อัปเดตล่าสุด 2019-06-04 01:04:25

ตอนที่ 18 ปีศาจโกะสุ

                ตำนานสยองขวัญ “ปีศาจโกะสุ”

                “ปีศาจโกะสุ” หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “ปีศาจอุชิโนะคุบิ” หมายถึงปีศาจที่มีร่างกายเป็นคนแต่มีหัวเป็นวัว ตำนานสยองขวัญปีศาจโกะสุเป็นเรื่องเล่าปีศาจที่น่ากลัวมากถึงขนาดที่คนฟังเรื่องนี้จะเสียชีวิตภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผู้แต่งเก็บเรื่องนี้เอาไว้ไม่เผยแพร่ต่อจนถึงวันที่เสียชีวิต เหลือไว้เพียงแต่คำบอกเล่าว่า “เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ๆ” จวบจนถึงปัจจุบัน

                เรื่องเล่าเกี่ยวกับปีศาจอุชิโนะคุบิที่พอจะมีให้ได้ฟังคือเรื่องเล่าของครูโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง

                มีอยู่วันหนึ่ง ตอนที่คุณครูพาเด็กนักเรียนไปทัศนศึกษานอกโรงเรียน คุณครูได้เล่าเรื่องปีศาจให้เด็กนักเรียนฟังตอนนั่งรถบัส

                ตอนที่คุณครูเริ่มต้นเล่าเรื่องว่า “ที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าของปีศาจอุชิโนะคุบิ อุชิโนะคุบิคือ…

                เพียงแค่คุณครูเริ่มต้นเล่า ภายในรถบัสก็เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นทันที เหล่าเด็กนักเรียนเกิดอาการตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวและต่างคนต่างก็พูดออกมาว่า “คุณครู หยุดเล่าเรื่องนี้เถอะ

                เด็กบางคนหน้าซีดพร้อมกับเอามือปิดหู บางคนก็ร้องไห้พร้อมกับกรีดร้องออกมาเสียงดัง แต่ว่าคุณครูก็ไม่มีทีท่าที่จะหยุดเล่าเรื่องปีศาจอุชิโนะคุบิ ตาของคุณครูเหม่อลอยขณะเล่าเรื่องปีศาจราวกับว่ากำลังมีอะไรบางอย่างสิงร่างของคุณครูอยู่

                หลังจากรถบัสวิ่งไปได้สักพัก คนขับรถก็หยุดรถกะทันหัน…

                คุณครูเสียหลักเล็กน้อย ทำให้มีสติกลับคืนมาและรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ พอคุณครูรีบเดินไปดูคนขับรถ ก็เห็นคนขับรถบัสนั่งตัวสั่นและเหงื่อแตกโชก คาดว่าคนขับรถบัสน่าจะขับรถต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงหยุดรถกะทันหัน คุณครูกลับหันมามองเด็ก ๆ เขาเห็นเด็ก ๆ นอนหมดสติและน้ำลายฟูมปาก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คุณครูก็ไม่เล่าเรื่องตำนานปีศาจอุชิโนะคุบิอีกเลย

                ……

                ว่ากันว่าเรื่องปีศาจอุชิโนะคุบิที่คุณครูเล่าน่าจะมีต้นตอมาจากเรื่องต่อไปนี้

                เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งก่อนสมัยสงครามโลก (สมมติว่าเป็นหมู่บ้านเอ) หมู่บ้านเอจะอยู่ติดกับอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ถูกขนาบด้วยแม่น้ำกับป่า (สมมติว่าเป็นหมู่บ้านบี) หมู่บ้านบีเป็นหมู่บ้านที่มักจะถูกดูถูกเหยียดหยันและคนในหมู่บ้านเอจะรังเกียจคนในหมู่บ้านบีมาก ๆ

                ในเช้าวันหนึ่ง มีคดีเกิดขึ้นในหมู่บ้านเอ มีคนพบวัวตายโดยที่ศพของวัวนั้นแปลกประหลาดมาก หัวของวัวถูกตัดและรอยตัดก็ไม่เรียบ แหว่งไปแหว่งมาราวกับว่าคนร้ายใช้มีดที่ไม่คมเฉือนแล้วเฉือนอีกจนกว่าคอวัวจะขาด

                คนในหมู่บ้านเอรู้สึกไม่ดีกับศพวัว จึงรีบช่วยกันเผาศพวัวทิ้ง แต่ว่าคดีศพวัวที่ไม่มีหัวก็ไม่ได้จบเพียงแค่นี้ หลังจากนั้น วัวในหมู่บ้านเอก็ถูกฆ่าเรื่อย ๆ ในลักษณะเดียวกันคือวัวทุกตัวตายแบบไม่มีหัว

                คนในหมู่บ้านเอที่ไม่เคยไว้ใจหมู่บ้านบีมาโดยตลอดเริ่มลือว่าเหตุการณ์ฆ่าวัวด้วยวิธีการแปลกประหลาดแบบนี้ต้องเป็นฝีมือของคนในหมู่บ้านบีอย่างแน่นอน และพร้อมใจกันตั้งข้อกล่าวหาหมู่บ้านบีหลังจากนั้นทันที
  

                แต่ในเวลาเดียวกัน ที่หมู่บ้านบีก็มีคดีเกิดขึ้นเช่นกัน หญิงสาวในหมู่บ้านบีหายสาบสูญไปทีละคน คนในหมู่บ้านบีที่มักจะถูกหมู่บ้านเอกลั่นแกล้งรังแกเสมอ ๆ เริ่มลือว่าการหายสาบสูญไปของหญิงสาวในหมู่บ้านต้องเป็นฝีมือของคนในหมู่บ้านเออย่างแน่นอน ซึ่งมันทำให้คนในหมู่บ้านบีรู้สึกโกรธแค้นหมู่บ้านเอมากขึ้นไปอีก

                ทั้งสองหมู่บ้านต่างก็กล่าวหากันไปมาจนความแค้นและความไม่ไว้วางใจทวีเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

                …แต่ว่าจริง ๆ แล้วทั้งสองคดีที่เกิดขึ้น มีความจริงที่เชื่อมโยงถึงกันเพียงหนึ่งเดียว

                เย็นวันหนึ่งหลังจากเกิดคดี มีคนในหมู่บ้านบีไปยืนเฝ้าระวังบนสะพานข้ามแม่น้ำที่เป็นเขตแดนหมู่บ้านโดยจะเข้าเวรผลัดกันเฝ้าครั้งละ 4 คน

                ตอนที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลง คนในหมู่บ้านบีที่มาเฝ้าระวังบนสะพานมองเห็นใครบางคนกำลังเดินเซไปเซมาโดยมาจากทางหมู่บ้านเอ คนเฝ้าบนสะพานพยายามเพ่งมองออกไปในความมืดและตกใจตัวแทบทรุดเมื่อคน ๆ นั้นเดินมาถึงตีนสะพานอีกฝั่ง คนที่เดินเซไปเซมาเป็นผู้ชายแก้ผ้าล่อนจ้อนแถมอวัยวะเพศตั้งโด่และที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือผู้ชายคนนั้นไม่ได้มีหัวเป็นคนแต่มีหัวเป็นวัว แต่ไม่นานนัก ผู้ชายหัววัวก็รีบวิ่งหนีเข้าป่าไปเนื่องจากมองเห็นกลุ่มผู้ชายเฝ้าสะพานอยู่

                คนในหมู่บ้านเอกับหมู่บ้านบีออกค้นหาผู้ชายหัววัวภายในป่า แต่สุดท้ายก็หาไม่เจอและตามจับไม่ได้

                แต่ทว่า...มีความจริงที่ได้ถูกซุกซ่อนเอาไว้คือ คนในหมู่บ้านเอค้นหาจนเจอและจับตัวผู้ชายหัววัวเอาไว้โดยที่ทุกคนในหมู่บ้านเอพร้อมใจกันปิดบังความจริงโดยบอกว่า “ไม่มีผู้ชายหัววัวอยู่จริง
  

                มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คนในหมู่บ้านเอต้องทำแบบนั้น ผู้ชายหัววัวไม่ได้มีหัวเป็นวัวจริง ๆ แต่เอาหนังหัววัวมาครอบหัวเอาไว้ คนในหมู่บ้านเอจับตัวผู้ชายหัววัวได้และเมื่อเอาหนังหัววัวออก ก็ตกใจจนพูดไม่ออกเมื่อได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของผู้ชายหัววัว ผู้ชายคนนั้นเป็นลูกชายของผู้มีอำนาจในหมู่บ้านเอและเป็นคนที่มีความผิดปกติทางสติปัญญามาตั้งแต่เกิด ถึงจะมีอายุ 30 ปีเข้าไปแล้วแต่วัน ๆ ก็เอาแต่เดินไปเดินมาในหมู่บ้านโดยไม่ได้ทำงานอะไร

                พ่อของผู้ชายหัววัวที่เป็นผู้มีอำนาจในหมู่บ้านรีบรุดมาดูและสอบถามลูกชาย

                แต่ลูกชายก็พูดไม่รู้เรื่องว่า “หนวดหู ไม่ตลกเยย ล้างหัว ๆ น่ากัว ๆ นี่แน่ะ ๆ

                ลูกชายของผู้มีอำนาจเอาแต่พูดอะไรไม่รู้เรื่องและจับใจความไม่ได้ คนในหมู่บ้านจึงเข้าไปตรวจสอบภูเขาที่ผู้มีอำนาจเป็นเจ้าของและลูกชายชอบเข้าไปเดินเที่ยวเล่น ปรากฏว่าพบศพผู้หญิงมากกว่าหนึ่งศพและพบหัววัวหลายหัว ยิ่งไปกว่านั้นศพผู้หญิงทุกศพถูกตัดหัวออกหมด แล้วก็เอาหัววัวไปติดแทน

                ลูกชายของผู้มีอำนาจในหมู่บ้านลักพาตัวหญิงสาวจากหมู่บ้านบี ฆ่าตัดหัวผู้หญิงและเอาหัววัวมาติดแทน จากนั้นก็ร่วมเพศกับศพผู้หญิงที่ติดหัววัว
  

                พ่อที่เป็นผู้มีอำนาจในหมู่บ้านกลัวว่าเรื่องนี้จะถูกแพร่งพรายออกไปนอกหมู่บ้าน จึงจัดการเผาศพผู้หญิงที่พบในภูเขาและปิดปากคนในหมู่บ้านทุกคน นอกจากนี้ยังติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจในหมู่บ้านเพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดีต่อไป หลังจากนั้นก็จับลูกชายขังเอาไว้ในห้องภายในบ้านราวกับว่าจะให้หายตัวไปจากโลกนี้
  

                แต่คนในหมู่บ้านบีที่หญิงสาวหายสาบสูญไปก็ไม่นิ่งเงียบเฉย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ชาย 4 คนที่ไปเฝ้าระวังบนสะพานในคืนวันนั้นยังยืนกรานว่าเห็นผู้ชายหัววัวจริง ๆ แต่พอถูกปฏิเสธกลับมาว่า “ไม่มีผู้ชายหัววัวอยู่จริง” ก็ยิ่งยอมรับความจริงไม่ได้ จึงปรึกษากับคนในหมู่บ้านและทั้ง 4 คนก็ตัดสินใจไปทักท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

                วันต่อมา มีหัวคนกับหัววัวอย่างละ 4 หัววางเรียงบนสะพานข้ามแม่น้ำ

                คนในหมู่บ้านเอกลัวว่าความจริงจะถูกเปิดเผย จึงเข้าจับตัวผู้ชายทั้ง 4 คนที่ออกมาจากหมู่บ้านบีและป้ายความผิดทั้งหมดให้ผู้ชายทั้ง 4 คนทั้ง ๆ ที่รู้ความจริงอยู่แก่ใจ จากนั้นก็ฆ่าตัดคอและเอามาวางประจานไว้บนสะพานพร้อมกับหัววัว 4 หัวเพื่อบอกเป็นนัยว่า “ทั้ง 4 คนคือคนร้ายฆ่าวัว

                แน่นอนว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ความจริง แต่เพียงแค่ต้องการจะข่มขู่ว่า “ถ้าใครต้องการรู้ความจริงหรือพูดความจริงออกไป จะต้องเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้
  

                การข่มขู่นี้ได้ผลอย่างมาก คนในหมู่บ้านบีรวมถึงตัวคนในหมู่บ้านเอด้วย ต่างก็กลัวกันว่า “ถ้าพูดเรื่องคดีที่เกิดขึ้นนี้ออกมา จะต้องถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน

                จนในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าพูดถึงคดีนี้แม้แต่คำเดียว...

                สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสองหมู่บ้านถูกปกปิดไว้ในความทรงจำของคนในหมู่บ้านทุกคนและค่อย ๆ ถูกลืมเลือนไปอย่างตั้งใจพร้อมกับผู้ชายที่ถูกขังเอาไว้ในห้องราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องราวแบบนั้นเกิดขึ้นมาก่อน
  

                สุดท้ายที่พูดกันว่าคนที่ฟังเรื่องนี้จะเสียชีวิตภายใน 3 วัน อาจจะไม่ใช่เพราะคำสาปหรืออะไรที่เหนือธรรมชาติ แต่อาจจะเป็นเพราะถูกฆ่าปิดปากก็เป็นได้

                …

                ตำนานปีศาจเรื่องนี้อาจจะมีมาตั้งแต่สมัยเทมโปก็เป็นได้...

                ตั้งแต่ปีเทมโปที่ 3 (ปี 1833) เหตุการณ์ขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่เข้าจู่โจมญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายปีจนมีคนพูดว่า “นี่คือความขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่แห่งเทมโป” จากบันทึกในช่วงเวลานั้นบอกว่า “มีการกัดกินเนื้อสดของม้าที่ล้มตาย สุนัขจรจัดและนกกัดกินศพที่นอนตาย เกิดการแย่งอาหารกันระหว่างพ่อลูกและพี่น้องโดยไม่มีความสงสารกัน เป็นสภาพที่เลวร้ายกว่าโลกของสัตว์เดรัจฉาน

                พอเข้าสู่ปีเทมโปที่ 4 (ปี 1834) คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง มีคนรูปร่างไม่ปกติเดินโซเซเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คน ๆ นั้นมีรูปร่างเหมือนคนแต่หัวเป็นวัว คนในหมู่บ้านหลายคนพยายามจับคนหัววัวคนนั้น แต่ในจังหวะนั้นเองอยู่ดี ๆ ก็มีคนสิบกว่าคนโผล่ออกมาพร้อมกับถือคบเพลิงในมือ คนเหล่านั้นตะโกนว่า “นี่คือเทศกาลไล่จับวัว ห้ามไปบอกใครเด็ดขาด” จากนั้นก็จับคนหัววัวและพากันหายเข้าไปในความมืด วันต่อมา เรื่องนี้ถูกซุบซิบกันไปทั่วหมู่บ้าน แต่ก็ไม่มีใครกล้าไปตรวจสอบความจริงถึงหมู่บ้านข้าง ๆ เลยสักคน ปีต่อมามีประกาศจากทางการว่าจะลดปริมาณการให้ส่งบรรณาการ (ภาษี) คนที่ไปแจ้งข่าวถึงหมู่บ้านข้าง ๆ บอกว่าที่หมู่บ้านนั้นไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียวแม้แต่สัตว์ก็ไม่มีสักตัว หลังจากนั้นเป็นต้นมา หมู่บ้านนั้นก็ถูกเรียกว่า “หมู่บ้านวัว” และไม่มีใครกล้าเข้าไปอีกเลย (ปัจจุบันไม่มีใครเรียกชื่อหมู่บ้านนั้นอีกแล้ว)

                ผู้แต่งเรื่องนี้อาจจะต้องการพูดถึงโศกนาฏกรรมของความขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่ในสมัยเทมโปเพราะมีชาวนาเสียชีวิตจากการขาดแคลนอาหารจำนวนมากจนมีการกินศพคนตายเกิดขึ้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น