อัปเดตล่าสุด 2020-01-27 05:05:28

ตอนที่ 33 แต่งงานกับผี

            เรื่องเล่าสยองขวัญ “แต่งงานกับผี”

            เรื่องเล่านี้เกิดขึ้นที่ซัปโปโรในเกาะฮอคไคโด

            เคนตะ (ชื่อสมมติ) กับเพื่อนอีก 2 คนคือเอย์จิ (ชื่อสมมติ) กับบีทาโร่ (ชื่อสมมติ) ชวนกันไปลองของที่สถานที่ร้างแห่งหนึ่ง เนื่องจากหิมะจะตกเยอะในฮอคไคโด จึงทำให้สถานที่ร้างส่วนใหญ่ทรุดโทรมเร็วมากจนเห็นได้ชัด

            ทั้ง 3 คนเลือกเข้าไปลองของในบ้านร้างหลังหนึ่งที่ยังไม่ทรุดโทรมมากโดยยังพอเห็นเป็นรูปตัวบ้าน บ้านร้างหลังนี้ใหญ่โตมาก สมัยก่อนน่าจะเป็นบ้านทรงญี่ปุ่นเก่าแก่ที่ดูสวยงามก่อนที่จะกลายเป็นบ้านร้าง

            ระหว่างที่แยกกันเดินสำรวจภายในบ้านร้าง จู่ ๆ เอย์จิก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงและจ้องมองไปที่กำแพง พอเคนตะเห็น ก็เดินเข้าไปถามด้วยความสงสัยว่า “มีอะไรรึเปล่า?

                เอ่อ…ดูนั่น…ซิ” เอย์จิตอบกลับมาช้า ๆ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่กรอบรูปที่แขวนอยู่ที่กำแพง

            ดูเหมือนว่ากรอบรูปนี้คงจะไม่ค่อยถูกแดดถูกฝน จึงยังดูไม่เก่าและไม่โทรมมากนัก

                มีอะไรเหรอ? เจออะไร?………เฮ้ย! หน้าตาสวยมากเลยนะ”        บีทาโร่พูดขึ้นมาตอนที่เดินมาดูรูปที่อยู่ในกรอบรูป

            เคนตะก็รู้สึกเหมือนกันว่าหน้าตาผู้หญิงสวยมาก เป็นรูปผู้หญิงขาวดำ ใส่ชุดตะวันตกและไว้ทรงผมยุคเก่าโบราณ แต่ในขณะเดียวกัน รูปถ่ายนี้ก็ทำให้เคนตะรู้สึกแปลก ๆ พิกลด้วยเช่นกัน

               แต่ก็นะ…ไม่ว่าจะดูยังไง กูว่ารูปนี้น่าจะเป็นรูปหน้าศพมากกว่านะ” บีทาโร่พูดออกมาตามที่ตนเองคิด

            มีแท่นบูชาเก่า ๆ วางไว้อยู่ใกล้ ๆ และมีรูปถ่ายตกอยู่ที่พื้น 3-4 ใบ เคนตะลองก้มลงไปเก็บรูปที่ตกอยู่ขึ้นมาดู เขาเห็นรูปคนแก่กับรูปผู้ชายใส่ชุดทหารเหมือนตอนกำลังจะไปออกรบ จึงยิ่งทำให้เขารู้สึกว่ารูปผู้หญิงน่าจะเป็นรูปหน้าศพ

            ทั้ง 3 คนเดินดูข้างในบ้านร้างต่ออีกสักพัก แต่ก็ไม่มีอะไรที่ดูน่าสนใจ เคนตะจึงหันไปบอกเพื่อนว่า “กลับกันเถอะว่ะ

            แต่ทว่าในตอนนั้น มีแต่บีทาโร่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ส่วนเอย์จิหายไปไหนไม่รู้

               เฮ้ย! เอย์จิหายไปไหนวะ!?” เคนตะถามบีทาโร่ด้วยความตกใจ

            ทั้งคู่เดินหาเอย์จิด้วยความเป็นห่วง แต่ผ่านไปไม่นานนัก ก็เห็นเอย์จิกำลังยืนนิ่งและจ้องมองรูปผู้หญิงราวกับว่ากำลังถูกอะไรบางอย่างสะกดจิตเอาไว้

               เฮ้ย! เอย์จิ! จะกลับแล้วนะเว้ย” เคนตะพูดออกมาเสียงดัง

            แต่เอย์จิกลับแสดงท่าทางนิ่งเฉยเหมือนไม่สนใจคำพูดของเคนตะ และเอาแต่ยืนดูรูปผู้หญิงเหมือนคนใจลอย

            ไม่ว่าเคนตะหรือบีทาโร่จะเรียกเอย์จิให้กลับบ้านสักกี่ครั้ง เอย์จิก็เอาแต่นิ่งเฉย ทั้งคู่จึงตัดสินใจทิ้งเอย์จิเอาไว้และเดินกลับไปที่รถ

            เคนตะอยากจะแกล้งเอย์จิให้รู้สึกกลัวโดยการสตาร์ทรถและทำท่าจะขับรถออกไป พอเอย์จิเห็นอย่างนั้น ก็รีบวิ่งออกมาจากบ้านร้างอย่างรวดเร็วและตื่นตระหนก

               เฮ้ยยยย หยุดก่อน อย่าพึ่งไป!” เอย์จิตะโกนบอกเคนตะ

            เคนตะกับบีทาโร่นั่งหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นเอย์จิกำลังวิ่งมาหาอย่างหน้าตาตื่น

            พอเอย์จิขึ้นรถ เคนตะก็ขับรถออกไปทันที

                

            วันต่อมา เคนตะเจอบีทาโร่ที่มหาวิทยาลัย แต่กลับไม่เห็นเอย์จิเลย

               เอ๊ะ! วันนี้เอย์จิไม่มาเรียนเหรอวะ?” เคนตะถามบีทาโร่ด้วยความสงสัย

               วันนี้ไม่เห็นเหมือนกัน…หรือว่าจะไม่สบายวะ?” บีทาโร่ตอบกลับมา

             วันรุ่งขึ้น ทั้งคู่ลองโทรศัพท์ไปหาเอย์จิ

               โทษทีนะ พอดีเป็นหวัด…” เอย์จิพูดมาตามสาย

               ไม่ได้เป็นไรมากใช่มั้ย?” เคนตะถามต่อด้วยความเป็นห่วง

            แต่ระหว่างที่คุยกันทางโทรศัพท์ เคนตะก็ได้ยินเสียงผู้หญิงแว่วมาตามสายด้วย

                เอย์จิ! กูได้ยินเสียงผู้หญิงดัวย…มีใครอยู่ด้วยรึเปล่า?” เคนตะถามเอย์จิตามที่ตนเองรู้สึก

            “เอ่ออออ อืม…อยากจะบอกว่า…หาแฟนได้แล้วนะ……คิดว่าจะแต่งงานกันเร็ว ๆ นี้ด้วย…” เอย์จิสารภาพความจริง

               จริงดิ! มีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? แถมจะแต่งงานกันด้วย น่าอิจฉาว่ะ” เคนตะตอบกลับไปด้วยความแปลกใจปนอิจฉา

            หลังจากคุยกันได้สักพัก เคนตะอวยพรให้เอย์จิหายป่วยไว ๆ จากนั้นก็วางสายไป

            เคนตะคิดว่าเอย์จิคงไม่เป็นอะไรมากและน่าจะมาเรียนได้ในวันพรุ่งนี้หรือไม่ก็วันมะรืน และคิดอีกว่าเอาไว้ค่อยถามเรื่องแฟนอีกทีตอนมาที่มหาวิทยาลัย

            แต่ทว่า…เอย์จิไม่ได้มาให้เห็นหน้าที่มหาวิทยาลัยอีก ถึงแม้เวลาจะผ่านไปจนเป็นอาทิตย์ ก็ไม่มีทีท่าว่าเอย์จิจะมาที่มหาวิทยาลัย

            เคนตะรู้สึกเป็นห่วง จึงไปหาเอย์จิที่แมนชั่น

               รอสักครู่นะครับ” มีเสียงตอบกลับมาจากข้างในแมนชั่นหลังจากเคนตะกดกริ่งที่หน้าประตู

            พอประตูเปิดออกมา เคนตะเห็นเอย์จิในสภาพที่ใบหน้ากับร่างกายผอมแห้ง แก้มตอบ ตาแดงโปนออกมาและมีผมหงอกจนเห็นได้ชัด ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงแค่หนึ่งอาทิตย์ จะทำให้คนเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้

            ลักษณะภายนอกของเอย์จิเปลี่ยนแปลงไปมากจนเคนตะแทบจะจำไม่ได้

               เอ่อ…เอย์จิใช่มั้ย?” เคนตะถามเพื่อให้แน่ใจ

               อุตส่าห์มาหาถึงที่บ้านเลยเหรอ…ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง…เอ่อ…เข้ามาข้างในก่อนซิ” เอย์จิตอบกลับและบอกเคนตะให้เข้ามาในบ้าน

            ข้างในบ้านดูสะอาดเรียบร้อยมาก ข้าวของถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าก็ถูกพับเอาไว้เรียบร้อยจนดูไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นห้องของผู้ชายที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียว

         เคนตะคิดในใจว่า “น่าจะเป็นแฟนของเอย์จิแหง ๆ ที่ทำความสะอาดห้องให้…

         เคนตะพูดกับเอย์จิด้วยความเป็นห่วงว่า “ทำไมปล่อยให้ร่างกายซูบผอมแบบนี้วะ อุตส่าห์มีแฟนแล้ว หัดดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ด้วยนะ

            อืม” เอย์จิตอบรับกลับมาสั้น ๆ

            แล้ว…มึงไม่ได้อาศัยอยู่กับแฟนเหรอวะ? ห้องสะอาดเรียบร้อยขนาดนี้ กูก็นึกว่ามึงกับแฟนอยู่ด้วยกันแล้วซะอีก” เคนตะถามด้วยความสงสัย

            อยู่ด้วยกันแล้ว” เอย์จิตอบกลับพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ประตูตู้เก็บของฝังกำแพง

            เอ๊ะ! อื๋อ!?” เคนตะอุทานออกมาโดยไม่เข้าว่าเอย์จิต้องการจะสื่ออะไร  

            ใช่…อยู่…ในนั้น” เอย์จิพูดต่อ

            …อะไรอยู่ในนั้น?” เคนตะถามความสงสัย

            ก็แฟนกูไง…” เอย์จิตอบกลับไปสั้น ๆ

          ทันใดนั้นเอง มีเสียงเปิดประตูห้องดังลั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผู้ชายกับผู้หญิงน่าจะอายุ 50 กว่า ๆ เข้ามาในห้องพร้อมกับด่าว่าด้วยความโมโห

           ผู้ชายเดินเข้าไปตบหน้าเอย์จิและดุด่าว่า “ไอ้เด็กบ้า! ทำไมแกต้องทำให้แม่ต้องเป็นห่วงด้วย ไอ้ลูกทรพี!

           ดูเหมือนว่าผู้ชายกับผู้หญิงที่เข้ามาในห้องจะเป็นพ่อแม่ของเอย์จิ

               ไหน? ผู้หญิงคนนั้นอยู่ไหน? อยู่ที่ไหน?” พ่อของเอย์จิถามเสียงดังด้วยความโมโห

               พ่อครับ…หยุดเถอะครับ ผมอุตส่าห์พามาอยู่ด้วยได้แล้ว” เอย์จิพยายามขอร้องคุณพ่อ

            แต่เอย์จิที่อยู่ในสภาพซูบผอมไม่มีแรงพอที่จะหยุดคุณพ่อได้ เขาถูกคุณพ่อผลักจนล้มลงไปนั่งกับพื้น

            คุณพ่อเดินหาไปทั่วบ้านจนสุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าตู้เก็บของฝังกำแพง

               หยุดเถอะครับ! คุณพ่อ ผมขอร้อง” เอย์จิพยายามพูดอ้อนวอนตอนที่คุณพ่อกำลังยื่นมือไปเปิดประตูตู้เก็บของฝังกำแพง

            แต่คุณพ่อไม่หยุดและเลื่อนเปิดประตูตู้เก็บของทันที

            มีเสียงกระดาษฉีกขาดจากด้านในตอนที่คุณพ่อเลื่อนเปิดประตู ทั้งคุณพ่อทั้งคุณแม่ของเอย์จิพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า

            มีแท่นบูชาที่เลอะโคลนเต็มไปหมด มิหนำซ้ำยังเป็นโคลนเปียกอยู่เลย กลิ่นดินเหม็น ๆ แรงมากจนเตะจมูก ลวดลายที่เป็นสีทองบนแท่นบูชาลอกออกจนเกือบหมด

            เคนตะตกใจร้องออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อมองเห็นแท่นบูชา

            มันคือแท่นบูชาตัวเดียวกับที่เคนตะเห็นในบ้านร้าง และในแท่นบูชาก็มีกรอบรูปที่มีรูปผู้หญิงขาวดำใส่ชุดตะวันตกวางเอาไว้อยู่

            ยิ่งไปกว่านั้น ข้าง ๆ รูปผู้หญิง มีรูปเอย์จิใส่ชุดญี่ปุ่น (ชุดฮะโอะริฮะคะมะ) สำหรับงานแต่งงานใส่เอาไว้ด้วย ทั้ง 2 รูปถูกพับและวางให้ติดกันในกรอบรูปเพื่อให้ดูเหมือนรูปงานแต่งงาน

              ไอ้เด็กบ้า! ทำแบบนี้ แกอยากตายเหรอ? คิดจะตายก่อนพ่อแม่รึไง! ไอ้ลูกทรพี” คุณพ่อดุด่าเอย์จิด้วยความโมโห

            คุณพ่อของเอย์จิหยิบกรอบรูปขึ้นมาและขว้างลงพื้นอย่างแรงจนกระจกกรอบรูปแตก จากนั้นก็ก้มลงไปหยิบรูปถ่ายและเดินไปที่อ่างล้างจานในห้องครัว คุณพ่อหยิบไฟแช็กออกมาจากกระเป๋ากางเกงและเผารูปถ่ายทิ้ง

            เอย์จิเอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมหยุดและโผเข้ากอดคุณแม่เหมือนเด็ก ๆ

                

            สองสามวันต่อมา เอย์จิทำเรื่องขอพักการเรียนชั่วคราว

            เคนตะกับบีทาโร่ลองโทรศัพท์ไปเอย์จิเพื่อถามไถ่อาการและมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากคุณพ่อของเอย์จิ

            ในท้องถิ่นบ้านเกิดของเอย์จิ จะมีพิธีกรรมที่เรียกว่า “งานแต่งงานวิญญาณ” ซึ่งพิธีกรรมนี้จะจัดขึ้นสำหรับคนที่เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้แต่งงานกันโดยจะถือว่าเป็นการแต่งงานกันในโลกหลังความตาย พิธีกรรมนี้จะใช้รูปถ่ายหรือไม่ก็ตุ๊กตาเป็นตัวแทนของเจ้าบ่าวเจ้าสาว

            เอย์จิรู้สึกหลงใหลในตัวผู้หญิงคนนั้นมากจนตัดสินใจทำเลียนแบบพิธีกรรม “งานแต่งงานวิญญาณ” ด้วยการใช้รูปถ่ายของตัวเองกับรูปถ่ายขาวดำของผู้หญิง

            แต่ในความเป็นจริง มันมีข้อห้ามอย่างหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในการทำพิธีกรรมนี้คือ ห้ามทำกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่

            ถ้าคนเป็นถูกเลือกให้เป็นเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวในพิธีกรรมนี้ จะเกิดเรื่องไม่ดีหรือโชคร้ายกับคนเป็นคนนั้น หนักที่สุดคือเสียชีวิต

                

            หลังจากนั้นไม่นาน เอย์จิลาออกจากมหาวิทยาลัยหลังจากทำเรื่องขอพักการเรียนชั่วคราว เขาย้ายกลับไปที่อยู่จังหวัดอะโอะโมะริที่เป็นบ้านเกิดและเข้าออกโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวหลายครั้ง

            เคนตะมีโอกาสได้พูดคุยกับเอย์จิอีกครั้งหลังจากนั้น

            เอย์จิแอบเผยความในใจที่ไม่กล้าบอกพ่อกับแม่ให้เคนตะฟังว่า    “…กูคงไม่มีโอกาสได้พบเจอผู้หญิงที่สวยแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สองแน่ ๆ ชีวิตกูไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มีผู้หญิงคนนั้น……กูอยากตายเร็ว ๆ จะได้ไปเจอเค้า…


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น