อัปเดตล่าสุด 2018-11-30 11:14:50

ตอนที่ 1 ตอนที่ 1 ทีมถ่ายทำสารคดี "ความลับแห่งสยาม"

                “เป็นอะไรของเอ็งวะไอ้ตรัย หน้าแห้งมาแต่ไกลเลย นี่อย่าบอกนะว่าฝันร้ายอีกแล้ว” หนุ่มสักลายเอ่ยถามเสียงฉาดฉานหลังจากที่เห็นเพื่อนรวมร่วมงานเดินเข้ามาในออฟฟิตแล้วสีหน้าไม่สู้ดี

                “ก็ทำนองนั้นแหละ หมู่นี้อาการหนักกว่าเดิมเล่นเอานอนไม่เต็มอิ่มเลย” ตรัยพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายก่อนวางกระเป๋าสะพายข้างสีดำลงบนโต๊ะทำงาน ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ล้อเลื่อนแล้วบิดขี้เกียจอย่างที่เคยทำทุกครั้ง ขยี้ดวงตาเป็นเชิงบอกว่าเมื่อคืนเขาพึ่งผ่านสมรภูมิรบทางประสาทมาอีกเช่นเคย

                ฝันร้ายนั้นเริ่มต้นขึ้นราวๆ 16  ปีก่อน หลังจากที่ ดรุณา ผู้เป็นแม่ป่วยเรื้อรังและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งทางสมอง มันลุกลามทำลายเนื้อเยื่อ แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะต่างๆก่อนเสียชีวิตลงอย่างเงียบสงบ ไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งสวยงามยิ่งกว่า

                 ประเด็นคือสองสัปดาห์ก่อนดรุณาหมดลมหายใจ หญิงวัยกลางคนฝันร้ายและสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกแทบทุกคืน บางวันก็เอาแต่ละเมอเพ้อพกจนผู้เป็นลูกชายต้องคอยปลอบขวัญอยู่บ่อยครั้ง นานวันเข้าตรัยรับรู้ถึงความผิดปกติชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะมารดาตนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

                เขาพยายามคาดคั้นทุกวิถีทาง แต่ตรัยก็ไม่สามารถหาคำตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ของตัวเองได้ ว่าอะไรที่ทำให้เธอหวาดผวาและจิตตกทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นในยามวาล และดูเหมือนว่าดรุณาจะไม่มีสิ่งที่ตรัยอยากรู้อยู่ในหัวด้วยเช่นกัน หรือเธออาจมีแต่ไม่ยอมโพล่งออกมาให้ลูกชายตนได้ล่วงรู้ เพราะมันอาจนำพาไปสู่หายนะในภายภาคหน้าก็เป็นได้   

                อย่างไรก็ตามตรัยไม่สามารถทำอะไรได้ดีไปกว่าการดูแลมารดาอย่างเต็มที่ที่สุดจวบจนวินาทีสุดท้ายมาถึง แต่แล้วหญิงวัยกลางคนกลับฝากแผลเป็นทางใจเอาไว้ให้เป็นของดูต่างหน้า ฝันร้ายถูกยัดเยียดมาสู่เขาซึ่งตรัยเกลียดสิ่งที่ได้รับมาโดยที่ตัวเองไม่ยินยอมอย่างที่สุด และแม้ว่าจะพยายามกำจัดมันออกไปจากชีวิต แต่มันกลับฝังรากหยั่งลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

                “หมอว่าไงบ้าง” ขุนศึก ผู้เป็นเจ้าของรอยสักหน้ากากฮันยา* ที่โผล่ออกนอกชายเสื้อกล้ามเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แม้ลุคภายนอกจะดูเป็นผู้ชายแบดบอย ก้าวร้าว ชอบพูดจาโผงผาง แต่ขุนก็เป็นคนตรงไปตรงมาจนเพื่อนในกองถ่ายต่างเข้าใจตรงกันถึงลักษณะนิสัยนี้ ภายหลังมันได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวไปเสียแล้ว

                “ไม่มีอะไรหรอก เดิมๆแหละ” ตรัยยกมือปัดผ่านแบบขอไปที เขาเบื่อพูดถึงเรื่องเดิมๆ

                “อีกแล้วเหรอ”

                ผลวินิจฉัยของแพทย์ไม่ได้ทำให้ตรัยรู้สึกดีขึ้นเลย ไม่ว่าชายหนุ่มจะตรวจหาสาเหตุสักกี่ครั้งหรือเดินทางไปพบหมอสักกี่โรงพยาบาลก็ตาม คำตอบที่ได้มักออกมาไม่ผิดแผกไปจากเดิม จนพักพลังเขาต้องหันมาพึ่ง Benzodiazepine* ซึ่งเป็นยานอนหลับชนิดรุนแรงแทนที่จะเสียเวลาไปกับการค้นหาคำตอบที่เขาไม่เคยได้รับ

                แพทย์หลายสถาบันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาจเป็นเพราะเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นมาก่อน ไม่ก็อาจเคยเห็นผ่านๆแต่จำไม่ได้ หรือไม่ก็เป็นผลพวงจากการที่เห็นแม่ของตัวเองนอนฝันร้ายเกือบทุกคืนจนทำให้เกิดภาพจำฝังอยู่ในหัว เนื่องจากกลไกการจดจำของสมองนั้นมีระบบคัดกรองข้อมูลไปเก็บไว้อยู่ในส่วนต่างๆ จนกว่าจะถึงเวลาเรียกใช้อีกครั้งไม่วันใดก็วันวันหนึ่ง นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมทุกวันนี้ตรัยถึงฝันร้ายราวกับคนจิตวิปลาส

                แน่นอนว่าเขาไม่เคยเห็นสถานที่นั้นหรือเคยไปเหยียบย่ำมาก่อนอย่างแน่นอน แม้ในฝันจะบ่งบอกสถานที่ตั้งของโบราณสถานไว้ครบถ้วนตั้งแต่ลักษณะภูมิศาสตร์ว่าอยู่บนเนินเขา หรือแม้แต่กลุ่มคนที่คล้ายพวกลัทธิเคร่งศาสนาอะไรนั่นชัดเจนเสียราวกับว่ามันมีอยู่จริงก็ตาม

                “ช่างเถอะ ยิ่งพูดยิ่งปวดหัว มาเคลียร์เรื่องงานกันก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ออกเดินทางกันแล้วนี่” ตรัยส่งเสียงกระเตื้องให้อีกสองคนที่นั่งชิดผนังกระตือรือร้น พลางหยิบเอกสารในกระเป๋าออกมาวางบนโต๊ะแล้วจัดเรียงตามที่ตัวเองเข้าใจ

                “ไหน…ดูซิ มีอะไรบ้างที่ต้องทำ” คิม หนุ่มอ้วนเลื่อนเก้าอี้เข้ามาประชิดตัวพร้อมกับ อ๊อตโต้ เด็กฝึกงานอารมณ์ขันที่มักโดนกลั่นแกล้งเป็นประจำจากฝีมือของคนในกองถ่าย

                ทั้งคู่จดจ้องที่หน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง ไล่ดูรายการที่ตรัยเขียน

                มันคือสคริปท์ที่ร้อยเรียงเนื้อหาขั้นตอนการดำเนินการทั้งหมดและบทสำภาษสำหรับพิธีกรที่ใช้ในการถ่ายทำรายการของทริปที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ตรัยใช้เวลาคิดและเรียบเรียงสองคืนก่อนจะถูกส่งต่อไปให้คิม ตำแหน่งช่างภาพและถ่ายวิดีโอมือฉมังประจำทีมได้ทำการวิเคราะห์และคิดมุมกล้องคร่าวๆไว้ในหัว

                “ทำงานกับเอ็งนี่มันดีจริงๆเลยตรัย มีทั้งหัวคิดสร้างสรรค์ แถมยังส่งงานตรงเวลาด้วย ไม่เหมือนใครบางคน” คิมเหล่ตาไปทางขุนขณะพูดเป็นเชิงบอกกลายๆว่าข้ากำลังแดกดันเอ็งอยู่

                “พี่ขุน พี่คิมด่าพี่อยู่นะ รู้ตัวเปล่า” อ๊อตโต้ยุแยง ส่วนขุนศึกทำทีเป็นเหมือนไม่ได้ยิน ลุกขึ้นเดินเฉๆออกไป แต่แล้วจู่ๆก็บึ่งเข้าไปหาเด็กฝึกงานก่อนตบหัวฉาดใหญ่

                เพี๊ยะ!

                 “รางวัลสำหรับคนปากมาก”

                “โอ้ยพี่ เจ็บนะ ตบซะแรงเลย” หัวเกรียนๆของอ๊อตโต้แดงเป็นรอยนิ้วมือทั้งห้า

                “แกก็อีกคนไอ้คิม ไม่ต้องมาพูดแดกดันหรอก ส่งงานช้าแต่มีประสิทธิภาพทุกชิ้นเว้ย” ดูเหมือนอ๊อตโต้จะยุหนุ่มสักลายสำเร็จ

                “อย่าบ่อยแล้วกัน เดี๋ยวลูกค้าจะพาลด่าเอา”

                ขุนศึกรับงานต่อจากคิมอีกที เพราะเขาประจำฝ่าย Video Editor ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความยุ่งยากและค่อนข้างใช้เวลาในการตัดต่อสูง นอกเหนือจากชายหนุ่มจะไม่เป็นมืออาชีพในการทำงานแล้ว เขายังเป็นมืออาชีพด้านเถลไถลไปกับการเที่ยวเตร็ดเตร่ไปวันๆ งานจึงเสร็จทันเวลาบ้าง ไม่เสร็จบ้างตามยถากรรม

                จนพักหลังขุนเริ่มหนักข้อมากขึ้น ลูกค้าโวยวายเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อรู้เข้าถึงหูผู้อำนวยการไพโรจน์ ขุนก็เกือบถูกสั่งพักงานสองสัปดาห์ ดีที่ได้ตรัยภูมิช่วยเกลี้ยกล่อมเอาไว้ โทษจึงลดหย่อนเหลือเพียงแค่หักเงินเดือนเล็กน้อยเพื่อดัดสันดาน มิเช่นนั้นค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และหนี้ท่วมหัวที่จ่อคอหอยขุนอยู่สิ้นเดือนก็คงทำให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบากมากขึ้น เรื่องราวครั้งนี้จึงนำไปสู่คำมั่นสัญญาระหว่างเขาและตรัยว่าตนจะไม่ทำตัวเหลวไหลอีก

                “ช่วงนี้บอสยิ่งเล็งจับผิดเอ็งอยู่ ถ้าทำอะไรไม่เข้าตาอีก ครั้งนี้ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ” ตรัยทำเสียงขรึมพลางพับแขนเสื้อเชิ๊ตขึ้นแล้วหยิบแก้วกาแฟเดินเข้าไปในครัว

                “เออน่า…สัญญากันแล้วนิ” ขุนพูดไล่หลัง

                สตูดิโอย่านลาดพร้าวแห่งนี้อาจเต็มไปด้วยความวุ่นวายก็จริง แต่มันก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสุขของกลุ่มถ่ายทำสารคดีเล็กๆในสถานที่ทำงานแคบๆที่มีพนักงานเพียงไม่กี่คน ไม่มีการเมืองในออฟฟิตให้ระคายเคืองเฉกเช่นการทำงานในคนหมู่มาก ที่ต้องเลียแข้งเลียขาเจ้านายให้สะอาดสะอ้านแลกกับการเป็นที่รักของหัวหน้าหรือผู้บริหารระดับสูง

                ไม่มีการซุบซิบนินทากันลับหลัง ไม่มีแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย เพราะทุกคนใน สตูดิโอ ท็อปซีเคร็ต ฟิล์ม จำกัด แห่งนี้ล้วนพึ่งพาอาศัยกันแบบครอบครัว จึงทำให้การทำงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและผ่อนคลายในแบบที่ออฟฟิตหลายๆแห่งต้องอิจฉา

                สตูดิโอสไตล์โพสต์โมเดิร์นแห่งนี้ ตกแต่งแบบเน้นเสรีภาพและอิสระของบุคคล จับคู่ทูโทนสองสีระหว่างขาวสว่างของผนังปูนและผสมผสานงานเฟอร์นิเจอร์ไม้โอ๊คและไม้ประดู่ซึ่งเป็นสีที่ดูแล้วสบายตาเป็นอย่างมาก ภายในประกอบไปด้วยห้องผลิตรายการโทรทัศน์ขนาดกะทัดรัด มีห้องเก็บเครื่องมือสำหรับใช้ถ่ายทำ มีห้องประชุมซึ่งก็คือที่เดียวกันกับห้องทำงานที่พวกเขานั่งอยู่ แยกกันเป็นสัดส่วนชัดเจน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือห้องของผอ.ไพโรจน์ซึ่งบัดนี้เจ้าตัวล็อคกลอนปิดตาย ไม่อยู่ราวๆหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากพาครอบครัวไปเที่ยวที่ประเทศนิวซีแลนด์

                ตรัยชงกาแฟอยู่ในห้องครัว ระหว่างคนน้ำตาลและคอฟฟีเมตให้แตกตัว สายตาที่ดูเหนื่อยล้าก็จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างบานกระจกใส แสงยามเช้าสะท้อนใบหน้าคมเข้มกลับมา  เขาดูเป็นผู้นำมากที่สุดในกลุ่ม ทั้งบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่ นิสัยที่มีความรับผิดชอบและละเอียดอ่อนกับทุกเรื่องสมวัย 30 ต้นๆของเขา เพื่อนในกลุ่มต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ตรัยเนี่ยแหละเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้ามากที่สุด และเขาก็ได้รับตำแหน่งนั้นมาแล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

                อาคารสูงชั้น 28 ทำให้ชายหนุ่มผิวแทนมองเห็นความวุ่นวายของมหานครที่ไม่เคยหลับใหลได้อย่างชัดเจนจนรู้สึกอึดอัดแทนการจราจรติดขัดบนทางด่วนศรีรัช รู้สึกเหม็นควันจากโรงงานแทนสลัมรอบข้างที่ต้องสูดดมเคมีอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยง บางทีทริปถ่ายทำสารคดีที่จะถึงนี้อาจเป็นพรจากสวรรค์ก็ได้ที่ต้องการให้เขาได้ผ่อนคลายจากชีวิตอันแสนวุ่นวายและฝันร้ายที่ยากจะลบเลือน

                “ดีเหมือนกัน บางทีการได้ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดซะบ้าง อาจทำให้อะไรๆดีขึ้น” เขาถอนหายใจและยิ้มเล็กๆให้กับใบหน้าตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจก ก่อนซดกาแฟที่เหลืออยู่ค่อนถ้วยจนหมด

                “อ้าวพี่ตรัย มาอุบอยู่ตรงนี้นี่เอง” หญิงสาวสองคนที่บุคลิกต่างกันชัดเจนเดินเข้ามาข้างใน พร้อมกับหิ้วข้าวของมาเต็มสองไม้สองมือ

                “ดูสิ ได้เสบียงมาเยอะเลย ” เหมย สาวหมวยชูถุงซุปเปอร์มาร์เก็ตขึ้นโชว์หรา ก่อนส่งยิ้มให้กับชายหนุ่มที่กำลังวุ่นอยู่กับการล้างถ้วยกาแฟ

                “ดีมาก เอาแช่ตู้เย็นกับเก็บไว้ในตู้เก็บของก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยช่วยกันขนลงไปใส่รถตู้” ตรัยคว่ำถ้วยคืนไว้บนชั้นก่อนแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ “มา…พี่ช่วย”

                “ขอบคุณค่ะ”

                “หวังว่าคงไม่ได้ซื้ออะไรไร้สาระมาใช่มั้ย” ระหว่างทยอยขนของเก็บ ตรัยก็อดไม่ได้ที่จะตรวจสอบของที่อยู่ในถุงก่อนชำเลืองมองหญิงสาวผมทองอีกคนที่ยืนอยู่ข้างเพื่อนเธอ

                “โถ่พี่…ก็ตามที่สั่งน่ะแหละ” ไอรีน สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เบ้ปากชมพูระเรื่อใส่ หากขุนศึกเป็นตัวแทนของคนก้าวร้าว เธอคนนี้ก็เป็นตัวแทนของพวกผู้หญิงที่รักสบายและเอาแต่ใจตัวแม่ไม่แพ้กัน นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมตรัยถึงต้องใส่ใจกับสิ่งที่เธอทำมากเป็นพิเศษ

                เมื่อชายหนุ่มตรวจสอบจนพอใจและไมมีอะไรนอกเหนือจากที่สั่งให้ซื้อเขาก็รู้สึกโล่งอก “ไม่น่าเชื่อนะว่าจะไม่มีพวกของประเภท โลชั่นกันแดด เจลมาร์คหน้า หรือหนังสือใต้เตียงดาราติดมาด้วย”

                “โหย ก็พี่อ่ะแหละให้งบไปไม่เหลือให้ซื้อของอะไรพวกนั้นเลย พูดแล้วก็เสียอารมณ์” พูดยังไม่ทันขาดคำก็เดินออกไปเหลือทิ้งไว้เพียงน้ำหอมกลิ่นกุหลาบที่ยังโชยฟุ้งอยู่ในอากาศ    

                “ทุกทีสิน่า ไอรีนเอ้ย” เพื่อนสาวส่ายหัว ยิ้มกรุ้มกริ่ม

 

 

                หลังจากจัดของเสร็จ ทุกคนก็นั่งล้อมวงประชุมแผนการทำงานในวันพรุ่งนี้และวันต่อๆไปที่ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด แต่ ผอ.ไพโรจน์ ให้เวลาพวกเขาได้มากสุดแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ให้บริหารเวลาและจัดการกันเอาเองระหว่างที่เขาไม่อยู่

                การออกกองที่โป่งกองกอยนับเป็นเรื่องท้าทายของทุกคนในทีมถ่ายทำเป็นอย่างมาก เพราะข้อมูลที่สืบค้นถึงชนเผ่าภูก๋อยนั้นแทบไม่มีให้ศึกษานอกจากข้อมูลเดิมเล็กๆน้อยๆที่ตกค้างอยู่ อัพเดททางโลกโซเชียลมีเดียล่าสุดตั้งแต่ปี 2010 หลังจากนั้นก็หายสาบสูญไปราวกับเป็นกลุ่มคนไร้ตัวตน

                แต่ยิ่งลึกลับมากเท่าไหร่กลับยิ่งน่าค้นหามากเท่านั้น ซ้ำยังมีกระทู้ Pantip มากมายตั้งขึ้นถามไถ่เป็นระยะไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่อยากรู้ว่าชนเผ่าภูก๋อยหายไปไหน เขาคิดถึงชุมชนที่เป็นมิตร อัธยาศัยดี และมีฝีมือด้านการทอผ้าที่มีลวดลายสวยงามติดอันดับต้นๆของประเทศจากการนำเสนอของสื่อหลายสำนักเมื่อครั้งอดีตจนรู้จักกันเป็นวงกว้าง  หลายคนรอชมการกลับมาของสารคดีชนเผ่านี้อีกครั้ง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ตรัยได้รับใบสั่งจากเจ้านายที่ต้องการเปลี่ยนกระแสจากโลกโซเซียลให้กลายเป็นเงินซึ่งมันอาจแปลเปลี่ยนเป็นมูลค่ามหาศาลในภายภาคหน้า

                “ที่ให้โทรไปสอบถามเป็นไงบ้าง” ตรัยเกริ่น

                “โทรไปแล้วครับพี่ แต่ไม่ติด ผมคิดว่าคนในชุมชนอาจจะเปลี่ยนเบอร์ติดต่อไปแล้วก็ได้นะ” อ๊อตโต้อธิบาย คลายความสงสัยให้ผู้รับฟัง

                ตามที่ตรัยได้ให้ลูกน้องโทรไปสอบถามชาวบ้านตำบลโคกนางเลิ้งเพื่อวางแผนการเดินทางเข้าไปถ่ายทำสารคดีที่โป่งกองกอย กลับต้องคว้าน้ำเหลวเมื่อไม่สามารถติดต่อได้ เพราะเบอร์ที่ทิ้งไว้ให้ทางอินเตอร์เน็ตมันก็ตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ชายหนุ่มจึงได้ตัดสินใจที่จะเข้าไปยังชุมชนนั้นเองเลยในรุ่งเช้าของวันรุ่งขึ้น เพราะคิดว่ายังไงก็คงได้รับความร่วมมืออย่างแน่นอน

                “ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอกมั้ง พรุ่งนี้ค่อยเข้าไปคุยทีเดียวเลยแล้วกัน” เขาคาดคะเน

                “รายการความลับแห่งสยาม ของเราจะต้องเป็นที่ชื่นชอบของคนดูแน่นอน” เหมยออกอาการดีใจจนเนื้อเต้น ทุกๆคนยิ้มรับ ในใจคิดถึงโบนัสปลายปี

                “แค่ชื่อก็ปังแล้ว” ใครคนหนึ่งเอ่ยอย่างภาคภูมิโดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เขาคิดว่าปัง บางทีมันอาจจะพังพินาศก็เป็นได้

                                 

………………โปรดติดตามตอนต่อไปทุกวันศุกร์……………………

 

*Benzodiazepine เป็นยาที่แพทย์นิยมใช้ลดความกังวลหรือเป็นยานอนหลับ ซึ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วยังมีฤทธิ์อื่นๆ อีก ได้แก่ คลายกล้ามเนื้อ ทำให้ง่วงซึม และระงับการชัก จึงทำให้เป็นกลุ่มยาคลายเครียดที่นิยมเอามาใช้รักษาบ่อยที่สุด

 

*รอยสักฮันยาหรือที่คนไทยมักเรียกกันว่า รอยสัก "คาบูกิ" เป็นจุดเด่นด้านวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นช่วงประมาณ ศตวรรษที 17 คาบูกินั้นเป็นการแสดงศิลปะของญี่ปุ่น ลวดลายต่างๆที่เกิดขึ้นมาก็มาจากหน้าตาของตัวละครในการแสดงคล้ายกับโขนของบ้านเรา และด้วยลวดลายที่งดงามแฝงความดุดัน ทำให้รอยสักหน้ากากฮันยาได้รับความนิยมในหมู่ผู้รักการสักและเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย
 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น