อัปเดตล่าสุด 2018-12-26 21:51:45

ตอนที่ 4 ตอนที่ 4 เสียงลือเสียงเล่าอ้าง

                โชคเข้าข้างที่รถสองแถวไม่มีผู้โดยสารอยู่เลย จึงมีพื้นที่พอดีสำหรับบรรทุกพวกเขาทั้ง 6 คนและสัมภาระอีกจำนวนหนึ่ง ตรัยได้สอบถามทางและขออาศัยไปลงที่บ้านกำนันประจำหมู่บ้านเพื่อพูดคุยถึงการเดินทางเข้าไปยังโป่งกองกอย แม้ว่าคนขับรถที่ดูท่าทางเป็นมิตรจะยังไม่ทราบจุดประสงค์แน่ชัดของกลุ่มนักเดินทางก็ตาม แต่ก็เต็มใจช่วยขับพาเข้าไปส่งยังที่หมายเนื่องจากเป็นทางผ่านเข้าไปหาเพื่อนตัวเองพอดี

                นับว่าทีมงานความลับแห่งสยามยังพอมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะตั้งแต่ออกเดินทางก็เจอทั้งฝนตก เจอทั้งรถติดเป็นมารผจญ ซ้ำร้ายยังเจอเพื่อนร่วมทาง….

                ไม่สิ…ต้องบอกว่าลูกจ้างอารมณ์ร้อนที่อะไรไม่ได้ดั่งใจก็ควักปืนข่มขู่เห็นจะถูกต้องกว่า

                แต่อย่างน้อยทั้งหมดก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นที่ได้ขึ้นรถคันใหม่ไปกับพี่ชายรูปร่างสันทัดแต่หน้าตาดูไม่มีพิษไม่มีภัย แต่งกายสุภาพเรียบร้อย ผิวกายสะอาดสะอ้านแถมยังพูดจามีหางเสียงอีกด้วย ความมีน้ำใจของคนต่างจังหวัดอัธยาศัยดีท่านนี้ทำให้ตรัยภูมิรู้สึกเหมือนติดหนี้ครั้งใหญ่ เมื่อใดที่ถึงจุดหมายแล้วล่ะก็เขาคงต้องให้ค่าตอบแทนบ้างเพื่อเป็นสินน้ำใจในมิตรภาพที่หาได้ยากในสังคมไทยปัจจุบัน

                “ดูพวกเขามองเราสิพี่ เหมือนเป็นตัวประหลาดเลย” อ๊อตโต้ย่นคิ้ว มีความเคลือบแคลงใจปะปนอยู่บนใบหน้าขณะรถแล่นผ่านสถานที่ที่มีผู้คนจอแจ

                “ไม่เห็นจะแปลกเลย ที่ไหนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ลองเป็นบ้านเอ็งแล้วมีคนแปลกหน้าเข้ามาเอ็งจะมองมั้ย” นาคิมอธิบายพลางหยิบแซนวิสผักโขมออกมาจากกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเสบียง มีคราบเหนียวติดอยู่บนสายสะพาย คาดว่าน่าจะเป็นคราบซอสมะเขือเทศที่คิมทำเลอะเมื่อคืนหลังจากกินเบอร์ริโต้หกแล้วลืมเช็ด

                “เอ้า เอาพายสัปปะรดอุดปากซะ จะได้ไม่ต้องถามมาก”

                “อู้ ออด ค่อกๆ” ผู้ถูกกระทำสำลัก พูดไม่เป็นรูปประโยคเมื่อโดนวัตถุแปลกปลอมยัดเข้าไปในช่องปากจนระคายลูกกระเดือก

                “แต่ก็แปลกจริงแหละพี่ ไม่มีใครยิ้มให้เราเลยตั้งแต่เข้ามา” เหมยเข้าข้างรุ่นน้องอีกเสียง เพราะเธอก็เฝ้าสังเกตการณ์มาพักหนึ่งแล้วจึงรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ส่วนไอรีนยังคงนั่งหงุดหงิดอยู่ในมุมอับคนเดียว คิดถึงเรื่องคำพูดตัวเองที่ตรัยคิดว่าเธอเป็นต้นเหตุ ทบทวนไปมาอยู่ในหัวว่าตัวเองโพล่งแรงเกินไปจริงหรือไม่

                เป็นครั้งแรกที่ขุนศึกสอดส่องสายตาออกไปนอกรถหลังจากก้มหน้าก้มตาอยู่กับโซเชียลมีเดียตั้งแต่เดินทางออกจากกรุงเทพฯ เขาเอาหน้าโต้ลมจนผมที่ยาวปรกแก้มและคอสยายออกกระพือไปตามลม เบื้องหน้าชายหนุ่มปรากฏผู้คนเดินสัญจรไปมาตลอดทาง พวกเขาดูยิ้มแย้มแจ่มใสกันดีเป็นปกติ แต่สำหรับคนแปลกหน้าพวกเขากลับหันมาเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษ แววตาแฝงคำถามตลอดเวลา

                “พวกเขาไปไหนกันเหรอครับพี่” ตรัยภูมิเอ่ยถามคนขับ ที่ชายหนุ่มเลือกมานั่งข้างหน้าก็เพื่อให้ลูกทีมท้ายรถได้นั่งสบายตัวและขยับเขยื้อนได้อย่างไม่อึดอัด เนื่องจากอุปกรณ์ถ่ายทำและเต็นท์สนามแบบม้วนก็กินเนื้อที่สำหรับวางขาไปแล้วส่วนหนึ่ง

                “พอดีวันนี้มีตลาดนัดน่ะ ช่วงสี่โมงเย็นพ่อค้าแม่ค้าเลยเริ่มหาบของมาตั้งขายกัน ผู้คนจะเยอะมากเป็นพิเศษแบบนี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์แหละครับ” คนที่ดูท่าทางเป็นมิตรยิ้มแย้มอย่างเป็นกันเองขณะบีบแตรทักทายคนรู้จักที่ยืนโบกมือให้

                ตรัยล้วงหยิบของคุ้นเคยที่พกติดตัวเสมอขึ้นมาแล้วกดบันทึกอย่างรู้งาน ปากก็พูดข้อมูลที่ตาเห็นใส่เข้าไปเป็นวัตถุดิบสำหรับหยิบมาใช้งานในภายภาคหน้า เขารู้ดีว่าฝันร้ายมักทำให้ตัวเองหลงลืมอะไรบางอย่างอยู่เป็นประจำ เพราะวันๆเอาแต่หวนนึกถึงมันจนปัจจุบันต้องใช่เครื่องทุ่นแรงทดแทนความจำอยู่เสมอ

                “เสน่ห์ของชุมชนโคกนางเลิ้งอันเป็นเอกลักษณ์คือชาวบ้านที่นี่ไม่เปิดรับเทคโนโลยีภายนอกร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ได้ผสมผสานเอาวัฒนธรรมสมัยก่อนและปัจจุบันหลอมรวมเข้าด้วยกัน ยังมีวัวเทียมเกวียนและม้าเทียมเกวียนในการสัญจรบนท้องถนน การแต่งตัวของวัยรุ่นไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก ค่อนข้างสบายกว่าด้วยซ้ำ ส่วนคนมีอายุเท่าที่เห็นผู้หญิงส่วนใหญ่มักสวมผ้าถุงแบบไทยๆ ส่วนผู้ชายมีผ้าขาวม้าโพกหัว ข้างทางมีปลาสดขายตลอดทางสลับกันกับปลารมควัน ส่วนบ้านเรือนส่วนใหญ่ทำจากไม้และมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง บางหลังมุงสังกะสี กระทั่งตับจากกับหญ้าแฝกก็มีให้เห็น รั้วบ้านใช้ไม้ไผ่กั้นแบบง่ายๆ มีกลิ่นขี้วัวและขี้ม้าโชยมาเป็นระยะจากมูลของมันที่เกลื่อนอยู่บนพื้นโคลนตลอดทาง”

                ตรัยกดหยุดเครื่องบันทึกเสียง สีหน้าดูเหมือนพอใจกับข้อมูลตรงนี้

                ข้อดีของการลงพื้นที่ถ่ายทำคือได้เห็นสถานที่จริง ได้สัมผัสบรรยากาศจาก รูป รส กลิ่น เสียงด้วยตัวเอง นำไปสู่การเล่าเรื่องแบบมืออาชีพ แตกต่างจากการหาข้อมูลตามแหล่งข่าวบนอินเตอร์เน็ตและตำราในห้องสมุด นั่นอาจเป็นข้อมูลที่ถูกต้องก็จริง หรือบางทีอาจถูกเสริมแต่งขึ้นเพื่ออรรถรส แต่หากหยิบข้อมูลตรงนั้นมาใช้งานเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ทำความรู้จักกับสิ่งที่เล่าอยู่ด้วยตัวเอง อารมณ์จะแตกต่างจากลงพื้นที่จริงค่อนข้างมาก เพราะมันจะแข็งทื่อ ท้ายที่สุดคนดูหรือคนอ่านจะไม่อิน แล้วในที่สุดก็จะเบื่อหน่าย เลิกติดตามในที่สุด

                ตรัยเชื่อแบบนั้นเสมอ 

                เขาแหงนหน้าสูดดมอากาศบริสุทธิ์ที่ตัวเองแทบไม่เคยได้สัมผัส ยิ้มบางๆเผยขึ้นบนดวงหน้าขณะที่กำลังชายตามองทัศนียภาพภายนอก หลังจากเข้าสู่ใจกลางของหมู่บ้านก็ถึงสถานที่พักอาศัยของกำนันที่อยู่ห่างจากตลาดไม่ไกลเท่าไหร่นัก ตรัยยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้คนขับรถสองแถวเป็นค่าตอบแทน ทีแรกผู้หวังดีทำท่าจะไม่เอา แต่ในที่สุดชายหนุ่มก็ยัดธนบัตรสีแดงสองใบใส่มือและบอกให้รับไปเพราะเขาไม่ต้องการเอาเปรียบใคร

                ตรัยบอกพี่คนขับให้จอดรอข้างทางสักครู่ ส่วนตัวเองเดินเข้าไปสอบถามรายละเอียดต่างๆที่ต้องการแล้วจะรีบกลับออกมา สัมภาระวางอยู่บนรถโดยไม่ขนลง ทิ้งให้พวกผู้หญิงกับอ๊อตโต้อยู่เฝ้าเอาไว้ ส่วนอีกสองคนเดินตามชายหนุ่มเข้าไป

                หลังจากนั้นคงต้องหาที่ค้างแรมแล้วออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เพราะเวลาใกล้ค่ำคงไม่เหมาะสำหรับเดินทางในป่าดงดิบ ส่วนวันนี้คงต้องอาศัยรถสองแถวในการพาพวกเขาไปส่งถึงที่พัก เดิมทีรถตู้ที่เหมามาต้องทำหน้าที่นี้ แต่เป็นเพราะหลังจากแผนที่วางเอาไว้ในตอนแรกผิดพลาด จึงต้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากผู้ที่หยิบยื่นเข้ามาโดยไม่มีทางเลือก

                บ้านของกำนันอยู่บนเนินสูง ภายนอกใช้วัสดุแบบธรรมชาติที่ทำจากไม้กระบาก มีสีน้ำตาลอ่อนแกมแดง หลังคามุงกระเบื้องเพิงหมาแหงน บ้านยกสูงราวๆสองเมตรยี่สิบ ใต้ถุนบ้านมีที่สำหรับเอนกาย โอ่งแดงสำหรับเก็บน้ำตั้งตระหง่านอยู่ข้างบันไดทางขึ้นบ้าน มีบล็อคสี่เหลี่ยมใส่น้ำสำหรับล้างเท้า ถัดออกมาทางด้านซ้ายมีสุ่มไก่ชนวางเรียงราย เสียงกระพือปีกของพวกมันตีกันเป็นระยะ ตรงข้ามกันมีเล้าไก่ไม้ไผ่ หลังคามุงจาก แบบโรงเรือนขนาด 6x6 เมตร 

                ภูมิทัศน์ด้านหลังสมอยู่แถบชทบท เพราะชุมชนแห่งนี้อยู่ติดป่าที่ทอดยาวสุดสายตา มีหมอกจางๆปกคลุมชวนสนเท่ห์ ทั้งสามคนจ้องมองผืนป่าดงพญาเย็นที่เป็นมรดกโลกแหล่งที่ 5 และเป็นอันดับ 2 มรดกทางธรรมชาติของไทยตาไม่กระพริบราวกับว่าพวกเขาตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ หนึ่งในนั้นใช้มือลูบขนที่ลุกชูชันบนท่อนแขนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามันช่างงดงามเหลือเกิน

                ไม่นานนักเจ้าของเรือนก็เดินออกมาพร้อมโยนคำถามใส่ “เดินเข้าบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโจรหรอกนะ ว่ามั้ย”

                “ไม่ใช่ครับ เอ่อ…พอดีพวกเราตะโกนเรียกแล้วไม่มีใครขานรับก็เลยเดินเข้ามา” ขุนศึกรับคำถามนั้นมาแล้วขยี้ด้วยการโกหกหน้าด้านๆ อีกฝ่ายดูเหมือนจะหลงกล ส่วนตรัยและคิมเหล่มองตากัน

                “มีอะไร” ชายหนวดเขี้ยวถามตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม พลางหยิบซองยาเส้นขึ้นมาแล้วมวนใส่ใบจากอย่างชำนาญก่อนทัดไว้บนใบหู มือคลำหาวัตถุจุดชนวนในกระเป๋ากางเกง ก่อนจัดการเผาไหม้ยาสูบด้วยปอด

                “พวกเรามาจากรายการความลับแห่งสยามครับ ที่ตอนนี้ออนแอร์อยู่บนช่อง จีเอ็มโฟร์ ลุงเคยดูมั้ย” คิมโฆษณาอย่างเชื่อมั่นว่าใครๆก็ต้องเคยได้ยิน เพราะเรตติ้งของรายการซีซั่นแรกสูงสุดถึง 14.4 ซึ่งเทียบเท่ากับละครหลังข่าวเลยทีเดียว เป็นประวัติการณ์ของสื่อสารคดีหน้าใหม่ที่ดึงดูดสปอนเซอร์ได้อย่างล้นหลาม

                “ข้าไม่ดูทีวีหรอก เสียเวลาทำมาหากิน” เขาสูบอีกปื้ดใหญ่ พ่นควันคละคลุ้งแบบไม่เกรงอกเกรงใจผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า คิมดึงชายเสื้อตรัยเป็นเชิงบอกอ้อมๆว่าดูท่าบ้านหลังนี้จะไม่ต้อนรับแขกซะแล้ว         

                “สักมวนมั้ยลุง” ขุนศึกล้วงหยิบมาโบโร่แบล็คในกระเป๋าเสื้อยีนส์ออกมาแล้วส่งให้ชายวัยกลางคนขณะที่เพื่อนทั้งสองกำลังคิดหาคำพูดที่ทำให้การสนทนาเป็นไปด้วยความราบรื่น แต่ดูเหมือนขุนศึกจะมีพรสวรรค์ด้านการโน้มน้าวโดยไม่ต้องสรรหาคำพูดดีๆให้เสียเวลา

                ลุงกำนันยึกยักครู่หนึ่งแต่ก็ดูท่าเหมือนพอใจ ก่อนหยิบมันไปจากมือของหนุ่มผมยาว

                “เลิกคิดไปได้เลยนะ ถ้าจะเข้าไปที่โป่งกองกอย” เขาทิ้งของราคาถูกกว่าแล้วบรรจงเม้มริมฝีปากบนมวนอวบๆ “เบื่อเต็มทีแล้วที่ต้องพูดถึงมันอีก รู้มั้ยว่าข้าต้องคอยมานั่งตอบคำถามนักท่องเที่ยวหัวรั้นแบบพวกเอ็งเกือบทุกอาทิตย์จนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด เปลี่ยนเบอร์ก็แล้ว ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตก็ไม่ได้เข้าไปอัพเดทมาหลายปี ก็ยังจะตามมารังควานกันอยู่ได้ สงสัยถ้าจะหนีให้พ้นก็คงต้องย้ายบ้านแล้วล่ะมั้ง”

                “ทำไมถึงห้ามล่ะครับ” ตรัยเลิกคิ้ว แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมกำนันจึงทราบว่าพวกเขากำลังจะไปที่ไหน และทำไมปฏิกิริยาของชายวัยกลางคนจึงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดทันทีที่พูดถึงสถานที่แห่งนี้

                “ถ้าข้าเล่าให้พวกเอ็งฟัง สัญญานะว่าจะออกไปจากที่นี่แต่โดยดี เพราะพวกเราชุมชนโลกนางเลิ้งมีข้อห้ามไม่ใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชนเผ่าภูก๋อยเด็ดขาด”

                ตรัยรับฟังแต่ไม่ได้พูดอะไร แค่พยักหน้างกๆ เขาไม่อยากรับปากอะไรกับใครทั้งนั้นถ้าหากรู้ว่าตัวเองก้ำกึ่งระหว่างทำได้กับทำไม่ได้

 

----------------------โปรดติดตามตอนต่อไปทุกวันศุกร์----------------------------

 

*เทียมเกวียน : เอาสัตว์พาหนะผูกเข้ากับยานพาหนะหรือคราดไถ แล้วเอาไม้วางขวางบนคอวัวหรือม้าใช้สำหรับโดยสารเป็นพาหนะได้ไม่ต่างจากรถที่ใช้สัญจร

 

                 

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น