อัปเดตล่าสุด 2019-02-10 08:30:19

ตอนที่ 11 ตอนที่ 11 ผู้มาเยือน

          “หนูว่ากลับกันเถอะค่ะพี่ตรัย” เหมยเริ่มใจคอไม่ดี หวังให้ชายผู้มีอำนาจสั่งการเปลี่ยนความตั้งใจที่จะเข้าไปถ่ายทำสารคดีที่โป่งกองกอย “ดูอ๊อตโต้สิพี่ ไม่รู้จะไปต่อไหวรึเปล่า”

           สาวหมวยแนะนำทั้งที่ในใจรู้สึกเสียดายเงินโบนัสและค่าตอบแทนที่จะได้รับในครั้งนี้ไม่ต่างจากคนอื่นๆเลย เพียงแต่เธอคิดว่าชีวิตของรุ่นน้องสำคัญกว่าปัจจัยที่ใช้ดำรงชีพ เงินไม่ตายก็หาใหม่ได้ แต่หากเกินเลยกระทั่งสูญเสียชีวิต มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ส่งผลดีกับคนที่อยู่ข้างหลังเป็นแน่

          คณะเดินทางทั้งเจ็ดหลบพายุฝนที่ซัดโถมกระหน่ำอยู่ข้างนอก โดยอาศัยถ้ำหินย้อยเป็นสถานที่หลบภัยชั่วคราว ราวสี่สิบนาทีที่แล้วเมฆฝนก่อตัวขึ้น หลังจากพวกเขาจอดเรือเทียบเอาไว้ที่ชายฝั่งและพันธนาการมันไว้กับต้นมะค่าโมง จังหวะนั้นฝนก็เริ่มปรอยลงมาเป็นสัญญาณบอกให้พวกเขารีบหลบเข้าที่กำบัง ข้าวของที่เตรียมมาแม้จะถ่วงแข้งถ่วงขาไปบ้าง แต่ก็ไม่ลำบากเกินกว่าจะพามันเข้าไปในถ้ำให้ทันฝน

                บนฝั่งประกอบไปด้วยป่าเบญจพรรณลำต้นสูงใหญ่เทียมฟ้า คล้ายกับว่าพวกเขาคือเหล่ากระต่ายตัวจ้อยที่วิ่งอยู่ในฝูงหมีควาย คนโบราณกล่าวเอาไว้ว่า ยิ่งเข้าป่าได้ลึกมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสพบเจอกับสิ่งของขนาดใหญ่มหึมามากเท่านั้น และเป็นดังที่เล่าขาน

                ระหว่างเดินทางฝ่าดงพืชนานาพรรณ พวกเขาพบเจอเข้ากับพืชเขียวลำต้นขนาดใหญ่ใบเทียบเท่าฝาโอ่งหรือใหญ่กว่านั้น เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของผู้ที่พึ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรก หากฝนไม่ตกลงมาเสียก่อน มั่นใจได้เลยว่าทัศนียภาพรอบด้านคงได้เข้าไปโลดแล่นอยู่ในกล้องดิจิตอลที่นาคิมสะพายมาด้วยอย่างแน่นอน

                ผืนป่าแห่งนี้มีความสลับซับซ้อนและมีความความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากในแบบต่างๆ ตั้งแต่ป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และทุ่งหญ้า สลับกัน ฉะนั้นสำหรับคนที่ไม่ชำนาญเส้นทาง จึงไม่แปลกเลยที่จะหลงเอาเสียง่ายๆ เพราะไม่สามารถจดจำเส้นทางที่เหมือนวงกตแห่งนี้ได้

         แต่ไม่ใช่กับพรานท้องถิ่นอย่างคำเมี่ยงซึ่งเข้าออกเส้นทางนี้มานับครั้งไม่ถ้วน หลังจากเดินมาได้สักระยะพรานใบหน้าเหี้ยมเกรียมจึงได้ออกความเห็นว่า ภูเขาลูกที่อยู่ชิดชายฝั่งมีถ้ำหินย้อยที่ตนและคณะเดินทางรุ่นก่อนเคยเข้าไปพักพิงและค้างแรมเมื่อครั้งอดีต ทั้งหมดจึงไม่รอช้ารีบจ้ำเท้าลัดเลาะป่าไผ่บงด้านข้างตีนเขาเข้าไปอีกราวๆ 300 เมตร จึงได้พบเข้ากับปากทางเข้าของถ้ำที่ผู้นำทางพูดถึง

          เมื่อย่างกรายเข้าไปข้างในแล้วกลับพบว่ามันมืดทะมึนกว่าที่คิด ราวกับถูกดูดเข้าไปอีกโลกหนึ่งที่ถูกทาทับด้วยสีดำ ซึ่งเป็นสีแห่งความน่าเกลียดและน่ากลัวของความตาย มันเหมือนหลุมดำที่ซุกซ่อนความลึกลับบางอย่างเอาไว้ ทว่าแสงสว่างจากไฟฉายในมือของตรัยช่วยขจัดความคิดฟุ้งซ่านของใครบางคนในกลุ่มโดยเฉพาะกับพวกผู้หญิงลงได้

                “เอาล่ะ…พักกันที่นี่ก่อน แต่ไม่ต้องเดินเข้าไปลึกล่ะ ตรงนี้ยังพอมีแสงส่องถึง” คำเมี่ยงพูดกึ่งบอกกึ่งเตือน

                แม้ว่าถ้ำหินย้อยจะเป็นหินที่ยื่นและหยดเข้าหากันอย่างสวยงาม และยังเป็นปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาหลายพันหรือหมื่นปีก็ตาม แต่นั่นไม่ได้ดึงดูดพวกเขาให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจได้เลยสักนิด เพราะพึ่งผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายสุดโต่งมาได้แบบฉิวเฉียด และพวกเขาเกือบต้องเสียน้องชายผู้เป็นที่รักไป

                “เป็นไงบ้างอ๊อตโต้” ตรัยนั่งลงข้างๆแล้วลูบบ่า คนอื่นๆต่างให้ความสนใจ หันหน้าเข้าหารุ่นน้องเพื่อรอฟังคำตอบจากปาก

                “ดีขึ้นแล้วครับ” แม้ปากจะพูดแบบนั้นแต่ตัวยังสั่นอยู่

                “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” คิมเตือนด้วยความหวังดีขณะกำลังควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าซอมซ่อ

                “หาอะไรเหรอพี่” เหมยทำหน้าสงสัย ไอรีนชะเง้อคอตามมา

                “ยาพาราน่ะ จำได้ว่าเตรียมมาแล้วนี่นา”

                “ที่เหมยมีอยู่นะ” หญิงสาววานให้ไอรีนช่วยหยิบ เพราะตัวเองกำลังถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกมาผึ่งบนโขดหิน

                คิมรับยาพาราเซตามอลสองเม็ดจากมือของไอรีนก่อนส่งต่อให้อ๊อตโต้นำใส่ปาก เด็กฝึกงานตัวเปียกชื้นกระดกน้ำตาม อย่างน้อยมันก็เป็นยาพื้นฐานที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะและปวดเมื่อย “กันเอาไว้ เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง”

           หลังจากกินยาเสร็จหนุ่มหัวเกรียนหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ในกระเป๋าเดินทางแล้วเดินหายเข้าไปในความมืด เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนชุด เพราะการสวมใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานานอาจทำให้เป็นไข้หวัดและเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังจากเชื้อราตามมาจนนำไปสู่การติดเชื้อได้

           เมื่อตรัยได้ยินหนุ่มอ้วนพูดถึงยาพารา ตัวเขาเองจึงคิดย้อนกลับไปเมื่อคืนว่าทำไมถึงไม่ได้ฝันร้ายอย่างทุกๆวันที่ผ่านมา จู่ๆก็นอนหลับสบายในรอบหลายปีโดยไม่ได้นึกถึงพิธีกรรมประหลาดหรือพวกชาวบ้านที่มีท่าทางน่ากลัวอะไรนั่นสักนิด จะว่าเป็นเพราะยา Benzodiazepine ที่เขากินก่อนนอนก็ไม่ใช่ เพราะตอนอยู่ที่กรุงเทพฯมันก็ไม่เคยอยู่ห่างตัวเขาเลย

           คิดไปคิดมาอาจเป็นเพราะว่าเขาได้ออกจากสถานที่เดิมๆหรือเลิกทำกิจวัตรประจำวันซ้ำซากก็เป็นได้ และจะว่าไปตั้งแต่ออกเดินทางมาจนถึงโคกนางเลิ้ง หัวสมองของตรัยก็เลิกคิดฟุ้งซ่าน เช่น เรื่องของผู้เป็นมารดาที่ฝังอยู่ในหัวแทบตลอดเวลา นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเลิกหมกมุ่นและหายจากอาการฝันร้ายก็เป็นได้

                “สะเพร่าจริงๆเลยนะเอ็งเนี่ย” ขุนอดไม่ได้ที่จะต่อว่า เป็นเพราะอ๊อตโต้คนเดียวที่จุดชนวนเรื่องเลวร้ายทุกอย่างขึ้น และท้ายที่สุดมันจะจบลงด้วยการถอยหลังกลับหรือเดินหน้าต่อนั่นเป็นสิ่งที่ตอนนี้มันคาอยู่ในใจของขุนศึกเป็นอย่างมาก อันที่จริงนอกจากเห็นใจรุ่นน้องตัวเองนิดหน่อยแล้ว เขาค่อนข้างเสียดายโบนัสก้อนโตที่อาจจะหลุดมือไปเพราะความผิดพลาดของคนๆเดียว

                “ไม่มีใครอยากให้มันเกิดหรอก” ตรัยพยายามปกป้องคนที่ไม่ได้ตั้งใจสร้างเรื่อง

                “เอาน่า…ไม่มีใครตายก็โอเคแล้วล่ะ” คิมแดกดันเล็กน้อย เพราะบางทีขุนก็ชอบต่อว่าคนอื่นมากเกินไป

                “จากตรงนี้ไปที่โป่งกองกอยอีกไกลมั้ยพี่” ไอรีนถามคนที่นั่งสูบใบจากอยู่บนโขดหิน เธอเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตในป่าเต็มที ทั้งที่พึ่งจะออกเดินทางมายังไม่ถึงสามชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ

                “อีกพักหนึ่งแหละ” พรานพ่นควันทางจมูก ส่วนผู้ที่ได้รับคำตอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

                 “แล้วถ้าฝนไม่หยุดตกล่ะคะ” เหมยถามในสิ่งที่ควรถาม

                “ก็คงต้องค้างแรมที่นี่”

                ขณะที่กำลังพูดคุยกัน ตรัยเริ่มรู้สึกว่าการเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าของลูกทีมตัวเองมันช้าเกินไปจนผิดปรกติ จึงลองส่งเสียงเรียกดูหวังให้อีกฝ่ายขานรับ “อ๊อตโต้…เสร็จยัง”

                เงียบกริบ ไม่มีเสียงใดตอบกลับมานอกจากเสียงของสายฝนที่เทกระหน่ำอยู่ด้านนอก

                “เป็นอะไรรึเปล่า”

                เงียบกว่าเดิม เงียบจนน่ากลัว

                “ไม่ได้การ” ตรัยอุทานพลางหยิบไฟฉายคู่กายแล้วรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในความมืด สัญชาตญาณบอกว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ขณะคนที่เหลือต่างฮือฮา รีบลุกขึ้นเดินตามคนที่เข้าไปก่อนหน้าอย่างกระชั้นชิด

                แสงขาวนวลจากกระบอกไฟฉายสาดส่องไปตามทางที่ตรัยยกเล็ง เผยให้เห็นหินย้อยปลายแหลมแทงลงมาจากเพดานมากมาย หากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างถ้ำเชียงดาวหรือถ้ำเลเขากอบที่มีแสงไฟสีส้มอ่อนส่งกระทบผนังถ้ำ มันจะดูสวยงามอย่างไร้ที่ติ กลับกันความมืดทำให้หินย้อยเหล่านี้ดูเหมือนซี่ฟันแหลมคมของอสูรกายจากขุมอเวจีได้เหมือนกัน

                เมื่อเดินเข้าไปได้เพียงไม่กี่เมตร แสงสว่างก็นำทางพวกเขาเจอเข้ากับร่างของเด็กฝึกงานยืนตัวแข็งทื่อ ลักษณะไม่น่าใช่ท่ายืนปรกติของมนุษย์เอาเสียเลย เมื่อตรัยยกไฟฉายส่องหน้าเป้าหมายกลับต้องตกตะลึง หน้าผากของอ๊อตโต้บ่วมเป่งเท่าผลมะนาว เหมือนมันกำลังจะระเบิดเป็นเสี่ยง

                หนุ่มหัวเกรียนเอาศีรษะโขกหินที่ย้อยลงมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

                ปึก ปึก ปึก…

                “ทำบ้าอะไรวะ” ขุนศึกตะโกนลั่นจนเสียงก้องไปทั่ว

                “ดูไม่เหมือนอ๊อตโต้เลย” เหมยเบี่ยงตัวไปหลบอยู่หลังคิมซึ่งตัวใหญ่กว่าพร้อมกับไอรีน

                เมื่อได้ยินเสียงของรุ่นพี่ ผู้ที่ดูไม่ปรกติจึงค่อยๆหันหน้ากลับมาหา ฉับพลันจากดวงตาเหลือกขาวแปรสภาพเป็นสีแดงฉาน  ข้อนิ้วมือหงิกงอ คนโบราณเคยกล่าวเอาไว้ว่าร่างกายของมนุษย์คือที่ๆผีชอบอาศัยและหาโอกาสที่จะเข้ามาอยู่มากกว่าหนึ่งตน ใครที่มีกำลังจิตอ่อนก็จะถูกเข้าสิงและใช้กำลังจิตบังคับให้ทำท่าทางหรือพูดเรื่องราวต่างๆได้ง่ายกว่าผู้ที่มีกำลังจิตแข็งกล้า

                ร่างของอ๊อตโต้อาจเป็นพาหนะชั้นดีที่พวกมันสามารถยึดครองได้ เพราะสภาพจิตใจของชายหนุ่มขณะนี้มีกำลังอ่อนมาก แถมยังขี้กลัวขี้ตกใจเป็นต้นทุน สิ่งเร้นลับจึงสามารถใช้กำลังจิตบังคับแทรกแซงได้ ทำให้เกิดพลังงานที่เชื่อมโยงผีกับมนุษย์  ซึ่งถ้ามีกระแสพลังงานบางอย่างที่เชื่อมโยงกันแล้ว ก็จะสามารถเข้าสิงมนุษย์และยึดครองร่างกายได้ง่ายขึ้น

                แล้วอะไรกันเล่าที่เป็นตัวเชื่อมโยงอ๊อตโต้กับสิ่งที่ไม่รู้ที่มานี้…

(โปรดติดตามตอนต่อไปทุกวันศุกร์ หรืออาจเร็วกว่านั้น)

*****************************

  

  1. Benzodiazepine เป็นยาที่แพทย์นิยมใช้ลดความกังวลหรือเป็นยานอนหลับ ซึ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วยังมีฤทธิ์อื่นๆ อีก ได้แก่ คลายกล้ามเนื้อ ทำให้ง่วงซึม และระงับการชัก จึงทำให้เป็นกลุ่มยาคลายเครียดที่นิยมเอามาใช้รักษาบ่อยที่สุด

แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น