อัปเดตล่าสุด 2019-04-30 01:02:41

ตอนที่ 13 โคะโทะริบะโคะ (กล่องไม้คร่าวิญญาณ)

            ตำนานสยองขวัญ “โคะโทะริบะโคะ (กล่องไม้คร่าวิญญาณ)”

            ตำนานสยองขวัญโคะโทะริบะโกะเป็นเรื่องเล่าของกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่มากซึ่งถูกทำขึ้นมาเพื่อใช้สาปแช่งและฆ่าคน คนที่ทำกล่องไม้นี้จะเอากล่องใบนี้ให้คนที่ตนเองต้องการจะสาปแช่งโดยหลอกว่าเป็นสิ่งของประดับหรือของเด็กเล่น โคะโทะริบะโคะจะสาปแช่งและฆ่าเฉพาะเด็กกับผู้หญิงที่สามารถมีลูกได้เท่านั้น (ผู้ชายจะไม่เป็นอะไร) ระดับความรุนแรงของโคะโทะริบะโคะจะมีอยู่ 8 ระดับ สำหรับโคะโทะริบะโคะในระดับสูงสุดนั้นจะสามารถฆ่าคนได้เพียงแค่คน ๆ นั้นเข้าไปใกล้โดยที่ยังไม่ต้องสัมผัสก็ได้

            โคะโทะริบะโคะบางใบจะมีพลังสาปแช่งที่รุนแรงมากถึงขนาดที่คนทำเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ความรุนแรงของโคะโทะริบะโคะจะลดลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไปแต่ก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปีถึงร้อยกว่าปี ว่ากันว่าคำว่า “โคะโทะริบะโคะ” น่าจะมาจากคำว่า “โคะ” “โทะริ” และ “ฮะโคะ” โดยที่ “โคะ” แปลว่า “เด็ก” “โทะริ” แปลว่า “ล่า” และ “ฮะโคะ” แปลว่า “กล่อง” (เมื่อรวมทั้งสามคำเข้าด้วยกัน คำว่า “ฮะโคะ” จะเปลี่ยนเสียงเป็น “บะโคะ”)

            เรื่องเล่าตำนานสยองขวัญโคะโทะริบะโคะจะมีดังนี้

            โคะโทะริบะโคะถูกทำขึ้นในช่วงปี 1865 - 1885

            ในสมัยนั้นมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในต่างจังหวัดถูกชุมชนข้างเคียงรังเกียจเดียดฉันท์ ดูถูกและมักจะถูกแย่งชิงอาหารกับสิ่งเพาะปลูกเสมอ ๆ การรังแกนั้นรุนแรงโหดร้ายมากจนในหมู่บ้านแห่งนี้จะฆ่าเด็กที่พึ่งเกิดบ่อยครั้งเพื่อลดจำนวนปากท้องในหมู่บ้าน (อาหารมีน้อยเพราะมักจะถูกแย่งชิงไปเสมอ) ถึงแม้คนในหมู่บ้านอยากจะมีลูกเพื่อใช้เป็นแรงงานในอนาคต แต่พอมีลูก ปริมาณอาหารก็ไม่เพียงพอ จึงจำใจต้องฆ่าลูกทิ้ง

            มีอยู่วันหนึ่งประมาณ 1 ปีหลังจากเกิดเหตุความวุ่นวายในเกาะโอะคิ (ปี 1968) ผู้ชายคนหนึ่ง (สมมติว่าชื่อเอจิโร่) ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มคนก่อเหตุได้หลบหนีการจับกุมตัวของทางการและมาหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ คนในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่าถ้าช่วยเหลือเอจิโร่หรือปล่อยให้เอจิโร่อยู่ในหมู่บ้าน พวกตนเองจะต้องถูกรังแกหนักกว่าเดิมเป็นแน่ จึงตกลงกันว่าจะจับตัวเอจิโร่และฆ่าทิ้งซะให้หมดเรื่อง ตอนที่คนในหมู่บ้านจับตัวเอจิโร่ได้ เอจิโร่ได้ต่อรองกับคนในหมู่บ้านว่า “ถ้ายอมไว้ชีวิต จะมอบอาวุธที่ใช้ต่อสู้ให้” อาวุธที่ว่านั้นก็คือโคะโทะริบะโคะ เอจิโร่เริ่มอธิบายคุณสมบัติของโคะโทะริบะโคะ พอทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าโคะโทะริบะโคะสามารถทำอะไรได้บ้างก็ยอมรับข้อเสนอของเอจิโร่ จากนั้น เอจิโร่ก็เสนอเงื่อนไขขึ้นมาอีกหนึ่งข้อคือขอเป็นคนทำโคะโทะริบะโคะใบแรกเอง ถ้าคนในหมู่บ้านยอมรับข้อเสนอนี้ด้วยจะสอนวิธีการทำให้ทันที ซึ่งคนในหมู่บ้านก็ยอมรับข้อเสนอนี้ด้วยเช่นกัน

            เอจิโร่สอนวิธีการทำโคะโทะริบะโคะให้คนในหมู่บ้าน แต่เนื่องจากโคะโทะริบะโคะเป็นสิ่งของที่อัปมงคลมาก ๆ เอจิโร่จึงถามซ้ำอีกครั้งว่าจะไม่เปลี่ยนความคิดใช่มั้ย คนในหมู่บ้านตอบกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่เปลี่ยนความคิดถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งของที่อัปมงคลแค่ไหน

            ขั้นตอนการทำโคะโทะริบะโคะมีดังนี้

            (1) ทำกล่องไม้โดยใช้แผ่นไม้หลาย ๆ ชิ้นประกอบเข้าด้วยกันและต้องให้แผ่นไม้ทับซ้อนกันไปมาให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้กล่องไม้ถูกเปิดออกได้ง่าย

            (2) เทเลือดของสัตว์ตัวเมียลงไปในกล่องไม้จนเต็มและรอ 1 อาทิตย์

            (3) ตอนที่เลือดในกล่องยังไม่แห้งสนิท ให้เอาชิ้นส่วนของเด็กที่เพิ่งถูกฆ่าใส่ลงไปในกล่องไม้ ถ้าเป็นเด็กแรกเกิด ให้ใส่รก ปลายนิ้วชี้ข้อแรกและลำไส้ที่บีบคั้นเลือดออกหมดแล้ว ถ้าเป็นเด็กที่อายุไม่เกิน 7 ขวบ ให้ใส่ปลายนิ้วชี้ข้อแรกกับลำไส้ที่บีบคั้นเลือดออกหมดแล้ว ถ้าเป็นเด็กที่อายุไม่เกิน 10 ขวบ ให้ใส่ปลายนิ้วชี้อย่างเดียว

            (4) ปิดฝากล่องไม้ให้สนิท

            (5) ชื่อเรียกของกล่องไม้จะเปลี่ยนไปตามจำนวนเด็กที่ถูกนำมาใช้

            - หนึ่งคน จะใช้ชื่อเรียกว่า อิปโป

            - สองคน จะใช้ชื่อเรียกว่า นิโฮ

            - สามคน จะใช้ชื่อเรียกว่า ซัมโป

            - สี่คน จะใช้ชื่อเรียกว่า ชิปโป

            - ห้าคน จะใช้ชื่อเรียกว่า โกะโฮ

            - หกคน จะใช้ชื่อเรียกว่า โรปโป

            - เจ็ดคน จะใช้ชื่อเรียกว่า ฉิปโป

            เอจิโร่ย้ำเตือนคนในหมู่บ้านว่าห้ามทำโคะโทะริบะโคะเกินระดับฉิปโปเด็ดขาด และบอกให้ทำสัญลักษณ์ประจำแต่ละระดับ เช่น อิปโปใช้สัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยม นิโฮใช้สัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยม เป็นต้น แต่ว่าโคะโทะริบะโคะใบแรกที่เอจิโร่จะทำเองและเอาติดตัวไปด้วยคือ “ฮัคไค” ซึ่งจะใช้เด็กอายุไม่เกิน 7 ขวบทั้งหมด 8 คน นอกจากนี้เอจิโร่ยังขอผู้หญิง 1 คนกับเด็ก 1 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหากด้วย

            คนในหมู่บ้านปรึกษาหารือกันว่าจะใช้เด็กบ้านไหนซึ่งเป็นการกระทำที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของหมู่บ้าน จากนั้นไม่นาน เอจิโร่ก็ทำฮัคไคได้สำเร็จและสาธิตพลังของฮัคไคให้คนในหมู่บ้านได้เห็นกับตาโดยใช้ผู้หญิง 1 คนกับเด็ก 1 คนที่เอจิโร่ขอไว้ต่างหากก่อนหน้านี้ เพียงแค่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ฮัคไค ทั้งเด็กและผู้หญิงก็เริ่มมีอาการทรมานทุรนทุราย อวัยวะภายในค่อย ๆ ฉีกขาดไหลออกมาจากร่างกายและเสียชีวิตลงในที่สุด พอคนในหมู่บ้านได้เห็นพลังของฮัคไคด้วยตาของตัวเอง ก็รีบช่วยกันทำโคะโทะริบะโคะเพิ่มอีกทันที

            โคะโทะริบะโคะใบแรกที่คนในหมู่บ้านทำคือฉิปโป จึงทำให้กลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงแค่ 2 อาทิตย์ จะมีเด็ก 16 คนและผู้หญิงอีก 1 คนถูกฆ่าเพื่อสังเวยให้กับกล่องไม้อัปมงคลสองใบ

            ตัวแทนของหมู่บ้านนำฉิปโปไปให้ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านข้าง ๆ โดยหลอกว่าเป็นสินน้ำใจจากทุกคนในหมู่บ้าน ไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวว่า ทั้งเด็กและผู้หญิงในบ้านของผู้ใหญ่บ้านที่ได้ฉิปโปไปเสียชีวิตอย่างทรมานทุกคน

            ด้วยเหตุนี้เอง ตัวแทนของหมู่บ้านก็ได้เดินทางไปทำข้อตกลงกับผู้หลักผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจของหมู่บ้านรอบข้างทั้งหมดโดยยื่นข้อเสนอไปว่าต่อจากนี้ไป ห้ามมายุ่งเกี่ยวหรือมารังแกคนในหมู่บ้านอีก ไม่เช่นนั้นจะได้พบเจอเหตุการณ์อย่างที่ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นเจออย่างแน่นอน

            ตัวแทนของหมู่บ้านเอาฉิปโปกลับมาเก็บไว้ที่หมู่บ้าน และถึงแม้หมู่บ้านรอบข้างจะเลิกยุ่งเกี่ยวหรือรังแกคนในหมู่บ้านแล้ว แต่โคะโทะริบะโคะก็ยังคงถูกทำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนั้นเอจิโร่ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านแล้วและทิ้งวิธีการดูแลโคะโทะริบะโกะเอาไว้ดังนี้คือ

            (1) ห้ามเด็กและผู้หญิงเข้าใกล้อย่างเด็ดขาด

            (2) พลังของโคะโทะริบะโคะจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป ถ้าถึงเวลาที่ไม่จำเป็นต้องใช้แล้วและต้องการกำจัดทิ้ง ต้องให้ศาลเจ้าเป็นผู้จัดการให้เท่านั้น ห้ามให้วัดจัดการให้อย่างเด็ดขาด

            คนในหมู่บ้านทำโคะโทะริบะโกะอย่างต่อเนื่องติดต่อกันถึง 13 ปี ตอนที่จะฆ่าเด็ก ๆ พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมักจะท่องว่า “จงแค้นพวกมัน จงสาปแช่งพวกมัน” ซึ่งถ้าคิดในอีกมุมหนึ่ง นี่ก็เปรียบเสมือนความพยายามที่จะลบความรู้สึกผิดในใจเมื่อต้องลงมือฆ่าเด็ก

            ภายในเวลา 13 ปี โคะโทะริบะโคะถูกทำขึ้นมาทั้งหมด 16 ใบ โดยมีอิปโป 6 ใบ นิโฮ 2 ใบ โกะโฮ 5 ใบและฉิปโป 3 ใบ และมีเด็กที่ต้องสังเวยชีวิตทั้งหมด 56 คน แต่ถ้านับรวมกล่องไม้ใบที่ทำไม่สำเร็จด้วย จำนวนเด็กที่ต้องตายก็น่าจะมีมากกว่านั้น

            แต่แล้วก็มีอยู่วันหนึ่ง ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือ ณ. สถานที่ที่กล่องไม้ทุกใบถูกเก็บรักษาเอาไว้โดยมีผู้ชายหนึ่งคนคอยเฝ้าระวัง เด็กผู้ชายวัย 11 ขวบแอบเข้าไปขโมยกล่องไม้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตอนที่ผู้ชายเผลอ และสิ่งที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือกล่องไม้ใบที่เด็กผู้ชายขโมยออกมาคือฉิปโปที่พึ่งจะทำเสร็จเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง

            ถ้าดูผ่าน ๆ ลักษณะภายนอกของกล่องจะดูคล้ายกับของเล่นที่เหมือนกับกล่องปริศนา ซึ่งสิ่งนี้เองที่น่าจะดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ เด็กผู้ชายเอาฉิปโปที่ขโมยมากลับไปที่บ้านเพื่อเอาไปเล่นต่อ แต่ไม่เกินคืนนั้น ทั้งเด็กและผู้หญิงทุกคนในบ้านเสียชีวิตอย่างทรมาน พอคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านทราบข่าว ก็เริ่มสำนึกได้ว่าสิ่งของที่พวกตนเองทำขึ้นมานั้น มันอันตรายมาก ๆ และเป็นเหมือนดาบสองคมเพราะถ้าเผลอเมื่อไหร่ ดาบนั้นก็จะคืนสนองกลับมาทันที ด้วยความกลัว คนในหมู่บ้านปรึกษาหารือกันและเห็นพ้องต้องกันว่าจะกำจัดกล่องไม้ทุกใบที่ทำขึ้นมา

            ตัวแทนของหมู่บ้าน 5 คนเดินทางไปปรึกษากับคนทรงในศาลเจ้าที่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน แต่คนทรงรับรู้ได้ถึงพลังอันรุนแรงที่ไม่สามารถสะกดเอาไว้ได้ในตอนนั้น จึงเสนอวิธีการที่จะทำให้พลังจากกล่องไม้อ่อนแอลงก่อน แล้วจึงค่อยทำพิธีสะกด

            ขั้นตอนและเงื่อนไขที่คนทรงเสนอให้ตัวแทนของหมู่บ้านมีดังนี้

            (1) ให้แบ่งคนในหมู่บ้านออกเป็นกลุ่ม ๆ โดยมีจำนวนกลุ่มมากกว่าจำนวนกล่องและกำหนดตัวแทนของแต่ละกลุ่มขึ้นมา 1 คน

            (2) ห้ามนำกล่องมาที่ศาลเจ้าจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดไว้และคนของศาลเจ้าจะไม่มีการติดต่อไปที่หมู่บ้านอย่างเด็ดขาด

            (3) ระยะเวลาที่กำหนดและจำนวนกลุ่มที่จะต้องดูแลกล่องไม้จะแตกต่างกันไปตามพลังของกล่องไม้ เช่น ถ้า 50 ปีจะใช้ 1 กลุ่ม ถ้า 100 ปีจะใช้ 2 กลุ่ม แต่ถ้าเป็นฉิปโปก็อาจจะต้องรอถึง 140 ปีซึ่งคงต้องใช้ถึง 3 กลุ่ม เป็นต้น

            (4) กำหนดตัวแทนของหมู่บ้านขึ้นมา 1 คน ให้ตัวแทนคนนั้นนำกล่องไม้ 1 ใบไปให้แต่ละกลุ่มเก็บเอาไว้ หลังจากที่แจกจ่ายกล่องไม้จนหมด ให้ตัวแทนคนนั้นเดินทางมาที่ศาลเจ้าเพื่อแจ้งข้อมูลว่าให้กล่องไม้แต่ละใบแก่กลุ่มไหนบ้าง แต่เพื่อรักษาความลับ ศาลเจ้าจะฆ่าตัวแทนคนนั้นหลังจากที่ได้ข้อมูลแล้ว ซึ่งจะทำให้มีเพียงศาลเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่ากล่องไม้แต่ละใบอยู่ในการดูแลของกลุ่มไหนบ้าง

            (5) แต่ละกลุ่มห้ามพูดคุยกันถึงเรื่องกล่องไม้เด็ดขาด

            (6) ห้ามเด็กและผู้หญิงเข้าใกล้บริเวณที่เก็บกล่องไม้อย่างเด็ดขาด

            (7) ถ้าตัวแทนของกลุ่มเสียชีวิตเมื่อไหร่ จะต้องแจ้งศาลเจ้าทันที และถ้ายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องนำกล่องไม้มาที่ศาลเจ้า ก็ให้ส่งต่อกล่องไม้ใบนั้นไปให้ตัวแทนกลุ่มอื่นที่ต้องรับผิดชอบกล่องไม้ใบเดียวกันและต้องแจ้งศาลเจ้าทันทีด้วยว่าส่งต่อให้ตัวแทนกลุ่มไหน

            (8) เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนด ให้นำกล่องไม้มาที่ศาลเจ้า แล้วที่เหลือศาลเจ้าจะจัดการเอง หลังจากนั้น ห้ามถามและห้ามพูดถึงอีกเด็ดขาด

            ตัวแทนของหมู่บ้านยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดที่ศาลเจ้าเสนอมาและแบ่งกลุ่มที่ต้องดูแลตามตระกูล  จริง ๆ แล้วเอจิโร่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจุดจบจะเป็นแบบนี้ จึงเดินทางมาหาคนทรงที่ศาลเจ้าแห่งนี้หลังจากที่ออกจากหมู่บ้านพร้อมกับเอาฮัคไคติดตัวมาด้วย เอจิโร่ขอร้องคนทรงให้ช่วยเหลือถ้าหากคนในหมู่บ้านมาขอความช่วยเหลือเรื่องกำจัดกล่องไม้ หลังจากนั้น เอจิโร่ก็ออกเดินทางต่อโดยไม่มีใครรู้ว่าเอจิโร่จะไปไหน แล้วจะเอาฮัคไคไปทำอะไรหรือเอาไปให้ใคร

            ……

            เวลาผ่านไปจนถึงยุคปัจจุบัน (ปี 2005) มีอยู่วันหนึ่ง กลุ่มเพื่อน 4 คนสมมติว่าชื่อมะซะชิ เคย์โกะ เอตะและชิสุโกะนัดกันจะไปกินข้าวสังสรรค์

            มะซะชิทำงานเป็นพนักงานบริษัททั่วไป แต่ต้นตระกูลทำงานเป็นคนทรงในศาลเจ้าตั้งแต่สมัยก่อนรุ่นทวด ด้วยเหตุนี้ มะซะชิจึงเป็นคนที่มีซิกซ์เซ้นส์ค่อนข้างแรง

            เคย์โกะเป็นแฟนสาวของมะซะชิ เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเหมือนกัน

            เอตะเป็นเพื่อนสนิทของมะซะชิ รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น

            ชิสุโกะเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมต้นของเอตะเหมือนกับมะซะชิ

            ในวันนั้น มะซะชิกับเคย์โกะไปหาเอตะที่บ้านเพื่อรอชิสุโกะตามมาสบทบทีหลัง ระหว่างที่รอ ทั้ง 3 คนก็นั่งเล่นเกมด้วยกันบ้าง นั่งอ่านหนังสือบ้างเพื่อฆ่าเวลา

            สักพัก ชิสุโกะก็โทรศัพท์มาหาเอตะโดยบอกว่า “ขอโทษน้า อาจจะไปสายนิดนึง พอดีที่บ้านกำลังรื้อของในห้องเก็บของ แล้วก็เจอของที่น่าสนใจมาก ๆ ตอนนี้ทุกคนในบ้านกำลังสนุกกันใหญ่ เอตะเล่นเกมปริศนาเก่งใช่มั้ยล่ะ เดี๋ยวจะเอาไปให้ดูนะ” แล้วชิสุโกะก็วางสายไป

            ผ่านไปประมาณ 40 นาที ชิสุโกะก็มาถึงบ้านของเอตะ แต่ยังไม่ทันที่ชิสุโกะจะเข้ามาในบ้าน อยู่ดี ๆ มะซะชิก็พูดขึ้นมาด้วยอาการแตกตื่นว่า “ฉิบหายแล้ว ซวยล่ะ จะทำยังไงดีวะ พ่อก็ไม่อยู่ด้วยวันนี้

            เอตะรีบหันไปถามว่า “เฮ้ย! เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น

            มะซะชิตอบกลับมาว่า “คือ...มันน่ากลัวมาก...ชิสุโกะเอามาจริง ๆ เหรอเนี่ย…

            ในอดีตที่ผ่าน ๆ มา มะซะชิจะมีอาการแบบนี้บ้างเวลารู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เหนือธรรมชาติ เช่น วิญญาณ ฯลฯ แต่ไม่เคยแสดงอาการหนักขนาดนี้

            ไม่นาน ชิสุโกะก็เดินมาถึงห้องของเอตะ มะซะชิหน้าซีดเผือดและพูดขึ้นมาว่า “ชิสุโกะ…เธอเอาอะไรมา ไหนเอามาให้ดูหน่อย

            ชิสุโกะตอบกลับไปว่า “เอ๊ะ! มีอะไรเหรอ หรือว่ามันเป็นของที่ไม่ควรเอามา?

            มะซะชิตอบสั้น ๆ ว่า “ใช่…

            ชิสุโกะยื่นกล่องไม้ให้ทุกคนดูพร้อมกับบอกว่า “นี่…เจอตอนที่บ้านกำลังทำความสะอาดห้องเก็บของที่อยู่นอกบ้าน

            กล่องไม้มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ 20 เซนติเมตร ดูลักษณะภายนอกเหมือนกล่องปริศนา

            มะซะชิรีบพูดขึ้นว่า “อย่าแตะต้องมันอีกนะ ทิ้งไป

            มะซะชิเอาโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วก็โทรไปหาคุณพ่อ

            มะซะชิพูดไปตามสายว่า “พ่อครับ…โคะโทะริบะโคะ…เพื่อนเอาโคะโทะริบะโคะมาให้ดู ผมกลัวมาก ผมคงทำแบบที่คุณปู่ทำไม่ได้ครับ

            มะซะชิคุยโทรศัพท์กับคุณพ่อนานพอสมควร แต่เพื่อน ๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาเท่าไหร่เพราะมีแต่คำศัพท์ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน พอจะจับใจความได้ว่าคุณพ่อสั่งให้มะซะชิรีบทำพิธีสะกด แต่ถ้าผิดพลาดอะไร คุณพ่อของมะซะชิจะตามมาแก้ไขให้ภายหลัง

            มะซะชิวางสาย นั่งรวบรวมสมาธิ จากนั้นก็ขอยืมมีดหรือไม่ก็คัตเตอร์จากเอตะ

            เอตะตกใจและถามว่า “จะเอาไปทำอะไรวะ

            มะซะชิตอบกลับไปว่า “เอามาเถอะ ต้องรีบทำพิธีปัดรังควานให้ชิสุโกะก่อน

            ตอนนั้น ชิสุโกะตกใจจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและเริ่มทำท่าจะร้องไห้เพราะมะซะชิทำหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ

            เอตะส่งมีดเล่มเล็ก ๆ ให้มะซะชิ

            มะซะชิบอกเอตะให้ช่วยหยิกเนื้อที่ต้นขาของตนเองให้สุดแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ มะซะชิกัดฟันและใช้มีดกรีดนิ้วชี้กับฝ่ามือของตนเอง

            จากนั้น มะซะชิก็พูดขึ้นมาว่า “ชิสุโกะ อ้าปากเร็ว

            พอชิสุโกะอ้าปาก มะซะชิก็เอานิ้วที่เต็มไปด้วยเลือดใส่เข้าไปในปากของชิสุโกะ

            มะซะชิพูดว่า “ชิสุโกะ ดื่มเลือดของฉันลงไป พยายามดื่มลงไป

            “ชิมเมอิวะโตะ อะเคะมะชิตะ คะชิโคะมิคะชิโคะมิ โมะมะโมะ…” มะซะชิท่องคาถาอะไรสักอย่างระหว่างที่เอานิ้วใส่เข้าไปในปากของชิสุโกะ

            หลังจากท่องไปประมาณ 5-6 รอบ พอมะซะชิเอานิ้วออกจากปากของชิสุโกะ ชิสุโกะก็อ้วกอะไรบางอย่างออกมาซึ่งชุ่มไปด้วยเลือด

            จากนั้น มะซะชิก็เอามือที่เต็มไปด้วยเลือดวางบนกล่องไม้ แต่ดันลืมบทคาถา จึงรีบบอกเอตะให้ใช้โทรศัพท์มือถือของตนเองต่อสายไปถึงคุณพ่อ

            พอโทรติด มะซะชิก็พูดไปตามสายว่า “พ่อครับ ขอโทษด้วยครับ ผมลืมบทคาถา ช่วยท่องให้ผมฟังหน่อยครับ

            มะซะชิใช้มืออีกข้างจับมือถือและใช้มือที่เต็มไปด้วยเลือดวางบนกล่องไม้ จากนั้นก็ท่องบทสวดตามเสียงของคุณพ่อ

            พอท่องคาถาเสร็จ มะซะชิถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับบอกทุกคนว่า “ทุกอย่างจบแล้ว

            วันนั้นเอตะขับรถไปส่งทุกคนที่บ้านโดยมะซะชิเอากล่องไม้กลับไปที่บ้านด้วย ตลอดเวลาที่นั่งรถ มะซะชิเอาผ้าพันมือที่เต็มไปด้วยเลือดให้ติดกับกล่องไม้ (ให้เอตะช่วยพัน)

            หลังจากนั้นอีกประมาณ 8 วัน เอตะมีโอกาสได้เจอกับมะซะชิอีกครั้ง

            มะซะชิเล่าให้เอตะฟังว่า “กล่องไม้ที่ชิสุโกะเอามาให้ดูคือโคะโทะริบะโคะ ในสมัยโบราณ ชุมชนที่ชิสุโกะอาศัยอยู่ทำขึ้นมาเพื่อใช้แก้แค้นคน แต่กล่องไม้นั้นจะมีผลกับเด็กและผู้หญิงที่มีลูกได้เท่านั้น ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนเอามาที่ศาลเจ้า แล้วคุณปู่ก็ทำพิธีสะกดเอาไว้ ที่เหลือจะเล่าให้ฟังทีหลังนะ…

            ผ่านไปอีกสองสามวัน มะซะชิ เคย์โกะ เอตะ ครอบครัวของชิสุโกะและคุณลุงที่อยู่ข้างบ้านชิสุโกะ (หลังจากนี้จะเรียกสั้น ๆ ว่าคุณลุงข้างบ้าน) ได้มารวมตัวกันที่บ้านของชิสุโกะเพื่อพูดคุยและสอบถามที่มาของกล่องไม้

            พ่อของชิสุโกะเล่าว่า “ที่บ้านมีแผนที่จะรื้อห้องเก็บของที่อยู่นอกบ้าน และในวันที่ผู้รับเหมามาที่บ้านเพื่อรื้อห้องเก็บของ คุณลุงข้างบ้านก็รีบเข้ามาห้ามทันที แต่พอถามเหตุผลกลับไป ก็ไม่ยอมพูดอะไร

            ชิสุโกะรีบพูดขึ้นมาว่า “หรือว่า…ที่คุณลุงมาห้ามไม่ให้รื้อก็เพราะกล่องไม้นั้นใช่มั้ยคะ?

            คุณลุงข้างบ้านตกใจเมื่อได้ฟังคำพูดของชิสุโกะและพูดเสียงอ่อย ๆ ขึ้นมาว่า “เจอกล่องไม้ใบนั้นแล้วเหรอ ตอนนี้เก็บไว้อยู่ที่ไหน แล้วไม่มีใครเป็นอะไรเลยเหรอ

            พอซิสุโกะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้คุณลุงข้างบ้านฟัง คุณลุงข้างบ้านก็ได้แต่พูดขอโทษซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ

            ตอนนั้นเอง มะซะชิก็พูดขึ้นมาว่า “คุณลุงครับ ตามจริงแล้ว กล่องไม้ใบนั้นมันต้องถูกเก็บรักษาในบ้านของคุณลุงใช่มั้ยครับ ตอนที่คุณปู่ของชิสุโกะรับช่วงดูแลจากตระกูลOOO คุณปู่ของชิสุโกะก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันหลังจากนั้นไม่นานซึ่งอาจจะยังไม่ได้เล่าเรื่องกล่องไม้ให้คุณพ่อของชิสุโกะฟัง ถ้าพิจารณาอายุของคุณพ่อของชิสุโกะ ก็เป็นไปได้ยากว่าถึงคิวของคุณพ่อของชิสุโกะแล้ว เมื่อวานนี้ผมได้ลองดูบันทึกของคุณพ่อ กล่องไม้ใบนั้นคือฉิปโปและปัจจุบันมันก็ต้องส่งต่อให้คุณลุงเป็นผู้ดูแลต่อ คุณลุงรู้เรื่องกล่องไม้นั้นใช่มั้ยครับ แต่ก็ไม่ยอมรับช่วงต่อ รู้ทั้งรู้ว่าอยู่ในบ้านของชิสุโกะแต่ก็เงียบไม่ยอมพูดอะไร ถ้าวันนั้น ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ชิสุโกะอาจจะเสียชีวิตไปแล้วก็ได้ และอาจจะมีคนที่ไม่เกี่ยวข้องเสียชีวิตตามไปด้วยก็ได้ ผมเข้าใจนะครับว่าการดูแลรักษากล่องไม้ใบนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน แต่ถ้าปล่อยให้ละเลยกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นมาเช่นครั้งนี้ อนาคตจะต้องมีปัญหากับกล่องไม้ใบอื่นตามมาอย่างแน่นอน คุณลุงอธิบายเหตุผลที่ไม่ยอมรับช่วงต่อที่ฟังขึ้นให้ผมฟังได้มั้ยครับ

            คุณลุงข้างบ้านอธิบายเหตุผลด้วยความรู้สึกเสียใจว่า “แต่เดิมฉิปโปใบนั้นอยู่ในการดูแลของ 3 ตระกูลคือตระกูลOOO ตระกูลของชิสุโกะและตระกูลของลุง เมื่อหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตก็ต้องส่งต่อให้ครอบครัวต่อไปดูแล ครอบครัวที่รับไปดูแลต่อจะต้องเก็บรักษาไว้จนกว่าหัวหน้าครอบครัวจะเสียชีวิตถึงจะส่งต่อให้ครอบครัวต่อไปได้ และจะทำอย่างนี้วนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันที่นำไปมอบให้ศาลเจ้าจัดการต่อ หัวหน้าครอบครัวจะต้องเล่าเรื่องนี้ให้ลูกชายคนโตฟัง ในกรณีที่ไม่มีลูกชายเลย ก็ให้ส่งข้ามไปครอบครัวต่อไป นอกจากนี้จะต้องไปรับกระดาษยันต์ใบใหม่ที่ศาลเจ้าตอนรับกล่องไม้เพื่อเอามาแปะแทนใบเก่า

            ตอนที่คุณปู่ของชิสุโกะเสียชีวิต ลุงมีหน้าที่ต้องรับกล่องไม้มาดูแลต่อ แต่...แต่ตอนนั้นลุงรู้สึกกลัวมาก ๆ ยกโทษให้ลุงด้วย ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่มีผลต่อผู้ชาย แต่ลุงก็รู้สึกกลัวจริง ๆ ลุงรู้สึกหวาดระแวงตลอดเวลาว่าสักวันคุณพ่อของชิสุโกะต้องเอากล่องไม้ใบนั้นมาให้แน่ ๆ แต่หลังจากเสร็จงานศพของคุณปู่ของชิสุโกะ ก็ไม่มีทีท่าว่าคุณพ่อของชิสุโกะจะเอากล่องไม้ใบนั้นมาให้ ลุงก็เลยคิดว่าคุณพ่อของชิสุโกะอาจจะไม่รู้เรื่องกล่องไม้และนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้หลบหนีจากชะตากรรมแบบนี้ ตอนแรกลุงจึงแอบถามคุณพ่อของชิสุโกะเรื่องทรัพย์สินของคุณปู่และพอแน่ใจว่าคุณพ่อของชิสุโกะไม่รู้เรื่องกล่องไม้ ลุงก็ทำเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรและหลังจากนั้นก็แอบไปปรึกษากับตระกูลOOO โดยตระกูลOOO แนะนำให้ลุงคอยจับตาดูห้องเก็บของที่อยู่นอกบ้านชิสุโกะ แล้วตระกูลOOO จะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นเพื่อหลอกตระกูลอื่น ๆ ให้เข้าใจว่ากล่องไม้ที่อยู่ในการดูแลถูกส่งต่อให้ศาลเจ้าไปแล้ว ลุงได้ข่าวว่าตระกูลOOO ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่มะสึเอะ ส่วนลุงก็จับตามองไปเรื่อย ๆ และถ้าถึงเวลาที่จะต้องนำไปให้ศาลเจ้า ลุงก็จะแอบไปเอาออกมาจากห้องเก็บของเอง ระหว่างนั้นถ้าชิสุโกะหรือคุณแม่ของชิสุโกะบังเอิญเข้าไปใกล้กล่องไม้นั้นแล้วเสียชีวิต ก็จะไม่มีใครสงสัยเพราะคนในบ้านชิสุโกะก็ไม่รู้เรื่องกล่องไม้แถมยังมีกฎอีกว่าห้ามตระกูลอื่นเข้าไปยุ่งเรื่องกล่องไม้ของตระกูลอื่นด้วย จึงไม่ต้องกลัวว่าความจริงจะถูกเปิดเผย

            พอคุณลุงข้างบ้านอธิบายเหตุผลเสร็จ ก็คุกเข่าลง คำนับกับพื้นหลายครั้งพร้อมกับพูดขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ขอโทษจริง ๆ ยกโทษให้ลุงด้วยนะ

            มะซะชิบอกกับทุกคนให้ยกโทษให้คุณลุงข้างบ้านเพราะยังไงเรื่องก็จบลงไปแล้ว

            คุณปู่ของชิสุโกะเคยบอกคนในครอบครัวเพียงแค่ว่าห้ามเข้าใกล้ห้องเก็บของ แต่ไม่เคยเล่าเรื่องกล่องไม้ให้เลยฟังแม้แต่ในวันที่เสียชีวิต (อาจจะเป็นเพราะเสียชีวิตกะทันหัน จึงไม่มีโอกาสได้เล่า) ในอนาคตยังเหลือฉิปโปอีก 2 ใบที่รอวันทำพิธีสะกดซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่มะซะชิรับหน้าที่ต่อจากคุณพ่อเต็มตัวแล้ว แต่ที่ยังน่าสงสัยและน่าเป็นห่วงคือ “ฮัคไค” ที่ไม่มีบันทึกไว้ว่าอยู่ที่ไหนและใครเป็นผู้ครอบครองอยู่ในปัจจุบัน

            …...

            ตำนานสยองขวัญเรื่องนี้เกิดขึ้นในจังหวัดชิมะเนะซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเกียวโตประมาณ 400 กิโลเมตร มีการคาดเดากันไปเองว่าเอจิโร่น่าจะเรียนวิธีการทำโคะโทะริบะโคะมาจากเมืองเกียวโตเนื่องจากในเกียวโตมีศาลเจ้าที่เป็นที่รู้จักในเรื่องการทำพิธีกรรมสาปแช่งโดยการตอกตะปูใส่ตุ๊กตาหุ่นฟาง (ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “อุชิโนะโคะคุไมริ”) แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่สามารถนำมาใช้ยืนยันได้

            เรื่องของโคะโทะริบะโคะยังคงเป็นปริศนามาจนถึงปัจจุบันและน่าจะกลายเป็นตำนานสยองขวัญที่ค่อย ๆ เลือนหายไปกับกาลเวลาจนกว่าจะมีกล่องไม้ใบใหม่ถูกทำขึ้นมา


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
นายหมอก
2019-06-14 12:09:49

เรื่องนี้น่ากลัวมากครับ ชอบสุดๆ

#1