อัปเดตล่าสุด 2019-03-30 01:01:21

ตอนที่ 17 ตอนที่ 17 เดจาวู

                ตุบ…ตุบ…ตุบ…

                ด้วยความที่รอบบริเวณเงียบเชียบถึงขนาดได้ยินลมหายใจของตัวเอง จึงทำให้เสียงแว่วที่คล้ายกับฝีเท้ามนุษย์ย่ำพื้นข้างนอกนั้นดังพอๆกับเสียงหัวใจที่กำลังเริงระบำอยู่ในหน้าอกของตรัยภูมิขณะนี้

                ความประหลาดใจเกิดขึ้นแก่ชายหนุ่มที่นอนเงี่ยหูฟังอยู่ในเรือน ต่างกับหนุ่มอ้วนอีกคนที่หลับเป็นตายไร้การตอบสนอง น่าแปลกที่คิมหลับลึกจนผิดสังเกต เพราะปรกติแล้วการกรนคือกิจวัตรประจำวันของเขา ทว่าวันนี้กลับเงียบสนิทจนลืมไปเลยว่าระบบหายใจของตัวเองผิดปรกติอยู่ ซึ่งมีผลพวงมาจากความอ้วน

                “ได้ยินเสียงอะไรมั้ย” ตรัยเขย่าไหล่คนที่นอนหลับเบาๆ เพราะหากมือหนักเกินไปอาจทำให้เจ้าตัวตื่นขึ้นมาโหวกเหวกจนทำให้เสียเรื่องเอาได้

                ทว่าไม่มีการตอบรับใดๆจากเพื่อนตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาเลิกล้มความตั้งใจที่ต้องการปลุกนาคิมขึ้นมาไถ่ถามว่าได้ยินเสียงประหลาดแบบที่เขาได้ยินหรือไม่ แล้วไม่นานชายหนุ่มก็เงี่ยหูฟังอีกครั้ง รอบนี้อวัยวะสำหรับใช้ฟังของตรัยถูกแนบเข้ากับฝาผนังเพื่อให้ได้ยินเสียงภายนอกชัดเจนยิ่งขึ้น

                ตุบ…ตุบ…ตุบ…

                ตุบ…ตุบ…ตุบ…

                เสียงคล้ายฝีเท้ามากกว่าหนึ่งคู่กำลังมุ่งหน้าไปยังท้ายสุดของหมู่บ้าน ตรัยคิดว่าบางทีอาจเป็นฝูงสุนัขล่าเนื้อที่ออกหากินยามค่ำคืน แต่ก็อดคิดถึงสิ่งที่ทอซิ่นกล่าวเตือนเอาไว้ไม่ได้ เธอบอกว่าหากได้ยินเสียงใดก็ตามในยามวิกาลกลางป่าเช่นนี้ มั่นใจได้เลยว่านั่นไม่ใช่พลังงานของมนุษย์

                ใช่…เวลาสี่ทุ่มไม่ควรมีสิ่งมีชีวิตหน้าไหนมาเดินเพ่นพ่าน ณ ที่แห่งนี้ กฎของที่นี่คือต้องเข้าเรือนตั้งแต่หัวค่ำ ความอยากรู้อยากเห็นเป็นตัวชักจูงจิตใจของตรัยภูมิให้ไขว้เขว เขากำลังสับสนกับเสียงในหัวตัวเอง

ชายหนุ่มพยายามหาช่องว่างระหว่างไม้ที่พอจะสอดส่องสายตาออกไปข้างนอกได้ ทว่าความมืดกลับเป็นอุปสรรคในการค้นหา จะเพิ่มแสงสว่างไสวด้วยเปลวเทียนก็กลัวบางอย่างข้างนอกจะรับรู้ได้ถึงสัญญาณชีวิตที่อยู่ข้างใน

                ตรัยภูมิไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนในชีวิต จิตใจเขาไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ป่าดงพญาเย็นแห่งนี้ไม่เหมือนทุกที่ที่เขาเคยไปออกกองค้างแรมมาก่อน มันเงียบสงัด มืดทมึน ทั้งยังวังเวงและเต็มไปด้วยสิ่งแปลกประหลาดมากมาย

                เนื่องจากข้างนอกไม่มีแสงสว่าง จึงทำให้ไม่มีแสงใดเล็ดลอดเข้ามาภายในเรือนจนเป็นจุดสังเกต แต่ทว่าความดื้อรั้นของตรัยภูมิก็ทำให้เขาค้นหามันจนเจอ

                แม้จะเป็นช่องแคบๆระหว่างไม้ที่บิดตัวออกจากกันโดยมีขนาดเท่าครึ่งของนิ้วก้อย แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับดวงตาเล็กๆข้างหนึ่งของมนุษย์

                ภาพที่เห็นคือแผ่นหลังไหวๆของกลุ่มคนกำลังเดินลับหายเข้าไปในป่าหลังหมู่บ้าน พวกเขาเดินตามกันราวกับหุ่นไร้ชีวิตที่ไร้การแสดงออกทางสีหน้า แม้แต่เสียงพูดก็ไม่มีให้ได้ยิน

                เมื่อร่างสุดท้ายลับหายไปในความมืด ความอยากรู้อยากเห็นของตรัยภูมิก็จุดชนวนให้เขาทำอะไรผลีผลามโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดี รู้แค่ว่าสิ่งที่เขาเห็นคือมนุษย์ไม่ใช่ผี นั่นจึงทำให้ในเวลาต่อมาเขากล้าสะกดรอยไป

                บานประตูอ้าออกอย่างไร้ซุ่มเสียง มันคือการเปิดประตูที่เงียบที่สุดในชีวิตของเขา ไฟฉายและเสวตเตอร์ถูกเตรียมมาเพิ่มความอบอุ่นและให้แสงสว่าง ตรัยภูมิย่องไปตามทางเดินที่กลุ่มคนมุ่งหน้าไปในตอนแรก ก่อนลับหายเข้าไปในความมืด

                ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวยามรัตติกาล ลมเย็นจากบนยอดเขาพัดผ่านกิ่งไม้กระทบลงบนผิวหนังเขาจนหนาวซาบซ่านเข้าไปถึงกระดูก ใบไม้แห้งกรอบร่อนไปมาในอากาศตามแรงลมที่กระชาก ก่อนตกลงบนผืนป่ารกซัฏกองรวมกับวัชพืชไร้ค่า ชายหนุ่มเหยียบมันจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบทุกครั้งที่ย่ำเท้า เขาพยายามใช้ปลายนิ้วลงก่อนส้นเพราะไม่ต้องการให้เกิดเสียงดังไปมากกว่าบางสิ่งที่เขากำลังมุ่งหน้าไปหา

                ขณะเมฆทมิฬลอยคล้อยต่ำ หมอกสีขาวโอบล้อมอาณาเขต พระจันทร์เต็มดวงที่เป็นสัญลักษณ์ของคืนวันเพ็ญลอยขึ้นเหนือศีรษะ ป่าหวนกลับเข้าสู่ความมืดทมึนอีกครั้ง ตรัยภูมิรู้ดีถึงประโยชน์ของสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือขณะนี้ ไฟฉายถูกกดปุ่มเปิดขึ้นหลังจากที่เขาเริ่มมองไม่เห็นพื้นทางเดิน หลังจากนั้นมันก็ส่องแสงสว่างจ้า โลมเลียใบหน้าเผยให้เห็นความหวาดวิตก

                ตรัยหรี่ไฟลงมาเหลือเพียงแสงสลัว ชายหนุ่มกำลังเดินอยู่บนทางรถไฟขึ้นสนิมที่มีบางช่วงตัดขาด ราวกับว่ามันไม่ได้ถูกใช้งานมานานหลายทศวรรษจนกลายเป็นพื้นที่สำหรับพักพิงของกอหญ้ารก ทิศทางที่แสงสว่างส่องไปนั้นดันเป็นตัวชูโรงให้รูปปั้นพิศวงเด่นสง่าขึ้น

                มีรูปปั้นหินแกะสลักคล้ายใบหน้ามนุษย์แตกระแหงซึ่งดูเศร้าหมองพิลึกตั้งอยู่ข้างทาง และรูปปั้นคล้ายเจดีย์แต่มีขนาดกะทัดรัดกว่าวางอยู่ตรงข้ามกัน ทำให้ผู้ที่กำลังเดินเพ่นพ่านนั้นต้องลูบขนที่ลูกชูชันบนท่อนแขน รีบจ้ำเท้าผ่านไปให้พ้นสายตาจนลับหายเข้าไปในความมืด

                ตรัยภูมิรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างมากเพียงแต่เขายังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นมันที่ไหน ระหว่างเดินพลางใช้มือกุมหน้าผากเป็นระยะ ภาพความทรงจำครั้งก่อนแล่นวาบเข้ามาในหัวสมอง ภาพที่ตัวเองเดินผ่านสถานที่แห่งนี้ บรรยากาศและสภาพแวดล้อมแบบเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน

                นอกเหนือจากเสียงหัวใจที่เต้นดังจนแทบระเบิดออกมาจากหน้าอกข้างซ้ายของชายหนุ่ม และเสียงลมกรีดผ่านอากาศผสมกับเสียงของจักจั่นเรไรที่กำลังหวีดหวิวอยู่นั้น ยังมีเสียงกระซิบที่จับใจความไม่ได้แว่วมาจากที่ใดที่หนึ่ง ดังขึ้นอยู่เรื่อยๆจนเสียงรอบข้างต้องยอมจำนน ตรัยเงี่ยหูฟัง มันเป็นเสียงคล้ายคลึงกับพระสงฆ์กำลังสวดอภิธรรมในงานศพ

                แต่ไม่ใช่เสียทีเดียว…

                เพราะสำเนียงที่ชายหนุ่มได้ยินอยู่ตอนนี้ไม่มีการเอื้อนเป็นทำนอง มันเป็นเสียงเย็นๆ ราบเรียบแต่ทุ้มต่ำในลำคอ ถ้าเสียงเปรียบเสมือนกราฟ มันก็คงเป็นเส้นตรงอย่างเดียว ไม่พุ่งขึ้นหรือดิ่งลง คล้ายเสียงพูดคุยของกลุ่มคนมากกว่า แต่มันกลับรบกวนคลื่นสมองและโสตประสาทของตรัยได้อย่างร้ายกาจ

                ชายหนุ่มร่างอวบกำลังเดินเข้าไปหาตามทิศทางของเสียงนั้น มันดังอยู่อีกฟากของเถาหวายที่ยาวเลื้อยไปมาเหมือนอสรพิษ เขาดับไฟฉายลงและหลับตา พยายามปรับตัวให้ชินกับความมืด เกรงว่าหากแสงจากไฟฉายยังคงส่องสว่างอาจทำให้เจ้าของเสียงนั้นรู้ตัว

                ตรัยเปิดเปลือกตาขึ้นและคลำทางไปยังต้นตอของเสียงนั้น  ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ เสียงก็ยิ่งแจ่มชัดทวีขึ้นเรื่อยๆจนเขาไม่สามารถทัดทานไหว จากกระซิบแว่วกลายเป็นดังหนวกหู ทั้งๆที่เสียงนั้นเล็ดลอดผ่านไรฟันและอื้ออึงในลำคอ แต่กลับกังวานไม่ต่างจากระฆังที่ถูกค้อนปอนตีจนดังกึกก้องไปทั่ว ตรัยยกสองมือขึ้นอุดรูหู เอาแต่กระซิบแผ่วเบาวกไปวนมา

                “เสียงบ้าอะไรวะ”

                เมื่อหลุดพ้นจากเถาหวายอันน่ารำคาญออกมาได้ เขามองผ่านป่าไผ่แน่นทึบที่เบียดเสียดกันหลายร้อยต้นและได้พบเจอเข้ากับคำตอบที่เขาใคร่รู้มานาน มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งซึ่งยืนจับกลุ่มกันราวๆ 20 คน อยู่สูงจากพื้นดินขึ้นไปบนทางเดินที่ก่อสร้างด้วยหินศิลาแลงเสมือนโบราณสถานขนาดย่อม ริมฝีปากของกลุ่มคนเหล่านั้นขมุบขมิบ สวดบริกรรมเป็นภาษาที่ตรัยภูมิไม่รู้จัก ราวกับว่ามันเป็นภาษาของอีกโลกหนึ่ง

                ในกลุ่มนั้นมีทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และวัยชราปะปนกัน เหล่าผู้ชายมีอายุนุ่งโสร่งลายไทย เด็กลงมาหน่อยนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อผ้าสีดำคอจีนเหมือนกันหมด มีผ้าคาดเอวและโพกศีรษะซึ่งมีลวดลายทางวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า ตามลำตัวสักหมึกสีดำ แดง ซึ่งถือเป็นเครื่องรางและแสดงออกถึงความเป็นชายชาตรี ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นทอลวดลายต่างๆ สวมเครื่องประดับที่ทำจากเงิน ไว้ผมยาวเกล้ามวยสูง มีปิ่นและลูกประคำประดับที่มวยผม

                ทั้งหมดจับมือล้อมเป็นวงกลมรอบหินขนาดใหญ่แบนราบขนานกับพื้นคล้ายแท่นบูชายัญ มีคบเพลิงให้ความสว่างทั้งสี่มุม เมื่อแสงจากรังเพลิงอาบบนใบหน้าของกลุ่มคนเหล่านั้นเผยให้เห็นความซีดเซียว หมองคล้ำ โศกเศร้าราวกับกำลังสูญเสียบางอย่างที่พวกเขารักและสูญสิ้นศรัทธราของการเป็นมนุษย์

                ไม่จริง!

                ตรัยขยี้ตา ภาพในห้วงความทรงจำแล่นวาบเข้ามาอีกครั้ง ทว่ามันชัดเจนขึ้น เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดในความฝันของเขามานับไม่ถ้วน มันเป็นฝันร้ายที่น่าขยะแขยงแนะน่ากลัวที่สุด เขาทนทุกข์ทรมานอยู่กับมันมาหลายปีโดยไม่รู้ว่าจะกำจัดมันทิ้งยังไง ทั้งการสละเวลาไปพบจิตแพทย์อย่างจริงจัง หรือแม้กระทั่งกินยาลดอาการเครียดตามที่หมอสั่งอย่างเข้มงวด แต่นั่นก็ไม่ช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้นกับตัวชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย

 

                  มีร่างของทารกวัยแบเบาะเคราะห์ร้ายวางอยู่บนแท่นหิน ห่อหุ้มด้วยผ้าย้อมครามเข้ม ตรัยภูมิรู้สึกโหวงเหวงกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า ใจหนึ่งอยากเข้าไปสอบถามให้รู้แล้วรู้รอดว่าพวกเขากำลังทำอะไรกัน อีกใจก็อยากออกไปให้พ้นๆจากตรงนี้เสีย อึดอัดเต็มทีแล้วกับเสียงกระซิบกระซาบที่ดูเหมือนทำลายความสุขและพร้อมดูดกลืนทุกสรรพชีวิต

                  ตรัยภูมิรู้ดีว่าอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ชายชราหนึ่งในนั้นจะต้องชูกรีชไม้เหลาคมขึ้นเหนือศีรษะแล้วปักลงบนหน้าท้องของเหยื่อที่รอคอยความตายอยู่บนแท่นบูชายัญเป็นแน่ หากเป็นในความฝันเขาคงตะโกนห้ามปรามโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น

                แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ เพราะเขารู้แล้วว่ามันไม่ส่งผลดีกับตัวเอง ตรัยภูมิหันหลังให้กับร่างของทารกน้อยที่กำลังถูกทึ้งเครื่องในด้วยคมมีด มือยกกุมปากไม่ให้เผลอพลั้งพลาดเสียงใดออกจากไรฟัน เพื่อไม่ให้พวกมันทุกคนทันสังเกตว่ามีสัญญาณชีวิตใดอยู่ตรงนี้

                เท้าจ้ำอ่าวอย่างระแวดระวังไม่ให้เผลอไปเตะสิ่งใดให้เกิดเสียง ตรัยรู้อย่างเดียวคือเขาต้องรีบออกจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุด จากบนแท่นบูชายัญถึงตัวเขาห่างไกลพอควรและเป็นเรื่องยากที่พวกมันจะทันได้รับรู้

                เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับเขากันแน่ ความขัดแย้งตีกันอลหม่านในหัวของชายหนุ่ม ตรัยรู้สึกว่ามีบางผิดพลาดไป เขาตระหนักดีแล้วว่านี่ไม่ใช่ความฝัน มันคือความรู้สึกที่น่าพิศวงเหมือนกับว่าเคยผ่านมาที่นี่จริงๆและได้เคยประสบกับเหตุการณ์ทั้งหมดนี้แล้ว ทั้งที่สามัญสำนึกก็แย้งว่ามันเป็นไปไม่ได้ 

              อย่างไรก็ตามเขาต้องเร็วกว่านี้อีก หากยังอยากมีชีวิตรอด

                ต้องเร็วกว่านี้…


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น