อัปเดตล่าสุด 2018-11-19 12:53:13

บทนำ บรรพกาล

               ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวยามโพล้เพล้ ลมเย็นจากบนยอดเขาพัดผ่านกิ่งไม้กระทบลงบนผิวหนังของ ตรัยภูมิ จนหนาวซาบซ่านเข้าไปถึงกระดูก แม้ว่าจะสวมเสว็ตเตอร์แขนยาวและเสื้อกั๊กคลุมทับก็ยังไม่สามารถต้านทานอุณหภูมิช่วงสนธยาในป่าดงดิบแห่งนี้ได้

                ใบไม้แห้งกรอบร่อนไปมาในอากาศตามแรงลมที่กระชาก ก่อนตกลงบนผืนป่ารกซัฏกองรวมกับวัชพืชไร้ค่า ชายหนุ่มเหยียบมันจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบทุกครั้งที่ย่ำเท้า เขาพยายามใช้ปลายนิ้วลงก่อนส้นเพราะไม่ต้องการให้เกิดเสียงดังไปมากกว่าบางสิ่งที่เขากำลังมุ่งหน้าไปหา เกรงว่าพวกมันจะได้ยิน

                ขณะเมฆทมิฬลอยคล้อยต่ำ หมอกควันสีขาวโอบล้อมอาณาเขต บรรยากาศรอบข้างดำเนินเข้าสู่ห้วงรัตติกาล พระจันทร์เต็มดวงที่เป็นสัญลักษณ์ของคืนวันเพ็ญลอยขึ้นเหนือศีรษะ ป่าหวนกลับเข้าสู่ความดำทะมึนอีกครั้ง ตรัยภูมิรู้ดีถึงประโยชน์ของสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือขณะนี้ ไฟฉายถูกกดปุ่มเปิดขึ้นหลังจากที่เขาเริ่มมองไม่เห็นพื้นทางเดิน หลังจากนั้นมันก็ส่องแสงสว่างจ้า โลมเลียใบหน้าเผยให้เห็นความหวาดวิตก

                ตรัยหรี่ไฟลงเหลือเพียงแสงสลัว ชายหนุ่มกำลังเดินอยู่บนทางรถไฟขึ้นสนิมที่มีบางช่วงตัดขาด ราวกับว่ามันไม่ได้ถูกใช้งานมานานหลายทศวรรษจนกลายเป็นพื้นที่สำหรับพักพิงของกอหญ้ารก ทิศทางที่แสงสว่างส่องไปนั้นเป็นตัวชูโรงให้รูปปั้นพิศวงเด่นสง่าขึ้น มีรูปปั้นหินแกะสลักคล้ายใบหน้ามนุษย์แตกระแหงซึ่งดูเศร้าหมองพิลึกตั้งอยู่ข้างทาง และรูปปั้นคล้ายเจดีย์แต่มีขนาดกะทัดรัดกว่าวางอยู่ตรงข้ามกัน ทำให้ผู้ที่กำลังเดินเพ่นพ่านนั้นต้องลูบขนที่ลูกชูชันบนท่อนแขน รีบจ้ำเท้าผ่านไปให้พ้นสายตาจนลับหายเข้าไปในความมืด

                นอกเหนือจากเสียงหัวใจที่เต้นดังจนแทบระเบิดออกมาจากอกข้างซ้ายของชายหนุ่ม และเสียงลมกรีดผ่านอากาศผสมกับเสียงของจักจั่นเรไรที่กำลังหวีดหวิวอยู่นั้น ยังมีเสียงกระซิบที่จับใจความไม่ได้แว่วมาจากที่ใดที่หนึ่ง ดังขึ้นเรื่อยๆจนเสียงรอบข้างต้องยอมจำนน ตรัยเงี่ยหูฟัง มันเป็นเสียงคล้ายคลึงกับพระสงฆ์กำลังสวดอภิธรรมในงานศพ

                แต่ไม่ใช่เสียทีเดียว…

                เพราะสำเนียงที่ชายหนุ่มได้ยินอยู่ตอนนี้ไม่มีการเอื้อนเป็นทำนอง มันเป็นเสียงเย็นๆ ราบเรียบแต่ทุ้มต่ำในลำคอ ถ้าเสียงเปรียบเสมือนกราฟ มันก็คงเป็นเส้นตรง ไม่พุ่งขึ้นหรือดิ่งลง คล้ายเสียงพูดคุยของกลุ่มคนมากกว่า แต่มันกลับรบกวนคลื่นสมองและโสตประสาทของตรัยอย่างร้ายกาจ

                ชายหนุ่มร่างอวบกำลังเดินเข้าไปตามทิศทางของเสียง มันดังอยู่อีกฟากของเถาหวายที่ยาวเลื้อยไปมาเหมือนอสรพิษ เขาดับไฟฉายลงและหลับตา พยายามปรับตัวให้ชินชากับความมืด เกรงว่าหากแสงจากไฟฉายยังคงเจิดจ้าอาจทำให้เจ้าของเสียงนั้นรู้ตัว

                ตรัยเปิดเปลือกตาและคลำทางไปยังต้นตอของเสียงนั้น  ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นจนเขาไม่สามารถทัดทานไหว จากกระซิบแว่วกลายเป็นดังหนวกหู ทั้งที่เสียงนั้นเล็ดลอดผ่านไรฟันและอื้ออึงในลำคอ แต่กลับกังวานไม่ต่างจากระฆังที่ถูกค้อนตีจนดังกึกก้องไปทั่ว ตรัยยกสองมือขึ้นอุดรูหู เอาแต่กระซิบแผ่วเบาวกไปวนมา

                “นี่มันเสียงบ้าอะไรวะ”

                เมื่อหลุดพ้นจากเถาหวายอันน่ารำคาญ เขามองผ่านป่าไผ่แน่นทึบที่เบียดเสียดกันหลายร้อยต้นและได้พบเจอเข้ากับคำตอบที่เขาใคร่รู้ คนจำนวนหนึ่งซึ่งยืนจับกลุ่มกันราวๆ 20 คน อยู่สูงจากพื้นดินขึ้นไปบนทางเดินที่ก่อสร้างด้วยหินศิลาแลงเสมือนโบราณสถาน ริมฝีปากของกลุ่มคนเหล่านั้นขมุบขมิบ สวดบริกรรมเป็นภาษาที่ตรัยภูมิไม่รู้จัก ราวกับว่ามันเป็นภาษาของอีกโลกหนึ่ง

                ทั้งหมดมีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และวัยชราปะปนกัน เหล่าผู้ชายมีอายุนุ่งโสร่งลายไทย เด็กลงมาหน่อยนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อผ้าสีดำคอจีนเหมือนกันหมด มีผ้าคาดเอวและโพกศีรษะซึ่งมีลวดลายทางวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า ตามลำตัวสักหมึกสีดำ แดง ซึ่งถือเป็นเครื่องรางและแสดงออกถึงความเป็นชายชาตรี ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นทอลวดลายต่างๆ สวมเครื่องประดับที่ทำจากเงิน ไว้ผมยาวเกล้ามวยสูง มีปิ่นและลูกประคำประดับที่มวยผม

                พวกเขาจับมือล้อมเป็นวงกลมรอบหินขนาดใหญ่แบนราบขนานกับพื้นคล้ายแท่นบูชายัญ มีคบเพลิงให้ความสว่างทั้งสี่มุม เมื่อแสงจากเปลวไฟอาบบนใบหน้าของกลุ่มคนเหล่านั้นเผยให้เห็นถึงผิวกายซีดเซียว รอบตาหมองคล้ำ ใบหน้าแสดงความรู้สึกโศกเศร้าราวกับกำลังสูญเสียบางอย่างที่พวกเขารัก และกำลังสูญสิ้นศรัทธราของการเป็นมนุษย์

                มีร่างของทารกวัยแบเบาะเคราะห์ร้ายวางอยู่บนแท่นหิน หน้าตาน่ารักน่าชัง ห่อหุ้มด้วยผ้าย้อมครามเข้ม ตรัยภูมิรู้สึกโหวงเหวงกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า ใจหนึ่งอยากเข้าไปสอบถามให้รู้แล้วรู้รอดว่าพวกเขากำลังทำบ้าอะไรกัน อีกใจก็อยากออกไปให้พ้นๆจากตรงนี้เสีย อึดอัดเต็มทีแล้วกับเสียงกระซิบกระซาบที่ดูเหมือนทำลายความสุขและพร้อมดูดกลืนทุกสรรพชีวิต

                 แต่ยังไม่ทันตัดสินใจลงมือทำในสิ่งที่คิด ชายชราหนึ่งในนั้นชูกรีชไม้เหลาคมขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือทั้งสองข้างในระยะสังหาร

                 ฉับพลันฟ้าผ่าเสียงดังเปรี้ยง!

                 ลมพายุหอบเอาใบไม้และเศษหินบนพื้นปลิวว่อนไปรอบทิศ คมมีดนั้นสั่นระริกตามข้อมือของผู้ถือบ่งบอกว่าตนไม่มีทางเลือก ชายผู้เป็นหัวหน้าเผ่าปักมันลงบนหน้าท้องของเหยื่อไร้เดียงสาบนแท่นบูชายัญ เสียงร้องโอดครวญของทารกช่างน่าสงสารยิ่ง พังผืดฉีกออกสองฝั่งพร้อมเลือดที่เอ่อซึมออกมาจากปากแผล เนื้ออุ่นๆกระตุกรับสองสามทีก่อนแน่นิ่งไป ขณะเดียวกันพระจันทร์เต็มดวงพลันแดงฉานเป็นสีแห่งความน่าเกลียดและน่ากลัวของเลือด 

                “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

                 ตรัยภูมิตะโกนลั่น สองมือยกกุมปากทั้งที่รู้ว่าพลั้งพลาดไปเสียแล้ว พวกมันทุกคนหันหน้ามามองยังต้นตอของเสียงอย่างพร้อมเพรียง จดจ้องไม่ลดละ นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับสีของพระจันทร์ทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าขวัญผวา

                เขาคือเป้าหมายรายต่อไป

                 ตรัยรู้อย่างเดียวคือเขาต้องรีบออกจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุด จากแท่นบูชายัญถึงตัวเขาห่างไกลพอควรและเป็นเรื่องยากที่จะตามทัน เขาหันหลังกลับแล้วรีบจ้วงเท้าผ่านดงเถาหวายอย่างไม่พูดพร่ำจนถูกหนามแหลมคมของมันขีดข่วนใบหน้าและข้อมือเป็นรอยยางบอน ส่วนเสื้อเสว็ตเตอร์ตัวโปรดของเขาก็ขาดยับไม่ต่างกัน

                ความลนลานทำให้ไฟฉายในมือร่วงลงพื้นขณะวิ่ง แต่มันไม่มีค่าพอที่ทำให้ตรัยต้องหวนกลับไปเก็บ เหงื่อกาฬไหลชุ่มไปทั่วร่างของชายหนุ่มบ่งบอกว่าเขากำลังเหนื่อยหอบและหวาดกลัว มือยกปาดขณะมันกำลังสร้างความรำคาญให้กับดวงตา หากเงี่ยหูฟังให้ดี เสียงกระซิบกระซาบนั้นยังคงดังไล่หลังตามเขามาเรื่อยๆพร้อมกับเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำ

                ต้องเร็วกว่านี้อีกหากยังอยากมีชีวิตรอด ต้องเร็วกว่านี้…

                ปึก!

                ข้อเท้าของตรัยเตะเข้ากับเหล็กขึ้นสนิมของรางรถไฟเต็มแรงจนล้มคะมํา เขาร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเหยเกเป็นเชิงบอกว่านิ้วโป้งที่อยู่ในรองเท้าอาจซ้นหรือหักแล้วก็ได้ ระหว่างที่กุมเท้าอยู่นั้น เสียงชวนคลื่นเหียนอาเจียนยิ่งก็ดังไล่หลังเข้ามาจนเหมือนกับว่าพวกมันตะโกนกรอกหูอยู่ข้างๆ

                 ตรัยภูมิยกสองมือขึ้นอุดรูหูอีกครั้ง หลับตาปี๋ ปากเอาแต่ตะโกนขับไล่

                “ออกไปจากหัวกูที ออกไป”

 

         

                ตรัยภูมิสะดุ้งตัวโยน เด้งตัวขึ้นจากที่นอน ดวงตาเบิกกว้าง  ก่อนปัดหมอนข้างและผ้าห่มตกจากเตียง เขากระหืดกระหอบราวกับเข้าไปวิ่งอยู่ในฝันร้ายนั้น สองมือยกขึ้นลูบไล้ใบหน้าตัวเองเพื่อตรวจสอบว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง นานเท่าไหร่แล้วที่ตัวเองฝันร้ายแบบนี้ ฝันถึงกลุ่มคนที่ไม่รู้จัก สถานที่ที่ไม่เคยไป

                เมื่อไหร่กันนะ เมื่อไหร่ที่เขาจะหนีเรื่องบ้าๆแบบนี้พ้นเสียที

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น