อัปเดตล่าสุด 2019-06-25 01:04:14

ตอนที่ 21 เพื่อนร่วมชั้น

                เรื่องเล่านี้เกิดขึ้นตอนที่นักศึกษาชายมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง (สมมติว่าชื่อบีทาโร่) กลับไปเที่ยวบ้านเกิดที่จังหวัดนะระ เมืองที่บีทาโร่เกิดและเติบโตเป็นเมืองเล็ก ๆ ในต่างจังหวัด ในชั้นเรียนมัธยมต้น แต่ละห้องจะมีนักเรียนไม่ถึง 20 คนและพอขึ้นชั้นมัธยมปลาย ต่างคนต่างก็ย้ายไปเรียนต่อที่อื่นกันจึงแทบจะไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย พูดง่าย ๆ ว่าหน้าตาก็แทบจะจำกันไม่ค่อยได้

                วันหนึ่งในช่วงวันหยุดยาวที่บีทาโร่และพี่สาวกลับไปเที่ยวบ้านเกิด ขณะที่บีทาโร่กำลังคุยเรื่อยเปื่อยกับพี่สาวอย่างสนุกสนาน คุณแม่เดินมาบอกทั้งสองคนว่าจะออกไปซื้อของ บีทาโร่กับพี่สาวจึงต้องอยู่เฝ้าบ้านกันตามลำพัง

                ไม่นานหลังจากนั้น เสียงกริ่งของบ้านดังขึ้น บีทาโร่คิดว่าเป็นบุรุษไปรษณีย์ แต่พอเปิดประตูออกไป ปรากฏว่ากลับเป็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าประตูและพูดขึ้นมาว่า “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ

                บีทาโร่ถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า “คุณเป็นใครครับ

                ผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าประตูตอบกลับมาว่า “เอตะ...เพื่อนร่วมชั้น...สมัย...มัธยมต้น

                บีทาโร่ค่อย ๆ นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตและในที่สุดก็จำได้ว่าเป็นเอตะเพื่อนสมัยมัธยมต้นที่มักจะโมโหใส่บีทาโร่เสมอเวลาที่ถูกบีทาโร่แกล้ง

                บีทาโร่บอกเอตะว่า “นึกออกแล้ว...ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เข้ามาข้างในบ้านก่อนซิ

                บีทาโร่กับพี่สาวคุยกันอย่างสนุกสนานต่อโดยที่ไม่ได้สนใจเอตะมากนัก

                พี่สาวแอบพูดเบา ๆ กับบีทาโร่ว่า “ทำไมเพื่อนของเธอดูเงียบ ๆ จัง

                บีทาโร่ตอบกลับไปว่า “นั่นดิ...สมัยเรียนยังเป็นคนสนุกสนานร่าเริงดีอยู่เลย

                ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะการพูดของเอตะก็ดูแปลก ๆ จังหวะการพูดเหมือนหุ่นยนต์โดยค่อย ๆ พูดทีละคำ ราวกับว่าคำไหนที่พูดออกไปแล้ว เขาจะไม่พูดมันออกมาอีก เลยยิ่งทำให้เขาดูแปลกคนมากขึ้นไปอีก

                ทุกครั้งที่บีทาโร่หันไปถามเรื่องต่าง ๆ กับเอตะ เอตะจะนิ่ง ๆ เงียบ ๆ  จึงทำให้บทสนทนามักจะหยุดอยู่แค่นั้น เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องที่จะคุยเล่นกันได้ก็หมดลงในขณะที่เอตะยังคงนั่งเงียบ ๆ เหมือนเดิม ในตอนนั้นเอง เสียงกริ่งของบ้านก็ดังขึ้นอีกครั้ง บีทาโร่วิ่งไปเปิดประตูและเห็นหลวงพ่อที่มักจะมาทำพิธีทางศาสนาที่บ้านเสมอ ๆ กำลังยืนอยู่หน้าประตู

                หลวงพ่อพูดว่า “เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ

                หลวงพ่อบอกว่าไปเที่ยวฮอคไคโดมาและซื้อปูกับขนมมาฝาก แต่ในจังหวะนั้นเอง หลวงพ่อพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “ได้กลิ่นเหม็นอะไรบ้างมั้ย

                บีทาโร่ตอบกลับไปว่า “ไม่เห็นจะได้กลิ่นอะไรเลยครับ

                แต่หลวงพ่อทำสีหน้าเครียดจริงจังมากจนบีทาโร่รู้สึกแปลกใจ หลวงพ่อถามบีทาโร่ว่า “มีใครมาที่บ้านรึเปล่า

                พอบีทาโร่ตอบกลับไปว่าเอตะเพื่อนสมัยมัธยมต้นมาหาที่บ้าน หลวงพ่อเดินเข้ามาในบ้านทันทีโดยไม่พูดไม่จาอะไรพร้อมกับหยิบสร้อยคอลูกประคำออกมา

                หลวงพ่อบอกให้บีทาโร่พาไปที่ห้องที่เอตะอยู่ บีทาโร่เริ่มรู้สึกว่าต้องมีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นแน่ ๆ เมื่อเห็นหลวงพ่อหยิบสร้อยคอลูกประคำออกมา

                แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงที่ห้อง พี่สาวของบีทาโร่ก็วิ่งหน้าตาตื่นพร้อมกับร้องไห้มาหาบีทาโร่

                หลวงพ่อถามว่า “เกิดอะไรขึ้น

                พี่สาวของบีทาโร่ตอบว่า “เอตะ...หัวของ...เอตะหมุนได้ด้วย

                บีทาโร่แซวพี่สาวกลับไปว่า “ฮั่นแน่! เห็นหลวงพ่อมา เลยคิดจะหลอกให้กลัวอะดิ

                พี่สาวของบีทาโร่ตอบกลับมาว่า “จริง ๆ

                จากนั้นก็ทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมกับร้องไห้ต่อ

                หลวงพ่อเดินไปที่หน้าห้องแล้วก็เปิดประตู พอประตูเปิดออก บีทาโร่เห็นเอตะกำลังหมุนหัวด้วยความเร็วสูงจนไม่น่าเชื่อ ภาพที่บีทาโร่เห็นนั้นยังติดตามาจนถึงวันนี้ ทั้งบีทาโร่และพี่สาวร้องเสียงดังออกมาด้วยความตกใจ

                พอหลวงพ่อเห็นเหตุการณ์ ก็ทำปากขมุบขมิบเหมือนกับกำลังเริ่มท่องมนต์อะไรบางอย่างซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เอตะไม่วิ่งเข้ามาหาบีทาโร่กับพี่สาว เวลาผ่านไปสักพัก บีทาโร่กับพี่สาวเริ่มตั้งสติได้ จากนั้นก็มีกลิ่นเหม็นโชยออกมาจากในห้อง กลิ่นเหม็นคาวยิ่งกว่าปลาเน่า

                บีทาโร่ยืนจ้องมองเอตะตลอดเวลา เห็นเอตะขยับปากงุบงิบแต่ก็อ่านปากไม่ออกว่ากำลังพูดว่าอะไร (จริง ๆ แล้วก็ไม่อยากจะรู้ด้วยเหมือนกันว่าพูดอะไร) จากนั้นเอตะก็เริ่มมีท่าทางทุรนทุราย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการท่องมนต์ของหลวงพ่อหรือไม่ ร่างของเอตะเริ่มจางลงเรื่อย ๆ

                ตอนนั้นเอง อยู่ดี ๆ บีทาโร่ก็ได้ยินคำพูดของเอตะชัดเจนขึ้น พอได้ยินสิ่งที่เอตะพูด ดูเหมือนว่าเอตะจะมีความแค้นกับผู้หญิงคนหนึ่ง และไม่นานหลังจากนั้น จากเสียงพูดได้เปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวนแทน

                หลวงพ่อรีบตะโกนออกมาเสียงดังว่า “อุดหู อย่าไปฟังมัน

                บีทาโร่รีบอุดหูตัวเอง แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเพราะเสียงร้องโหยหวนนั้นดังมาก บีทาโร่รู้สึกเจ็บหูมากจนทรุดตัวลงนั่งก้มหน้า

                ผ่านไปสักพัก หลวงพ่อพูดขึ้นมาว่า “ไม่เป็นไรแล้ว

                บีทาโร่ลองเงยหน้ามองเข้าไปในห้อง ปรากฏว่าร่างของเอตะหายไปแล้ว แต่ยังมีกลิ่นเหม็นคาวหลงเหลืออยู่บ้างจึงเป็นหลักฐานที่บ่งบอกได้ว่าที่ผ่านมามันไม่ใช่ภาพลวงตา

                พี่สาวถามหลวงพ่อว่า “สิ่งที่พวกหนูเห็น มันคืออะไรคะ

                หลวงพ่อตอบกลับไปว่า “พวกเธอบอกว่าชื่อเอตะใช่มั้ย อืม...งั้นก็เรียกว่าเอตะก็แล้วกัน

                จากนั้น หลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่า “เอตะน่าจะฆ่าตัวตายไปแล้วโดยการแขวนคอตัวเอง แล้วก็มาปรากฏตัวให้พวกเธอเห็นในสภาพก่อนสิ้นใจ

                แต่บีทาโร่ถามหลวงพ่อกลับไปด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แล้วอย่างงี้ จะไม่ไปปรากฏตัวให้เพื่อนทุกคนเห็นเหรอครับ”

                หลวงพ่อตอบกลับมาว่า “ตอนที่เอตะกำลังจะฆ่าตัวตาย ในใจลึก ๆ คงไม่อยากจะตาย คงมีความรู้สึกว่าอยากจะให้มีใครมาห้าม จึงมาปรากฏตัวให้เธอเห็นเพราะอยากให้เธอเป็นคนห้าม

                ระหว่างที่พูดคุยกับหลวงพ่อ คุณแม่กลับมาบ้านพอดี แต่พอคุณแม่เข้ามาในบ้าน หลวงพ่อรีบตัดบทสนทนาและขอตัวกลับทันที ก่อนที่จะกลับไป หลวงพ่อหันมาบอกบีทาโร่กับพี่สาวว่าให้รีบ ๆ ลืมเรื่องในวันนี้ อย่าเก็บเอาไปคิดอะไรต่อ

                คุณแม่ที่เพิ่งจะกลับมาที่บ้านรู้สึกสงสัยว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น จึงถามบีทาโร่และพี่สาวว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทั้งคู่ไม่ยอมเล่าความจริงให้ฟัง ได้แต่บอกว่าไม่มีอะไร บีทาโร่นอนค้างที่บ้านอีกหนึ่งคืนและออกจากบ้านไปในวันรุ่งขึ้น ส่วนพี่สาวทนไม่ไหวออกจากบ้านไปเลยในวันนั้น

                สุดท้ายบีทาโร่ตัดสินใจไม่ค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเอตะ และยังคงคิดว่าเอตะต้องมาอีกแน่ ๆ ถ้าตนเองกลับไปเที่ยวบ้านเกิด ภาพที่เอตะหมุนหัวตัวเองยังคงติดตาและหลอกหลอนบีทาโร่มาจนถึงทุกวันนี้

                ...

                ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือไม่ที่วันนั้นทั้งเอตะและหลวงพ่อมาหาเยี่ยมบ้านบีทาโร่ หรือว่าเอตะรู้ล่วงหน้าว่าหลวงพ่อจะมา จึงมาดักเอาไว้ก่อน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น