อัปเดตล่าสุด 2019-03-16 15:55:22

ตอนที่ 16 ตอนที่ 16 รัตติกาลทมิฬ

                สถานพักอาศัยที่คณะเดินทางใช้เอนกายในค่ำคืนนี้แบ่งออกเป็นสามหลัง เรือนใหญ่ใต้ถุนสูงตกเป็นของพวกผู้หญิงซึ่งไอรีนเป็นฝ่ายออกตัวเลือกมาด้วยความหวังที่ว่า มันคงกว้างขวางและสะอาดกว่าอีกสองหลังที่ดูเล็กและทรุดโทรม

                ทว่าพอเข้าไปข้างในแล้วกลับเต็มไปด้วยหยากไย่และขี้ฝุ่นผิดกับที่ประเมินด้วยตาในตอนแรก กลิ่นอับฉุนเข้าจมูกของหญิงสาวทั้งสองจนอยากตำหนิ ทว่ากลัวทอซิ่นได้ยิน จึงได้แต่ทำจมูกฟึดฟัดแทน

                ที่พักอาศัยขนาดย่อมแห่งนี้อาจไม่ได้ถูกปัดกวาดเช็ดถูเลยก็ได้นับตั้งแต่แขกผู้เข้าพักอาศัยก่อนหน้ามาเยือนและกลับออกไป ไม่สิ…บางทีกลุ่มคนเหล่านั้นอาจไม่เคยได้กลับออกไปเลยต่างหาก เพราะข้าวของเครื่องใช้บางส่วนยังวางกองอยู่ริมผนัง กระเป๋าเดินทางวางนอนบนพื้นรูดซิบปิดไม่สนิทเผยให้เห็นเครื่องสำอางหลากหลายยี่ห้อและของที่ไม่น่าใช้ประโยชน์อะไรได้แล้วกองรวมกันเละเทะ

                คล้ายกับว่าของสำคัญถูกหยิบออกไปหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพีงกองขยะไร้ค่าที่ใช้งานไม่ได้ หลังจากทอซิ่นพาพวกสาวๆมาส่งและกลับออกไป เสียงซุบซิบนินทาของเหมยและไอรีนจึงค่อยๆดังขึ้น พวกเธอต่างสงสัยว่าทำไมสัมภาระไร้เจ้าของถึงมาอยู่ในเรือนร้างคนแห่งนี้ได้ แทนที่จะถูกนำกลับไปพร้อมกับคนที่เคยอยู่ก่อนหน้า แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามบุตรสาวพ่อเฒ่า เพราะเกรงว่าคำตอบที่ได้รับมาอาจทำให้พวกเธอข่มตานอนหลับไม่ลงก็เป็นได้

                อีกสองเรือนเล็กๆตกเป็นของพวกผู้ชายอย่างไม่มีสิทธิ์เลือก ด้วยความที่ขุนศึกไม่เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับเป็นต้นทุน การนอนคนเดียวท่ามกลางความมืดจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา อีกทั้งตัวเองเข็ดขยาดกับเสียงคำรามของนาคิมที่ครั้งก่อนเคยออกทริปถ่ายสารคดีด้วยกันที่จังหวัดระนอง แล้วหนุ่มอ้วนทำให้ค่ำคืนแห่งความสุขของขุนศึกกลายเป็นนรกบนที่นอนได้อย่างแสบสันต์

                อีกทั้งจะให้ไปนอนข้างๆคนที่เป็นหัวหน้าอย่างตรัยภูมิเขาก็คงทำไม่ได้อีกนั่นแหละ จิตคุกคามของชายผู้นี้มีผลต่อสภาพจิตของขุนศึกมากเป็นอันดับหนึ่ง ผลพวงจากทั้งคู่ค่อนข้างบาดหมางในส่วนของเรื่องงาน ความประพฤติของหนุ่มสักลายนั้นไม่ค่อยดีเท่าที่ควรโดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมอารมณ์ แม้จะเคยสัญญากับตรัยหลายครั้งแล้วว่าจะปรับตัว แต่คำมั่นที่ออกจากปากของขุนศึกนั้น เขาไม่เคยรักษามันได้เลย

                ที่พักอาศัยทั้งสามหลังจุดเทียนวางไว้ตามมุมต่างๆคอยให้แสงสว่างที่เพียงพอ และเตรียมดับมันให้ไวที่สุดตามคำแนะนำของทอซิ่น แสงสว่างท่ามกลางความมืดรอบด้านกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้พวกผีป่าสัมผัสได้ แม้ว่าตัวเรือนปิดทึบและแทบไม่มีรูรับแสงสว่างจากภายนอกเลยก็ตาม

                ตรัยและคิมจัดแจงวางสัมภาระภายในห้องอย่างเป็นระเบียบ นำเสื่อผืนเก่าที่มีอยู่แล้วปูราบกับพื้น แล้วนำเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า วางซ้อนกันเป็นหมอนหนุนศีรษะชั่วคราว เพราะการมาถึงแบบกะทันหันนี้เองจึงทำให้ชาวภูก๋อยไม่สามารถเตรียมการต้อนรับด้วยน้ำใจไมตรีที่เป็นมิตรและอบอุ่นได้

                ความมืดสำหรับที่นี่คือสิ่งที่น่าพรั่นพรึงที่สุด เมื่อใดก็ตามที่ดวงอาทิตย์ลับหาย ท้องฟ้าถูกทาทับด้วยสีดำ รอยยิ้มบนเรือนหน้าของชาวบ้านก็พลันถูกกลืนกินตามไปด้วย ผู้คนที่ตกอยู่ในความหวาดกลัวต่างทราบดีว่าพวกผีป่ามักแทรกซึมเข้ามาในยามวิกาลและไม่ลืมทิ้งซากสัตว์ไว้ให้ดูต่างหน้าเมื่อรุ่งอรุณของอีกวันมาถึง

                ไม่มีใครเคยเห็นรูปร่างที่ปรากฏชัดของมัน เพราะพลบค่ำเมื่อใดประตูเรือนทุกบานต่างปิดสนิท ผู้หลบซ่อนมักทำตัวให้เงียบที่สุดราวกับชุมชนโป่งกองกอยแห่งนี้กลายเป็นหมู่บ้านรกร้างไร้สิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่

     มีบางคนอ้างว่าเคยเห็นผีป่าในลักษณะเรือนลางแต่ก็ยังพอบรรยายนรูปพรรณของมันได้คร่าวๆขณะออกไปนั่งปลดทุกข์กลางดึก

                ทุกคนที่เคยเห็นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลำตัวของพวกมันโก่งค่อม เคลื่อนกายด้วยแขนและขาคล้ายลิง แต่ตัวใหญ่กว่าถึงสามเท่า ผิวกายติดกระดูกคล้ายผิวหนังของคนชรา แววตาแดงฉานประหนึ่งสีของเลือด ปากเป็นท่อคล้ายแมลงวัน และมักส่งเสียงร้อง ก๋อย ก๋อย ก๋อย หรือบางครั้งก็ส่งเสียง กองกอย ตามชื่อของมัน

                ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าชัดเจนของผีป่าหรืออีกชื่อคือผีกองกอยเลยสักคน เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ที่อยู่ในระยะนั้นไม่เคยมีใครรอดพ้นจากเงื้อมมือของอสูรกายดงดิบไปได้สักราย แต่ในตำนานเล่าขานกล่าวว่าใบหน้าของมันคล้ายคลึงกับค่างแก่หน้าตาอัปลักษณ์ และความหมายของคำว่า กอย คือคนป่าพวกหนึ่งที่ตัวดำ ผมหยิกขอด อาศัยอยู่ในแหลมมลายู

                ในอดีตผีกองกอยชอบดูดเลือดจากหัวแม่เท้าของผู้ที่พักค้างแรมในป่าซึ่งนับเป็นสิ่งที่มันโปรดปรานมากที่สุด อย่างไรก็ตามปัจจุบันพวกมันวิวัฒนาการจนสามารถกัดทึ้งเครื่องในสัตว์ใหญ่ได้แม้กระทั่งเสือโคร่ง นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้คนถึงหวาดกลัวกันนักหนา

                แม้ดงเห็ดจะถูกเพาะล้อมรอบหมูบ้าน ส่งกลิ่นฉุนขับไล่พวกมันไม่ให้แวะเวียนเข้ามาใกล้ ทว่าชาวบ้านต่างหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทีละรายโดยไม่มีใครทราบสาเหตุแน่ชัดอยู่ดี  หรือไม่แน่ว่าสิ่งที่พ่อเฒ่าพร่ำบอกกับทุกคนถึงบรรดาเห็ดหลายแหล่ที่สามารถป้องกันผีป่าได้นั้น บางทีอาจเป็นเรื่องเพ้อฝันที่กุขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนที่อาศัยอยู่กลางทุ่งสังหารแห่งนี้มีขวัญกำลังใจและสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้

                “เหนียวตัวชะมัด แค่อาบน้ำยังทำไม่ได้เลย” คิมถอดเสื้อออก เรือนร่างของเขาเต็มไปด้วยชั้นไขมันสะสม แม้จะดูท้วม แต่พุงกลับกินขาดกว่าคนอ้วนบางคนเสียอีก เขาเอาเสื้อถูแผงหลังที่เต็มไปด้วยสิวเพราะคันจากการแบกรุ่นน้องต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงทำให้เหงื่อซึมขังและอับชื้น

                “ดึกแล้ว อดทนเอาหน่อยละกัน เราควรทำตามที่เธอบอก” ตรัยภูมิเอนกายลงบนเสื่อ มือก่ายหน้าผาก สีหน้าเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจจนอีกฝ่ายอดถามไม่ได้

                “เป็นอะไรรึเปล่า ดูไม่ดีมาตั้งแต่เย็นแล้วนะ” นาคิมพยายามสังเกตพฤติกรรมเพื่อนตัวเอง บางทีตรัยอาจมีอะไรที่ยังไม่ได้บอกเขาอยู่ก็ได้

                “ก็นิดหน่อย” หนุ่มผิวแทนพูดผ่านเสียงเหนื่อยอ่อน แล้วจู่ๆก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรออก เขาดันตัวเองขึ้นจากที่นอน ขยับเทียนเข้ามาใกล้ๆเพื่อให้สามารถค้นหาบางอย่างในสัมภาระได้สะดวกยิ่งขึ้น ยาถูกกลืนลงคออีกรอบเป็นกิจวัตรก่อนนอน

                หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองหน้าคิมอีกครั้ง ขณะที่หนุ่มอ้วนยังคงทำหน้าเค้นเอาคำตอบของคำถามที่ยังค้างคาใจ “เราเพื่อนกันนะเว้ยตรัย มีอะไรคุยกันได้ อย่าเก็บไว้คนเดียว”

                  ตรัยสบตาคู่สนทนา เขาไว้ใจคิมมากที่สุดในบรรดาเพื่อนพ้องที่รู้จัก คิมคอยรับฟังปัญหาของทุกคนเสมอ บ้างก็ช่วยปลอบใจ บ้างก็ช่วยหาวิธีแก้ไข นับเป็นที่ปรึกษาที่ดีคนหนึ่งเลยที่ตรัยยอมปริปากพูดคุยด้วย

                   “จำฝันร้ายที่เคยเล่าให้ฟังได้มั้ย” เขาเปิดประเด็น

                    คู่สนทนานิ่งคิด “ทำไมเหรอ”

                   “ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในความฝันมันคล้ายกับที่นี่มาก ทั้งผู้คน บ้านเรือน และสภาพแวดล้อม” ตรัยยังคงลังเลที่จะพูดถึงส่วนที่เหลือ พยายามสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายว่ามีท่าทีเปลี่ยนไปหรือไม่ กลัวว่าเพื่อนจะหาว่าเขาจิตไม่ปรกติ “จริงๆ รู้สึกคุ้นตั้งแต่โคกนางเลิ้งแล้ว”

                   “คิดมากไปรึเปล่า” อีกฝ่ายย่นคิ้ว “ถ้าแค่คล้ายแต่ไม่เหมือน ก็ไม่ได้แปลว่ามันใช่ซะหน่อย ”

                    คิมเตือนสติเพื่อนตัวเองด้วยเหตุและผล เกรงว่าเพื่อนตนจะฟุ้งซ่าจนกู่ไม่กลับ สวนทางกับอีกคนที่ในสมองเริ่มนึกถึงแต่เรื่องเหนือธรรมชาติ ทั้งที่เดิมทีตัวเองเฉยเมยกับเรื่องเหล่านี้แท้ๆ

                   “ช่างเถอะ ดึกแล้ว เอาไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ดีกว่า” ตรัยภูมิตัดบทเสียดื้อๆ พร้อมกับเอามือวาดเปลวเทียนจนมันดับ

 

*************************************

 

                  คืนที่สองของการเดินทาง พวกเขาปิดเปลือกตาลงด้วยความอ่อนเพลีย ร่างกายเมื่อยล้าทุกสัดส่วน เสื้อผ้ามอมแมม เนื้อตัวเหนียวเหนอะ พวกเขาไม่สามารถทำความสะอาดร่างกายหลังดวงอาทิตย์ตกดินได้ เพราะมันคือกฎเหล็กของภูก๋อยที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ห้ามไม่ใครให้ออกจากเรือนหากไม่จำเป็นจริงๆ

                     ทอซิ่นยังได้กำชับเอาไว้ด้วยว่า หากได้ยินเสียงอะไรแว่วมาในยามวิกาล ห้ามขานรับหรือออกไปดูโดยเด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เสียงของมนุษย์แน่นอน

                    เมื่อดวงเทียนภายในเรือนสามหลังถูกดับจนหมด จึงเหลือเพียงความมืดคอยโอบกอดพวกเขาไว้ นกฮูกและจักจั่นเรไรที่ส่งเสียงน่ารำคาญพลันเงียบสงบลงอย่างไร้เหตุผล  มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า ความเงียบคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด เพราะเมื่อใดที่เงียบสนิทจนไม่ได้ยินเสียงอื่นใด เมื่อนั้นเสียงในหัวคุณจะถือกำเนิดขึ้น หลอกล่อให้คุณกลัว หลังจากนั้นคุณก็จะเสียสติในที่สุด

                  และตอนนี้เหลือเพียงตรัยภูมิคนเดียวที่ตาสว่างท่ามกลางคนอื่นๆที่พากันหลับใหล ชายหนุ่มยังคงครุ่นคิดถึงความฝันและความเป็นจริงว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาเองกันแน่


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น