อัปเดตล่าสุด 2020-01-07 19:04:13

ตอนที่ 4 3. กล้าเป็นกระจกให้ตัวเอง

 

“WENT  TO  BE  SOMEBODY”

       เป็นเรื่องดี  เพราะเมื่อไรเราแค่อยากเป็นเท่าที่เราเป็นอยู่  เราก็ไม่ได้ตามที่เราฝัน  ถ้ามัวยึดติดและไม่คิดเปลี่ยนแปลงอะไร  เราอาจจะตามหาฝันที่ยิ่งใหญ่ไม่เจอ

 

       * เคยกล้าให้บทสรุป  หรือคำจำกัดความในความเป็นเราไหม ?  แน่นอนก่อนอื่นเราต้องถอดหน้ากากออกก่อน หน้ากากมนุษย์ที่ชอบเข้าข้างตัวเอง  ถ้ากล้าให้คำจำกัดความของความเป็นเรา โดยซื่อสัตย์ในความเป็นเรา  เราก็ไม่หวั่นไหวเวลาที่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์ตัวเรา  เพราะว่าเรารู้ตัวดีว่าเราเป็นคนอย่างไร  เราเชื่อมั่นว่าเราเป็นคนอย่างไร เราไม่หวั่นไหวต่อคำพูดของคนอื่น  เราไม่ลอยไปกับคำเยินยอของคนรอบข้าง  ที่คอยสร้างคอยปั้นภาพใหม่  ที่อาจจะเป็นภาพลวงภาพมายา  ที่สามารถทำให้เราเป็นคนหลงตัวเอง  ลืมตัวเอง

 

       เมื่อเรากล้าเป็นกระจกให้ตัวเอง  เราก็จงกล้าเปลี่ยนแปลง  และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนใหม่ที่พร้อมที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลง

 

       “ฉันเป็นฉันเอง”  เคยได้ยินคำนี้บ่อยใช่ไหม  แล้วเราใช้คำนี้บ่อยหรือเปล่า  ที่จริงมันเท่ห์ดีถ้าเรามาสามารถพูดกับคนที่จะทำให้เราอ่อนแอ หรือหวั่นไหว แต่เราต้องมั่นใจว่า เมื่อใดที่เราตอบโต้ไปว่า “I  AM  WHAT  I  AM”  นั้น  เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ  ไม่ใช่พูดตอบโต้ไปแล้ว  กลับบ้านก็ตัวห่อตัวเหี่ยวเหลือนิดเดียว  เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่เราเป็นจริง ๆ

 

       ในอีกมุมหนึ่ง  หากเราเชื่อมั่นในความเป็นตัวของตัวเองของเราแล้ว  เราก็จะต้องมั่นใจต่อไปอีกว่า  มุมที่เราเป็นเป็นมุมที่เรามองว่ามันดีที่สุดแล้ว  ในแบบฉบับของเรา  เป็นมุมที่เราพัฒนาและหมั่นเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนที่ดีกว่าก้าวไปใกล้ความฝันมากขึ้นทุกวัน  เป็นคนที่  ‘คม’  ขึ้นทุกวัน

 

       ไม่ใช่ว่า

       เมื่อสิบปีที่แล้วยังโกหกเก่งแค่ไหน...วันนี้ก็ยังโกหกเก่งเหมือนเดิม

       เมื่อสิบปีที่แล้วยังเป็นคนไร้ความรับผิดชอบมากแค่ไหน

       ...วันนี้ก็ยังเป็นคนไร้ความรับผิดชอบเหมือนเดิม

       เมื่อสิบปีที่แล้วยังเป็นคนไร้สาระแค่ไหน...วันนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

       เมื่อสิบปีที่ยังให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลในทุกเรื่องแค่ไหน

       ...วันนี้ยังปล่อยอารมณ์นำหน้าเหตุผลเหมือนเดิม

 

       หากเป็นแบบนี้ถือว่าเป็นการเชื่อมั่นในตัวเองแบบไม่อยากก้าวไปไหน  ฉันเป็นฉันเองเป็นนิ่งอยู่กับที่  หลับหูหลับตาหลงรักตัวเองแบบ  ‘กบในกะลา’

 

       ฉันเป็นฉันเองแบบใด?

       * เป็นคนมีความอดทนและต่อสู้

       * เป็นคนมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

       * เป็นคนรักคนอื่นเป็น

       * เป็นคนโอบอ้อมอารี

       * เป็นคนมีความซื่อสัตย์สุจริต

       * เป็นคนรักเกียรติ  รักศักดิ์ศรี

       * เป็นคนห่วงใยคนรอบข้าง

       * เป็นคนที่รู้จักให้อภัย

       * เป็นคนยอมรับความสามารถคนอื่น

       * เป็นคนมองค่าคนที่หัวใจ ไม่ใช่วัตถุนิยม

       * เป็นพวกมีศรัทธา

       * เป็นพวกไม่หน้าไหว้หลังหลอก

 

       ถ้าเรามีความเชื่อมั่นและความเชื่อมั่นของเราถูกต้อง  ไม่ต้องร้องหามาตรฐานมุมมองของคนอื่น  หากเราไม่รักตัวเองแล้วใครจะมารักเรา  และเมื่อเราจะรักตัวเอง เราก็ต้องรักให้เป็น อย่าปล่อยให้ความรักทำร้ายไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนรอบข้าง

 

       เมื่อมีความเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว  ขั้นต่อไปซึ่งเป็นขั้นสำคัญ คือบอกตัวเองให้ได้ว่า เราพอใจกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ หรือเราอยากเป็นใครสักคนที่เราฝันเอาไว้  จริงอยู่เราถูกสอนมาตลอดเวลาว่า  “จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่”  เชื่อว่าคำสอนนี้คงมีจุดประสงค์ให้เราพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งทุกข์ว่า  เรามีไม่เหมือนคนอื่น 

 

       * แต่ถ้าใครมีความคิดในจุดนี้และหยุดอยู่เท่านี้ ถือว่าสอบตก

 

       ทุกคนย่อมมีความฝันความอยาก  “EVERYBODY  WANT  TO  BE  SOMEBODY”  ใครบางคนในที่นี้ก็คือเราคนเดิมแต่เป็นเราที่เต็มไปด้วยความฝัน  เป็นเราที่เต็มไปด้วยจุดมุ่งหมาย  เป็นเราที่พร้อมจะก้าวเดิน และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

 

       * พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไม่ได้มีมาตรวัด

         ว่าการประสบความสำเร็จ  หรือถึงฝัน 

         คือการได้ขับรถยี่ห้อดัง

         ซื้อบ้านเดี่ยวหลังโต หรือร่ำรวยผิดปกติ

 

              แต่การพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นนั้น

              หมายถึงเราต้องดีกว่าเก่า วัดรอยเท้าตัวเอง

              ได้ใช้ความสามารถมากขึ้น

              ได้ทำให้คนอื่นมีความสุขได้เป็นผู้ให้

              และเป็นคนที่มีความสุขอยู่เสมอ

 

       * คนที่ร่ำรวยทางด้านวัตถุนั้น

         หากได้มาอย่างฉาบฉวย

         หากไม่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเอง

         แต่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและได้มาอย่างง่ายๆ

         ชีวิตทั้งชีวิตก็ต้องจมอยู่กับความผิด

         ความระแวง และหัวใจที่ไม่มีความสุข

 

       WANT  TO  BE  SOMEBODY 

         ไม่ต้องร่ำรวยที่สุดในโลก  ในประเทศ  หรือในสังคม 

         แต่เสียสละและให้คนยากไร้มากขึ้น

         และให้อย่างมีความสุข

         ให้โดยไม่ต้องหวังสิ่งตอบแทน

 

       WANT  TO  BE  SOMEBODY

         ไม่จำเป็นต้องเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม 

         ในขณะที่สถาบันที่เล็กที่สุดที่ตัวเองดูแลอยู่ล้มเหลว 

         ไม่จำเป้นต้องยื่นหน้าไปร่างนโยบายให้สังคม

         ถ้ายังไม่มีเวลาดูแลลูก หรือคนในครอบครัวให้อยู่อย่างมีความสุข

         และไม่ก่อปัญหาให้สังคม

 

       WANT  TO  BE  SOMEBODY

         ไม่จำเป็นต้องเก่งกาจ 

         แต่ถ้าทำตัวเองดีแล้ว  ทำครอบครัวดีแล้ว 

         ก็ค่อยๆเริ่มขยายใหญ่ออกไปสู่ระดับชาติ ระดับประเทศ ระดับโลก 

         ต้องปลูกดอกไม้ในบ้านให้สวยงาม 

         ต้องสร้างลูกสร้างหลานให้เป็นอนาคตที่ดีต่อสังคม 

         คนที่แบ่งเวลาให้คนอื่นมากมาย  แต่ลืมเหลือเวลาดูแลตัวเอง 

         ลืมเหลือเวลาดูแลครอบครัวให้มีความสุขและมีคุณภาพ 

         ก็คือคนที่สอบตกอยู่ดี

 

       WANT  TO  BE  SOMEBODY

         เป็นเรื่องดี

         เพราะเมื่อไรเราแค่อยากเป็นเท่าที่เราเป็นอยู่ 

         เราก็ไม่ได้ตามที่เราฝัน 

         ถ้ามัวยึดติดและไม่คิดเปลี่ยนแปลงอะไร 

         เราอาจจะตามหาฝันที่ยิ่งใหญ่ไม่เจอ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น