อัปเดตล่าสุด 2020-01-13 16:39:55

ตอนที่ 5 4. แบบอย่างที่ดี

 

       * ลูกที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรักความอบอุ่น  ด้วยอ้อมกอดของความรัก  เด็กก็จะเป็นคนที่รักเป็น และรู้จักรักคนอื่น  และคนที่รักคนอื่นเป็นนี่แหละ  คือคนที่มีความสุข

 

       แบบอย่างที่ดีเป็นเรื่องใหญ่  สังคมในปัจจุบันนี้ต้องมีแบบอย่างที่ดีให้เดินตาม  ต้องการนักพัฒนาตัวจริง ไม่ใช่นักพัฒนาเพียงลมปาก  คนที่ปากว่าตาขยิบอยู่ได้นาน  แต่ก็อยู่ได้อย่างไม่มีความสุข

 

       * ถ้าเด็กที่เติบโตมาจากบ้านที่แข็งแรงทางความคิด  เด็กก็จะเป็นเด็กที่แข็งแรงทางความคิด เมื่อความคิดแข็งแรง ก็จะเติบโตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ  แต่ถ้าหากความคิดไม่แข็งแรง ก็จะทำให้เติบโตอย่างขี้โรค ไม่มีภูมิคุ้มกันใดๆ

 

       * หากบ้านไหนเลี้ยงลูกด้วยความอบอุ่น  ยอมรับฟังความคิดเห็น  และให้โอกาสลูกได้แสดงความคิดเห็นทัศนคติ ลูกก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ไม่ปิดกั้นความคิดเห็นของคนอื่น ยอมรับฟังความคิดเห็นและรู้จักให้โอกาสคนอื่น

 

       * หากบ้านไหนเป็นบ้านช่างติ  ลูกทำผิดนิดก็ตำหนิ ลูกทำไม่ถูกใจหน่อยก็ดุด่า  ลูกก็จะเติบโตเป็นเด็กที่ปิดตัวเอง ไม่เคยเห็นคนอื่นถูกต้องในสายตา  ชอบโยนความผิดให้คนอื่น  ไม่ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง  แล้วก็มองเห็นข้อบกพร่องของคนอื่นอยู่เสมอ

 

       * ลูกที่ถูกเลี้ยงมาด้วยความรักความอบอุ่น ด้วยอ้อมกอดของความรัก  เด็กก็จะเป็นคนรักเป็น  และรู้จักรักคนอื่น  คนที่รักคนอื่นเป็นนี่แหละ  คือคนที่มีความรัก

 

       * หากเลี้ยงลูกให้อยู่ในกรอบ  เวลาจะทำอะไร  คิดอะไรแปลกหรือแหวกแนว ก็จะถูกฉุดกระชากความคิด และดึงเข้ากรอบเหมือนเดิม  เด็กจะโตขึ้นแบบไม่กล้าคิด  กล้าสร้างสรรค์ หรือกล้าแหวกแนวใหม่ เด็กจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าฝัน  ไม่กล้าเต้นระบำในท่าของตัวเอง

 

       * บ้านไหนที่มีพ่อแม่ให้เวลากับลูก ปล่อยให้ลูกได้เติบโตอย่างสร้างสรรค์ ไม่ปิดกั้นจินตนาการเด็ก จินตนานั้นก็จะติดตัว และเติบโตตามตัว  เราจะได้ผู้ใหญ่ที่กล้าฝัน ผู้ใหญ่ที่กล้าเดินไปข้างหน้า  ไม่หวั่นว่าหนทางมันจะยากเย็นหรือว่าโหดร้าย  เพราะเขารู้ว่าไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้  หากมีความตั้งใจจริง

 

       * หากเด็กถูกเลี้ยงดูอย่างมีเหตุผล  เด็กก็จะเติบโตอย่างมีเหตุมีผล  และเป็นผู้ใหญ่อย่างมีเหตุมีผล  รู้จักแพ้  รู้จักชนะ รู้จักให้ รู้จักรับ เป็นเด็กเต็มเด็ก และเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

 

       * หากพ่อแม่ดุ  หรือตีเด็กอย่างไม่มีเหตุผล  ตามแต่อารมณ์ตัวเองจะขึ้นหรือลง  เวลาอารมณ์ดีก็จะปล่อยให้ดื้อตามสะดวกวันไหนอารมณ์ไม่ดี  ก็จะดุอย่างไม่มีเหตุผล ลูกก็จะมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ติดตัวไปจนโต  บทจะดีก็ดีเหลือร้าย บทจะร้ายก็หาเหตุผลไม่มี

 

       * ครอบครัวเป็นฐานสำคัญที่สุดของสังคม  จากเล็กไปสู่ใหญ่  หากหนังสือเล่มนี้ไปตกในมือของเด็ก  จงให้โอกาสตัวเองได้ตรวจสอบว่าทำไมเราจึงเป็นคนมีอารมณ์แบบไหน และอย่าเกรงกลัวที่ปรับเปลี่ยนแปลงอารมณ์  แรกๆ  มันก็จะยาก เพราะไม่ได้ถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก  แต่ไม่เป็นไร  เพราะคนในสังคมนี้ไม่ได้โชคดีไปเสียทุกคน  และเราเลือกทางเดินของเราได้เอง  เพียงแต่เรายอมรับว่า  เราเติบโตมาจากครอบครัวแบบไหน  และสร้างวันใหม่ๆ  ให้ตัวเองกลายเป็นผู้ใหญ่คุณภาพ  อย่ายึดติดกับแบบอย่างเก่าๆ และไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง  เราเลือกอดีตไม่ได้  แต่เราบำรุงอนาคตของเราได้

 

       และหากเราเป็นผู้ใหญ่ในบ้าน  อาจไม่ได้เป็น ‘พ่อ’ หรือ ‘แม่’ อาจจะมีโอกาสเป็น พี่ น้า อา ป้า จงเลือกเป็นแบบอย่างที่มีคุณภาพให้กับเยาวชน หรือเด็กที่อยู่ใกล้ตัวของเรา ให้โอกาสเขาได้เติบโตอย่างสวยงาม สละเวลาอันมีค่าของเราให้กับอนาคตอันมีค่าของชาติ

 

       เพราะเด็กในวันนี้ เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าแน่นอน

 

       * ถ้าจะให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพเราต้องให้ความรักและกำลังใจกับเขา  เราต้องเชื่อว่าเขาทุกคนมีความฝันเราต้องมั่นใจว่าเขาก็มีพลังทำเรื่องใหญ่ๆ  เรื่องดีๆ เรื่องสร้างสรรค์ได้ และที่สำคัญเราต้องให้โอกาสเขา  ให้โอกาสเขาได้คิด  ได้เริ่มและไม่ปล่อยให้เขาว้าเหว่บนเส้นทาง

 

       ให้กำลังใจ โอบกอดเขา และบอกว่าสามารถทำเรื่องมหัศจรรย์ได้ ไม่ยากเลยให้เขารู้ว่าเขาเป็นความภาคภูมิใจของคุณ ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนมีคุณค่ามีความหมายให้โอกาสเขาได้แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเรา  เขาอาจถูก  เราอาจผิด  เด็กไม่จำเป็นต้องผิด  หรือคิดไม่ถึงเสมอไป  และผู้ใหญ่ก็ไม่จำเป็นจะต้อง ’ถูกต้อง’ ในทุกเรื่อง

       สนับสนุน  สานฝัน  และให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ รับฟัง และให้คำแนะนำ ก่อนที่เขาจะไม่เล่าให้ฟัง และไม่อยากฟังคำแนะนำจากเรา

       * ซื่อสัตย์ต่อเขา  ก่อนที่เขาจะไม่ซื่อสัตย์กับเรา

       * ให้เขาได้ฝัน  ก่อนที่พวกเขาจะไม่กล้าฝันอีกต่อไป

       * อย่าคาดหวังจากเขามาก  จนเขาไม่อยากเป็นผู้ถูกคาดหวังอีกต่อไป

       * ปล่อยให้เขาทำผิดได้บ้าง ก่อนที่เขาจะไม่รู้ตัวเองก็ทำผิดเป็น

       * พูดกับเขา ก่อนที่เขาจะไม่ยอมพูดกับเรา

       * กอดเขาไว้ ก่อนที่เขาจะไม่ยอมให้เรากอด

       * รักเขา  ก่อนที่เขาจะไม่ยอมรับความรักจากเรา

       * สร้างรากฐานให้แน่น ก่อนที่เขาจะเติบโตอย่างไร้ภูมิคุ้มกัน

 

       แบบอย่างที่ดีเท่านั้น  ที่จะเป็นกระจกสอนเขา  คำพูดนั้นสอนได้  แต่การกระทำมันจะทำให้เขาเชื่อเรามากกว่าคำพูดของเรา

 

       พ่อแม่ที่ดูแลลูกในทุกเรื่องและไม่ยอมปล่อยให้ลูกทำอะไรเลย หรือว่า ‘รักมากเกินไป’ จะกลายเป็น  ‘พ่อแม่ทำร้ายลูก’ ความรักเป็นเรื่องดี และงดงาม  แต่ต้องรักให้เป็น  รักไม่เป็น มันก็จะเป็นลูกศรที่ย้อนมาทำร้ายอยู่ดี  เราเห็นมามากเรื่องความรักที่ทำร้าย  ทำลาย  คนมองว่าความรักที่มากไปเป็นความรักที่อึดอัด  บางทีเมื่อเราสร้างความอึดอัดจนกลายเป็นความเคยชิน มันก็จะทำให้ลูกเคยชินกับความสบายไม่มีภูมิคุ้มกัน  เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถตามไปปกป้องลูกได้เมื่อลูกโตขึ้น หรือเมื่อลูกเติบโต ก้าวออกไปสู่สังคมที่อิสระขึ้น จะทำให้ลูกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ตัดสินใจเองไม่เป็น ไม่กล้ามีความคิดริเริ่ม  และไม่กล้าก้าวเดิน  หรือหาเส้นทางเดินของตัวเอง

 

       * เมื่อไม่กล้าเดินไม่กล้าก้าว 

         ก็จะทำให้ไม่กล้าฝัน 

         หากความฝันหยุดทุกอย่างก็สะดุดหมด

 

       * อย่างไรก็ดี เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว หากเราเป็นเด็กที่เคยถูกปกป้อง เป็นลูกที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรักความอบอุ่นด้วยอ้อมกอดของความรัก  เด็กก็จะเป็นคนที่รักเป็น  และรู้จักรักคนอื่น  และเป็นคนรักคนอื่นเป็นนี่แหละ  คือคนที่มีความสุข

       ไข่ในหิน ก็จงกล้ายืนหยัดที่จะก้าวเดิน กล้าฝัน แรกๆ มันต้องอาศัยความกล้า  และเหนื่อยหน่อย  เพราะว่าเรานั้นเติบโตมาบนเส้นทางที่สบายและปลอดภัย แต่ถ้าเราฝึกฝน และปรับปรุงตัวอยู่ตลอด เราก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง และก้าวไปสู่ความฝันของเราได้เหมือนกัน

 

       อย่าถามตัวเองว่า “จะรอดไหม”

       แต่จงมั่นใจว่าเราเองนั้น “ต้องรอดให้ได้”

       ต้องไปถึงฝันให้จงได้...

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น