อัปเดตล่าสุด 2018-12-15 23:48:12

ตอนที่ 4 ผีโพงที่บ้านตาดแสง(ตอนแรก)

ตอนที่ผมติดตามพี่หมอส่งไปลงพื้นที่ที่บ้านตาดแสง ผมพอได้ทราบข้อมูลมาก่อนแล้วว่า ที่นี่เป็นที่กันดารห่างไกล ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา ต้องเดินเท้าขึ้นเขาและผ่านป่าไปหลายกิโลเมตร เราต้องเตรียมอุปกรณ์ยังชีพไปด้วย ผมถามเรื่องเสบียง พี่หมอยิ้มๆ แล้วว่า “ถ้าเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายก็ไม่มีปัญหาหรอก ชาวบ้านที่นั่นใจดี ข้าวปลาอาหารผักผลไม้ อุดมสมบูรณ์ ไม่มีสารพิษด้วย”

            พี่หมอส่งว่า ที่บ้านตาดแสงยังเป็นชุมชนพื้นบ้านดั้งเดิม มีความเชื่อ มีวัฒนธรรมประเพณีเฉพาะ และประเพณีหรือความเชื่อบางอย่างก็ไม่ถูกสุขอนามัยนัก  รักษาโรคด้วยหมอผี น้ำมนต์ ยากวาดคอ คลอดลูกกับหมอตำแย เวลามีโรคติดต่อทีก็ตายกันเป็นเบือ  แต่เดี๋ยวนี้ลูกหลานเริ่มได้รับการศึกษากันมากแล้ว เลยยอมรับการรักษาแบบแพทย์สมัยใหม่ พี่หมอกับทีมเลยได้เดินทางเข้าไปฉีดวัคซีน และตรวจรักษาโรคที่นี่เดือนละครั้ง และมีการรับหมอตำแยประจำหมู่บ้านไปอบรมเรื่องการทำคลอดฉุกเฉิน มีตัวแทนชุมชนเข้ามาอบรม อสม. เรื่องการปฐมพยาบาล การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง การป้องกันโรคระบาดและการ CPR กู้ชีพ

            “ปกติพี่มากับทีม มีแต่หมอกับสาธารณะสุขตำบล หาพยาบาลมาด้วยไม่ได้ ผู้หญิงเขาเดินทางกันลำบาก พี่เลยไม่ให้มา อีกอย่างเฉพาะงานที่รพ.ก็ล้นมือมากแล้ว เพิ่งมีตาลนี่แหละ ที่เป็นบุรุษพยาบาลคนแรกของที่นี่ เลยต้องมาลำบากลำบนกับพี่ด้วย ขอบคุณมากนะ มีตาลช่วยพี่คงเบาใจอีกเยอะ เรื่องฉีดยาให้ยาเด็กๆ”

            ผมฟังประโยคหลังแล้วอมยิ้ม พี่หมอส่งแกเป็นคนตัวใหญ่ เสียงดัง ผิวคล้ำ แถมหนวดเคราครึ้มประจำ เด็กๆมักจะกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เรื่องจะตรวจร่างกายหรือฉีดยาเด็กแทบต้องล็อกตัวกันแน่นหนา เล่นเอาเหงื่อตกกันทั้งหมอทั้งคนไข้ทั้งผู้ปกครอง ทั้งที่จริงๆแล้วแกใจดีและอ่อนโยน ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ภายนอกมาก

            “อ้อ มีอีกอย่าง ที่นี่มีเรื่องบางเรื่อง ที่ถึงเราไม่เชื่อก็ไม่ควรไปพูดจาลบหลู่หรือคัดง้างความเชื่อเขา เขาให้ทำอะไรก็ทำไป อย่าไปขัด ไม่อย่างงั้นต่อไปเขาอาจจะรู้สึกต่อต้าน และปิดใจไม่ยอมรับการรักษาอีก”

            “พี่หมอพูดเหมือนเจออะไรแปลกๆ ทำไมหรือครับ หรือมีผี...” ผมกำลังว่าจะถามต่อแต่ทั้งทีมสี่ห้าคนต่างพากันรีบหันมาที่ผม เอานิ้วแตะที่ปากแล้วส่งเสียง ชู่ววว พร้อมกันหมด

            “โธ่ คุณหมอก็” คนนำทางทำเสียงเหนื่อยหน่าย เขาก็เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ เรียกคนที่ทำงานรักษาคนไข้ว่าหมอหมดทุกคน ไม่แยกว่าเป็นพยาบาล ผู้ช่วย หรืออะไร “อยู่ในป่าในเขาอะไรที่ไม่น่าเอ่ยก็อย่าเอ่ยขึ้นมาครับ อย่างสุภาษิตที่เขาว่ากันนั่นแหละ”

            หลังจบคำที่คนนำทางว่าจู่ๆก็เกิดลมกระโชกแรงพัดยอดไม้ด้านบนดังซู่ ใบไม้ร่วงกราวลงมาราวกับมีใครขึ้นไปขย่มเขย่า เมฆบังแสงอาทิตย์ทำให้ทางเดินมืดลงทันที เล่นเอาผมใจหวิวๆสั่นๆ เย็นต้นคอด้านหลังวูบวาบ หลังจากนั้นพวกเราไม่พูดคุยอะไรกันอีก ตั้งอกตั้งใจรีบเดินกันต่อไปให้ถึงหมู่บ้านตาดแสงก่อนที่ตะวันจะตกดิน

            เราไปถึงในหมู่บ้านก็เกือบห้าโมงเย็นแล้ว ทั้งพี่หมอ ผม และลูกทีมอีกสี่คนพากันเหนื่อยแทบหมดแรง แต่พอเห็นหน้าคนไข้มานั่งรอกันเต็มลานบ้านผู้ใหญ่บ้าน ตัวเล็กตัวน้อยนั่งรอกันตาแป๋ว ก็ใจอ่อนยวบ รีบเตรียมอุปกรณ์ตรวจโรคมาดูแลคนไข้ที่รออยู่ทันที

            เราช่วยตรวจโรคเล็กๆน้อยๆ ฉีดวัคซีนให้เด็กเสร็จก็พลบค่ำพอดี ยังมีผู้ป่วยนอนติดเตียง ผู้สูงอายุที่เดินมาเองไม่ได้ และคนไข้ที่ท้องแก่ใกล้คลอดรอให้ตรวจอีกในวันพรุ่งนี้ที่พี่หมอว่ายังพอจะรอได้ไม่ต้องรีบ

            คณะทำงานได้รับการต้อนรับด้วยอาหารเย็นแบบพื้นบ้านเต็มสำรับ ทั้งปลาย่าง แกงกบ น้ำพริกผักลวก ผักสด ตบด้วยกล้วยบวชชีอีกหม้อ ก่อนผลัดกันไปอาบน้ำอาบท่าและพากันเตรียมตัวนอนที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน

            ผมเกือบจะเคลิ้มหลับอยู่แล้วตอนที่มีคนมาตะโกนโหวกเหวกหน้าบ้าน พอส่องไฟลงไปดูก็เห็นว่าเป็นน้า อสม. ที่เห็นหน้ากันเมื่อเย็นนี้เอง

            “หมอ หมอ มาช่วยหน่อยเร้ว อีน้อยน้ำคร่ำแตก ยายไหวหมอตำแยท้องเสียนอนแปบอยู่ มาทำคลอดไม่ได้ มันเจ็บท้องจนเป็นลมไปสองรอบแล้ว”

            พี่หมอส่งเด้งตัวจากที่นอนอย่างรวดเร็ว คว้ากระเป๋าเครื่องมือแล้วหันมาบอกคนที่เหลือ “ตาลมากับพี่ พี่อ่อนด้วยไปดูคนท้องกัน พี่โอ๋ พี่แกละช่วยไปดูยายไหวทีนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วค่อยมาสมทบกันอีกที”

            แล้วเราก็แยกกันเป็นสองทีม เคสคนไข้น้ำคร่ำแตกน่ากลัวมากว่าเด็กจะแข็งแรงดีหรือไม่ เพราะอายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด ขาดอีกเกือบสองเดือน

            เรากึ่งวิ่งกันไปด้วยใจระทึก ตอนนั้นเรายังไม่มีใครคาดคิดกันหรอกว่า เรื่องที่น่ากลัว น่าสยดสยอง ลักลับ ชวนขนหัวลุกผิดยุคผิดสมัยอย่างที่สุดจะเกิดคืนพร้อมกันในคืนนั้นเอง!

            ระหว่างทางที่วิ่งไปนั้น ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ พี่อสม. ผม พี่หมอ พี่อ่อนผู้ช่วย มากันทั้งหมดสี่คน ผมอยู่รั้งท้าย แต่กลับรู้สึกเหมือนมีใครอีกคนวิ่งตามมาด้วยด้านหลัง เสียงเท้าย่ำหญ้าเป็นจังหวะฉับๆชัดเจน !!

            พอผมชำเลืองไปด้านหลัง ก็เห็นสิ่งประหลาดบางอย่าง ที่ทำให้วิ่งเร็วขึ้นอีกหน่อย และขนหลังตั้งชันใจร่วงไปถึงตาตุ่ม#(อ่านต่อตอนจบ)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น