อัปเดตล่าสุด 2019-05-19 00:49:28

ตอนที่ 21 ตอนที่ 21 ประจันหน้า

         เบื้องหน้าของตรัยภูมิและคำเมี่ยงปรากฏร่างของหนุ่มหัวสกินเฮดค่อยๆเดินก้มหน้างุดฝ่าความมืดทมึนออกมาจากหมู่บ้าน ตรัยภูมิแน่ใจแจ่มแจ้งว่าเขาคืออ๊อตโต้ รุ่นน้องของตนที่กำลังป่วยอยู่ ในใจคิดว่าคงหายดีแล้วจึงสามารถเดินได้อย่างคนปรกติ แต่อีกใจก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหายจากอาการป่วยจริงๆและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ทำไมถึงกล้าเดินออกมากลางป่าดงดิบในยามวิกาลเช่นนี้

           มีอะไรน่าพิสมัยอย่างนั้นหรือ…

            ทว่าหลังจากร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้จนเห็นชัดเจน ตรัยภูมิชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าชายเบื้องหน้าใช่อ๊อตโต้จริงรึเปล่า เขากระพริบตาถี่ขึ้นเมื่อเห็นบุคลิกท่าทางของเด็กฝึกงานแปลกไป มันคล้ายคลึงกับตอนนั้น ตอนที่เขาเข้าไปเห็นอ๊อตโต้กำลังใช้ศีรษะโขกเข้ากับหินย้อยภายในถ้ำ

            “มันไม่ใช่มนุษย์ ดูดวงตานั่นสิ” คำเมี่ยงกัดฟันกรอด ขมวดคิ้วยุ่ง ไม่มีที่ไหนปลอดภัยจริงๆแม้ในเงามืด “อย่าส่งเสียงล่ะ”

             อ๊อตโต้ท่าทางเกือบเหมือนคนปรกติทุกอย่าง ที่ต่างออกไปก็คือแววตาแดงก่ำประหนึ่งอัญมณีโกเมน คล้ายกับว่ามันเรืองแสงน้อยๆได้ในที่มืด ท่วงท่าในการเดินนั้นแข็งทื่อเสมือนผาหิน ปรกติแล้วมนุษย์จะต้องใช้มือแกว่งไกวไปมาขณะเดิน ทว่าชายหนุ่มกลับเก็บมันแนบลำตัว

               เขาหายใจฟืดฟาดตลอดเวลา บางคราก็หยุดชะงักเอากลางคันเหมือนมันพยายามใช้จมูกในการค้นหากลิ่นแปลกปลอมที่บังเอิญโชยเตะ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ไม่สามารถบกบ่องความรู้สึกใดๆได้ นั่นทำให้ตรัยภูมิเชื่อสนิทใจต่อคำพูดของคำเมี่ยงโดยไม่มีข้อกังขา

                “มันไม่ใช่มนุษย์ แต่มีปีศาจสิงสู่อยู่ภายใน” คำเมี่ยงวิเคราะห์เหมือนเคยเห็นคนลักษณะท่าทางอย่างนี้มาหลายคราจนเพียงแค่แวบแรกที่สัมผัสก็สามารถมองออกได้อย่างทะลุปุโปร่ง

                 “เขาจะไปไหนครับ” ตรัยมีสีหน้ากังวล เมื่อเห็นน้องชายที่สนิทชิดเชื้อดูท่าทางพิลึกคล้ายกับว่าเขาไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน

                 “ออกล่ายังไงล่ะ ส่วนใหญ่พวกมันมักหากินตอนกลางคืน” เขาตีหน้าขรึมจัด กวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อตรวจสอบว่ามันมีมากกว่าหนึ่งตนหรือไม่ เพราะหากเป็นอย่างที่คาดคะเนแล้วล่ะก็ คงเป็นไปได้ยากที่จะรับมือพวกผีป่าที่ปรากฏกายมากกว่าสอง 

                  แล้วจู่ๆร่างของอ๊อตโต้ก็หยุดนิ่ง จมูกสูดดมฟึดฟัดเป็นเชิงบอกว่ามันกำลังตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่คิดว่าน่าจะเป็นอาหารสำหรับมื้อค่ำในวันนี้ได้ แล้วมันจ้องตาถลนมาทางที่ทั้งสองหลบอยู่ในเงามืด กลิ่นสาปมนุษย์ยังคงหลงเหลือแม้เจือจาง

                   ตรัยขนลุกเกรียว ขณะคนมีสติครบถ้วนข้างๆออกคำสั่ง “ดื่มนี่เร็ว”

                   เหล้าแดงที่เหลืออยู่ก้นขวดอาจเพียงพอหรือไม่เพียงพอก็ได้สำหรับโอกาสรอดชีวิต ตรัยตัดสินใจง่ายกว่าเดิมทั้งๆที่เขาลังเลมาตลอดหากต้องดื่มมัน

                   อึก….อึก….

                   เขากลืนเหล้าที่เหลือลงคอรวดเดียวหมดตามคำสั่งที่ได้รับ เมื่อกลิ่นสะอาดของแอลกอฮอล์ขับผ่านลมหายใจและรูขุมขน หลังจากนั้นไม่นานดูเหมือนเป้าหมายของมันก็เปลี่ยนไป สายตาแข็งกร้าวจดจ้องบริเวณคอกวัวที่ล้อมรั้วไว้เป็นปศุสัตว์ขนาดย่อม มีวัวแม่พันธุ์หลายตัวอยู่ในนั้น คล้ายกับว่าเป็นสถานที่สำหรับเพาะพันธุ์เป็นอาหาร

                    “นั่นเขากำลังจะทำอะไร” ความตื่นตระหนกปรากฏขึ้นในแววตาของตรัยภูมิ

                    “เอ็งคิดว่าไงล่ะ….ที่นี่มีวัวเจ้าเนื้อหลายตัว แต่ชาวบ้านแทบไม่เคยได้สัมผัสรสชาติของมันเลย” คำเมี่ยงขยับปีกหมวกคาวบอยทรงสูง คำพูดของชายวัยสามสิบกลางๆทิ้งปริศนาเอาไว้ 

                     “งั้นก็แปลว่า….” หัวหน้ากองถ่ายสารคดีหันไปมองร่างเล็กๆที่กำลังเดินดุ่มๆเข้าไปหาฝูงวัว

                     “ใช่! นี่คือหนึ่งในเครื่องบรรณาการของพวกมัน ยังไม่รวมไก่ในเล้าข้างหลังเราอีก”

                      เดิมทีชาวภูก๋อยเลี้ยงโคเนื้อเพื่อเป็นผลผลิตหลักให้กับพวกผีป่า มันคือเครื่องบรรณาการชั้นเยี่ยมที่ทำให้พวกมันพึงพอใจและมีอาหารกินไปอีกนานแรมเดือน โดยพวกผีป่าสี่ตนต่อวัวหนึ่งตัวในระยะเวลาสามสิบวัน แม้ว่าวัวที่ถูกกัดทึ้งจะกลายเป็นศพและเน่าเหม็นเพียงใด ก็ยังกลายเป็นอาหารอันโอชะสำหรับพวกมันได้อยู่ดี ยิ่งกลายเป็นซากเปื่อย กลิ่นคาวคละคลุ้ง แมลงตอมหึ่ง น้ำเหลืองไหลเยิ้มนองถ้วนหน้า นั่นยิ่งทำให้รสชาติถูกปากมันทวีคูณ

                        แต่ทว่าแม่พันธุ์สามารถให้ลูกได้ปีละหนึ่งถึงสองตัว แถมการเลี้ยงดูยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก  ความผิดพลาดที่โคจะเกิดมาแล้วไม่แคระแกรนล้วนต้องการแม่พันธุ์ที่ดี นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมพักหลังๆพวกผีป่าจึงหิวโหยและหันไปกินแม่พันธุ์เสียเอง แถมยังแหกกฎพันธสัญญาที่เคยทำไว้กับพ่อเฒ่าเมื่อครั้งก่อน ที่ตกลงกันไว้ว่า หากพวกมันไม่ทำร้ายครอบครัวของเขา เขาก็จะให้มันได้มีกินเช่นกัน แม้ต้องยอมแลกกับการต้องมอมเมาคนทั้งหมู่บ้านก็ตาม

               อ๊อตโต้ฉีกพังพืดของวัวเคราะห์ร้ายด้วยปากหลังจากสังหารมันที่คอด้วยกรงเล็บ หน้าที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทุกส่วนในร่างกายให้ยึดติดกันเป็นมัดๆกำลังถูกบดขยี้ด้วยซี่ฟันอันแหลมคม เลือดเยิ้มยืดติดปากกลับไปทุกครั้งที่มันชูคอขึ้น หลังจากนั้นพังผืดที่ห้อหุ้มกระดูกทั่วสรรพางค์กายก็ค่อยๆถูกมันสวาปามทีละส่วน

                 เคร้ง!......

                มันหันขวับทันควันเมื่อเสียงเท้ากระทบขวดแก้วดังขึ้น ความสะเพร่าของตรัยภูมิกำลังทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า เสียงนั้นส่งผลให้ไก่ตื่นตูมต่างพากันตื่นตระหนก ร้องส่งเสียงชั่วครู่ก่อนหวนเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง

                  ก๋อย….ก๋อยๆ….ก๋อยๆๆ

                  “ซวยแล้ว” ตรัยหน้าถอดสี เขาไม่ต้องการส่งเสียงดังพอๆกับที่นายพรานไม่ต้องการนั่นแหละ ทว่าขณะกำลังเดินออกนอกอาณาเขตบริเวณเพื่อหลบไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยยิ่งกว่า ดันไปเจอเข้าไปขวดแก้วที่อยู่ผิดที่ผิดทางไปหน่อย

                   แม้ทั้งคู่จะหลบอยู่ในเงามืดทมึนของร่มไม้ ทว่าดวงตาสีโกเมนนั้นกลับเพ่งเล็งไปหาเหมือนกับว่าบัดนี้มันได้มองเห็นพวกเขาแล้ว หรือไม่แน่ว่าบางทีเสียงที่มันได้ยินอาจทำให้รู้ตำแหน่งของผู้ที่กำลังลอบหนีก็เป็นได้

                    ฟุบ…

                    มันทิ้งซากแม่วัวก่อนกระโดดโหยงลับหายไปในความมืดของต้นไม้ คำเมี่ยงและตรัยต่างระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับนายพรานที่หยิบมีดสั้นขึ้นมาอยู่ในท่วงท่าพร้อมรับมือต่างกับคนข้างๆที่ไม่มีอาวุธอะไรเลยนอกจากกระบอกไฟฉาย

                    เงาวับของคมมีดสะท้อนแสงจันทร์กลมโต มันพร้อมปักลงบนร่างของอะไรก็ตามที่ทะลึ่งพรวดเข้ามาหา โดยเฉพาะกับร่างของอ๊อตโต้ เด็กฝึกงานคนโปรดของตรัยภูมิ

                   “คุณจะทำไร” ตรัยมองตาขวาง “เก็บมันไปเถอะครับ ผมขอร้อง”

                   “ทำแบบนั้นเราก็ได้ตายกันหมดสิวะ” พรานเดือดดาล อันที่จริงเขาต้องการใช้ลูกตะกั่วระเบิดสมองมันด้วยซ้ำ หากแต่ว่าเสียงดังสนั่นนั้นเป็นตัวเชื้อเชิญผีป่าตนอื่นให้มาหา เขาจึงเลือกที่จะเก็บทั้งลูกซองลำโปรดและปืนสั้นคู่กายเอาไว้ก่อน แล้วหันมาใช้ของมีคมที่มีเพียงแค่เสียงเฉือนแทงแทน

                  “แต่น้องผมจะตาย” แม้จิตวิญญาณจะเป็นผี แต่กายยังคงเป็นของมนุษย์ จะมีประโยชน์อะไรหากสามารถกำจัดสิ่งชั่วร้ายออกไปได้แต่ร่างกายกลับไร้ลมหายใจ ตรัยภูมิไม่ต้องการแบบนั้น มันต้องมีวิธีอื่นที่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย ยุติธรรมสำหรับเขาและอ๊อตโต้

                  ส่วนความยุติธรรมของพรานคำเมี่ยงนั้นคือการมอบความตายให้กับอ๊อตโต้ เพราะเขารู้ดีว่าหากไม่ชิงฆ่ามันเสียก่อน เราเองนี่แหละที่จะเป็นฝ่ายถูกฆ่าเสียเอง ตรัยภูมิยังละอ่อนนักถึงคิดอะไรตื้นๆได้แค่นี้ ต่างจากคำเมี่ยงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เขารู้ดีว่าอะไรควรและไม่ควรยืดหยุ่น

                   “น้องเอ็งได้ตายไปตั้งแต่ปล่อยให้มันสิงสู่ร่างอย่างสมบูรณ์แล้ว”

                    ขณะที่ทั้งคู่กำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น มันก็พุ่งพรวดออกมาจากทิศทางที่ตรัยและคำเมี่ยงไม่สามารถตั้งตัวได้ทันพร้อมกับกรงเล็บแหลมคมที่พร้อมจะพรากเอาวิญญาณของพวกเขาไปสู่ปรโลก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น