อัปเดตล่าสุด 2019-04-05 20:20:15

ตอนที่ 18 ตอนที่ 18 เลอะเลือน

            ------- 3 มกราคม 2019 --------

                “ทุกคน พี่ตรัยฟื้นแล้ว” เหมยหน้าตื่น ส่วนคนที่พึ่งได้สติหน้าตาดูไม่ค่อยสู้ดีนักแม้บรรยากาศสดชื่นของเช้าวันใหม่กำลังเดินทางมาถึง บาดแผลเป็นรอยยางบอนเต็มท่อนแขนบ่งบ่องชัดเจนว่าเมื่อคืนเขาพึ่งผ่านพ้นศึกหนัก

                “เป็นไงบ้าง” นาคิมถามไถ่เพื่อนร่วมห้องนอนที่เมื่อคืนเขาจำไม่ได้เลยว่าคนที่อยู่ข้างกันลุกหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ น่าแปลกตรงที่ปรกติในทุกๆคืนชายหนุ่มจะต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงกรนของตัวเอง แต่เมื่อคืนเขาหลับรวดเดียวจนถึงเช้าราวกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ อาจเป็นเพราะเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่หฤโหดมาทั้งวันก็เป็นได้

                “เอ็งหายไปไหนมาวะ” ขุนศึกเค้นในสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ เขาดูใส่ใจกับคำตอบมากเป็นพิเศษ เพราะความเป็นไปได้แทบไม่มีเลยที่ตรัยจะลุกขึ้นออกมาสูดอากาศกลางดึกเพียงลำพังทั้งที่ทอซิ่นก็กำชับเอาไว้แล้วว่าห้ามออกไปไหนในยามวิกาลเด็ดขาด

                หนุ่มผิวแทนปาดเหงื่อบนหน้าผากก่อนพบเข้ากับผ้าพันแผลที่โพกอยู่บนศีรษะของตัวเอง “นี่อะไร”

                “ยังจะถามอีก  จำไม่ได้เลยเหรอ นี่อย่าบอกนะว่าเอ็งความจำเสื่อม” คิมตระหนก ยกมือกุมปาก ส่วนไอรีนซึ่งเป็นคนอ่อนต่อโลกและเชื่อคนง่ายเป็นต้นทุน เมื่อได้ยินหนุ่มอ้วนพูดเช่นนั้นจึงทำให้เธอหน้าเหวอ แทบจะเชื่อในทันทีว่ามันอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้

                “จะบ้าเหรอ” ตรัยกุมขมับ เขายังคงปวดที่บริเวณขมับขวา ระบบความทรงจำของเขายุ่งเหยิงไปหมด เขานิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังนึกอะไรบางอย่าง แล้วภาพความทรงจำเมื่อคืนก็แล่นวาบเข้ามาในหัวสมองเป็นฉากๆ

            แชะ ---------- เขาเห็นกลุ่มคนกำลังทำพิธีกรรมบางอย่างบนแท่นศิลาแดง

            แชะ ---------- เขาตัดสินใจปลีกตัวออกมา แต่ทว่าก็เหมือนมีบางอย่างรับรู้ได้ มันไล่ตามเขา

            แชะ ---------- เขาเสียหลักล้มลง แล้วหลังจากนั้นตัวเองก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย

            “ชาวบ้านที่ออกไปเก็บเห็ดตอนเช้าตรู่ เขาไปเจอเองนอนฟุบหน้าอยู่บนพื้น เลยรีบพากลับมาทำแผล นี่ดีนะไม่เป็นอะไรมาก” เสียงของนาคิมมีความหวาดวิตกอยู่ในนั้น เกรงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอาจเชื่อมโยงกับเรื่องที่ตรัยพูดก่อนนอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่คล้ายคลึงกับความฝันของเขา ทั้งผู้คน บ้านเรือน และสภาพแวดล้อม นั่นจึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาออกไปสืบเสาะและต้องการค้นหาความจริงเพียงลำพังก็เป็นได้

                 “พวกเขาอยู่แถวนี้มั้ย” ตรัยถาม น้ำเสียงทุ้มในลำคอมีความหวาดระแวงซ่อนอยู่

                “หมายถึงใคร” ขุนศึกย่นคิ้ว ยิ่งสงสัยกับพฤติกรรมของตรัยมากขึ้นไปอีก

                แน่ล่ะ…คนที่เป็นเหมือนผู้นำของกลุ่มไม่เคยแสดงท่าทีหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนระหว่างที่รู้จักกันมา แม้ภาษากายของชายหนุ่มไม่อาจบ่งบอกอะไรชัดเจน แต่แววตาของเขาโกหกใครไม่ได้หรอก

                “พวกชาวบ้าน”

                “ออกไปเก็บเห็ดกันหมดแล้วมั้ง หรือไม่ก็คงไปทำการทำงานที่ควรทำ มีอะไรรึเปล่า ทำไมถามแปลกๆ”

                “ดีแล้วล่ะ เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืน” เขาพยายามพูดให้เบาที่สุด

 

******************************************

 

                “เฮ้อ….จริงๆเลย” พรานคำเมี่ยงออกมาตระเวนดูลาดเลายังที่เกิดเหตุขณะที่แสงอ่อนๆของดวงอาทิตย์กำลังสาดส่องไปทั่วผืนป่า เขาเห็นถึงร่องรอยการหลบหนีของตรัยภูมิได้อย่างชัดเจนผ่านผิวดินที่มีน้ำขัง รอยโคลนที่เปื้อนบนท่อนไม้ หรือแม้กระทั่งกิ่งไม้ที่ถูกกระชากจนหักกองอยู่บนพื้น คราบเลือดที่ยังใหม่อยู่เปรอะบนรากต้นไม้ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน

                คำเมี่ยงหลับตาลง วิเคราะห์เหตุการณ์ในหัวด้วยภาพที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ตรัยภูมิคงวิ่งหนีมาจากทางโบราณสถานด้านหลังหมู่บ้าน ผ่านดงเถาหวายตรงนี้ บาดแผลบนลำตัวคือเครื่องหมายยืนยันชัดเจน และด้วยความที่มืดสนิทจึงทำให้เขาสะดุดรากไม้ที่ยั้วเยี้ยอยู่รอบบริเวณจนหัวฟาดพื้นและสลบไปในที่สุด

                คำเมี่ยงรู้ดีว่าตรัยไม่สามารถเดินดุ่มๆออกมาได้โดยไม่พกอุปกรณ์ให้แสงสว่างติดตัวมาด้วยเป็นแน่ แม้แต่ตัวเขาเองที่ช่ำชองการเดินป่ายังไม่อาจลูบคมดงมรณะแห่งนี้ในยามวิกาล นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมไฟฉายจึงหล่นอยู่ใกล้ๆเถาหวาย

                นายพรานหยิบสุราที่เอวขึ้นมากระดกเพียวกรึบหนึ่งก่อนเดินเข้าไปหยิบกระบอกไฟฉายบนพื้นลองกดสวิตซ์ดูและพบว่ามันยังใช้งานได้ตามปรกติ เพียงต้องตบสักสองสามที  ขณะเดินกลับรองเท้าบูทหุ้มข้อพลันไปเกี่ยวเอาวัตถุสีเงินขึ้นมาจากกอหญ้าโดยบังเอิญ

                เขาหยิบบางอย่างบนพื้นดินขึ้นมาตรวจเช็ค มันตกอยู่ห่างจากบริเวณที่พบร่างของตรัยภูมิราว 5 เมตร ซุกซ่อนมิดชิดอยู่ในพุ่มไม้ หากไม่สังเกตคงมองไม่เห็น มันคือสร้อยแสตนเลสห่วงเล็กที่มีล็อกเก็ตคล้องอยู่ตรงกลาง

                “รสนิยมดีเหมือนกันนี่หว่า ไหนดูซิห้อยพระอะไร ถ้าได้ราคาดีข้าไม่คืนนะโว้ยบอกไว้ก่อน” เขาชูมันขึ้นระดับสายตาก่อนเปิดล็อกเก็ตออกเพื่อตรวจสอบในสิ่งที่ตนเองใคร่รู้ พินิจภาพข้างในนั้นอย่างถี่ถ้วน

                มันไม่ใช่อย่างที่เขาประเมินในตอนแรก เพราะทันทีที่ได้เห็น คำเมี่ยงเบิกตาโพลง บางสิ่งบางอย่างทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว ตรงกันข้ามกับท่อนขาที่อ่อนแรงยวบยาบจนแทบทรุดลงกับพื้น ความรู้สึกเมื่อครั้งก่อนโหมใส่เขาดั่งพายุฤดูร้อน มันทั้งมืดมิดและอึมครึม

                “เรื่องจริงใช่มั้ย”

 

********************************************

 

                ทอซิ่นผลักบานประตูเข้าไปในเรือนไม้ ข้างหลังมีไอ้มิ่งยืนประกบ ในมือหยาบกร้านถือสำรับอาหารมาด้วย มีซุปเห็ดร้อนๆควันโขมงเช่นเคย เบื้องหน้าพบร่างของชายหนุ่มยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนเสื่อ ไม่แน่ใจว่าพิธีกรรมไล่ผีป่าเมื่อวานช่วยทำให้ทุเลาลงหรือหนักขึ้น

                ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหญิงสาวกับชายฉกรรจ์ที่ต้องมาตรวจดูตามคำสั่งของพ่อเฒ่า เมื่อทอซิ่นจับชีพจรที่ข้อมือปรากฏว่ารู้สึกได้ถึงการเต้นของชีพจร นั่นแสดงว่าหัวใจยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ ทว่าอุณหภูมิร่างกายเย็นเยียบราวกับก้อนเนื้อไร้ชีวิต เธอเปิดเปลือกตาของหนุ่มหัวสกินเฮดเพื่อตรวจสอบสภาพดวงตา และก็พบว่าตาขาวกำลังถูกเนื้อเยื่อสีแดงกลืนกิน

                “เขาจะกลายเป็นภาชนะ(1)ในไม่ช้า”

 

********โปรดติดตามตอนต่อไป*********

 

  1. ภาชนะ : ในที่นี้มีความหมายเดียวกับ การสิงร่างหรือเข้าทรง หมายถึง ร่างกายที่เหมาะสมแก่การถูกครอบงำชั่วขณะหรือครอบงำชั่วคราวของ วิญญาณหรือพวกโอปปาติกะทั้งหลาย โดยที่วิญญาณของเจ้าของร่างยังอยู่ในร่าง เมื่อเลิกสิงก็กลับรู้สึกตัวขึ้นมาได้ โดยชาวภูก๋อยบางส่วนได้ใช้คำว่า ภาชนะ นี้ในการเปรียบเปรยร่างกายมนุษย์เป็นภาชนะสำหรับการสิงสู่ของภูตผีปีศาจ

แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น