อัปเดตล่าสุด 2019-11-25 04:15:11

ตอนที่ 24 ซากไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าเซนนิฉิ

                สถานที่สุดหลอนในโอซาก้า “ซากไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าเซนนิฉิ”

                ห้างสรรพสินค้าเซนนิฉิตั้งอยู่ในเขตมินะมิ (ปัจจุบันคือเขตชูโอ) ใน โอซาก้า โครงสร้างตึกเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 7 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 1 ชั้น มีส่วนต่อเติม 3 ชั้นและสวนสนุกบนดาดฟ้า มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 27,514.64 ตารางเมตรโดยเริ่มเปิดให้บริการในปี 1958 (ปีโชวะที่ 33)

                ในคืนวันที่ 13 พฤษภาคม 1972 (ปีโชวะที่ 47) เกิดเหตุไฟไหม้ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้จนมีผู้เสียชีวิต 118 คนและผู้ได้รับบาดเจ็บ 81 คน ถือว่าเป็นอุบัติเหตุไฟไหม้ตึกที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

                …

                เนื้อหาบางส่วนจากข่าวในช่วงระยะเวลานั้นมีดังนี้

                เมื่อเวลาประมาณ 22:27 น. หลังจากที่ร้านค้าที่ชั้นใต้ดินปิดร้านไปแล้ว เกิดไฟลุกที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นขายเสื้อผ้าสตรี ไฟได้ลุกลามไปถึงชั้น 5 และเกิดแก๊สพิษจากวัสดุที่ไหม้ไฟคละคลุ้งไปทั่วพื้นที่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากเนื่องจากระบบหนีไฟไม่ดีพอบวกกับพนักงานไม่ได้รับการฝึกซ้อมการหนีไฟอย่างเพียงพอ

                มีการสันนิษฐานว่าสาเหตุของเพลิงไหม้น่าจะเกิดจากก้นบุหรี่ที่ถูกทิ้งเอาไว้โดยช่างไฟฟ้าและต้นเพลิงคือมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของชั้น 3 บันไดที่เป็นทางหนีสุดท้ายเต็มไปด้วยควันไฟและลอยขึ้นไปถึงร้านคาบาเร่ต์ “เพลย์ทาวน์” ที่อยู่ชั้น 7 ซึ่งตอนนั้นกำลังเปิดให้บริการและมีลูกค้าจำนวนมากอยู่ภายในร้านเนื่องจากเป็นวันเสาร์และวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด

                ช่วงที่เกิดไฟไหม้ ลิฟต์หยุดทำงานเนื่องจากไฟฟ้าดับ ลูกค้าบางคนที่ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหนได้ทุบกระจกให้แตกและกระโดดลงมาจากความสูง 15 เมตร จากจำนวนลูกค้าที่กระโดดลงมา 24 คน มีอยู่ 22 คนเสียชีวิตจากกะโหลกศีรษะแตกและร่างกายได้รับการกระแทกอย่างแรง

                ส่วนลูกค้าที่ไม่ได้กระโดดลงมาจำนวน 96 คนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจบนชั้น 7 บางคนเสียชีวิตในสภาพที่มือยังจับวงกบหน้าต่างแน่นและยื่นตัวออกมาข้างนอกหน้าต่าง

                …

                หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ผ่านไปหลายปี ตึกนี้ได้รับการซ่อมแซมปรับปรุงให้เป็นช็อปปิ้งมอลล์จำหน่ายสินค้าแฟชั่นชื่อว่า Printemps Namba

                แต่หลังจากที่เปิดให้บริการ ก็เกิดเหตุการณ์แปลก ๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น มีเสียงผู้หญิงร้องไห้ติดในเทปเสียงโฆษณาสินค้าที่ใช้เปิดในลิฟต์ ไม่ว่าผู้รับเหมาจะอัดเทปใหม่สักกี่รอบ เสียงร้องไห้ของผู้หญิงก็ไม่หายไปและในที่สุดก็ต้องยกเลิกการใช้พนักงานกดลิฟต์ด้วย รายละเอียดของเหตุการณ์แปลกประหลาดเหล่านี้ได้รับการบันทึกในหนังสือ “ร้อยเรื่องเล่ายุคปัจจุบัน (เรื่องผีปีศาจ)” เขียนโดยนายคิฮะระ ฮิโระคะสึและนายนะคะยะมะ อิฉิโร่

                Printemps Namba ต้องปิดกิจการลงไปในปี 2001 (ปีเฮเซที่ 13)

                …

                ปัจจุบัน ตึกนี้ได้รับการซ่อมแซม ปรับปรุงและต่อเติมโดยเปิดเป็นร้าน BIC CAMERA สาขานัมบะ แต่ก็ยังไม่วายมีข่าวลือตามมาว่า มีเสียงแปลก ๆ และมีอะไรบางอย่างอยู่ในห้องน้ำ ถึงแม้จะเรียกผู้รับเหมาเข้ามาตรวจเช็กระบบปรับอากาศเพราะมีการคาดเดากันว่าน่าจะเป็นเสียงจากระบบนี้ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร

                นอกจากนี้ ยังมีการติดกระจกตรงบริเวณบันไดเลื่อนซึ่งเป็นสไตล์การตกแต่งภายในที่แปลกและไม่เหมือนห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่ให้บริการที่อื่น ๆ เหตุผลที่มักจะถูกยกขึ้นมาคือเพื่อเป็นการป้องกันการลักขโมย การล้วงกระเป๋าหรือการแอบถ่าย แต่ในหมู่คนที่ชอบเรื่องผีและสิ่งลึกลับ กลับลือกันว่าถ้าไม่ติดกระจก จะทำให้ลูกค้าที่มาซื้อของมองเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่รู้ว่าคืออะไรตอนขึ้นบันไดเลื่อน จึงทำการติดกระจกเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นเงาของลูกค้าด้วยกันเองแทน

                ทุกวันนี้ มีลูกค้าจำนวนมากไปจับจ่ายซื้อของที่ร้าน BIC CAMERA สาขานัมบะ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคนบางส่วนมองว่าเป็นสถานที่หลอนโดยมีข่าวลือต่าง ๆ เช่น รถแท็กซี่จะไม่จอดที่หน้าร้าน มองเห็นวิญญาณในร้าน เป็นต้น ที่ประตูขนสินค้าเข้าฝั่งทิศเหนือของร้าน จะมีศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อกราบไหว้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้ไปสู่สุคติ

                ช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสถานที่แห่งนี้

                ปี 1958 : ห้างสรรพสินค้าเซนนิฉิเปิดให้บริการ

                เดือนพฤษภาคม ปี 1972 : เกิดเหตุไฟไหม้ที่ห้างสรรพสินค้าเซนนิฉิ

                เดือนมกราคม ปี 1984 : ปรับปรุงและซ่อมแซมตึกโดยเปิดทำการเป็นช็อปปิ้งมอลล์ Printemps Namba

                เดือนมีนาคม ปี 2000 : เปลี่ยนชื่อเป็น Qualite Prix Namba แต่ก็ต้องปิดตัวลงภายใน 1 ปีหลังจากนั้น

                เดือนพฤษภาคม ปี 2001 : ปรับปรุง ซ่อมแซมและต่อเติมโดยเปิดเป็นร้าน BIC CAMERA สาขานัมบะซึ่งเป็นสาขาแรกในแถบคันไซ

 

                เรื่องเล่าเกี่ยวกับที่ดินแห่งนี้

                ในปี 1615 ช่วงต้นยุคเอะโดะ สุสานขนาดใหญ่ชื่อว่า “สุสานเซนอิฉิ” ถูกสร้างขึ้นโดยการทำการปรับปรุงพื้นที่สุสานทั้งหมดภายในหมู่บ้านการเกษตร พร้อมกันนี้ยังมีการสร้างสถานที่ประหารกับสถานที่เผาศพขึ้นมาด้วย จึงทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบนั้นไม่กล้าเข้าใกล้ที่ ๆ แห่งนี้ถ้าไม่จำเป็น

                ต่อมาในปีเมจิที่ 3 (ปี 1870) สถานที่ประหารแห่งนี้ได้ถูกยกเลิกใช้จากการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ สุสานเซนอิฉิกับสถานที่เผาศพถูกย้ายไปที่สุสานอะเบะโนะ และพื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาเป็นถนนย่านร้านค้าในเวลาต่อมา

                ถนนใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า BIC CAMERA คือสถานที่ประหารในอดีตโดยในช่วงต้นของเศรษฐกิจฟองสบู่ที่มีการพัฒนาเมืองกันอย่างกว้างขวาง ได้ขุดพบเจอกระดูกออกมาเรื่อย ๆ ตอนขณะทำการก่อสร้าง

                ถ้านำแผนที่แสดงพื้นที่รอบเซนนิฉิในสมัยเอะโดะกับแผนที่ปัจจุบันมาซ้อนกัน จะพบว่าร้าน BIC CAMERA สาขานัมบะตั้งอยู่บนสุสานฝั่งตะวันตก ตึก AMZA 1000 ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะตั้งอยู่บนสถานที่ประหารและโรงแรมโอเรียนเต็ลนัมบะจะตั้งอยู่บนสถานที่ทำพิธีและเผาศพ ส่วนถนนใหญ่เซนนิฉิมะเอะที่ 2 จะตั้งอยู่บนสถานที่สำหรับวางกองขี้เถ้ากระดูกหลังจากเผาศพแล้ว

 

                เรื่องเล่าประสบการณ์หลอน

                (1)

                เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ยูจิ (ชื่อสมมติ) มีงานด่วนต้องรีบเดินทางไปที่โอซาก้า ก่อนหน้านี้เขาเคยอยากจะลองไปเที่ยวที่ปราสาทโอซาก้าหรือ USJ สักครั้งแต่ก็ไม่มีเวลา

                การเดินทางไปโอซาก้าครั้งนี้ ยูจิต้องเดินทางไปกับหัวหน้าเพื่อไปทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับลูกค้า จริง ๆ แล้ว งานนี้ต้องเป็นเพื่อนที่ไปกับหัวหน้า แต่เพื่อนประสบอุบัติเหตุจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 1 เดือน ยูจิจึงต้องไปทำหน้าที่แทนแบบกะทันหัน

                เอาเข้าจริง ๆ ยูจิก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่จะได้ไปโอซาก้า ในวันเดินทาง เขาขึ้นรถไฟฟ้าชินคันเซ็นไป แต่พอไปถึง ยังไม่ทันจะได้เดินชมเมือง หัวหน้าก็รีบพายูจิไปพบลูกค้าทันที

                ยูจิกับหัวหน้าพูดคุยกับลูกค้าเรื่องรายละเอียดในสัญญาและไม่น่าเชื่อว่าจะใช้เวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้น ลูกค้าก็ตอบตกลงและลงชื่อในสัญญาทันที หัวหน้ารู้สึกดีใจมากเพราะภารกิจเสร็จสิ้นโดยใช้เวลาอยู่ในโอซาก้าไม่ถึงชั่วโมง พอแจ้งข่าวดีนี้ไปที่บริษัท คนในบริษัทก็ดีใจกันยกใหญ่

                ในวันนั้น ยูจิกับหัวหน้าต้องกลับไปพักค้างคืนที่โรงแรมในนาโกย่า แต่เนื่องจากยังมีเวลา หัวหน้าจึงบอกยูจิว่า “ยังมีเวลากว่าจะถึงเวลาขึ้นรถไฟฟ้าชินคันเซ็น เราลองไปเดินเที่ยวในเมืองกันดีกว่า

                หัวหน้าพายูจิไปกินข้าวและเดินชมเมืองโอซาก้าอย่างสนุกสนาน

                แต่ความสนุกต้องมลายหายไปทันทีเมื่อหัวหน้าชวนยูจิไปแวะซื้อของที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง

                ไปด้วยกันหน่อยนะ ผมอยากไปซื้อของที่ร้าน BIC CAMERAหัวหน้าหันมาบอกยูจิตอนช่วงบ่ายแก่ ๆ

                หัวหน้าพายูจิไปแวะซื้อของที่ร้าน BIC CAMERA สาขานัมบะ พอดีตอนนั้น ยูจิมีแต้มสะสมของร้าน BIC CAMERA เยอะพอสมควร จึงคิดที่จะใช้ซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์

                ยูจิเดินแยกกับหัวหน้าภายในร้านโดยนัดกันว่าจะกลับมาเจอกันที่หน้าร้านในอีก 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น ช่วงนั้นเป็นช่วงเทศกาลสิ้นปีพอดี ทางร้านจึงจัดโปรโมชั่นหลาย ๆ อย่างและมีลูกค้าจำนวนมากเดินดูสินค้าภายในร้าน

                หลังจากที่ได้ซื้อของที่ตนเองต้องการ ยูจิเดินเล่นดูของที่ชั้นอื่น ๆ ต่อจนกระทั่งรู้สึกคอแห้ง จึงคิดจะออกจากร้านเพื่อไปหาร้านกาแฟและนั่งรอหัวหน้า

                ตอนนั้น ยูจิกำลังเดินอยู่ที่ชั้น 3 ของร้าน BIC CAMERA ทั้งลิฟต์ทั้งบันไดเลื่อนมีลูกค้าอยู่เต็มไปหมด ยูจิจึงตัดสินใจใช้บันไดปกติและเดินไปที่ช่องบันได

                แต่ทันทีที่เริ่มเดินลงบันได ยูจิรู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ป่วยเป็นไข้ เขาคิดไปเองว่าเครื่องทำความร้อนของร้านอาจจะแรงไม่พอที่จะส่งความร้อนมาถึงช่องบันได

                ยูจิค่อย ๆ เดินลงบันไดไปโดยที่รู้สึกแปลก ๆ ตลอดเวลา เขารู้สึกตัวหนัก ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างเกาะอยู่ที่หลัง นอกจากนี้ยังรู้สึกเหมือนกับว่ามีใครกำลังจับต้นแขนกับบริเวณส้นเท้าด้วย ระหว่างที่เดินลงบันไดไป เขารู้สึกราวกับว่าเวลาผ่านไปช้ามากและเหงื่อก็ไหลลงมาตามแก้มทั้งสองข้าง ทั้ง ๆ ที่รู้สึกเย็น

                ผ่านไปสักพัก ยูจิได้ยินเสียงผู้หญิงกระซิบข้างหู แต่พอหันกลับไปมองข้างหลัง กลับไม่เห็นมีใครอยู่เลยไม่ว่าจะมองขึ้นไปตามบันไดหรือมองลงไปข้างล่าง

                ที่นี่ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่” ยูจิคิดในใจและเริ่มรู้สึกกลัว

                ความผิดปกติของที่นี่เด่นชัดขึ้นตอนที่ยูจิเดินลงไปถึงบันไดชั้น 2 เขามองเห็นควันสีขาวที่ไม่มีกลิ่นอยู่ตรงหน้า และในเวลาเดียวกัน จู่ ๆ เขาก็รู้สึกร้อนที่บริเวณหน้าอกและแผ่นหลังขึ้นมาทันที

                ไม่ใช่เป็นไข้แน่นอน ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่ รีบ ๆ ลงไปข้างล่างดีกว่า” ยูจิคิดในใจและรีบซอยเท้าเดินลงบันไดไป

                แต่ระหว่างที่เดินลงไป เขารู้สึกหนัก ๆ ที่หัวไหล่ทั้งสองข้างราวกับว่ากำลังมีของหนัก ๆ อย่างเช่นถุงข้าวพาดอยู่ที่หัวไหล่ ยิ่งไปกว่านั้นยังรู้สึกพะอืดพะอมและมึนหัวด้วย

                ตอนที่กำลังจะเดินลงไปถึงชั้น 1 อยู่ดี ๆ ความรู้สึกไม่ดีต่าง ๆ เช่น ความรู้สึกร้อน ความรู้สึกหนักที่ร่างกาย ฯลฯ ก็หายไปเฉย ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกเหมือนมีมือเย็น ๆ มาลูบที่แก้ม

                ช่วยด้วย…” ยูจิได้ยินเสียงคนกระซิบที่ข้างหูตามมาหลังจากนั้น

                เขาตกใจกลัวมากและรีบวิ่งลงบันไดหนีออกไปข้างนอกทันที

                ยูจิรู้สึกโล่งอกขึ้นหลังจากออกไปนอกร้าน เขาลองหันกลับไปมองที่บันไดแต่ก็ไม่เห็นมีใครเลยสักคน

                น่ากลับฉิบหาย ต้องมีอะไรแน่ ๆ ที่บันไดนั่น…” ยูจิคิดในใจตอนที่ดื่มกาแฟกระป๋องที่ซื้อจากตู้ขายอัตโนมัติ

                เขาเดินไปยืนรอหัวหน้าที่หน้าร้านพลางคิดในใจตลอดเวลาว่าที่ตรงนั้นต้องมีอะไรไม่ดีอย่างแน่นอน ในตอนนั้นความรู้สึกดีใจที่ทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้าสำเร็จได้มลายหายไปเรียบร้อยแล้ว

                หลังจากนั้นสักพัก หัวหน้าเดินออกมาจากร้าน ยูจิรีบชวนหัวหน้าเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าชินคันเซ็นทันที โดยในเย็นวันนั้น พอไปถึงโรงแรมหลังจากแวะกินข้าวเย็นเสร็จ ยูจิก็เข้านอนทันทีเพื่อจะได้ไม่ต้องนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นอีก

                …

                เวลาผ่านไปจนขึ้นปีใหม่ ยูจิเดินทางไปกล่าวสวัสดีปีใหม่ลูกค้าเจ้าเดิมในโอซาก้าที่เพิ่งจะได้ทำสัญญาซื้อขายกันไปก่อนหน้านี้

                พอได้พูดคุยเรื่องสัพเพเหระหลังจากคุยเรื่องงานเสร็จ ยูจิลองถามลูกค้าเกี่ยวกับร้านค้าที่ตนเองได้ไปซื้อของกับหัวหน้า

                แต่ทว่า...น้ำเสียงของลูกค้าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อพูดถึงร้านค้านั้น

                เอิ่ม…คุณไปที่ร้านนั้นแล้วเหรอครับ?ลูกค้าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

                ลูกค้าเล่าให้ยูจิฟังว่า ตึกที่ร้านนั้นไปเปิดเคยเกิดไฟไหม้เมื่อหลายสิบปีก่อนและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดมากมาย เช่น ถ้าขึ้นลิฟต์คนเดียว ไฟมักจะตกหรือไม่ก็ลิฟต์หยุดกะทันหัน ส่วนบันไดที่ยูจิเดินลงมาก็เป็นจุดที่มีข่าวลือหนาหูว่าเคยมีคนเห็นวิญญาณหรือควันสีขาวที่นั่น

                ยูจิรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันทีเมื่อได้ฟังเรื่องที่ลูกค้าเล่า เขาพอจะได้คำตอบแล้วว่าทำไมตอนนั้นถึงมีอาการแปลก ๆ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีสถานที่หลอนขนาดนั้นอยู่ในใจกลางเมืองใหญ่ ๆ แบบนี้

                ยูจิได้เปลี่ยนไปรับผิดชอบงานโปรเจ็คอื่นที่ไม่ต้องเดินทางไปโอซาก้าแล้วหลังจากที่เพื่อนออกจากโรงพยาบาล แต่เขายังคงคิดในใจเสมอว่า ถ้าครั้งใดที่ต้องเดินทางไปโอซาก้าอีก เขาจะไม่ไปที่ร้าน BIC CAMERA สาขานัมบะอีกเป็นครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน

 

                (2)

                เรื่องเล่านี้เป็นประสบการณ์ของริกะ (ชื่อสมมติ) พนักงานพาร์ทไทม์คนหนึ่งที่เคยทำงานที่นั่น

                คืนวันหนึ่ง หลังจากปิดร้านและลูกค้ากลับไปหมดแล้ว ผู้จัดการสาขาเรียกพนักงานพาร์ทไทม์ทุกคนให้มารวมกันที่จุดรวมตัว ผู้จัดการสาขาสั่งให้ทุกคนเปลี่ยนแผ่นป้ายลดราคาทั้งหมดเพื่อต้อนรับโปรโมชั่นลดราคาในวันรุ่งขึ้นโดยงานนี้จะต้องทำให้เสร็จก่อนเช้า

                แต่พอถึงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่า จู่ ๆ ก็มีเสียงประกาศดังขึ้นผ่านลำโพงภายในร้าน

                ไฟไหม้…เกิดเหตุไฟไหม้…” เสียงผู้หญิงที่ฟังดูเศร้าสร้อยดังไปทั่วร้าน

                ริกะรู้สึกตกใจแต่กลุ่มพนักงานประจำกลับไม่สนใจเสียงประกาศนั้นเลยแถมยังสั่งพนักงานพาร์ทไทม์ทุกคนให้ทำงานต่อไป

                …

                เวลาผ่านไปจนถึงตอนเลิกงาน ริกะลองถามเพื่อนที่มาทำงาน  พาร์ทไทม์ที่นี่ก่อนเธอเรื่องเสียงประกาศนั้น เพื่อนเล่าให้เธอฟังว่า ทุกครั้งที่มีพนักงานทำงานจนดึก จะมีเสียงประกาศแบบนั้นดังขึ้นในเวลาเดิมเสมอ บางครั้งก็มีคนได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือและเสียงร้องไห้ด้วย

                ริกะมารู้ภายหลังว่าในอดีตนานมาแล้ว ตึกร้านค้าที่เธอทำงาน พาร์ทไทม์เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้และเวลาที่เกิดเพลิงไหม้ก็เป็นเวลาเดียวกับที่เธอได้ยินเสียงประกาศในคืนวันนั้น

 

                (3)

                ในสมัยก่อน คนที่ไปทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่จะได้รับแจกเครื่องรางในการทำงานวันแรก

                พอมีคนถามกลับไปว่า “ทำไมถึงให้เก็บของแบบนี้ไว้กับตัวด้วยครับ?

                พนักงานประจำที่เป็นคนแจกมักจะตอบกลับมาด้วยความโมโหว่า “ไม่ต้องถาม! บอกให้เก็บเอาไว้กับตัว ก็เก็บซะ

                ผ่านไปสักพัก พนักงานพาร์ทไทม์คนหนึ่งเอาเครื่องรางที่ได้ไปทิ้งถังขยะพร้อมกับพูดว่า “ไม่เก็บไว้หรอก ของแบบนี้

                แต่ว่า…หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พนักงานพาร์ทไทม์คนดังกล่าวไม่ได้มาทำงานที่ร้านอีกเลย

                มีคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเข้าไปถามผู้จัดการสาขาและได้คำตอบกลับมาว่า “(พนักงานพาร์ทไทม์คนนั้น) ได้รับอุบัติเหตุเสียชีวิตไปแล้ว…

 

                (4)

                เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมัยที่ยังเป็นช็อปปิ้งมอลล์ Printemps Namba

                สมัยที่เอโกะ (ชื่อสมมติ) ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เธอได้ไปช่วยงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟในช็อปปิ้งมอลล์ Printemps Namba ชั้น 4

                งานที่ร้านยุ่งมากและกว่าจะเสร็จงานก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว ซึ่งในตอนนั้นมีแค่ผู้จัดการร้านกับเอโกะเท่านั้นที่ยังอยู่ที่ร้านบนชั้น 4 ส่วนร้านเสื้อผ้าปิดหมดแล้วโดยเห็นแต่ผ้าใบสีเขียวที่คลุมปิดสินค้าเอาไว้

                ทั้งคู่ตั้งใจจะเอาถุงขยะลงไปทิ้งที่ชั้น 1 จึงเดินหาลิฟต์ขนของที่มีอยู่ตัวเดียว แต่ไม่ว่าจะเดินหายังไง ก็เห็นแต่บันไดเลื่อนกับบันไดปกติโดยมีอีกอย่างหนึ่งที่เตะตามากที่สุดคือผ้าใบสีเขียวของร้านเสื้อผ้า

                ไม่ว่าจะเดินเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาสักกี่ครั้ง ก็เห็นแต่ผ้าใบสีเขียว ระหว่างที่เดินหาด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน เอโกะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าผู้จัดร้านจะเดินถามคนประมาณ 4 คนว่าลิฟต์ขนของอยู่ที่ไหน ซึ่งพอมานึกดูดี ๆ ทีหลัง มันไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าจะมีคนอื่นอยู่ด้วย

                ทั้งคู่เดินหาต่อไปเรื่อย ๆ โดยรู้สึกอยากกลับบ้านใจจะขาด และในที่สุด เอโกะก็หาลิฟต์ขนของเจอ แต่พอเธอหันหน้ากลับไปหาผู้จัดการร้านที่เดินตามหลังมาตลอด ปรากฏว่าผู้จัดการร้านได้หายตัวไปแล้ว ใจหนึ่งเธอก็อยากจะเดินตามหาผู้จัดการร้าน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะรีบกลับบ้านเพราะรู้สึกเหนื่อยมาก เธอจึงตัดสินใจลงลิฟต์ไปชั้น 1 โดยไม่รอหรือเดินหา

                พอลงมาถึงชั้น 1 และเดินออกไปข้างนอกตึก เธอลองดูนาฬิกา ปรากฏว่าเป็นเวลา 5 โมงเช้าแล้ว วันนั้นเธอจึงได้ขึ้นรถไฟฟ้าเที่ยวแรกกลับบ้านไป

                วันรุ่งขึ้น เอโกะลองโทรศัพท์ไปที่ร้าน แต่ผู้จัดการร้านไม่ได้มาที่ร้าน

                …

                หนึ่งเดือนต่อมา เอโกะไปที่ร้านเพื่อขอรับเงินค่าจ้าง แต่คนในร้านบอกว่าผู้จัดการร้านหายตัวไป ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน เธอจึงกลับมาลองคิดทบทวนเรื่องในคืนนั้นดูดี ๆ อีกที ตอนนั้นมันมีอะไรแปลก ๆ หลายอย่าง เช่น ทั้ง ๆ ที่ลูกค้ากลับไปหมดแล้วแถมร้านค้าอื่น ๆ ก็ปิดหมดแล้วด้วย จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าจะยังมีคนเดินอยู่ในตึก แล้วตอนนั้นผู้จัดการร้านถามทางไปลิฟต์ขนของกับใคร พอเอโกะลองนึกถึงหน้าตาของคนทั้ง 4 คนนั้น เธอจำได้ว่าทุกคนมีหน้าตาซีดขาวและตาก็ไม่กระพริบเลยสักครั้ง

                ตั้งแต่ตอนนั้นจนมาถึงตอนนี้ เอโกะก็ยังไม่รู้ว่าผู้จัดการร้านหายไปไหนและการหายตัวไปของผู้จัดการร้านได้ถูกบันทึกเป็นคดีของตำรวจด้วย

 

                (5)

                เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ช็อปปิ้งมอลล์ Printemps Namba จะปิดตัวลงไปประมาณ 1-2 ปี

                ราว ๆ เที่ยงคืนของวันหนึ่ง กลุ่มช่างไฟฟ้า 3-4 คนกำลังจะลงลิฟต์จากชั้น 3 หลังจากเสร็จงาน พวกเขาเดินเข้าไปในลิฟต์และกดปุ่มชั้นใต้ดินเพื่อไปที่จอดรถ แต่พอประตูลิฟต์ปิด ลิฟต์กลับวิ่งขึ้นชั้นบนแทนและวิ่งขึ้นไปหยุดที่ชั้น 8 ซึ่งทุกคนงงเป็นไก่ตาแตกเพราะไม่คิดมาก่อนตึกนี้จะมีชั้น 8 กับเขาด้วย พอประตูลิฟต์เปิดออก ก็เห็นระเบียงทางเดินที่มืดสนิทและมีแต่ไฟฉุกเฉินที่ติดอยู่โดยที่ไม่มีใครยืนรอลิฟต์อยู่เลย

                หนึ่งในกลุ่มช่างไฟฟ้ารีบกดปุ่มปิดประตูลิฟต์และกดปุ่มชั้นใต้ดินอีกครั้ง จากนั้นไม่นาน ลิฟต์ก็เริ่มวิ่งลงไปข้างล่าง

                แต่ทว่า…ลิฟต์กลับหยุดอยู่ที่ชั้น 3 แทน พอประตูลิฟต์เปิดออก พวกเขามองเห็นแต่ระเบียงทางเดินที่มืดสนิทเหมือนตอนอยู่ที่ชั้น 8

                หนึ่งในนั้นรีบกดปุ่มปิดประตูลิฟต์รัว ๆ ด้วยอาการตื่นตกใจ คราวนี้ลิฟต์ยอมวิ่งลงมาถึงชั้นใต้ดินอย่างที่ต้องการ จึงทำให้กลุ่มช่างไฟฟ้ารู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้างและโชคดีที่สุดท้าย กลุ่มช่างไฟฟ้าสามารถขับรถกลับออกมาโดยไม่ได้รับอันตรายใด ๆ

                เคยมีคนพูดว่า “ที่นี่มักจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ บางครั้งทั้ง ๆ ที่อยู่ในลิฟต์แค่คนเดียว แต่เสียงเตือนน้ำหนักเกินกลับดังขึ้นมาเฉย ๆ ราวกับว่ามีคนอื่นอยู่ในลิฟต์จนเต็ม

 

                (6)

                เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ขนหัวลุกของคนขับรถแท็กซี่สมัยที่ยังเป็นช็อปปิ้งมอลล์ Printemps Namba

                มีรถแท็กซี่ 2 คันจอดรอผู้โดยสารอยู่ที่หน้าช็อปปิ้งมอลล์ คนขับรถแท็กซี่ 2 คันนี้รู้จักกันเพราะอยู่บริษัทแท็กซี่เดียวกัน

                คนขับรถแท็กซี่คันหลัง (สมมติว่าชื่อบีทาโร่) มองเห็นคันข้างหน้าเปิดและปิดประตู จากนั้นก็ขับออกไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีผู้โดยสารขึ้นรถ (สำหรับรถแท็กซี่ญี่ปุ่น คนขับรถจะเป็นคนเปิดปิดประตูรถให้ผู้โดยสารโดยมีสวิตช์เปิดปิดประตูอัตโนมัติอยู่ตรงที่นั่งคนขับรถแท็กซี่)

                “หรือว่า…” บีทาโร่รู้สึกใจคอไม่ดีเพราะเคยได้ยินข่าวลือเรื่องผีที่นี่ แต่ก็พยายามมองโลกในแง่ดีว่าคันหน้าคงเผลอไปกดสวิตช์เปิดปิดประตูอัตโนมัติ

                …

                ในตอนเย็นของวันนั้น บีทาโร่ขับรถแท็กซี่กลับไปที่บริษัท เขาเห็นทุกคนพูดคุยกันด้วยท่าทางที่ดูไม่ปกติจึงเดินเข้าไปถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น โดยในจังหวะนั้นเอง เขามองเห็นคนขับรถแท็กซี่คันหน้านั่งหน้าซีดอยู่บนม้านั่งยาว (สมมติว่าชื่อเอตะ)

                “เป็นอะไร? ขับรถชนเหรอ? บีทาโร่รีบเข้าไปถามเอตะด้วยความเป็นห่วง

                “ฉัน…ปล่อยให้ขึ้นรถมาจนได้” เอตะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ

                “ให้ใครขึ้นรถ?? บีทาโร่ถามต่อด้วยความอยากรู้

                “…ผีผู้หญิง…” เอตะตอบกลับมาสั้น ๆ

                “เฮ้ย! หรือว่าที่หน้าช็อปปิ้งมอลล์? บีทาโร่ถามด้วยความตกใจ

                “แกเห็นด้วยเหรอ? เอตะไม่ได้คิดมาก่อนว่าบีทาโร่จะเห็นเหตุการณ์ด้วย

                “ฉันเห็นแกเปิดปิดประตูรถแล้วก็ขับรถออกไป” บีทาโร่บอกเอตะว่าเห็นอะไร

                “ไม่ไหวแล้วว่ะ ฉันคงไปรับผู้โดยสารแถวนั้นไม่ได้แล้ว มันน่ากลัวเกินทน” เอตะพูดออกมาด้วยความรู้สึกท้อแท้

                เอตะเล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากขับรถออกไปได้สักพัก มารู้สึกตัวอีกทีผู้หญิงก็หายตัวไปแล้ว และไม่มีร่องรอยของผู้หญิงหลงเหลืออยู่ที่เบาะหลังเลย

                ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งเอตะทั้งบีทาโร่ไม่ไปจอดรถแท็กซี่รอรับผู้โดยสารที่ตรงนั้นอีกเลย

                บีทาโร่ยังรู้สึกขนลุกทุกครั้งเมื่อนึกถึงคำพูดของเอตะว่า “ตอนนั้นฉันเห็นตั้งหลายคนกำลังยืนรอรถแท็กซี่ที่หน้าช็อปปิ้งมอลล์” ในขณะที่บีทาโร่ไม่เห็นคนยืนรอขึ้นรถแท็กซี่เลย


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น