อัปเดตล่าสุด 2018-12-13 23:36:18

ตอนที่ 3 ตอนที่ 3 ชุมชนโคกนางเลิ้ง

                หลังจากทีมงานเดินทางเข้าสู่โคราช จังหวัดที่มีขอบเขตกว้างขวางที่สุดและมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ นั่นทำให้พวกเขาอดตื่นเต้นไปเสียไม่ได้ เพราะมันแออัดไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่แห่กันเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่กันอย่างคับคั่ง

                ต่างกับพวกเขาที่เลือกสถานที่ได้ผิดแผกจากชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่แล้วนักเดินทางมักไปชมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ไม่ก็พวกโซนสวนน้ำหรือพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง แล้วจบด้วยการพักผ่อนที่รีสอร์ทในช่วงพลบค่ำ

                แต่ก็เข้าใจว่าการมาเยือนของทีมถ่ายทำสารคดีครั้งนี้ส่วนหนึ่งคือการทำงาน จึงจำเป็นต้องเดินทางเข้าป่าลึก แถมยังห่างไกลจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากผจญกับความยากลำบากหรอก

                อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครส่งเสียงบ่นนอกจากไอรีนผู้รันทด ต้องหอบเอาตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาแทนที่จะได้เสวยสุขอยู่บนฟูกนุ่มๆที่คอนโดหรือไปเดินตากแอร์เย็นๆแล้วช้อปปิ้งอย่างสบายใจที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางสุขุมวิท ซึ่งเธอจะตัดสินใจเลือกแบบนั้นก็ได้ แต่มันก็จะส่งผลกับโบนัสและผลประเมินปลายปีจาก ผู้อำนวยการไพโรจน์ผู้เข้มงวดเช่นกัน เพราะฉะนั้นลมอะไรไม่ต้องหอบ เธอก็เต็มใจมาอยู่แล้ว

                ส่วนคนที่เหลือรู้สึกเต็มตื้นกันถ้วนหน้าที่จะได้เข้าป่าใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้เที่ยวในที่ที่ไม่เคยมา ยิ่งได้ฟังตำนานจากปากของลุงหมอนก็ยิ่งทำให้กระตือรือร้นมากขึ้นเป็นสองเท่า อยากสัมผัสบรรยากาศและลงพื้นที่จริง สูดดมกลิ่นดิน กลิ่นพืชสีเขียวและกลิ่นลำธาร เพลิดเพลินกับเสียงนกและสัตว์นานาชนิดบนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์

                คนออกอาการมากสุดคืออ๊อตโต้ที่ระริกระรี้เหมือนตอนแม่พาไปเที่ยวสวนสัตว์ครั้งแรก ส่วนคนที่เฉื่อยชาที่สุดคงหนีไม่พ้นขุนศึกที่ยังคงเพลิดเพลินไปกับการเลื่อนหน้าฟีด Youtube เพื่อหาอะไรดูฆ่าเวลาระหว่างเดินทาง

                ส่วนคนอื่นเริ่มเหนื่อยล้ากับการนั่งรถเป็นเวลานาน ต่างคนต่างบิดขี้เกียจ คิมเอาผ้าเย็นที่แช่ในลังน้ำแข็งลูบคอและโป๊ะหน้าผาก ตรัยบรีฟงานกับเหมยซึ่งเป็นพิธีกรหลักในการถ่ายทำครั้งนี้ ส่วนอ๊อตโต้พึ่งจะได้นั่งนิ่งในรอบหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา เขากอดอกและโงกไปมาทำท่าเหมือนจะหลับกลางอากาศ จะว่าไปไอรีนก็มีสถานะไม่ต่างจากหนุ่มหัวเกรียนเท่าไหร่นัก

                ขณะนี้เป็นเวลาบ่ายโมงตรง ฝนจากที่ตกลงมาราวกับห่าพายุ บัดนี้หลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของมัน  สวนทางกับมวลเมฆที่ยังคงอึมครึมบดบังทัศนียภาพรอบด้านไม่ยอมเผยให้เห็นแสงแดดจากดวงอาทิตย์ง่ายๆ

                ทั้งหมดกำลังเดินทางเข้าสู่ชุมชนโคกนางเลิ้งโดยไม่เร่งรีบ เนื่องจากรถจากที่หนาตาในตอนแรกเริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด การเดินทางบนท้องถนนจึงคล่องตัว ยิ่งเข้าสู่ชานเมืองมากเท่าไหร่ปริมาณประชากรก็ยิ่งลดลง ซ้ำพวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่ตำบลชนบทผ่านรอยต่อระหว่างอำเภอที่ยาวที่สุดของตัวจังหวัด รถสวนทางจึงมีให้เห็นน้อยคัน บ้านเรือนก็มีให้เห็นเฉลี่ยประมาณ 500 เมตร/หลัง

                ราวๆยี่สิบนาทีถัดมา โซเฟอร์ก็พาผู้โดยสารเข้าสู่เขตตำบลโคกนางเลิ้งสำเร็จโดยไม่ได้จุดบุหรี่สูบเลยสักมวน นับตั้งแต่เขาเล่าตำนานดงพญาไฟจบ สองข้างทางเต็มไปด้วยผืนนาทอดยาวสุดสายตา บางครั้งก็เห็นกอหญ้ารกขึ้นสูงเป็นระยะ สลับกับดินที่เปรียบเสมือนแกรนด์แคนยอน  

                “แถวนี้วังเวงจังแฮะ” คิมเปิดประเด็น มือแง้มม่าน สายตาสอดส่องผ่านช่องหน้าต่าง

                “ต่างจังหวัดก็แบบนี้แหละ” ลุงหมอนเกริ่นนำ “อย่างว่าล่ะนะ…พวกเอ็งอยู่แต่กรุงเทพ เห็นแค่ตึกสูงเบียดเสียดกัน สูดแต่กลิ่นควันรถเน่าๆ คงไม่ค่อยได้ออกมาเปิดหูเปิดตาสู่โลกภายนอกเท่าไหร่ จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจก็คงไม่ผิด”

                “โหยลุง จะบอกให้ว่าสำนักงานใหญ่เราอยู่ที่กรุงเทพฯก็จริง แต่งานของพวกเราคือการลงพื้นที่ต่างๆเพื่อถ่ายทำสารคดีนะ ฉะนั้นสองปีที่ผ่านมานี้เราไปมาทั่วหมดแล้ว” คิมแก้หน้าให้กับตัวเองและเพื่อนๆในทีม แม้ว่าตรัยจะเงื้อมือเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องไปสนใจก็ตาม

                ระหว่างที่กำลังถกเถียงกันนั้น เสียงจากข้างหลังก็ดึงความสนใจของทุกคน

                “ดูนั่นสิ ข้างถนน” เหมยใช้นิ้วดันแว่นเล็กน้อย มือชี้ไปยังป้ายบอกทางสีเขียวที่เด่นตระหง่านไปด้วยสนิมในสภาพบิดงอ ในนั้นปรากฏชื่อสถานที่ที่บ่งบอกว่าพวกเขาได้เดินทางมาถึงแล้ว

                ตำบลโคกนางเลิ้ง   

                ชายวัยกลางคนกดปิดโปรแกรมระบุตำแหน่ง GPS ทันทีเมื่อทราบว่าตนถึงที่หมายแล้ว เทคโนโลยียุคปัจจุบันช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คนขับรถได้เยอะต่างจากเมื่อก่อนที่ต้องกางแผนที่และอาศัยการคาดเดา ปกติแล้วหากเป็นเส้นทางคุ้นเคยเขาไม่จำเป็นต้องใช้มัน แต่ที่ลุงหมอนต้องเปิดเอาไว้ก็เพราะว่าเขาพึ่งเคยมาเยือนโคกนางเลิ้งแห่งนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน

                “โอ้ย! อยากจะบ้าตาย รถพึ่งล้างมานะคนที่อยู่หลังพวงมาลัยหัวเสียเมื่อเห็นสภาพเส้นทางที่ต้องไปต่อ

                ถนนตัดเข้าสู่ตำบลเป็นดินลูกรังเปียกลื่นไม่เหมาะแก่การสัญจร มีหลุมบ่อโคลนที่ขังไปด้วยน้ำหลังจากฝนตกใหม่ๆ แน่นอนว่าลุงหมอนจะต้องไม่เห็นควรด้วยเป็นแน่ หากต้องพาลูกรักผ่านเส้นทางที่เปรียบเสมือนนรกของคนรักรถแห่งนี้ แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงลูกจ้างก็ตามที

                เขารู้ดีว่าหากทิ้งคราบโคลนไว้นานโดยไม่ล้างจะเป็นตัวการทำให้สีผิวรถเสื่อม รวมทั้งอาจทำให้สารเคมีที่ติดอยู่ในโคลนซึมลึกเป็นอันตรายต่อสีรถจนเกิดเป็นรอยด่างได้

                “พวกเองเดินเอาหน่อยได้มั้ย” ชายวัยกลางคนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรออกมา นั่นทำให้เขากลายเป็นศัตรูกับคนทั้งรถได้ง่ายๆเชียวนะ

                “จะบ้าเหรอลุง ทางเละขนาดนี้ แถมของก็เต็มรถไปหมดจะแบกไปยังไงไหว” คิมชะโงกหน้าออกไปดู ประเมินเส้นทางข้างหน้าและอุปกรณ์ถ่ายทำบนรถ

                “แบบนี้มันผิดข้อตกลงนะครับลุง พวกเรายังไม่ถึงที่หมายเลย” ตรัยเสริม

                ขณะเดียวกันเสียงเอะอะก็ปลุกให้อ๊อตโต้และไอรีนตื่นขึ้นจากการเผลอฟุบหลับไประหว่างทาง หญิงสาวปากร้ายที่กำลังงัวเงียเอ่ยถามขึ้นแทบจในทันที “มีอะไรเหรอ หยุดรถทำไม”

                “ก็ลุงแกจะปล่อยให้เราเดินเข้าไปบนทางเละๆนี่น่ะสิ” คิมฟ้อง คาดหวังว่าเสียงโวยวายของไอรีนจะเปลี่ยนความคิดของลุงได้บ้าง และก็เป็นดังคาด

                “นี่ลุง…เสียสติไปแล้วเหรอที่บอกว่าจะให้เราเดินเข้าไป” เธอถกแขนเสื้อขึ้นข้างหนึ่ง ใช้มือสางผมสีทองแล้วเอายางรัดผมเผ้าที่กระเซิงรวบขึ้นเป็นหางม้า “รู้มั้ยว่ารองเท้าฉันมีมูลค่ามากกว่าล้อรถลุงสี่ล้อรวมกันอีกมั้ง”

                ชายวัยกลางคนหน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำเปรียบเทียบนั้น ขอบตาคล้ำยิ่งส่งให้แววตาดุดัน

                “หยุดนะไอรีน พูดแรงไปแล้ว” ตรัยยกมือปราม สีหน้าหงุดหงิดเด่นชัด แม้ตนจะไม่พอใจกับการตัดสินใจของลุง แต่ชายหนุ่มก็คิดว่าอารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่ใช้แก้ไขปัญหาเช่นกัน กลับจะยิ่งทำให้ทุกอย่างพังครืนลงเสียอีก

                “แรงตรงไหนพี่ น้อยไปด้วยซ้ำ มีปัญญาชดใช้มั้ยล่ะถ้ารองเท้าฉันเกิดพังขึ้นมา”

                “ก็บอกว่าให้หยุดไง” ตรัยตวาดเสียงดังจนทำเอาไอรีนตกใจ ขุนศึกที่นั่งข้างๆก็สะดุ้งตัวโยนเช่นกัน เสียงทรงพลังนั้นทะลุหูฟังขัดจังหวะเพลงร็อกที่กำลังได้อารมณ์ หนุ่มสักลายสัมผัสได้ถึงจิตคุกคามของเพื่อนตนที่ซุกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด ไม่เคยมีใครได้เห็นบุคลิกนี้มาก่อน

                เขาเริ่มรู้สึกถึงสถานการณ์ไม่สู้ดีนักจึงถอดหูฟังออกแล้วเอ่ยถามขึ้น “เฮ้ย! มีอะไรกัน”              

                “พวกเอ็งเอาเงินค่าวิ่งรถมาแล้วลงไปซะ ข้าไม่มีอะไรจะสนทนากับพวกที่ชอบข่มเหงคนอื่น” เสียงของขุนถูกกลืนไปด้วยเสียงของชายวัยกลางคนที่อารมณ์กำลังเดือดดาลได้ที่

                พนันได้เลยว่าหากชายวัยกลางคนไม่ใช่คนที่มีอีโก้สูงเทียมฟ้าก็คงจะเมายาอะไรสักอย่างจึงทำให้อารมณ์ฉุนเฉียวฟ้าแลบ ไม่สิ…เป็นใครก็คงเหลืออดกับคำพูดของไอรีนเมื่อครู่ แม้ว่าเธอจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจพูดออกมาก็ตาม แต่น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า คำพูดที่ดูเหมือนกดคนอื่นให้ต่ำลง นั่นแหละข้อเสียใหญ่ของเธอรองจากเคร่งครัดเรื่องเวลานัดหมาย

                “เดี๋ยวก่อนสิลุง ขอโทษแทนน้องสาวผมด้วย อย่าถือสาเธอเลย เอ้านี่…ผมบวกเพิ่มให้อีก 300 แล้วกัน ช่วยพาเราเข้าไปส่งข้างในหน่อยได้มั้ย” ตรัยเกลี้ยกล่อม ควักแบงค์แดงออกมาสามใบจากกระเป๋าตัง

                        “ไม่ได้ยินที่กูพูดเหรอ”  ลุงหมอนไม่พูดเปล่า เปิดคอนโซลหน้าด้านข้างแล้วหยิบวัตถุเงาวับยกจ่อไปด้านหลัง ทำเอาผู้โดยสารทุกคนตื่นตระหนกไปตามๆกันกับพฤติกรรมอันฉุกละหุกนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่าจากการทะเลาะกันเล็กๆจะนำไปสู่เรื่องราวใหญ่โตถึงขั้นฆ่าแกงกันได้

                       แม้แต่ขุนศึกที่ขึ้นชื่อว่าใจดีสู้เสือ เจอแบบนี้เข้าไปยังไม่กล้าผลีผลาม ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขารู้ดีว่าหากทำอะไรสิ้นคิด กระสุนอาจลั่นไปตามอารมณ์ของผู้ที่ครอบครองวัตถุสังหารได้

                        “ลุง ใจเย็นๆนะคะ” เหมยเสียงสั่น อยากกรีดร้องสุดเสียงแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่หวังว่าเสียงของเธอจะทำให้อีกฝ่ายใจเย็นลง

                        “อย่าทำแบบนี้นะลุง มันอันตราย” ตรัยเริ่มควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ส่วนอ๊อตโต้และไอรีนอยู่ในอาการหวาดผวา ทำตัวไม่ถูก หญิงสาวปากร้ายที่เป็นตัวต้นเหตุ บัดนี้นั่งแข็งทื่อเอาแต่หลบหลังคนที่ตวาดเธอเมื่อครู่

                        “กูจะไม่พูดซ้ำเป็นครั้งที่สามแล้วนะ”

                        “ก็ได้ ก็ได้ เราจะลงเดี๋ยวนี้” ตรัยคิดว่าพวกเขาควรทำตามที่ลุงหมอนพูดก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปมากกว่านี้ ทุกคนช่วยกันขนย้ายข้าวของลงจากรถโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ ส่วนตรัยหยิบแบงค์เทาสามใบออกมาเตรียมจ่ายเป็นค่ารถที่ได้ตกลงกันไว้ นั่นทำให้คนที่จดจ้องกระเป๋าตังอยู่เห็นธนบัตรอีกใบแซมออกมา

                “จ่ายเพิ่มอีกพันหนึ่ง” เสียงแหบพร่าข่มขู่

                        “ค่าอะไร” ตรัยย่นคิ้ว

                “ถือเป็นค่าปลอบขวัญแล้วกัน กับคำดูถูกเมื่อกี้”

                “เฮ้ยลุง ทำแบบนี้ไม่ถูกนะ แล้วที่ลุงเอาปืนจ่อพวกผมอยู่ตอนนี้เรียกว่าอะไร”

                        “อย่าเอ็ดไป เจ้านี่มันไม่ชอบให้ใครตะคอกใส่ เดี๋ยวก็ลั่นเอาหรอก” เขากวัดไกวปากกระบอก 11 มม. ไปมาในอากาศ โดยปล่อยให้ศูนย์กลางอยู่ราวๆหน้าอกของตรัย ชายหนุ่มต้องควักเงินให้ไปแต่โดยดีเพื่อเป็นค่ารักษาชีวิตตัวเองและคนอื่นๆ

                “ปล้นกันชัดๆ” ขุนพูดลอยๆ

 

                ราวสิบนาทีหลังจากเกิดเรื่อง รถตู้สีดำก็ย้อนกลับไปทางเดิม ทิ้งร่างของทั้งหกชีวิตไว้ข้างๆศาลาริมทางพร้อมกับสัมภาระที่ขณะนี้พวกมันทำหน้าที่เป็นภาระสมชื่อ ทุกคนยังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันกะทันหันเกินไป ใครจะไปคิดว่าคนที่พึ่งพูดคุยกันเป็นปกติเมื่อเช้า ตกบ่ายมาจะกลายเป็นอีกคนที่น่าหวาดหวั่นไปเสียได้

                “ไงล่ะ สมใจเธอมั้ยไอรีน” ตรัยไม่ได้คิดจะซ้ำเติม เขาแค่อยากให้เธอจำเอาไว้เป็นบทเรียน “ลุงนั่นก็พอตัว”

                สาวลูกครึ่งเงียบกริบ ทำหน้าสำนึกผิด ในใจอยากจะเถียงว่าส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของลุงที่ไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่จะไปส่งให้ถึงที่หมาย แต่มาคิดดูอีกทีเธอควรอยู่นิ่งๆดีกว่าที่จะโต้เถียงในเวลานี้ ส่วยเหมยได้แต่ตบบ่าเบาๆเป็นเชิงปลอบ แต่ไม่รู้ว่าในใจคิดอะไรอยู่บ้าง

                “ลุงนั่นเป็นบ้าอะไรวะพี่” อ๊อตโต้เป่าปาก

                        “นั่นสิ” คิมถอนหายใจ

                        “ไม่ต้องห่วง เราเล่นมันคืนได้แน่” ขุนศึกยิ้มมุมปาก ท่าทางมั่นใจดึงสายตาของเพื่อนๆทุกคนมาที่เขา

                ชายหนุ่มกดเล่นวีดีโอที่ได้แอบบันทึกเอาไว้ในมือถือ ภาพและเสียงเป็นช่วงเหตุการณ์บนรถขณะที่มันกำลังข่มขู่ทุกคน เนื่องจากเขาวางโทรศัพท์เอาไว้บนหน้าตักจึงทำให้ชายวัยกลางคนไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ขุนจึงอาศัยจังหวะบันทึกวีดีโอได้ทันเวลา ภาพบางช่วงบางตอนอาจจะติดขัดไปบ้างแต่ก็เห็นใบหน้าของคนที่ถือปืนชัดเจน แม้หนุ่มสักลายจะดูไม่เอาอ่าวในเรื่องหน้าที่การงาน แต่เรื่องแบบนี้เขากลับมีสติและชั้นเชิงอย่างเหลือเชื่อ

                “เจ๋งไปเลยพี่” เด็กฝึกงานเอ่ยชม สีหน้าทุกคนเริ่มคลายความวิตกกังวลมากขึ้นเมื่อมีหลักฐานสำคัญอยู่ในมือ นี่เป็นครั้งแรกที่ตรัยรู้สึกว่าสิ่งที่ขุนทำเริ่มเข้าท่าขึ้นมาบ้าง รวมไปถึงสาวปากจัดที่เคยมองเขาเป็นเพียงแค่คู่กัด ในเวลานี้เธอกลับอมยิ้มเล็กๆออกมาโดยไม่รู้ตัว

                “เอาล่ะๆ เรื่องนี้ไว้คุยกันทีหลัง  แต่ตอนนี้เราต้องมาช่วยกันหาวิธีเข้าไปที่โคกนางเลิ้งให้ได้ก่อน” ขณะที่ตรัยพูด เป็นเวลาเดียวกับที่รถสองแถวแล่นผ่านมาบนถนนเส้นหลักพอดี มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนในที่สุดก็หยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา จอดเทียบข้างแล้วหันหัวไปทางถนนลูกรังคล้ายกับว่านั่นคือจุดหมายปลายทางที่รถโดยสารประจำทางคันนี้จะแล่นไป  

                    ความอัธยาศัยดีและมีน้ำใจของคนต่างจังหวัดทำให้คนขับลดกระจกลงก่อนเอ่ยถาม

                    “มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Putsa December
2018-12-14 10:40:21

สนุกมากเลยครับ

#1

เท็ดดี้
2018-12-15 14:25:58

ขอบคุณนะครับที่ชอบ @Putsa December

#2

Hong Asara
2018-12-16 12:32:52

ไอ้ลุงหมอนนนนน กองสารคดีจะไปถึงจุดหมายไหมเนี่ย 

#3

เท็ดดี้
2018-12-17 19:03:28

อารมณ์แปรปรวนจริงๆ @ Hong Asara

#4

คำเธียร
2019-02-08 19:45:33

สนุกมากครับ พระเอกน่าจะมีอะไรซ่อนอยู่

#5