อัปเดตล่าสุด 2019-05-14 01:03:27

ตอนที่ 15 อุโมงค์เก่าอินุนะคิ

                อุโมงค์เก่าอินุนะคิเป็นสถานที่ที่หลอนที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดฟุคุโอะคะบนเกาะคิวชู

                อุโมงค์นี้เริ่มสร้างในปี 1884-1885 ตรงกับปีเมจิที่ 17-18 แต่เนื่องจากเวลานั้นเทคนิคการขุดเจาะยังไม่สูงพอบวกกับค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะและก่อสร้างนั้นมหาศาล จึงต้องจำใจยอมหยุดก่อสร้างไป เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี 1927 ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องช่วยกันขุดอุโมงค์กันอีกครั้ง ในที่สุดในปี 1949 ก็สามารถขุดอุโมงค์นี้ได้สำเร็จ โดยในแผนที่ได้ระบุว่าอุโมงค์นี้ยาวประมาณ 150 เมตร

                แต่เนื่องจากอุโมงค์นี้อยู่ในป่าลึกและวังเวง จึงไม่ค่อยมีรถยนต์วิ่งผ่านมาทางนี้บ่อยนัก และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 26 ปีคือในปี 1975 รัฐบาลญี่ปุ่นได้สร้างอุโมงค์ใหม่ขึ้นมาแทนโดยใช้ชื่อว่า “อุโมงค์ใหม่อินุนะคิ (新犬鳴トンネル)” ส่วนอุโมงค์เก่าอินุนะคิในปัจจุบันได้ถูกปิดไปแล้ว แต่ก่อนที่อุโมงค์เก่าอินุนะคิจะถูกปิด ยามค่ำคืนมักจะมีกลุ่มอันธพาล นักเรียนนักเลง เด็กซิ่งมาสุมหัวกันที่อุโมงค์แห่งนี้เป็นประจำ ว่ากันว่าสมัยก่อนมักจะมียากุซ่าขับรถนำศพมาทิ้งที่เขื่อนอินุนะคิซึ่งต้องวิ่งผ่านอุโมงค์เก่าอินุนะคิไป จึงทำให้มีคนลือกันว่าที่อุโมงค์แห่งนี้เป็นแหล่งรวมของวิญญาณร้ายเร่ร่อน

                เหตุการณ์ฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริง

                ในวันที่ 6 ธันวาคม ปี 1988 เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมที่อุโมงค์เก่าอินุนะคิ โดยเหตุการณ์เริ่มจากมีวันหนึ่ง ในขณะที่นายอุเมะยะมะ โคอิฉิกำลังขับรถกลับบ้านหลังจากเลิกงานและจอดรถรอไฟแดงบนถนนเส้นหนึ่ง

                ได้มีกลุ่มเด็กวันรุ่น 5 คนอายุ 16-19 ปีเดินไปที่รถของนายอุเมะยะมะแล้วพูดว่า “ขอยืมรถหน่อยดิ กูจะไปส่งสาว”

                แต่เมื่อนายอุเมะยะมะปฏิเสธ เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็โมโหขึ้นมาทันทีและทำการแย่งรถของนายอุเมะยะมะและลักพาตัวนายอุเมะยะมะไปด้วย เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้จับนายอุเมะยะมะไปกักขังไว้ในบ้านหลังหนึ่งของคนในกลุ่มแล้วลงมือซ้อมตีอย่างหนัก ด้วยความที่นายอุเมะยะมะถูกซ้อมตีอย่างหนักจนสภาพย่ำแย่ หนึ่งในกลุ่มเด็กวัยรุ่นเลยพูดออกมาว่า "พอแค่นี้เถอะ"

                แต่เด็กวัยรุ่นที่เป็นหัวโจกกลับขู่กลับไปว่า "ตอนนี้พวกมึงกับกูทุกคนเป็นผู้ต้องหาคดีพยายามฆ่าคนตายแล้วนะโว้ย"

                จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็พานายอุเมะยะมะไปที่อุโมงค์เก่าอินุนะคิ พอไปถึงที่อุโมงค์ กลุ่มวัยรุ่นก็รุมซ้อมนายอุเมะยะมะต่อ นายอุเมะยะมะพยายามร้องขอชีวิต แต่กลุ่มวัยรุ่นกลับเลือกที่จะฆ่าทิ้งแล้วทำลายหลักฐาน

                พอวัยรุ่นหัวโจกเอาน้ำมันเชื้อเพลิงราดใส่นายอุเมะยะมะ นายอุเมะยะมะก็ร้องเสียงดังออกมาก้องไปทั่วอุโมงค์จนทำให้กลุ่มวัยรุ่นตกใจ ในจังหวะนั้นเองนายอุเมะยะมะรวบรวมแรงที่เหลือวิ่งหนีออกมา แต่ก็โชคร้ายถูกตามจับได้อีก

                คราวนี้กลุ่มวัยรุ่นเอาเศษผ้ายัดปาก แล้วมัดมือมัดเท้า จากนั้นก็เอาหินทุบหัว เลือดของนายอุเมะยะมะกระเด็นไปติดการ์ดเรล จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็จุดไฟเผานายอุเมะยะมะในขณะที่ยังไม่ตาย นายอุเมะยะมะดิ้นทุรนทุราย และพยายามวิ่งหนีไปจนถึงเกือบปากทางเข้าอุโมงค์ แต่ก็ล้มลงเสียชีวิตซะก่อน

                มีคนมาพบศพนายอุเมะยะมะในวันต่อมาคือวันที่ 7 ในสภาพที่แทบจะดูไม่ได้ เด็กวัยรุ่นทั้ง 5 คนถูกจับกุมในวันที่ 9 ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวและลงมือฆ่า ตัวหัวโจกติดคุกตลอดชีวิต ส่วนวัยรุ่นคนอื่นก็ได้รับโทษด้วย

                สาเหตุการตายจริงๆของนายอุเมะยะมะคือ "เสียเลือดมาก" ซึ่งแสดงว่ากว่าที่นายอุเมะยะมะจะเสียชีวิตนั้นต้องทนกับความเจ็บปวดกับการโดนไฟเผาร่างกาย นับว่าเป็นการฆาตกรรมที่ทารุณที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

                จริงๆแล้ว นายอุเมะยะมะเป็นคนเรียบร้อยไม่พูดเยอะ เป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่มาก เงินเดือนที่ได้จากการทำงานหนึ่งแสนเยนต่อเดือน นายอุเมะยะมะก็เอาให้พ่อแม่ถึงเจ็ดหมื่นเยน แล้วเก็บไว้ใช้เองแค่เดือนละสามหมื่นเยน การเสียชีวิตของนายอุเมะยะมะจากการกระทำที่ผิดมนุษย์เยี่ยงนี้ ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย

 

            ประสบการณ์หลอนของคนที่ไปลองดี

                เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของเด็กนักเรียนสองคน สมมติว่าชื่อ “เอตะ” กับ “บีทาโร่”

                เนื่องจากเด็กทั้งสองคนไม่ได้เข้าชมรมกีฬาอะไรเลย หลังเลิกเรียนทุกวันเด็กทั้งสองคนจึงมีเวลาว่างที่จะทำอะไรเรื่อยเปื่อย

                เอตะเป็นเด็กที่ชอบฟังเรื่องผีมาก จึงชอบเอาเรื่องแบบนั้นมาเล่าให้บีทาโร่ฟังเป็นประจำ บางครั้งก็มีเด็กผู้หญิงเข้ามาฟังด้วย ฟังแล้วก็ร้องกรี๊ดกร๊าดไปตามภาษาเด็ก เด็กทั้งสองคนมักจะใช้เวลาหลังเลิกเรียนแบบนี้ จนกระทั่งเข้าช่วงหน้าร้อนปีสุดท้ายของการศึกษา เด็กทั้งสองคนรู้สึกเบื่อที่ต้องเตรียมตัวสอบเข้าในระดับสูงต่อไปจนอยากหาอะไรทำเพื่อแก้เบื่อ ตอนนั้นเอง เอตะเกิดคิดอยากลองไปที่อุโมงค์เก่าอินุนะคิขึ้นมาซึ่งช่วงนั้นจะมีข่าวลือว่า ถ้าเดินทะลุอุโมงค์ออกไปได้ จะได้เจอกับสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน

                ในตอนแรก บีทาโร่ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่จะได้ลองไป แต่อีกใจหนึ่งก็แอบกลัวถ้าต้องไปจริง ๆ แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม บีทาโร่กลัวจะถูกเอตะล้อว่าขี้ขลาด จึงไม่กล้าพูดออกไปว่ากลัวจนไม่กล้าไป

                ด้วยความที่ทั้งสองคนยังเด็กอยู่ จึงไม่มีรถยนต์ที่จะขับไปกันเองได้ ทั้งสองคนได้นัดแนะกันว่าจะนั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานีที่ใกล้ที่สุด จากนั้นจะเดินไปที่อุโมงค์ด้วยกัน

                แต่ยิ่งใกล้ถึงวันนัดเข้าไปมากเท่าไหร่ บีทาโร่ก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งตอนที่บีทาโร่โทรศัพท์ไปหาเอตะ แล้วเอตะทำเสียงแบบไม่รู้สึกกลัวหรือกระวนกระวายใจอะไร ยิ่งทำให้บีทาโร่รู้สึกเจ็บใจ

                มีครั้งหนึ่ง บีทาโร่โทรศัพท์ไปพูดโน้มน้าวเอตะว่าให้ยกเลิกแผนที่จะไปกันดีกว่า

                แต่เอตะกลับหัวเราะเยาะเย้ยกลับมา จนทำให้บีทาโร่ไม่กล้าโทรไปหาเอตะอีกจนถึงวันนัด บีทาโร่ได้แต่นึกในใจว่า จะไม่ยอมให้เอตะหัวเราะเยาะเย้ยแบบนี้อีก

                เมื่อถึงวันนัด ฝนตกลงมาตั้งแต่เช้าซึ่งในความเป็นจริงแล้วฝนนั้นตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนก่อน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ยอมหยุด

                บีทาโร่ได้แต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงเพื่อรอให้ถึงเวลานัด

                บีทาโร่อยากจะโทรศัพท์ไปบอกเอตะตั้งหลายครั้งในวันนั้นว่า “เลิกไปกันเถอะ” แต่ก็ไม่กล้าโทรศัพท์ไปเพราะกลัวเสียหน้า

                พอใกล้ถึงเวลา บีทาโร่ออกจากบ้านไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปสถานีรถไฟฟ้าที่นัดกับเอตะเอาไว้ บีทาโร่ไปถึงก่อนเวลานัดประมาณ 30 นาที ตอนนั้นฟ้าเริ่มมืด ฝนซาลงและเห็นเป็นหมอกฝน เป็นสถานีรถไฟฟ้าที่เงียบสนิทและไม่มีผู้โดยสารคนอื่นเลย มีเจ้าหน้าที่สถานีคนเดียวนั่งหันหลังอยู่ในห้อง

                แต่พอถึงเวลานัด เอตะก็ไม่มา

                บีทาโร่คิดในใจว่า “คงจะมารถไฟฟ้าขบวนต่อไปแหละ

                แต่ไม่ว่าจะรอแค่ไหน เอตะก็ไม่โผล่มา

                บีทาโร่แอบดีใจและแอบด่าเอตะในใจว่า “ไอ้สาด.....

                บีทาโร่คิดจะกลับไปตบกะโหลกเอตะสักครั้งในฐานะที่หลอกให้มารอเก้อ แต่ทันใดนั้นเอง ตอนที่บีทาโร่กำลังจะเดินกลับเข้าไปในสถานีรถไฟฟ้า จู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างหลัง พอบีทาโร่หันหน้ากลับไป ก็มองเห็นเอตะกำลังวิ่งมาด้วยสีหน้าโกรธเคือง

                เอตะพูดด้วยน้ำเสียงโมโหว่า “เฮ้ย! มึงจะปล่อยให้กูรอไปถึงเมื่อไหร่กันวะ ก็บอกแล้วไงว่าให้ไปเจอกันที่หน้าอุโมงค์เลย

                บีทาโร่ตอบกลับไปด้วยความสงสัยว่า "ก็นัดเจอกันที่สถานีรถไฟฟ้าไม่ใช่เหรอ"

                เอตะตอบกลับไปว่า “มึงเนี่ย...กูรออยู่ตั้งนานเลยนะโว้ย

                เมื่อบีทาโร่ได้ฟัง ก็ได้แต่พูดขอโทษเอตะ ตอนนั้นอาจเป็นเพราะว่าเอตะถูกปล่อยให้ยืนรออยู่คนเดียวตั้งนาน เอตะก็เลยรีบเดินออกไปก่อน ทำให้บีทาโร่ต้องรีบเดินตามไป ตลอดเส้นทางที่เดิน เอตะจะเป็นคนเดินนำทางและไม่ยอมพูดอะไรเลย โดยสีหน้าของเอตะนั้นดูซีดเผือดมาก

                พอทั้งสองคนเดินไปถึงทางขึ้นสันเขา ถนนกลายเป็นถนนก้อนกรวด บีทาโร่พยายามเดินตามให้ทันเอตะท่ามกลางความมืดสลัว พอเดินไปได้สักพัก ก็มองเห็นประตูรั้วเหล็กที่กำลังปิดอยู่และถูกล็อกด้วยแม่กุญแจ เนื่องจากบีทาโร่ตัวใหญ่กว่าเอตะ หน้าที่เปิดประตูเหล็กจึงกลายเป็นของบีทาโร่ไปโดยปริยาย

                บีทาโร่หยิบก้อนหินที่ตกอยู่บนพื้นทุบไปที่แม่กุญแจหลายครั้งจนแม่กุญแจหลุดออก โชคดีที่แม่กุญแจเก่ามากแล้ว จึงทุบออกได้ไม่ยากมากนัก จากนั้นทั้งคู่ก็เดินต่อไป

                ตอนนั้นฟ้ามืดเร็วเนื่องจากฝนตก ทั้งคู่หยิบไฟฉายออกมาส่องทาง เมื่อเดินต่อไปได้สักประมาณ 30 นาที ทั้งสองคนเริ่มมองเห็นอุโมงค์เป็นสีดำมาแต่ไกล ข้างในอุโมงค์นั้นมืดสนิทโดยเป็นความมืดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

                บีทาโร่รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที จากนั้นก็พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “นี่เองเหรอ.... อุโมงค์

                เอตะตอบกลับไปว่า “ตอนที่กูรออยู่ตรงนี้ มันไม่มืดขนาดนี้นะ

                ทั้งสองคนยืนเบียดกันและค่อย ๆ มองเข้าไปข้างในอุโมงค์ มันดูเหมือนทางเข้าที่สามารถเชื่อมต่อไปนรกได้เลย ถ้าเป็นตอนกลางวันอาจจะมองทะลุไปถึงทางออกได้ แต่พอเป็นตอนกลางคืนมันดูเหมือนอุโมงค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

                บีทาโร่พูดเบา ๆ ออกมาว่า “ถ้าลอดอุโมงค์นี้ออกไปถึงทางออกได้ จะเกิดอะไรแปลก ๆ ใช่มั้ย

                เอตะได้แต่ยืนเงียบและเอามือจับเสื้อของบีทาโร่แน่น

                จากนั้น เอตะก็พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “มึงเข้าไปก่อนดิ

                บีทาโร่ตอบกลับไปว่า “ไอ้...สาด มึงอย่าผลักกูดิวะ

                เป็นค่ำคืนที่ฝนตกแต่ไม่มีแมลงร้องสักตัว ทั้งสองคนสามารถพึ่งแสงสว่างจากกระบอกไฟฉายได้เพียงอย่างเดียว

                บีทาโร่ทนรับสถานการณ์แบบนี้ต่อไปไม่ไหว มันเป็นอะไรที่มากกว่าความกลัวไปแล้วและทำให้บีทาโร่รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา

                ในตอนนั้น บีทาโร่พูดกับเอตะว่า “ขอโทษ กูไม่ไหว กูขอกลับก่อนนะ

                แต่เอตะไม่ยอมปล่อยมือที่จับเสื้อของบีทาโร่ละตอบกลับไปว่า “มึงจะบ้าเหรอ มาถึงที่นี่แล้ว จะกลับไปแบบนี้ได้ไง

                เอตะพยายามผลักบีทาโร่ให้ไปข้างหน้าเรื่อยๆ

                แล้วบีทาโร่ก็พูดเสียงดังออกมาว่า “กูไม่ไหวแล้วจริง ๆ กูทนไม่ไหวแล้ว

                เอตะตอบกลับไปว่า “มึงลองคิดถึงกูดิ ตอนที่กูมารอมึงตรงนี้ตั้งนานแล้วมึงไม่มา

                บีทาโร่ตอบกลับว่า “ถึงมึงจะพูดแบบนั้น กูก็จะกลับ

                ไม่ได้” เอตะตอบกลับไป จากนั้นก็ดึงเสื้อของบีทาโร่เต็มแรงจนเสื้อแทบขาดเพื่อที่จะลากบีทาโร่เข้าไปในอุโมงค์ให้ได้

                บีทาโร่พยายามฝืนเต็มที่พร้อมกับพูดว่า “ปล่อยกูเหอะ

                เอตะตอบกลับไปอย่างไม่สนใจไยดีว่า “มึงรีบเข้ามาเหอะ เร็ว ๆ

                เอตะค่อย ๆ ดึงบีทาโร่เข้าไปในอุโมงค์ทีละนิด จนในที่สุด บีทาโร่ทนไม่ไหวพยายามออกแรงสลัดให้หลุด บีทาโร่คิดเสมอว่าตนเองตัวใหญ่กว่าและมีแรงมากกว่าเอตะ จึงน่าจะสลัดหลุดออกมาได้ไม่ยาก แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด บีทาโร่รู้สึกว่าเอตะมีแรงมากกว่าปกติ

                แล้วเอตะก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก เข้าไปด้วยกันเถอะ

                ซึ่งในตอนนั้นเอง บีทาโร่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง จากนั้นก็ถามเอตะไปว่า “วันนี้มึงรออยู่ตรงนี้ใช่ปะ

                เอตะไม่ตอบ

                บีทาโร่พูดต่อว่า “ระหว่างทางมันมีประตูเหล็กที่ถูกล็อกด้วยแม่กุญแจอยู่ไม่ใช่เหรอวะ

                เอตะยังเงียบต่อไป

                บีทาโร่พูดขึ้นมาอีกว่า “กูมาถึงสถานีรถไฟฟ้าก่อนเวลานัดตั้ง 30 นาที แล้วมึงมารอตรงนี้ตั้งแต่กี่โมงวะ

                ทันใดนั้นเอง บีทาโร่ก็รู้สึกได้ทันทีว่าคนที่ดึงตัวเองให้เข้าไปในอุโมงค์ตอนนี้ ไม่ใช่เอตะ จากนั้นไม่นาน ก็มีมือมาจากด้านข้าง ด้านหลังมาช่วยกันดึงช่วยกันผลักบีทาโร่ให้เข้าไปในอุโมงค์ บีทาโร่รู้สึกกลัวมากจนร้องไม่ออก

                แล้วเอตะก็หันหน้ามาพูดว่า “รีบ ๆ มาตายด้วยกันเถอะ

                บีทาโร่ตกใจกลัวมากจนหมดสติไป ภายหลังมีคนในพื้นที่มาพบบีทาโร่นอนสลบอยู่ตอนที่ขึ้นมาหาของป่า บีทาโร่นอนซมและไข้ขึ้นสูงไปหลายวัน

             เวลาผ่านไปจนมีวันหนึ่ง บีทาโร่ได้รู้ความจริงว่า จริง ๆ แล้วเอตะมันกลัวมากจนไม่ไปตามนัด ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสองคนไม่มองหน้ากันและไม่คุยกันอีกเลย


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น