อัปเดตล่าสุด 2019-04-13 08:06:21

ตอนที่ 19 ตอนที่ 19 ผู้รอดชีวิต

                “เราต้องทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนคะ” ทอซิ่นถามผู้เป็นบิดา แววตาของเธอซุกซ่อนอารมณ์หลายชนิด

                “เราเคยสัญญากันแล้วไงว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก” พ่อเฒ่ากระแทกไม้เท้าบนพื้นจนหญิงสาวรับรู้ได้ถึงความโกรธ ไอ้มิ่งกับไอ้มั่นที่ยืนอยู่ชานเรือนรับรู้ได้ถึงจิตคุกคามเมื่อครู่เช่นกัน แต่ทั้งสองชินแล้วกับเหตุการณ์แบบนี้ เพราะมันเกิดขึ้นมาตลอดหลายทศวรรษตั้งแต่เขารับใช้ผู้เป็นนาย

                “ไม่คิดว่ามันมากเกินไปแล้วเหรอคะ หนูอึดอัดจนจะบ้าตายอยู่แล้ว” เธอเผลอขึ้นเสียง น้ำใสๆเอ่อซึมรอบดวงตา บางทีทอซิ่นคิดว่าตายไปซะยังทรมานน้อยกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้เสียอีก

                “เราไม่มีทางเลือก ลูกก็รู้ดี พ่อคิดว่าลูกน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใครซะอีก” ชายชราฟึดฟัด รู้ดีว่าแม้จะขัดขืนไปก็ไร้ประโยชน์ หากเลือกที่จะรักษาครอบครัวไว้ เขาก็จำเป็นต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพวกมันเช่นกัน “เพราะแม่ของลูก ในตอนนั้น…”

                “พอแล้ว” ผู้เป็นบิดายังไม่ทันพูดจบ ทอซิ่นก็ก้าวพรวดพราดออกไปข้างนอกและปิดประตูเรือนเสียงดัง “ปัง” รุนแรงไม่ต่างอะไรจากอารมณ์ของเธอในตอนนี้ หญิงสาวไม่ต้องการฟังเรื่องในอดีตอีกแล้ว เรื่องที่ติดตาฝังใจตัวเองจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถลบเลือนไปจากความทรงจำได้ ไม่มีคืนไหนที่เธอนอนหลับสนิทอีกเลยนับตั้งแต่ผู้เป็นมารดาเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาจากพวกผีป่า

***************************

 

                “เอ็งได้กินยาก่อนนอนรึเปล่า” ขุนไม่อยากจะเชื่อเรื่องเล่าที่พึ่งหลุดออกมาจากปากของตรัย แม้ว่าเพื่อนของเขาจะเป็นคนน่าเชื่อถือมากแค่ไหนก็ตาม

                “กินแล้ว”

                “เรื่องนั้นข้าเป็นพยานได้ ข้าเห็นกับตาเลย” นาคิมช่วยยืนยันอีกเสียง แม้ว่าในใจลึกๆจะรู้สึกขัดแย้งก็ตามที เรื่องที่ตรัยเล่าเหนือจริงเกินไป ผู้คนทั้งหมู่บ้านรวมตัวกันออกไปที่โบราณสถานในยามวิกาลเพื่อบูชายัญเด็กทารก เรื่องล้าหลังแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันเลยด้วยซ้ำ

                “เอ็งกำลังจะบอกว่าข้าบ้ารึไงวะ แล้วแผลตามตัวนี่มันอะไร” ตรัยตะคอกครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาจนเพื่อนๆน้องๆในทีมต่างตกใจกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของผู้เป็นหัวหน้า ด้วยความที่ชายหนุ่มเป็นคนสุขุม พูดน้อยและใจดี จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นอารมณ์เดือดดาล แม้แต่ตัวเขาเองก็จำไม่ได้แล้วว่าขึ้นเสียงจริงจังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ “พวกเราควรกลับออกไป ที่นี่ไม่ปลอดภัย”

                “แต่เราพึ่งมาถึงกันเองนะ” ขุนศึกแย้ง มองข้ามเรื่องที่ตรัยเล่าสิ้นเชิง ไม่มีอะไรที่ทำให้เขากลัวได้

                “ไม่ได้”จู่ๆคิมเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาตัดบท วินาทีนั้นคล้ายกับว่าน้ำเสียงและแววตาไม่ใช่ตัวเขา เสียงพูดที่ดูเป็นมิตรกลายเป็นทุ้มต่ำเสียจนน่าขยะแขยง “จะไม่มีใครไปไหนทั้งนั้น”

                “ใช่ ฉันชอบที่นี่” ไอรีนส่งเสียงเย็นๆผ่านสีหน้าเรียบเฉย

                อันที่จริงควรเป็นเธอคนแรกเลยด้วยซ้ำที่น่าจะต้องตอบตกลงเมื่อได้ยินประโยคเชื้อเชิญให้ออกจากสถานที่แห่งนี้ เพราะสำหรับไอรีนแล้วเธอไม่ถูกกับความมืดเป็นที่สุด แถมสถานที่พักอาศัยก็ไม่ถูกจริต ไม่ใช่ฟูกนุ่มๆเหมือนคอนโดที่เธออยู่

                สภาพแวดล้อมจากซากสัตว์ช่างน่าขยะแขยงและสกปรก ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากพอเหมือนอยู่ในเมืองหลวง ซ้ำยังไร้สัญญาณอินเตอร์เน็ตทำให้ติดตามข่าวสารบนโลกโซเชียลมีเดียไม่ได้เลย นี่มันน่าเบื่อสุดๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นว่าเธออยากอยู่ที่นี่ต่อโดยไม่มีเหตุผลเสียอย่างนั้น

                “พูดอะไรกัน” น้ำเสียงของตรัยเหวอไปเล็กน้อย เดิมทีเขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดทริปครั้งนี้ ทว่าเมื่อเกิดเรื่องสุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสพัฒนาไปสู่สถานการณ์อันตรายได้ เขาก็ไม่ควรฝืนอยู่ต่อเพื่อความปลอดภัยทั้งของตัวเองและลูกทีม แต่ทว่าตอนนี้ดูท่าเหมือนคณะเดินทางจะไม่ให้ความร่วมมือง่ายๆเสียแล้ว

                “เรายังไม่ได้ถ่ายอะไรกันเลย แล้วจะให้กลับไปมือเปล่าแบบนี้มันถูกแล้วเหรอพี่” เหมยมีท่าทีเปลี่ยนไปอีกคน แม้กระทั่งหางเสียง “คะ” “ค่ะ. ที่เคยมีก็หายไป

                มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่

*****************************

 

            เมื่อพรานคำเมี่ยงเดินถึงชานเรือนของผู้บาดเจ็บ เขาก็ส่งเสียงเป็นสัญญาณให้รู้ว่าตัวเองมาถึง เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบกับกลุ่มคณะเดินทางทั้งสี่คนบ้างก็นั่งบ้างก็ยืนล้อมรอบร่างของตรัยภูมิ

                นอกจากผู้บาดเจ็บที่เนื้อตัวมีแต่รอยยางบอนแล้วนั้น เขาสัมผัสได้ถึงความคุ้นชินที่ตัวเองเคยพบเจอมาตลอด นั่นก็คือเหล่าคณะเดินทางคนอื่นๆมีท่าทีแปลกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสีหน้า แววตา และการเคลื่อนไหว คล้ายคลึงกับหุ่นเชิดอะไรสักอย่างที่มีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง นั่นทำให้เขารู้ทันทีว่าวงจรอุบาทได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

                “ออกไปข้างนอกกันก่อนได้มั้ย ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเขา” พรานพูดแกมขอร้องแกมบังคับ แต่ดูเหมือนจะหนักแน่นไปทางอย่างหลัง ความดุดันนี้เองที่เป็นข้อดีของคำเมี่ยง เขามักใช้มันเป็นเชิงข่มขู่ผู้อื่นที่มักไม่เชื้อฟังอยู่เสมอ แม้ว่าขุนศึกจะชักสีหน้าไม่พอใจใส่ แต่เมื่อเห็นตรัยเอ่ยปากให้ทำตามที่พรานฉกรรจ์บอก เขาจึงเป็นฝ่ายยอมถอยแต่โดยดี

                หลังจากทั้งหมดออกไปข้างนอกเป็นที่เรียบร้อย เหลือทิ้งไว้เพียงบุรุษทั้งสอง ซึ่งคนหนึ่งกุมความลับบางอย่างเอาไว้ ส่วนอีกคนกำลังจะกลายเป็นบ้า ทว่าพรานคำเมี่ยงรู้ดีว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าตนนั้นต่างหากที่เป็นฝ่ายกุมความลับเหนือเขาเสียอีก

                “เอ็งขยับตัวไหวมั้ย” คำเมี่ยงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขารู้สึกเจ็บและแน่นอยู่ในอก คล้ายกับว่าความสงสัยของตัวเองคือยาพิษ และคำตอบของตรัยภูมิคือยาถอนพิษ ซึ่งหากเขาไม่ได้รับคำชี้แจงใดๆที่เป็นประโยชน์ นั่นแปลว่า เขาอาจตายทั้งเป็นก็ได้ในไม่ช้า  

                “ได้ครับ” ตรัยขยับตัว เปลี่ยนจากท่านอนเป็นนั่ง “เอ่อ…แล้วเรื่องที่คุณจะพูดกับผม….”

                “เอ็งทำล็อคเก็ตตกเอาไว้ในป่า ข้าเลยเอามาคืน” พรานยังไม่แน่ใจที่จะถาม เพราะเกรงว่ามันอาจไม่เกี่ยวโยงกับสิ่งที่เขาคิด

                “แค่นี้เองเหรอครับ งั้นไม่เห็นจำเป็นต้องให้เพื่อนๆของผมออกไป…..”

                ยังไม่ทันพูดจบรูปประโยค ชายหนวดเขี้ยวก็ตัดบทขึ้นเสียก่อน “จำเป็นสิ”

                อีกฝ่ายเงียบ บรรยากาศรอบข้างดูกดดันมากเป็นพิเศษ ก่อนที่คำเมี่ยงจะเป็นฝ่ายตั้งคำถามที่เขาใคร่รู้มากที่สุด “เอ็งรู้จักครอบครัวนี้ด้วยเหรอ” นิ้วหยาบกร้านชี้ไปในรูปที่บรรจุอยู่ในล็อคเก็ต

                “รู้จักสิครับ นั่นครอบครัวผมเอง” เขายิ้มแกมสงสัย ก่อนถามกลับไปว่ามีอะไรรึเปล่า ทว่าอีกฝ่ายเงียบกริบได้แต่ยกมือกุมขมับ เม้มปากแน่น ไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินคำนี้จากปากผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า

                “ถ้างั้น!” เขาถกชายเสื้อยืดของตรัยขึ้นเพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่างโดยที่ยังไม่ทันได้รับอนุญาตจากเจ้าของร่างกายเลยด้วยซ้ำ “รอยแผลเป็นนี่ งั้นก็ใช่แกจริงๆด้วย”

                พรานคำเมี่ยงโผเข้ากอดบุคคลเบื้องหน้าที่ยังอยู่ในอาการงุนงงและยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆท่าทีของชายผู้นี้ถึงเปลี่ยนไปอย่างหุนหันพลันแล่น จะว่าไปตรัยภูมิกลับรู้สึกว่ากลิ่นตัวของอีกฝ่ายคล้ายกับใครคนหนึ่งที่เขาเคยพานพบ ยิ่งจ้องมองรูปพรรณให้ดีแล้ว ไม่ว่าจะทั้งรูปร่าง หน้าตา บุคลิกก็ยิ่งคล้ายคลึงกับใครบางคนในสมัยเด็กที่เขาเคยรู้จัก

                “เป็นเองจริงๆด้วย” ในที่สุดน้ำตาแห่งความปลื้มปีติก็กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ เพราะบัดนี้ผู้รอดชีวิตในคืนนั้นได้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

***********************************

 

                ในที่สุดอ๊อตโต้ก็ได้สติหลังจากนอนพักผ่อนยาวนานหลายชั่วโมง เขาฟื้นขึ้นมาพร้อมกับบางอย่างที่เปลี่ยนไป ชายหนุ่มขยับเขยื้อนร่างกายด้วยด้วยท่าทางแปลกประหลาดชนิดที่ใครได้เห็นเป็นต้องขนลุก แขนขาแข็งทื่อเหมือนหุ่น คล้ายกับว่ามีบางอย่างสิงสู่อยู่ภายในซึ่งมันยังไม่คุ้นชินกับอวัยวะทั้ง 32

                น้ำลายยืดเหนียวไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานที่หิวโหย บางครั้งร่างของหนุ่มสกินเฮดก็กระตุกถี่ขึ้นมาเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต แววตาถมึงทึงที่เป็นสีแห่งความน่าเกลียดและน่ากลัวของเลือดนั้นค่อยๆถูกกลืนหายไป กลายเป็นดวงตาของมนุษย์ปรกติที่ซุกซ่อนปีศาจร้ายเอาไว้

                ผีป่ายึดครองร่างของชายหนุ่มซึ่งเป็นภาชนะชั้นดีได้อย่างง่ายดายเพราะจิตของผู้ถูกควบคุมไม่แข็งพอจะต่อต้าน ประจวบเหมาะกับที่ร่างกายของหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายอยู่ในช่วงอ่อนแอพอดี ซ้ำความหวาดกลัวของอ๊อตโต้นั้นได้ถาโถมเข้าสู่ก้นบึ้งของจิตใจ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงถูกพวกมันเพ่งเล็งเป็นคนแรก

                อันที่จริงองค์ประกอบหลักที่ทำให้ร่างของเขากลายเป็นภาชนะที่สมบูรณ์ไม่ใช่อื่นใดเลย มันคือซุปเห็ดแสนอร่อยที่เขาพึ่งรับประทานไปนั่นแหละ

**********โปรดติดตามตอนต่อไป***********


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
ฺBiggy_Nttk
2019-05-08 15:05:06

แงงงง กำลังลุ้นสนุกเลยยย 

#1

Samranjai
2019-05-08 21:06:31

เมื่อไรจะอัพอีกค่ะ รอมาสองอาทิตย์แล้วววววว ????????

#2

เท็ดดี้
2019-05-10 15:06:14

@Biggy_Nttk 

เดี๋ยวจะรีบอัพต่อให้รัวๆเลยจ้าาาาาาา

#3

เท็ดดี้
2019-05-10 15:08:11

@Samranjai

โทษทีครับผม เดี๋ยวพรุ่งนี้ลงตอนที่ 20 และตอนต่อๆไปจะไม่มีเล็ทแล้วครับ เกี่ยวก้อยสัญญาใจ

 

ปล.พอดีคอมพังครับ ต้องพิมทางมือถือแทน

#4