อัปเดตล่าสุด 2019-03-19 18:42:16

ตอนที่ 6 คุเนะคุเนะ (บิดไปบิดมา)

             เรื่องนี้เป็นตำนานเรื่องเล่าที่น่ากลัว (Urban Legend) ของญี่ปุ่นและเคยถูกนำไปสร้างเป็นหนังภาพยนตร์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรในเรื่องรายได้เพราะมีการดัดแปลงเนื้อหาเรื่องเล่าเยอะเกินไปจนความลึกลับของเรื่องลดน้อยลงมาก

            ตำนานนี้มีอยู่ว่า...

            เรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งกับพี่ชายที่ได้กลับไปเที่ยวบ้านปู่ย่าในจังหวัดอะคิตะ

            ทุกๆปีทั้งสองคนจะได้กลับไปเที่ยวที่บ้านของปู่ย่าในช่วงโอบ้ง (คล้ายๆกับเชงเม้งบ้านเรา) ซึ่งตรงกับเดือนสิงหาคมและเป็นช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น (ว่ากันว่าช่วงบ้งจะเป็นช่วงที่มนุษย์สัมผัสกับสิ่งลึกลับได้ง่ายที่สุด)

            พอไปถึงบ้านปู่ย่า ทั้งคู่ก็ออกไปวิ่งเล่นกันข้างนอกบ้าน ทั้งคู่รู้สึกว่าต่างจังหวัดนั้นช่างต่างกับเมืองหลวง อากาศก็ดี มีลมพัดให้พอคลายร้อนบ้าง ทั้งสองคนวิ่งเล่นกันตามท้องนาที่มีลมพัดช่วยผ่อนคลายร้อนกันอย่างสนุกสนาน แต่พอถึงช่วงเที่ยงวัน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นตรงหัว อยู่ดีๆลมเย็นๆก็หยุดพัดเอาซะดื้อๆ และกลับกลายเป็นลมร้อนพัดมาแทนซึ่งทำให้ทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัว จนคนน้องทนไม่ไหวบ่นออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดว่า "ปกติมันก็ร้อนอยู่แล้ว จะมีลมร้อนๆแบบนี้พัดมาให้รู้สึกร้อนเข้าไปอีกทำไมวะ"

            แต่คนพี่ไม่ได้ฟังคนน้องพูด ได้แต่ยืนจ้องมองไปทางหุ่นไล่กาที่อยู่ในที่นาอีกฟากหนึ่งไกลๆ

            คนน้องรู้สึกสงสัยจึงหันไปถามพี่ชายว่า "หุ่นไล่กาตัวโน้นมันเป็นอะไรเหรอ"

            พี่ชายตอบกลับไปว่า "ไม่ใช่ เลยไปอีก"

            จากนั้น พี่ชายก็เพ่งมองต่อไป

            ด้วยความสงสัย คนน้องจึงลองเพ่งตามองไปที่ฝากโน้นของที่นาดูบ้าง ตอนนั้นเอง คนน้องได้สังเกตเห็น อะไรบางอย่างสีขาวๆมีขนาดเท่าคนเคลื่อนไหวอยู่และบิดตัวไปบิดตัวมา บริเวณรอบๆวัตถุสีขาวๆนั้นเป็นทุ่งนาทั้งหมดและไม่มีคนอยู่เลยสักคน

            คนน้องรู้สึกสงสัยว่ามันคืออะไรและพูดกับพี่ชายตามความคิดตัวเองว่า “มันต้องเป็นหุ่นไล่กาชนิดใหม่แหงๆเลย ชัวร์ ที่ผ่านๆมามีแต่หุ่นไล่กาที่ขยับตัวไม่ได้เลยอาจจะมีชาวนาบางคนคิดค้นมันขึ้นมา ดูเด่ะมันขยับตัวตั้งแต่มีลมพัดเมื่อกี้

            พี่ชายทำหน้าคล้อยตามเมื่อได้ยินความคิดของน้องชาย แต่ทันใดนั้นเองอยู่ดีๆลมร้อนก็เกิดหยุดพัด แต่วัตถุสีขาวที่ทั้งสองมองเห็นกลับยังบิดตัวไปมาอยู่

            พี่ชายพูดขึ้นมาทันทีว่า "เฮ้ย! มันยังขยับอยู่เลย ตกลงมันเป็นอะไรกันแน่วะ?"

            ด้วยความสงสัยที่อดไม่ได้ พี่ชายรีบวิ่งกลับไปที่บ้านปู่แล้วก็เอากล้องส่องทางไกลมา

            พี่ชายพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “เดี๋ยวกูดูก่อนนะ มึงรอก่อนละกัน”

            จากนั้นก็มองผ่านกล้องส่องทางไกล แต่ทันทีที่พี่ชายมองวัตถุสีขาวผ่านกล้องส่องทางไกล หน้าตาของพี่ชายก็เริ่มซีดเผือด เหงื่อไหลไม่หยุด แล้วก็ปล่อยมือที่จับกล้องส่องทางไกลจนกล้องตกลงที่พื้น

            คนน้องเห็นอาการพี่ชายเปลี่ยนไป เลยถามพี่ชายไปว่า "ตกลงมันเป็นอะไรกันแน่"

            พี่ชายตอบกลับช้าๆว่า “มึ..ง....ไ..ม่.รู้...จ.ะ...ดี..กว่..า......

            แล้วพี่ชายก็เดินกลับไปที่บ้านอย่างรวดเร็ว

            คนน้องรู้สึกได้ทันทีว่าเสียงของพี่ชายในตอนนั้น ไม่ใช่เสียงของพี่ชายเหมือนที่ผ่านมา คนน้องอยากจะรู้ว่าวัตถุสีขาวที่พี่ชายเห็นนั้นคืออะไร เลยคิดจะหยิบกล้องส่องทางไกลที่ตกพื้นขึ้นมาส่องดู แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของพี่ชาย ความกล้าก็หายไปหมด

            แต่ไม่นานนัก ความสงสัยก็กลับเข้าครอบงำคนน้องอีกครั้งโดยคิดในใจว่า "ดูไกลๆมันก็เป็นแค่วัตถุสีขาวบิดไปบิดมาเท่านั้น อยากรู้จริงๆว่ามันคืออะไรที่ทำให้พี่ชายเป็นแบบนั้นได้ เอาวะกูต้องดูด้วยตาตัวเองให้ได้"

            ในตอนที่คนน้องกำลังจะดูวัตถุสีขาวผ่านกล้องส่องทางไกล คุณปู่ได้วิ่งออกมาหาด้วยความตื่นตระหนกแล้วก็ตะโกนว่า “ห้ามดูวัตถุสีขาวนั่นเด็ดขาด ดูไปรึยัง เอ็งดูโดยใช้กล้องส่องทางไกลนั้นรึยัง

            คนน้องตอบด้วยความตกใจว่า “เอ่อ...ยังครับ

            เมื่อคุณปู่ได้ฟังคำตอบของคนน้อง ก็เข่าอ่อนจนคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้พร้อมกับพูดว่า “โชคดีไป

            จากนั้นคุณปู่ก็พาคนน้องกลับบ้าน

            พอถึงบ้าน คนน้องเห็นทุกคนนั่งร้องไห้จนทำให้คนน้องคิดในใจว่า “เพราะผมเหรอ ทุกคนถึงร้องไห้

            แต่ไม่น่าจะใช่ เมื่อลองสังเกตดีๆ คนน้องเห็นพี่ชายตนเองยิ้มเหมือนคนบ้าแล้วก็บิดตัว บิดแขน บิดขาไปมาเหมือนวัตถุสีขาวนั้น ตอนนี้คนน้องรู้สึกว่าพี่ชายน่ากลัวกว่าวัตถุสีขาวที่เห็นนั่นอีก

            ในวันที่จะกลับบ้าน คุณย่าพูดขึ้นมาว่า “ให้พี่ชายอาศัยอยู่ที่นี่ดีกว่ามั้ย ที่บ้านของพวกเธอก็แคบและถ้าคิดถึงเรื่องที่จะถูกเพื่อนบ้านเอาไปพูดนินทาต่อ พวกเธอคงทนได้ไม่นานหรอก ให้พี่ชายอาศัยอยู่ที่บ้านนี้สักพัก ผ่านไปปีสองปีค่อยไปปล่อยให้อยู่ตามท้องนาจะดีที่สุด

            คนน้องร้องไห้ออกมาเสียงดังทันทีที่ได้ยินคุณย่าพูด

            คนน้องคิดในใจว่า “พี่ชายคนเดิมไม่อยู่แล้ว ปีหน้าต่อให้มาเที่ยวที่บ้านปู่ย่าอีก พี่ชายคนเดิมก็ไม่อยู่แล้ว ทำไมถึงเป็นแบบนี้ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังวิ่งเล่นกันอยู่เลย

            คนน้องพยายามกลั้นน้ำตาแต่กลั้นไม่อยู่ เขาเอาแขนเช็ดน้ำตา จากนั้นก็ขึ้นรถกลับบ้าน น้องชายนั่งอยู่เบาะหลังรถและมองปู่ย่าที่กำลังโบกมือลาอยู่หน้าบ้านพร้อมกับพี่ชายที่ยืนบิดตัวไปมาอยู่ข้างๆ ตอนนั้นคนน้องรู้สึกราวกับว่าพี่ชายกำลังโบกมือลาให้ด้วย

            ขณะที่รถกำลังวิ่งออกไปไกลเรื่อยๆ คนน้องได้ใช้กล้องส่องทางไกลมองดูพี่ชาย และเห็นพี่ชายทำหน้าเหมือนกำลังร้องไห้พร้อมกับพยายามหัวเราะไปด้วย โดยเป็นสีหน้าที่พี่ชายไม่เคยแสดงให้เห็นมาก่อนและน่าจะเป็นใบหน้ายิ้มแย้มที่แสนเศร้าที่แสดงให้เห็นเป็นครั้งสุดท้าย

            เมื่อรถเลี้ยวไปตามถนน ทำให้คนน้องไม่สามารถมองเห็นพี่ชายได้อีก แต่คนน้องยังคงมองผ่านกล้องส่องทางไกลต่อไปเรื่อยๆโดยคิดในใจว่า “สักวันพี่จะต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม

            ในระหว่างที่คนน้องคิดถึงความหลังเรื่องพี่ชาย ทันใดนั้นเอง คนน้องก็ได้มองเห็น “สิ่งที่ห้ามมอง” แบบใกล้ชิดสายตาผ่านกล้องส่องทางไกล

            ...

            ...

            ความน่ากลัวของตำนานสยองขวัญเรื่องนี้คือ ไม่มีใครรู้ว่าตัวจริงของวัตถุสีขาวนั้นคืออะไร ตัวของคนน้องเองจะมีชะตากรรมแบบไหนต่อไป และในตำนานสยองขวัญก็ไม่ได้บอกวิธีแก้ในกรณีที่บังเอิญไปมองเห็นวัตถุสีขาวนั้นเข้า


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น