อัปเดตล่าสุด 2020-01-07 17:32:06

ตอนที่ 2 1. ฝันใคร...ฝันมัน

       *เราต้องเริ่มต้นนับหนึ่ง  ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ คิดอย่างมีระแบบ  เป็นขั้นตอน  เริ่มจากง่ายไปหายาก เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่  เริ่มจากไม่เคยเป็นลองผิดลองถูก  พอมีประสบการณ์แล้วก็จะทำให้ทำผิดน้อยลง คล่องตัวมากขึ้น ตัดสินใจดีขึ้น  และเผชิญกับเรื่องยากๆ ด้วยหัวใจที่กล้าหาญมากยิ่งขึ้น

 

       หากมีบริษัทขายความฝัน  ธุรกิจขายฝันคงขายไม่ได้  เพราะว่ามนุษย์ทุกคนมีความฝันเป็นของตนเอง ฝันมาก ฝันน้อย  ขึ้นอยู่กับว่า  แต่ละคนรู้จักความฝันของตนเองหรือไม่  กล้าและพร้อมที่จะยอมรับ  ‘ฝัน’  นั้นมากน้อยแค่ไหน

 

       มนุษย์ที่มีความฝันและเชื่อมั่นในความฝัน  จะเป็นมนุษย์ที่มีพลัง  มีชีวิตชีวา  และน่าอยู่ใกล้ๆ หากเรายังเป็นคน แล้งฝัน มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ตามที่สังคมกำหนด  ตามที่กิเลสนำพาไป  กระตือรือร้นที่มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ  แต่ความสำเร็จกับความฝันมันไม่ไปทางเดียวกัน  ชีวิตเราก็คงจืดชืดและไม่น่าตื่นเต้นเท่าไร  บางครั้งคนเราต้องฟังเสียงร้องของหัวใจ ต้องทำตามความรู้สึกข้างใน เหตุเพราะมันหวานและสวยงาม

       ธุรกิจขายฝัน ธุรกิจสานฝัน และธุรกิจสร้างฝันนั้นไม่เหมือนกัน  เพราะวัตถุประสงค์ของการทำงานต่างกันไป ความฝันเป็นเรื่องเฉพาะตัว  คนบางคนอาจมีความฝันร่วมกันได้ แต่มันก็ไม่มีทางเหมือนกันทั้งหมด  คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน  คนที่เป็นคู่รักกัน  ก็ไม่จำเป็นต้องมีความฝันเหมือนกันทั้งหมด

 

       ความฝันเป็นเรื่องเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบ เพราะแม้พยายามจะเลียนแบบกันสักเท่าไร  ฝันของแต่ละคนก็ไม่มีวันเหมือนกัน เรียกได้ว่า “ฝันใคร ฝันมัน” ถึงจะฝันซ้ำๆ แต่รูปร่างของรูปร่างก็ไม่มีวันเหมือนกัน บางคนฝันเหมือนกัน อยากมีร้านหนังสือและร้านกาแฟเล็กๆ สักร้าน  ได้อยู่ใกล้คนชอบอ่านหนังสือ ได้อยู่เวียนวนกับหนังสือทุกวัน ทั้งวัน  เป็นฝันเล็กๆ ที่สวยงาม แต่รายละเอียดของฝันมันไม่เหมือนกัน  เพราะร้านกาแฟของคนฝันเหมือนกันสองคน  อาจจะมีมุมนั่งอ่านหนังสือไม่เหมือนกัน  ร้านในความฝันอาจจะเป็นสองร้านที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เหมือนเสื้อตัดเฉพาะหุ่น เฉพาะตัว โค้งเว้าของคนนั้นไม่เหมือนกัน “โค้งเว้าของฝันฉันก็ไม่มีวันเหมือนของเธอ”

       คุยกันเรื่องตัวตน  เรื่องการเป็นคน  ต้องคุยกันให้ถึงแก่น  ต้องทำความรู้จักเข้าไปอยู่ถึงข้างใน  ความฝันนั้นมีหลายแบบ  เจ้าของฝันนั้นมีแตกต่างกันไป  เรามาลองดูกันสักนิด  ว่าตัวเรานั้นเข้าข่ายเป็นนักฝันแบบใด

 

 

  • นักฝันธรรมดา  คือเป็นคนที่มีความฝันอันสูงสุดของตัวเองพยามยามทำทุกอย่างให้เดินไปถึงฝันนั้น  ต่อสู้ ฝ่าฟัน  ไม่สนแม้จะล้มลุกคลุกคลานเท่าไร

 

  • นักฝันแบบมีไฟ  เป็นคนที่ไม่เคยหยุดฝัน หยุดสร้าง หยุดก้าว หยุดผจญภัย  เมื่อไรที่เดินทางไปถึงฝันของตัวเองแล้ว ก็หาเรื่องก้าวต่อไป  หาเรื่องเหนื่อย หาเรื่องเข้าตัว เพื่อที่จะเดินทางต่อไปกลุ่มคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีพลัง และตื่นตัวอยู่เสมอ  ใครที่อยู่ใกล้แล้วก็พลอยกลายเป็นนักสู้ไปด้วย  ไม่ท้อถอย  และเชื่อมั่นในพลังของตัว

 

  • นักฝันแบบเก่งแต่นั่งฝัน  กลุ่มนี้เป็นกลุ่มช่างพูด ช่างคุย ช่างเจรจา กล่าวคือพูดมากกว่าทำ คิดเยอะ แต่ไม่ได้ทำเยอะเหมือนที่คิด มีแรงคิดดี แต่ไม่ค่อยมีแรงทำ จะมีความฝันลอยฟุ้งมากมายในอากาศ แต่ไม่ค่อยเริ่มลงมือทำ ไม่เคยได้สตาร์ทเครื่องเลย เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง  ไม่เคยได้ออกมหาสมุทรเลย

 

  • นักไม่กล้าฝัน  คนบางคนไม่กล้าฝัน  เพราะกลัวว่าฝันแล้วอาจจะต้องเจอกับอาการ  ‘อกหัก’  กับความฝันก็เลยไม่ค่อยอยากหวังกับความฝันเท่าไร  เพราะมีความเชื่อเป็นทางตันแต่แรกว่า  ถ้าไม่หวัง  ถ้าไม่ฝัน  ก็ไม่ผิดหวังในความฝัน  คนที่ไม่กล้าเสี่ยง  มักไม่ประสบความสำเร็จ  บางทีความสำเร็จความชื่นใจมันมารออยู่หน้าประตูแล้ว  เพียงแต่เราไม่กล้าเปิดประตูอ้ารับมัน ก็เท่านั้นเอง

 

 

  • นักทำลายฝัน  กลุ่มนี้น่ากลัวที่สุด  น่าเอาใจออกห่าง  และสมควรเอาตัวออกห่าง  เปรียบเหมือนพวกมือไม่พายและยังเอาตีนราน้ำด้วย (ต้องขอใช้คำว่าตีน เพราะเป็นคำสวยในความรู้สึกและเห็นภาพได้ชัดเจนดี) นักทำลายฝันจะเห็นคนมีความฝันไม่ได้  เห็นแล้วคงรำคาญใจ  เห็นใครอยู่กับความฝันแล้วมีความสุข  จะคอยยุแหย่ว่าไม่รอด  ไม่ไห้กำลังใจ  และยังทำลายกำลังใจเสียอีก  นักฝันพึงอยู่ห่างคนกลุ่มนี้  เพราะนอกจากเขาจะไม่มีความฝันเป็นของตัวเองแล้ว  เขายังเห็นคนอื่นฝันไม่ได้ด้วย

 

    

       หากเราอยู่ใกล้คนที่มีความสุข เราก็จะมีความสุขด้วย

       หากเราอยู่ใกล้คนที่มีพลัง เราก็พลอยมีพลังไปด้วย

       หากเราอยู่ใกล้คนที่มีความกระตือรือร้น 

       เราก็จะพลอยเป็นคนตื่นตัวอยู่เสมอไปอย่างไม่รู้ตัว

       และถ้าเราอยู่ใกล้คนที่ไม่อยากหยิบจับอะไร

       เราก็พลอยอย่างนั่งมองชีวิตผ่านวันผ่านอื่นไปเฉยๆ ด้วยเหมือนกัน

 

 

       เพราะฉะนั้นหากเรามีความฝันแล้ว เราลองมาสำรวจดูว่าเราเป็นพวกฝันแบบไหนกัน  เป็นพวกรักจะฝันหรือเป็นพวกเกลียดความฝัน เป็นพวกมีความสุขกับการได้ฝัน หรือเป็นทุกข์เพราะได้ฝัน

 

       โลกเรานี้เป็นโลกแห่งความฝัน

       พระเจ้าใจดีที่สร้างมนุษย์มาให้มีความฝัน

       แต่เรารู้จักและตอบรับกับความฝันของเราแตกต่างกันไป

       โลกเราหมุนอยู่ได้อย่างสวยงามและมีลีลาอย่างทุกวันนี้

       เพราะคนในโลกยังมีความฝันอยู่

 

       เมื่อตอบตัวเองได้ว่าเราเป็นนักฝันมืออาชีพ  นักฝันมือสมัครเล่น  หรือนักฝันใจไม่กล้าแล้ว  เรามาเริ่มต้นกันที่ความฝันดีไหม  เริ่มต้นที่ความคิด  เริ่มต้นที่ความฝัน  ทำความฝันของเราให้มันเป็นความจริง  อย่าปล่อยให้ฝันของเรากลายเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ

 

       จริงอยู่ ชีวิตไม่ได้เลือกได้เพียงแค่กดปุ่ม  มันยากกว่านั้นนิดเดียว  มันยากตรงที่เราจะเริ่มต้นอย่างไร อย่าพยายามกำหนดตัวเอง กฎเกณฑ์ตัวเอง  หรือฆ่าตัวตาย (ปล่อยให้ตายทั้งเป็น) ด้วยการไม่เริ่มต้นอะไรเลย กว่าจะนับเลขได้เป็นหลักหมื่น  หลักล้านทุกวันนี้  เราก็เริ่มนับจาก “หนึ่ง ฉอง ฉ๋าม ฉี่” กันทุกคน

       ใช่แล้ว  เราต้องเริ่มต้นนับหนึ่ง  ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ คิดอย่างมีระบบ  เป็นขั้นตอน  เริ่มจากง่ายไปหายาก เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่  เริ่มจากไม่เคยไปเป็นลองผิดลองถูก  พอมีประสบการณ์  แล้วก็จะทำให้ทำผิดน้อยลง  คล่องตัวมากขึ้น ตัดสินใจดีขึ้น และเผชิญกับเรื่องยากๆ ด้วยหัวใจที่กล้าหาญมากยิ่งขึ้น

 

เธอกับฉันล้วนยิ่งใหญ่...

คนมีความฝันนั้นยิ่งใหญ่...

 

       ความกลัวไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่ไม่ยอมเริ่มก้าวเดิน และปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปครั้งแล้วครั้งเล่านั้นเป็นเรื่องแปลก  เมื่อเราเรียนรู้แล้วเข้าใจความฝันของเรา  เมื่อดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่าง ‘คนมีฝัน’ เราจะเป็นคนมีชีวิตชีวามากขึ้น

 

*เชื่อไหม “คนที่มีชีวิตชีวานั้น  เป็นคนที่น่าสนใจและน่าอยู่ใกล้ ๆ”

 

       จะก้าวออกมาจากกรอบ  หรือจะยังอยู่ในกรอบก็ได้ อยู่นอกกรอบหรืออยู่ในกรอบก็ไม่สำคัญ  ถ้ายังอยู่กับหัวใจ ถ้าสมองกับหัวใจพร้อมกันทำงานให้ไปถึงฝัน  เมื่อไรก็ไม่มีคำว่าสายเกินไป

 

       หลังจากเรารู้จักความฝันของเราเป็นที่เรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือเดินไปหาฝัน  อย่าเดินดุ่ม  หรือซุ้มอยู่หลังพุ่มไม้  โดยไม่รู้เหนือรู้ใต้  อย่าหลับตาเดิน  อย่าได้หรี่ตาย่างก้าว  ถึงแม้ว่าตาเราจะบอด  เราก็ก้าวเดินไปอย่างคนมองเห็นได้  เพียงแค่เราเรียนรู้ที่จะมองเห็นจากข้างใน  มีประสาทสัมผัสที่ดีและกล้าที่จะทดลอง

       * ค้นหาความฝันของตัวเองให้เจอ  ยอมรับมันเริ่มต้นที่ความคิดของเรา  จัดการกับความคิดให้เปิดกว้างหาวิธีทางที่จะเดินไปถึงฝันถ้าไม่อยากเดินอ้อมไปอ้อมมาก็ต้องมีกลยุทธ์กลยุทธ์ที่ใช้หากไม่ได้ผล  ก็อย่าไปยึดติดกับมัน ให้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงวิธีที่ดีสำหรับคนหนึ่ง  อาจไม่ใช่วิธีที่ดีสำหรับอีกคนหนึ่ง  วิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้  อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับเราปรับปรุง  เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับเราที่สุด

       หากเราเป็นนักฝันที่กล้าหาญ 

       เราต้องไปถึงความฝันของเราแน่นอน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น