อัปเดตล่าสุด 2019-02-01 13:02:23

ตอนที่ 5 ตอนที่ 5 เรื่องเล่ารอบกองไฟ

                “โหพี่ รู้แล้วทำไมไม่บอกพวกผม ปล่อยให้ไปยืนประสาทเสียกับลุงกำนันบ้านั่นอยู่ตั้งนาน” ขุนศึกขึงขัง มือเสยผม ใช้ชายเสื้อยืดตัวในเช็ดเหงื่อที่เปรอะหน้าผากขณะนั่งล้อมวงคุยกันในรั้วบ้านหลังหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยียบ ชื้นแฉะจากฝนที่พึ่งหยุดตกได้ไม่นาน

                “เมื่อก่อนก็มีแบบนี้มาเยอะนะ เคยเล่าให้ฟังไปหลายครั้งแล้วแหละว่าชุมชนโคกนางเลิ้งมีกฎเหล็กอันเป็นที่รู้กันว่าห้ามใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชนเผ่าภูก๋อยโดยเด็ดขาด แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ เลยปล่อยให้เป็นฝ่ายไปหากำนันเพื่อสอบถามเอาจากปากเองดีกว่าครับ” ชายอายุ 35 ปี พูดประโยคนี้มาหลายสิบรอบแล้ว ก็เกือบทุกครั้งที่มีโอกาสรับนักท่องเที่ยวจากปากทางเข้ามานั่นแหละ 

                เมื่อกำนันแห่งชุมชนโคกนางเลิ้งที่กองถ่ายคิดว่าจะพาเข้าไปส่งยังโป่งกองกอยได้อย่างราบรื่นนั้น ดันกลายเป็นคนเดียวกันกับที่มอบคำปฏิเสธให้อย่างไม่ใยดี หรือไม่แน่ว่าสิ่งที่ชายวัยกลางคนทำนั้นอาจเป็นการช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถแล้วแต่กลายเป็นพวกเขาเสียเองที่ดื้อรั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมกองถ่ายจึงมานั่งอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งพร้อมกับ ภีม คนขับรถสองแถวที่ยื่นข้อเสนอบางอย่างแก่พวกเขา

                คิมนำสารที่ได้รับจากลุงกำนันมาเล่าให้คนอื่นที่ไม่ได้ลงจากรถฟังแบบรวบรัดว่า

                เมื่อก่อนชนเผ่าภูก๋อยอัธยาศัยดีมาก เป็นชุมชนที่มีความขยันขันแข็งและมีวัฒนธรรมในเรื่องของการถักทออันเป็นเอกลักษณ์ ภูก๋อยคอยผลิตเครื่องนุ่งห่มต่างๆให้โคกนางเลิ้งทำหน้าที่ประชาสำพันธ์และจัดจำหน่ายในรูปแบบสินค้าพื้นบ้าน และนอกเหนือจากผูกมิตรทางการค้าแล้วก็ยังมีเรื่องของการแลกเปลี่ยนอาหารแห้งต่างๆทั้งผลไม้ เครื่องเทศ และหยูกยาอย่างไม่ขาดสาย เรียกได้ว่ากระชับความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งทั้งมิตรภาพและวัตถุอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด

                จวบกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมาทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงกะทันหันเมื่อจู่ๆภูก๋อยก็ไม่ต้อนรับคนนอกเอาเสียดื้อๆ จากที่อัธยาศัยดีกลับกลายเป็นชนเผ่าที่ไม่สุงสิงกับใคร ซ้ำยังเคร่งครัดพิธีกรรมจนไม่ว่าใครก็ไม่สามารถย่างกรายเข้าไปใกล้ได้ ผู้คนที่เคยแวะเวียนเข้าไปก็ไม่เคยได้กลับออกมาอีกเลย ส่วนคนนอกก็ไม่มีผู้ใดประสงค์ที่จะไปเยือนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครรู้ว่าทำไม ทุกอย่างดูไร้เหตุผล มันเป็นความลับมาจนถึงปัจจุบัน หาข้อสรุปชัดเจนไม่ได้ แม้แต่ตัวกำนันเองก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่

                “มันเป็นเรื่องจริงเหรอครับ” ตรัยตีหน้าขรึมจัด โยนคำถามใส่คนในพื้นที่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าขณะนาคิมพึ่งเล่าจบไปหมาดๆ เชื่อได้เลยว่านั่นเป็นคำถามที่ถูกต้องที่สุดในเวลานี้ เขาต้องการคนรับรองเรื่องที่กำนันทองด้วงเล่า

                         “ฟังดูน่ากลัวจังพี่” อ๊อตโต้ถดตัวเข้าใกล้ตรัย แสงจากกองไฟโลมเลียครึ่งหนึ่งของใบหน้าเผยให้เห็นความสะพรึงที่ตกค้าง  

                ทั้งหมดนั่งสนนทนาล้อมรอบกองเพลิงแบบดาวที่ถูกก่อขึ้นสำหรับให้แสงสว่างและความอบอุ่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าของบ้านไม่อยู่จึงไม่สามารถเข้าไปภายในที่พักอาศัยเพื่อใช้สอยไฟฟ้าจากหลอดนีออน ทำให้ต้องใช้ประโยชน์จากแสงสว่างของเชื้อเพลิง อาศัยความร้อนและควันของมันเป็นตัวช่วยลดปริมาณยุงด้วยอีกทาง

                        “เรื่องภูก๋อย จริงๆแล้วยังไม่มีใครพิสูจน์ได้หรอกครับ แต่ก็เห็นเขาลือกันมาแบบนั้นนะ” ภีม หนุ่มวัย 35 ปี กล่าว ทำท่าทางเหมือนไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเท่าไหร่นัก “แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คนวงในเล่าต่อๆกันมา เรื่องน้องชายของกำนันทองด้วง”

                “น้องชาย” ตรัยเน้นคำนี้เป็นพิเศษ ไม่ลืมหยิบเครื่องบันทึกเสียงแบบพกพาออกมากดใช้งานแล้ววางแบบหลวมๆเอาไว้ในอุ้งมือ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโป่งกองกอยเหรอครับ”

                เงียบกริบ…ไม่มีเสียงเล็ดลอดผ่านไรฟันของอีกฝ่าย

                “เล่าเถอะพี่ ผมอยากฟัง” อ๊อตโต้รบเร้า

                        “หนูก็อยากฟัง” เหมยยกมือสมทบอีกเสียง เธอต้องการรู้ข้อมูลของสถานที่ที่ตัวเองกำลังจะไปนั้นว่าถูกพูดถึงเอาไว้อย่างไรบ้าง ไม่แน่ว่าบางทีเธออาจเริ่มกลัวขึ้นมาบ้างแล้วก็ได้ อันที่จริงรองจากอ๊อตโต้ เหมยเป็นคนขี้กลัวมากกว่าใครเพื่อน โดยเฉพาะกับเรื่องลี้ลับที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ อะไรเทือกนี้มักทำให้สาวหมวยขนลุกเกรียวได้เสมอ แต่เธอก็จำเป็นต้องรับรู้เพื่อจะได้สามารถรับมือกับมันได้

                ส่วนไอรีนไม่ยอมปริปาก เพียงใช้แววตากดดันภีมด้วยการจ้องหน้า ความจริงเธออยากรับรู้ใจจะขาด เล่นเปิดประเด็นมาซะขนาดนี้ แต่ก็ไม่อยากมีส่วนร่วมถึงขนาดส่งเสียงออกไปเพราะยังแอบเคืองตรัยอยู่ในใจ ส่วนหนึ่งจึงเลือกใช้ความเงียบเป็นตัวบอกอ้อมๆแก่ชายหนุ่ม

                ในที่สุดภีมก็ทนกับการตอแยของทุกคนไม่ไหว จึงเริ่มเปิดโปงความลับออกมาให้ทั้งหกชีวิตเบื้องหน้าได้รับรู้โดยทั่วกัน รับบทเป็นตัวแทนของคนทั้งหมู่บ้านเล่าในเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูดถึง สาธยายถึงความลึกลับของชนเผ่าภูก๋อยที่ถูกลือกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต

                        เขากลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ม่านตาขยายกว้าง แววตาสะท้อนให้เห็นเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผา

                “จะเท้าความให้ฟังก่อนนะครับว่ากำนันท้องด้วงที่พวกคุณพบวันนี้แกมีน้องชายชื่ออาคม เป็นพรานที่มีชื่อเสียงด้านไสยศาสตร์และล่องไพรในละแวกนี้ สมัยก่อนเป็นผู้นำทางขบวนลูกหาบและชาวบ้านโคกนางเลิ้งไป-กลับที่ชุมชนภูก๋อยบ่อยครั้ง เป็นพรานท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญเส้นทางในดงพญาเย็นแม่นยำที่สุดคนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเขาสืบเชื้อสายมาจากนายพรานอองเมียะผู้บุกเบิกผืนป่ารุ่นแรกๆตั้งแต่ครั้งยังเป็นดงพญาไฟ”

                        ภีมหันไปสบตาทุกคนที่นั่งฟัง “เชื่อว่าพวกเธอทุกคนคงรู้จัก”

                        “พรานอองเมียะ แกดังระดับประเทศเลยนี่นา ผมเคยอ่านประวัติผ่านๆแต่ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาถึงบ้านของผู้ที่มีสายเลือดเดียวกับแก” คิมทำหน้าตื่น คนอื่นๆในทีมต่างหันหน้าสบตากัน

                        “ยอดเลย…ถ้ามันเป็นความจริง” เหมยยิ้มกว้างจนแว่นบนดั้งเอียง เธอมักตื่นตัวแบบนี้เสมอเมื่อได้รับข่าวสารแปลกใหม่ ไม่ต่างอะไรกับปฏิกิริยาของนักข่าวที่รับรู้ว่ามีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้น “ว่าแต่พี่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเหรอ ถึงยังไม่ได้ออกอากาศในรายการไหนมาก่อน เอ่อ…หนูหมายถึงกองถ่ายอื่นๆที่เคยมาที่นี่”

                ภีมสายหน้า “ครับ…ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟัง พวกคุณเป็นกลุ่มแรก ส่วนเรื่องที่เล่ามาเมื่อกี้ถ้าจะเอาข้อมูลไปออกอากาศผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ แต่เรื่องที่จะพูดถึงต่อไปนี้พวกคุณต้องสัญญากับผมก่อนว่าจะเป็นความลับระหว่างเราเท่านั้น” หนุ่มวัย 35 ปี ขบริมฝีปากแน่น

                ขณะทั้งหมดกำลังสนทนารอบกองไฟกันอย่างเอาจริงเอาจัง คงไม่มีใครทันสังเกตเห็นถึงบรรยากาศโดยรอบที่ดูเงียบเชียบชวนโหวงเหวง แม้แต่เสียงของจักจั่นเรไรยังไม่มีเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินราวกับว่าพวกมันก็กำลังตั้งใจฟังเรื่องเล่าลึกลับนี้อยู่

                        บรรยากาศรอบข้างมืดทะมึนเสมือนถูกทาทับด้วยสีดำซึ่งเป็นสีแห่งความน่าเกลียดและน่ากลัวของความตาย แสงวับวาวจากกองไฟเป็นตัวชูโรงให้กิ่งก้านสาขาของต้นไม้คลายคลึงกับแขนขาของปีศาจ ลมพัดใบไม้เคลื่อนไหวเสียดสีกันดังซู่ซ่าชวนหวาดผวา

                “แล้วก็คงต้องขอให้คุณปิดเครื่องบันทึกเสียงนั่นด้วย” คนอายุเยอะที่สุดชี้ไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่วางอยู่บนกอหญ้า

                        “แต่…” ตรัยป้าปากค้างเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างทว่ากลับโดนขัดขึ้นเสียก่อน

                “ขอร้องล่ะครับ ถ้ายังอยากให้ผมเล่าต่อ” ภีมตบบ่าตรัย “เพราะถ้าหากข้อมูลที่ผมเล่าเกิดรั่วไหลออกไป ผมคงอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีกต่อไปไม่ได้”

                        “อะไรจะขนาดนั้นพี่” ขุนศึกเค้นเสียงเยาะ แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าคนตรงหน้าเล่นใหญ่เกินไปรึเปล่า

                ตรัยตบบ่า ใส่น้ำหนักมือลงไปนิดหน่อยเป็นเชิงปรามให้หนุ่มสักลายหยุดพฤติกรรมก่อหวอด

                บางคนที่นั่งฟังอยู่เริ่มเกิดความขุ่นมัวขึ้นในใจ แต่พนันได้เลยว่าคงไม่มีขุนศึกอยู่ในตัวเลือก เกิดความบาดหมางอะไรขึ้นกับทั้งสองหมู่บ้านกันแน่ แม้แต่กำนันที่เป็นถึงผู้นำชุมชนยังออกตัวกีดกันไม่ให้พวกเขาเข้าไปถ่ายทำที่โป่งกองกอยโดยเด็ดขาด ทว่าตรัยและเพื่อนอีกสองคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่เล็ดลอดออกจากปากของผู้นำหมู่บ้านในวันนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

                มีบางส่วนขาดหายไป…

                ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ทำไมพวกชาวบ้านถึงไม่ผนึกกำลังแล้วช่วยกันหาทางทำอะไรสักอย่าง แต่กลับปิดเป็นความลับไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน แม้แต่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็ไม่ยอมปล่อยให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

                หรือนี่จะเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุม

                        “ตกลงครับ ผมจะปิดมันเดี๋ยวนี้”

                “ทีนี้เราก็แฟร์ๆกันทั้งคู่แล้ว จำไว้ว่าพวกคุณได้ข้อมูลจากใครก็ที่ไหนไม่รู้ถ้าถูกถาม ส่วนผมก็จะได้ระบายมันออกไปเสียที” เขาถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายคล้ายคนเก็บกดมานาน               

                        “เมื่อราวๆ 25 ปีที่แล้ว พรานอาคม น้องของกำนันทองด้วงที่ผมพูดถึงเมื่อกี้ แกพบรักกับหญิงชนม์เผ่าภูก๋อยคนหนึ่งและได้ไปมาหาสู่กันฉันท์สามี-ภรรยา ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับที่ชนเผ่าภูก๋อยเริ่มมีท่าทีประหลาดพอดี ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้งล่าสุดพรานอาคมหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาในป่าและไม่ได้กลับออกมาอีกเลย กำนันทองด้วงจึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกกระจายกำลังออกค้นหาที่ดงพญาเย็นกันให้ควั่ก แต่กลับต้องคว้าน้ำเหลวเมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้ที่สูญหาย กระทั่งป่าก็อันตรายและกว้างขวางมากเกินไปด้วย ชาวบ้านจึงได้แต่ถอดใจและสันนิษฐานงูๆปลาๆว่าพรานอาคมคงอยู่ในชุมชนภูก๋อยนั่นแหละ”

                 ภีมยกขวดน้ำขึ้นดับความแห้งผากในลำคอ ก่อนเล่าส่วนที่เหลือขณะที่คนอื่นๆกำลังตั้งใจฟัง

                “จู่ๆหนึ่งปีให้หลังแกก็กลับออกมาพร้อมกับลูกเลี้ยงวัย 8 ปี ซึ่งเป็นลูกติดแม่ในสภาพอิดโรย พูดจาไม่ได้ศัพท์ เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือดบนเสื้อผ้า มีคนพบทั้งคู่ตอนรุ่งสาง นอนสลบเหมือดอยู่ที่ท้ายไร่มันสำปะหลังของกำนันทองด้วง​ หลังจากนั้นก็ถูกพามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านและรอให้ฟื้นเพื่อสอบถาม เชื่อมั้ยว่าหลายคนมารอฟังคำตอบจากปากแกเพียบเพราะต่างก็มีญาติของตัวเองติดอยู่ที่นั่นกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครได้อะไรที่เป็นประโยชน์กลับไปเลย”

                “ทำไมล่ะครับ” หนึ่งในกองถ่ายเอ่ยถาม

                “แกกลายเป็นบ้าไปแล้วน่ะสิ แต่สภาพน่ากลัวกว่านั้นเยอะ ไม่ต่างอะไรกับพวกผีดิบเลยสักนิด ครั้งแรกที่พรานอาคมรู้สึกตัวเอาแต่พูดย้ำไปย้ำมาว่าตัวเองกระหายเนื้อ แววตาของเขาแดงก่ำประหนึ่งสีของเลือด มันเหมือนกับว่ามีความชั่วร้ายบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์สิงสู่อยู่ในร่าง ทำเอาผู้คนที่ได้เห็นคนลุกซู่ไปตามๆกัน”

                        “เห้ยพี่…นี่มันโคตรน่ากลัวเลยนะ” อ๊อตโต้ขบฟัน รู้สึกปวดป่วนในลำไส้ ผิดกับขุนศึกที่ไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยสักนิด นิทานหลอกเด็กทำอะไรเขาไม่ได้

                “ใช่คะ หนูว่าพอแค่นี้เถอะ” เหมยเอามือโปะหน้าผาก หากสังเกตให้ดีเวลานี้ไอรีนนั่งตัวแทบติดกันกับเพื่อนของเธอ

                “แล้วปัจจุบันพรานอาคมแกตายแล้วใช่มั้ยครับ” ตรัยดึงบทสนทนากลับเข้าเรื่องเดิม

                        “เปล่า แกยังมีชีวิตอยู่”

                        “ถ้างั้นแกอยู่ที่ไหน” หัวหน้ากองถ่ายเค้นเข้าไปอีก

                “พวกคุณไม่อยากรู้หรอกครับ เชื่อผมสิ”

                        “หรือว่า...” คิมอ้ำอึ้ง เหมือนมีบางอย่างที่สำคัญแล่นวาบเข้ามาในสมอง

                        “อะไร”  ตรัยฉงน

                “วันนี้ไง เอ็งลองนึกให้ดีสิ เสียงแปลกๆในเล้าไก่ที่บ้านกำนันทองด้วง”

                ขณะกำลังถกเถียง แสงสว่างวาบจากไฟสปอร์ตไลท์หน้ารถ SUZUKI CARIBIAN ปี1995 สาดฝ่าความมืดเข้ามาพร้อมกับห้องเครื่องที่กระโจนขึ้นจากเนิน เสียงท่อสูตรรีดแรงม้าดังกระหึ่มเมื่อรถออฟโรดเคลื่อนตัวผ่านรั้วบ้านเข้ามา

                หลังจากเครื่องยนต์ดับสนิท ร่างสูงใหญ่ก้าวขาลงจากรถคันสีเทาที่มีกันชนเหล็กล้อมรอบ ดูสมบุกสมบันเหมือนเจ้าของ เขาถอดหมวกคาวบอยทรงสูงสีดำออกจากศีรษะเผยให้เห็นผมเผ้ารุงรังปรกบ่าไร้ความประณีตในการตัดแต่ง ต่างจากขุนศึกที่ยาวเท่ากันแต่ให้การดูแลรักษาเป็นอย่างดี หนวดเคราทรง Balbo รอบริมฝีปากบน-ล่าง ยาวตั้งแต่คางจรดติ่งหูช่วยเสริมบุคลิกแข็งกร้าว ขัดกับแววตาที่แฝงความเศร้าหมองราวกับคนสิ้นศรัทธราต่อการดำรงชีวิต ดูเผินๆเหมือนคนอายุ 40 ขึ้น ทั้งที่พึ่งย่างเข้าสู่ปีที่ 34 เท่านั้น                  

                “มาพอดีเลย ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักนะครับ” ภีมผายมือเป็นเชิงบอกว่าความหวังสุดท้ายที่จะสามารถพากองถ่ายเข้าไปยังโป่งกองกอยได้อยู่เบื้องหน้าพวกเขาแล้ว

                “นี่คำเมี่ยง ลูกชายของพรานอาคม”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Najmii Bnt-mhmdw
2019-01-07 14:43:51

ไม่ค่อยเข้าใจไทม์ไลน์ในเรื่องเท่าไร

แรกเริ่มเดิมที, ชุมชนโก่งกอยยังมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกถึงปี 2010 

แต่ย้อนกลับไป 25 ปี พรานอาคมหาย

และหนึ่งปีให้หลัง นับจากปัจจุบันก็ 24 ปีก่อน

พรานออกมาพร้อมลูกชายวัย 8 ขวบ

 

ตอนนี้ลูกพรานอายุ 34 เหมือนข้อมูลจะไม่สอดคล้องกันเท่าไร?

ตกลงชุมชนโก่งกอยปิดตัว และไม่ยอมให้คนนอกเข้าไปตอนปีไหนค่ะ?

แล้วนักท่องเที่ยวที่ยังไปเที่ยวก่อนปี 2010 ไม่รู้ข้อมูลของชาวบ้านที่ไปติดอยู่นั้นเลยเหรอค่ะ

#1

เท็ดดี้
2019-01-07 21:05:31

ขออธิบายเท่าที่อธิบายได้นะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นการสปอย @Najmii Bnt-mhmdw

เวลาในเรื่องคาบเกี่ยวช่วงปี 2018-2019 ครับ เป็นช่วงปีใหม่พอดี (ซึ่งวันที่แน่ชัดปัจจุบันภายในเรื่องยังไม่ได้ระบุครับ แต่จะมีระบุแน่นอนในอีกสองตอนข้างหน้า)

ส่วนเรื่องอายุของพรานคำเมี่ยงนั้น ลองเอาช่วงปีปัจจุบันลบ 24 ปีให้หลังก็คือ 1994 ดูอีกทีหนึ่งนะครับแล้วจะได้อายุที่แน่ชัด ส่วนในเรื่องที่ผมใช้คำว่า อายุย่าง 34 (ย่างในที่นี้เช่น พรานคำเมี่ยงอาจจะอายุ 33 ปี 1 วัน หรือ 2 วัน ซึ่งนั่นก็คืออายุย่าง 34 ปีครับ)

ส่วนเรื่องที่เริ่มปิดกั้นและไม่สุงสิงกับใครนั้นเริ่มในช่วงพรานอาคมหายตัวเข้าไปแล้วครับแต่มีสาเหตุที่บนโลกโซเชี่ยลยังคงอัพเดทมาจวบปี 2010

ส่วนเรื่องที่จู่ๆพรานอาคมก็กลับออกมาพร้อมกับลูกชายวัย 8 ปี ก็มีสาเหตุอีกเช่นกันครับ

ขอบคุณสำหรับคำถามและข้อสงสัยครับ ชุ้บๆ

#2

เท็ดดี้
2019-01-07 21:05:31

ขออธิบายเท่าที่อธิบายได้นะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นการสปอย @Najmii Bnt-mhmdw

เวลาในเรื่องคาบเกี่ยวช่วงปี 2018-2019 ครับ เป็นช่วงปีใหม่พอดี (ซึ่งวันที่แน่ชัดปัจจุบันภายในเรื่องยังไม่ได้ระบุครับ แต่จะมีระบุแน่นอนในอีกสองตอนข้างหน้า)

ส่วนเรื่องอายุของพรานคำเมี่ยงนั้น ลองเอาช่วงปีปัจจุบันลบ 24 ปีให้หลังก็คือ 1994 ดูอีกทีหนึ่งนะครับแล้วจะได้อายุที่แน่ชัด ส่วนในเรื่องที่ผมใช้คำว่า อายุย่าง 34 (ย่างในที่นี้เช่น พรานคำเมี่ยงอาจจะอายุ 33 ปี 1 วัน หรือ 2 วัน ซึ่งนั่นก็คืออายุย่าง 34 ปีครับ)

ส่วนเรื่องที่เริ่มปิดกั้นและไม่สุงสิงกับใครนั้นเริ่มในช่วงพรานอาคมหายตัวเข้าไปแล้วครับแต่มีสาเหตุที่บนโลกโซเชี่ยลยังคงอัพเดทมาจวบปี 2010

ส่วนเรื่องที่จู่ๆพรานอาคมก็กลับออกมาพร้อมกับลูกชายวัย 8 ปี ก็มีสาเหตุอีกเช่นกันครับ

ขอบคุณสำหรับคำถามและข้อสงสัยครับ ชุ้บๆ

#3