสักคน

       * ฝันอยากเป็นนักกีฬา

       * ฝันอยากเป็นนักการเมือง

       * ฝันอยากได้ทุนการศึกษา

       * ฝันอยาก..........

 

 

คนที่มีความฝันคือคนที่มีชีวิตชีวา 

คือคนที่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร 

ทุกเช้าที่ตื่นมาจะสดใส  

และกระตือรือร้นที่จะมีชีวิตอยู่ 

เพราะรู้ว่าชีวิตนั้นน่าสนุก 

และมีเรื่องต้องเรียนรู้  ทดสอบ 

แก้ไขปัญหาตลอดเวลา 

วันนี้ต้องดีกว่าวันพรุ่งนี้ 

ทุกเช้าที่ตื่นมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์

เราตื่นมาเพื่อทำวันนี้ให้ดีที่สุด 

เพื่อให้มันกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ 

ประวัติศาสตร์ของเราเอง 

ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะจีรัง

และมีคุณค่านอกจาก 'ความดี'

หากคิดจะฝันขอให้ความฝันนั้นเป็นฝันที่ดี

 

 

       * อยู่อย่างมีความฝัน

         อยู่อย่างมีเสน่ห์

         อยู่อย่างมีความหวังและมีความฝัน

         อยู่อย่างมีความสุข

 

               

ก่อนจบหนังสือเล่มบางๆ  นี้ 

ขอฝากเนื้อเพลงที่บรรเลงให้หัวใจได้ลุกขึ้นสู้เสมอ 

แต่งโดยนักคิดที่มีอิทธิพลสูงคนหนึ่งในยุคแสวงหา 

วงดนตรี  'คารวาน' 

เป็นผูนำเพลง  "แสงดาวแห่งศรัทธา"  มาขับร้อง 

จิตร ภูมิศักดิ์  แต่งเพลงนี้โดยใช้นามปากกาว่า  สุธรรม บุญรุ่ง

ระหว่างปี  พ.ศ. 2503-2505  ซึ่งกำลังติดคุกอยู่ 

แม้จะอยู่ถูกจับกุม  กักขังอิสรภาพ

แต่ 'ความศรัทธา-ความเชื่อ' ก็ยังทำงานได้ 

ความไม่ท้อ  และคนไม่ยอมท้อเท่านั้น

ที่จะผลักดันให้ชีวิตมนุษย์ยืดหยัด 

มีค่า  และมีความหมายต่อโลกได้

 

       * แสงดาวแห่งศรัทธา *

 

       พร่าพรายแสงดวงดาวน้อยสกาว

       ส่องฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล

       ดั่งโคมทอง  ผ่องเรื่องรุ้งในหทัย

       เหมือนธงชัย  ส่องนำจากห้วงทุกข์ทน

       พายุฟ้า  ครืนข่มคุกคาม

       เดือนลับยาม  แผ่นดินมืดมน

       ดาวศรัทธา  ยังส่องแสงเบื้องบน

       ปลุกหัวใจ  ปลุกคนอยู่มิวาย

 

       ขอเยาะเย้ย  ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ

       คนยังคง  ยืนเด่นโดยท้าทาย

       แม้ผืนฟ้า  มืดดับเดือนลับละลาย

       ดาวยังพราย  ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน

 

       ดาวยังพราย  อยู่จนฟ้ารุ่งราง

 

       เราพร้อมแล้วใช่ไหมที่จะเริ่มต้น  และออกเดินทาง...

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น