อัปเดตล่าสุด 2018-12-07 09:00:06

ตอนที่ 2 ตอนที่ 2 ใจกลางพายุ

                ท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว ฟ้าผ่าเสียงดังเปรี้ยงสนั่นไปทั่วผืนนภา ร่างกำยำของชายหนุ่มฝ่าสายฝนมาโดยมีประเป๋าสะพายลายพรางเป็นเครื่องบังศีรษะจากเม็ดฝน กางเกงยีนส์ที่ยังมีกลิ่นใหม่อยู่ถูกพับขาขึ้นเพราะไม่ต้องการให้น้ำสกปรกจากพื้นถนนเวลาย่ำเท้าหรือจากรถที่วิ่งสวนสาดน้ำเน่าจากท่อระบายน้ำที่เอ่อขึ้นมากระเด็นใส่

                ในที่สุด ขุนศึก ก็มาถึงเป็นคนสุดท้ายท่ามกลางกลุ่มเพื่อนร่วมงาน 5 คนที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ก่อนหน้า อันประกอบไปด้วย ตรัยภูมิ นาคิม ไอรีน เหมย และอ๊อตโต้ ทั้งหมดเหงื่อแตกพลั่กเพราะขนของจากชั้น 28 ลงมาขึ้นรถพึ่งเสร็จ

                มีรถตู้สีดำคันหนึ่งจอดเทียบข้างอยู่ริมฟุตบาท ชายวัยกลางคนผิวหยาบกร้านท่าทางเหมือนคนสูบบุหรี่จัดกำลังพี้ยาเส้นด้วยปากที่แห้งจนลอกเป็นขุย เขาคือคนขับรถรับจ้างที่ถูกเหมามาเพื่อพาพวกเขาไปส่งยังจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ แม้พวกผู้หญิงจะรู้สึกว่าไม่น่าไว้วางใจและมีจิตคุกคามต่อขาอ่อนของพวกเธออยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ต้องจำใจเพราะเสียเงินจ้างมาแล้ว

                “ช้ากว่าเวลานัดตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง นอนเพลินรึไง โทรไปก็ไม่รับ” ไอรีนกระแทกน้ำเสียงเล็กแหลม มีความไม่สบอารมณ์อยู่ในนั้น

                  เธอเกลียดการรอคอยที่สุด ขนาดบรรดาแฟนเก่ายังไม่เคยปล่อยให้รอนานเกิน 10 นาทีเลยสักครั้ง เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าหญิงสาวมักจะโวยวายเป็นผีบ้า มีอยู่ครั้งหนึ่งมีนัดกินข้าวกันที่โรงแรมแถวดุสิต แฟนเก่าคนล่าสุดมาเลทราวๆสิบนาทีเท่านั้นแหละ

                สามวันเต็มที่เธอไม่ยอมพูดกับเขาเลยสักคำ จนกระทั่งอีกฝ่ายต้องซื้อช็อคโกแล็ตสอดไส้อัลมอนด์ชุดใหญ่มาฝากเพื่อเป็นการไถ่โทษ ไอรีนจึงยอมคืนดีด้วย นี่คือความเอาแต่ใจเล็กๆน้อยๆของเธอแต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ชายหลายคน นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมปัจจุบันหญิงสาวเอาแต่ใจคนนี้ถึงได้โสดสนิท

                “โอ้ย จะบ่นอะไรนักหนาวะ รู้มั้ยว่าที่มาช้าเพราะอะไร เพราะต้องจอดรถไว้ที่สวนจตุจักรยังไงล่ะ บนถนนน่ะรถติดยาวเป็นหางว่าวเลย ไหนจะต้องเบียดกับคนนับร้อยบนรถไฟฟ้าใต้ดินอีก ทรมานชิบหาย” ขุนถอดเสื้อยีนส์ออกแล้วเอามาซับหน้า ก่อนบิดและสะบัดเต็มแรงเพื่อรีดเอาน้ำที่ขังอยู่ออกไป “ไอ้ฝนบ้านี่ก็มาจากไหนไม่รู้ หลงฤดูแล้วได้ใจใหญ่ ตกไม่ยอมหยุดอีก”

                “เสียเวลาชะมัด แกก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งแหละ” สาวลูกครึ่งบุ้ยปาก ทำท่าฟึดฟัดก่อนเดินขึ้นไปรอบนรถ “รออะไรอยู่ล่ะลุง สตาร์ทรถสิคะ”

                “เอ้า…รอด้วยสิ” เหมยใช้นิ้วเสยแว่นกลมๆบนดั้งก่อนขึ้นรถตามผู้เป็นเพื่อนไปติดๆ ส่วนตรัยทำหน้าเจื่อน มือกุมขมับ ทำท่าทางเหมือนซังกะตายกับลูกทีมสองคนนี้เต็มกลืน

                 “จะเปลี่ยนชุดก่อนมั้ย” ตรัยพูด

                 “ช่างเถอะ แค่ชื้นๆ” เขาตอบ ใบหน้าเจือปนอาการของคนสำนึกผิด

                “งั้นรีบไปกันดีกว่าก่อนที่รถจะติดไปมากกว่านี้ นี่วันหยุดยาวช่วงเทศกาลนะไม่ใช่หยุดสุดสัปดาห์” คิมเสนอ ก่อนแบกร่างอ้วนๆนำขึ้นไป อ๊อตโต้หันหน้าไปหาขุนแล้วทำสีหน้าระรื่นคล้ายคนดีใจสุดขีด เมื่อขุนเห็นแบบนั้นรู้เลยทันทีว่าตัวเองกำลังถูกลูบคมจึงปรี่เข้าไปหวังตบกบาลสักสองฉาด แต่ก็ไม่ทันเด็กฝึกงานที่ว่องไวยิ่งกว่าปลาไหล

                “กวนตีนได้ใจจริงๆนะไอ้อ๊อต” เขาอุทานไล่หลัง

 

                 9:00 นาฬิกาตรง

                เป้าหมายของทีมถ่ายทำสารคดีคือเดินทางไปยังตำบลโคกนางเลิ้ง จังหวัดหวัดนครราชสีมา โชคดีที่โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมาแล้วเสร็จเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ใช้เวลาเดินทางราวๆ 127 นาที ที่ระยะทาง 196 กม. ซึ่งประหยัดเวลากว่าเดิมอีกนับชั่วโมง ตัดผ่านพื้นที่สามจังหวัดตั้งแต่ อยุธยา สระบุรี และโคราช โดยเป้าหมายแรกของพวกเขาคือแวะทานข้าวกันก่อนที่อำเภอเมืองโคราช

                ทั้งหมดโดยสารอยู่บนรถตู้ที่ขับด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง โซเฟอร์รักษาเวลาได้ดี ดีเกินไปจนพวกผู้หญิงต้องปรามให้เขาลดความเร็วลงจากเดิมที่วิ่งอยู่ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยความที่ถนนลื่นและรถบนมอเตอร์เวย์ก็ค่อนข้างเยอะ การซอกแซกเต็มไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งพวกเธอยังจดจ่ออยู่กับอาการหวาดวิตกกับอุบัติเหตุที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

                สไตล์การขับรถของลุงโซเฟอร์นรกขัดกับคลื่น FM ที่เปิดฟังอยู่ในรถเป็นอย่างยิ่ง ความเร็วไม่เข้ากับเพลงยุค 70-80 ที่ชวนง่วงเลยสักนิด แถมพี่แกก็เล่นเปิดกระจกแล้วอัดบุหรี่ทุกๆ 15 นาที ทำให้กลิ่นตกค้างอยู่ในห้องเครื่องนั้นส่งผลให้ผู้โดยสารคนอื่นๆวิงเวียนศีรษะกันไปตามๆกันเว้นแต่ขุนศึกที่ชอบสูบเป็นต้นทุน ไม่นานลุงแกก็โดนไอรีนจอมโวยวายตวาดจนหูชา ชายวัยกลางคนทนไม่ไหวจึงยอมขอโทษขอโพยและสัญญาว่าขณะขับรถจะไม่สูบอีกเพื่อรักษาแก้วหูตัวเองไว้

                ตรัยภูมิยิ้มน้อยๆพลางคิดในใจว่า บางครั้งความเอาแต่ใจของไอรีนก็เป็นประโยชน์ เพราะเขาก็ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ที่มีสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด และมีมากถึง 42 ชนิด ที่เป็นสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกัน แต่ด้วยความขี้เกรงใจจึงทำให้ตัวเองยอมทนนั่งดมดีกว่าพูดออกไปตรงๆจนทำให้มองหน้ากันไม่ติด แต่ครั้งนี้ก็เป็นการเสียมารยาทจริงๆ เขากะว่าถ้าไอรีนไม่โพล่งออกไปเสียก่อน ตัวเองก็คงกะจะกล่าวตักเตือนออกไปเหมือนกัน

 

 

                ครึ่งชั่วโมงถัดมาการจราจรคล่องตัวขึ้น ฝนซาลงกว่าเดิมเล็กน้อย บรรยากาศเต็มไปด้วยความขมุกขมัวและทึมทึบไม่เหมาะแก่การทำงานนอกสถานที่เลยสักนิด เหมาะกับการซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆแล้วนอนหลับพักผ่อนแบบลืมวันลืมคืนเสียมากกว่า ต่างกับกลุ่มนักเดินทางขณะนี้ที่นั่งทำกิจกรรมของตัวเองโดยไม่ได้ให้ความสนใจกับแวดล้อมรอบข้างเลย

                ขุนอยู่ในโลกส่วนตัวโดยการฟังเพลงร็อกจาก Jook Music เร่งโวลลุ่มเกือบสุดจนแทบไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง ตรัยแง้มผ้าม่านมองผ่านกระจกรถด้านข้างเพื่อดูวิวและคิดอะไรเพลินๆอยู่ในหัว สองสาวนั่งซุบซิบข่าวใต้เตียงดาราและถกเถียงเกี่ยวกับอะไรสักอย่างบนหน้าฟีดข่าว Facebook ส่วนคิมนั่งหลับน้ำลายยืดเลอะเสื้อคอกลมสีขาวเป็นคราบเหนียวจนอ๊อตโต้อดใจไม่ไหว แอบบันทึกวีดีโอเก็บเอาไว้ เขาโดนแกล้งมาเยอะและในที่สุดก็ได้จังหวะเอาคืนสักที

                “พวกเอ็งไปทำอะไรกันเหรอ” ชายวัยกลางคนลั่นเสียงแหบพร่าฝ่าความเงียบ

                “ไปถ่ายทำสารคดีน่ะลุง” ปากอ๊อตโต้พูด มือก็ถ่ายคลิปรุ่นพี่คิมอย่างเพลิดเพลิน

                “ที่โคกนางเลิ้งมีอะไร” เขาถามอีก

                “ไม่ใช่ครับ พวกเราไปดงพญาเย็นต่างหาก” ครั้งนี้ตรัยที่นั่งอยู่หลังคนขับเป็นคนสรุปให้

               “อ้อ…แล้วเคยได้ยินตำนานดงพญาไฟมาก่อนมั้ย” ชายวัยกลางคนหรี่เพลงลง เริ่มให้ความสนใจกับคู่สนทนาเมื่อรู้ว่าพวกเขากำลังเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งเมื่อครั้งก่อนมีตำนานเล่าขานมากมาย

                “ก็พอรู้ครับ พวกเราต้องศึกษาข้อมูลก่อนออกกองเสมอ” ตรัยพูด มือหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าที่วางอยู่บนพื้น มันคือเครื่องบันทึกเสียงดิจิตอลแบบพกพา เขากดบันทึกก่อนวางมันลงบนช่องเก็บของข้างๆคนขับ

                “แล้วลุงพอจะเล่าให้ฟังได้มั้ย ทุกเรื่องที่ลุงรู้”

                “ข้าไม่รับประกันหรอกนะว่ามันเท็จจริงแค่ไหน แต่พ่อข้าเคยเป็นพรานชายแดนไทย-พม่ามาก่อน คลุกคลีกับกลุ่มเพื่อนที่เป็นนายพรานจากทั่วทุกสารทิศ หนึ่งในนั้นคือพรานจากดงพญาไฟ ทุกครั้งเวลานั่งล้อมรอบกองไฟกับพรานคนอื่น แกมักจะมีเรื่องพูดคุยกันตลอด แล้วก็มักจะกลับมาเล่าให้ข้าฟังสมัยยังเด็กเสมอ” ลุงหมอน โซเฟอร์วัยกลางคนเปิดประเด็นจนทำเอาคนอื่นๆเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น เงี่ยหูฟังกันเป็นแถว

                “ว่าแต่ ระหว่างเล่าข้าขอจุดบุหรี่สูบได้มั้ย คันคอจะแย่อยู่แล้ว”  เขาอ้อนวอน

                        “ไม่ได้” เสียงเล็กแหลมที่รู้กันดีว่าใครเป็นเจ้าของตวาดสวนมาจากด้านหลัง เธอยังยืนยันคำเดิม

                        “ได้ งั้นข้าก็ไม่เล่า” เขาไม่ง้อ กลับเร่งโวลลุ่มเพลงรุ่นพ่อดังขึ้นอีกครั้ง

                        ตรัยยกมือปรามไอรีนก่อนพูดแย้งขึ้น “แค่มวนเดียวนะลุง”

                        “เชอะ พี่ตรัยก็อีกคน”

                        “แบบนี้ค่อยคุยกันง่ายหน่อย” ลุงฉีกยิ้มเผยให้เห็นฟันหลอสองซี่ด้านหน้า

                บางทีตรัยก็ไม่รู้ว่าตกลงใครเป็นนายจ้างใครเป็นลูกจ้างกันแน่ แต่ก็เอาเหอะ นี่คงเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่เขาจะจ้างโซเฟอร์รายนี้ แค่จำชื่อและทะเบียนรถเอาไว้ให้แม่นยำก็พอ แล้วหลังจากเสร็จภารกิจก็แค่โทรรายงานความประพฤติกับบริษัทต้นสังกัดก็แค่นั้น ไม่รู้ว่าลุงแกจะทันสำนึกได้ก่อนหรือเป็นถุงลมโป่งพองตายแล้วไปสำนึกได้ในนรกกันนะ

                เขาเปิดกระจกรถจนสุด มีเสียง แชะ แชะ ดังขึ้นในเวลาต่อมา

                ซี๊ดดดด ฟู่……. ควันสีเทาคลอยฟุ้งในอากาศ แต่ก็สลายไปอย่างรวดเร็วเพราะกระแสลมภายนอก

                “พ่อข้าเคยเล่าให้ฟังว่า ดงพญาไฟคือชื่อเรียกของป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ไพศาล มันคั่นกลางระหว่างที่ราบลุ่มภาคกลางกับที่ราบสูงภาคอีสานนั่นก็คือเทือกเขาพนมดงรัก โดยจุดกำเนิดชื่อของดงพญาไฟนั้นตามตำนานเล่าว่า ขุนบรมราชา ท่านได้สร้างเมืองขวางทะบุรีและประกาศกร้าวห้ามมิให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในวันพระ ประชาชนจึงอยู่กันด้วยกันอย่างร่มเย็นเป็นสุขมาโดยตลอด แต่แล้วผู้ครองเมืองขวางทะบุรีองค์หนึ่งมีนิสัยชอบรุกรานผู้อื่นและฆ่าสัตว์ เมื่อพระยาแถน* ทรงทราบเรื่องจึงส่งงูร้ายไปทำอันตรายเหล่าประชาชนรวมทั้งผู้ครองเมืองต่างก็เจ็บป่วยล้มตายกันหมด”

                ชายวัยกลางคนพักหายใจครู่หนึ่งแล้วอัดบุหรี่ส่วนที่เหลือ ทุกคนในรถเงียบกริบ ต่างตั้งใจฟังสิ่งที่ลุงโซเฟอร์ถ่ายทอดประสบการณ์ของบิดาตนในอดีต เว้นแต่ขุนศึกที่ยังคงนอนฟังเพลงร็อกอย่างมีความสุข

                “แต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว เพราะเหลือราชธิดาอีกองค์หนึ่งชื่อ กลองศรี ซึ่งถูกซ่อนตัวไว้ในกลอง เมื่อโพธิสัตว์เสวยพระชาติมาเป็นมานพหนุ่มชื่อคัทธกุมารและได้ท่องเที่ยวไปกับทหารคู่ใจสองคน ชื่อนายชายไม้ร้อยกอ และนายชายเกวียนร้อยเล่ม เมื่อทั้งสามเดินทางมาถึงเมืองขวางทะบุรีก็เห็นเป็นเมืองร้างไร้ผู้คน พวกเขาพบกลองใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เลยลองตีดู จึงทราบทราบว่ามีคนอยู่ภายใน คัทธกุมารใช้พระขรรค์ผ่าแล้วนำราชธิดากองศรีออกมาสอบถามเรื่องราว นางก็เล่าให้ฟังว่า ถ้าผู้ใดจุดไฟให้มีแสงสว่างและมีควันขึ้นไปบนท้องฟ้า งูร้ายฝูงใหญ่ก็จะปรากฏตัวออกมาทำอันตราย”

                ชายวัยกลางคนพักหายใจอีกครั้ง ก่อนบรรจงสูบบุหรี่ส่วนที่คีบอยู่ระหว่างนิ้วที่เหลือเพียงน้อยนิดจนหมดและดีดทิ้งไปบนพื้นถนน “เผาปอดนี่มันดีเหลือเกิน”

                “เล่าต่อสิลุง อย่าลีลา คนอื่นเขารออยู่” อ๊อตโต้ตั้งหน้าตั้งตาฟังไม่ต่างกับเด็กไร้เดียงสาที่รอให้ผู้ปกครองอ่านนิทานก่อนนอนให้ฟัง

                “เออ…แล้วพวกเอ็งเชื่อมั้ยว่าคัทธกุมารและทหารทั้งสองไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใดเลย พวกเขาเก็บฟืนมากองไว้แล้วจุดไฟเผาเป็นควันขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อพระยาแถนทราบว่ายังมีคนอยู่ในเมืองขวางทะบุรีจึงปล่อยฝูงงูมาทำร้าย แต่ท่านทรงคาดคะเนฝีมือพลาดไป คัทธกุมารและทหารคู่ใจสังหารงูตายหมดสิ้น หลังจากนั้นคัทธกุมารก็ชุบชีวิตพระยาขวางทะบุรีพร้อมมเหสีและไพร่บ้านพลเมืองให้ฟื้นคืนชีวิตดังเดิม ส่วนกระดูกของเหล่างูร้ายก็เสกให้เป็นสายน้ำพัดพาออกไปนอกเมืองรวมกันเป็นกองใหญ่เกิดเป็นภูเขาเรียกว่า ภูหอ หรือ ภูโฮง บริเวณกองไฟใหญ่ที่จุดเผาล่อให้งูปรากฏกายนั้นภายหลังเป็นป่าชัฏ เรียกว่า ดงพญาไฟ เมืองขวางทะบุรีนั้นก็มีนามเรียกว่า เมืองนคร”

                “แจ่มเลยลุง มีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ” อ๊อตโต้ตื่นตาตื่นใจ “นี่พวกเรากำลังจะได้ไปเมืองขวางทะบุรีในตำนานเหรอเนี่ย”

                “มันก็แค่เรื่องเล่าต่อกันมาน่ะ” ไอรีนแสดงความเห็น เสียงเธอปลุกคิมที่นอนยังไม่เต็มอิ่มให้ตื่นขึ้นอย่างไม่เต็มใจ

                “พวกนายคุยอะไรกันอยู่เหรอ ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า” หนุ่มอ้วนที่กำลังสะลึมสะลือถามด้วยความอยากรู้ แต่ไม่มีใครสนใจที่จะตอบเลยสักคน

                “ขอบคุณครับลุง นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ผมไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน” ตรัยกดหยุดเครื่องบันทึกเสียงและเก็บมันใส่กระเป๋าดังเดิม

                “อย่าคิดมาก แลกกับการได้อัดนิโคตินเข้าร่างกายมันก็คุ้มค่าแล้ว” ชายวัยกลางคนหัวเราะลั่นก่อนไอค่อกแค่กเพราะไอ้สิ่งที่เขาคิดว่ามันคุ้มค่าเนี่ยแหละ

                อย่างไรก็ตามเรื่องเล่านี้ทำให้ตรัยหวนนึกถึงข้อมูลในแฟ้มที่สืบค้นมา มันได้บอกเอาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า ดงพญาไฟ สมัยก่อนนั้นเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิดตลอดไปจนถึงเรื่องของภูตผีปีศาจและอาถรรพณ์ลึกลับมากมาย และที่น่ากลัวที่สุดก็คือไข้ป่าหรืออีกชื่อก็คือไข้มาลาเรีย

                ผู้คนที่จำเป็นต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้รู้ซึ้งถึงความน่าหวาดกลัวเป็นอย่างดี จำเป็นต้องพักแรมถึง 2 คืนจึงจะผ่านพ้นดงพญาเย็นไปได้ และจะต้องมีการจัดเปลี่ยนเวรยามสลับกันตลอดในทุกๆคืน ระหว่างเฝ้ายามก็จะต้องคอยดูกองไฟ เติมเชื้อเพลิงอยู่ไม่ขาดให้ไฟลุกโชนเสมอ แต่ถ้าเมื่อใดเข้าสู่ห้วงนิทรา กองไฟดับมอด เสือโคร่งและสัตว์ป่าหิวกระหายก็จะออกมาลากเอาไปกินที่ลำห้วย

                ระหว่างที่ตรัยหวนคิดก็เป็นเวลาเดียวกับที่คณะเดินทางเข้าสู่โคราชเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับสายฝนที่โหมกระหน่ำยิ่งขึ้นโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงแต่อย่างใด คล้ายกับเป็นการเตือนอ้อมๆกับเหล่านักถ่ายทำสารคดีว่า

                พวกเขากำลังเดินทางเข้าสู่ใจกลางของพายุ

               

               

---------------------------------------โปรดติดตามตอนต่อไปทุกวันศุกร์ ------------------------------------------

 

*ข้อมูลที่มาของต้นกำเนิดชื่อเรียก ดงพญาไฟ www.esan108.com (เว็บไซต์ อีสานร้อยแปด)

*เสวยพระชาติ ใช้แก่พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเกิดเป็นพระโพธิสัตว์

*พระยาแถน เทวดา


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
โชค
2018-12-11 23:21:32

ชอบส่วนที่เป็นเรื่องเล่าตำนาน น่าสนใจมาก

#1

เท็ดดี้
2018-12-12 12:44:00

ขอบคุณที่ติดตามนะครับคุณโชค

#2