อัปเดตล่าสุด 2019-02-10 08:24:09

ตอนที่ 6 ตอนที่ 6 พรานคำเมี่ยง

                ศีลข้อ 5 ถูกพรานคำเมี่ยงหมางเมินสิ้น เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเท่าไหร่นัก คุณธรรมอันเป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไปก็คือการรักษาศีล 5 นั้น บัดนี้ถูกชายทมิฬฝ่าฝืนเสียหมด เว้นก็แต่ศีลข้อ 3 ที่เป็นข้อห้ามของการประพฤติผิดในกามซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นสำหรับชายผู้นี้

                พรานทมิฬยกขวดแบนเหล้าแดงไม่ทราบชนิดจิบทุกๆ 20 นาที ก่อนนำมันเหน็บกับผ้าเคียนเอวลายไทย ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ 35 ดีกรีสูบฉีดโลหิตพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง โดยเฉพาะกับใบหน้าซึ่งส่งผลให้มันแดงก่ำอยู่ตลอดเวลา น่าแปลกที่เขาไม่ได้ร่ำสุราเพื่อเมามาย กลับเลือกที่จะดื่มในปริมาณน้อยนิดแต่บ่อยครั้งอย่างไร้ซึ่งเหตุผล

                อย่างไรก็ตามเมื่ออ๊อตโต้เห็นพฤติกรรมที่ดูไม่เข้าท่านี้จึงแอบกระซิบกับพวกรุ่นพี่ในทีมว่า จะกล้าเอาชีวิตไปฝากไว้กับคนที่ดูเหมือนพวกขี้เมาใต้สะพานลอยแบบนี้ได้จริงหรือ ไม่เพียงแต่เด็กฝึกงานเท่านั้นที่แสดงออกผ่านสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด หลายๆคนก็รู้สึกไม่ต่างกันแต่พยายามเก็บซ่อนอาการเอาไว้โดยไม่เผยออกมาให้พรานที่อยู่ตรงหน้ารับรู้ต่างหากล่ะ

                กระต่ายป่ากับหนูนาจำนวนหนึ่งที่ล่ามาได้ถูกถลกหนังด้วยมีด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหารและฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อนของกองไฟกองเดียวกับที่กองถ่ายใช้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายนั่นแหละ คำเมี่ยงเลือกที่จะนำมาย่างกินแบบง่ายๆโดยไม่ต้องนำไปผัดหรือแกงเผ็ดแต่อย่างใด เพียงฝานเนื้อบางๆจิ้มกับน้ำพริกพรานก็สามารถกินได้อย่างเอร็ดอร่อยแล้ว

                กับพรานคำเมี่ยงน่ะใช่ แต่กับคนอื่นไม่…

                หลายคนรู้สึกว่ากระต่ายแสนน่ารักกับหนูนาน่ารังเกียจนั้นไม่เหมาะแก่การนำเข้าปากเลยสักนิด โดยเฉพาะกับไอรีนและเหมยที่แสร้งทำทีเบือนหน้าหนีก่อนชวนกันออกไปเดินเล่นเพียงเพื่อไม่ต้องการได้กลิ่นเนื้อที่ถูกเผาไหม้ของพวกมัน

                “แจ่บ แจ่บ กลับแกล้มชั้นดีเลย” เสียงเคี้ยวเนื้อปนกระดูกค่อยๆถูกบดขยี้กรุบกรับในปาก เขากลืนอาหารเอื๊อกใหญ่ก่อนพูดกับพวกที่นั่งทำหน้าเจื่อนตรงหน้า “เอ้า…แล้วพวกเอ็งนั่งบื้อกันอยู่ทำไม”

                ขุนศึกไม่ชอบเลยเวลาที่ตัวเองกำลังตกเป็นรอง เขาต้องการแสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์โดยเฉพาะกับนายพรานที่กำลังเย้ยหยันตนอยู่ตอนนี้ว่าเขาเหมาะสมมากแค่ไหนที่จะถูกเรียกว่าชายชาตรี ขุนเชื่อว่าอะไรที่นำเข้าปากได้ มันก็คืออาหารเหมือนกันหมดนั่นแหละ น้ำพริกพรานเผ็ดร้อนคงช่วยดับรสแรกสัมผัสได้

                “ไม่เลว” อุทานแรกออกจากปากของคนที่ลิ้มลอง หลังจากนั้นไม่นานชายหนุ่มก็บรรจงนำเข้าปากอีกหลายต่อหลายชิ้น

                ตรัย คิม อ๊อตโต้ กลืนน้ำลายคล้ายกับน้ำย่อยกำลังกัดกร่อนกระเพาะ สีหน้าประหม่าก้ำกึ่งกลัวและกล้าทำให้ทั้งหมดยึกยักไม่ยอมเสี่ยง แต่กลิ่นหอมเย้ายวนดึงดูดกว่าที่คิด แม้ว่าตอนแรกความรู้สึกของทั้งหมดจะถูกปิดกั้นจากรูปลักษณ์ที่ไม่น่าพิสมัย แต่ในเวลาต่อมาขุนศึกก็ทำให้มันดูมีค่าในสายตาเพื่อนๆขึ้นมาบ้าง

                ในที่สุดความอยากรู้อยากลองจึงทำให้ตรัยภูมิกับนาคิมต้องนำมันเข้าปาก เมื่อเห็นว่ารสชาติดีผิดคาดจึงเอ่ยปากชวนให้รุ่นน้องได้ลิ้มลองดูบ้าง อ๊อตโต้เริ่มเปิดใจเมื่อเห็นสีหน้าของทุกคนฉาบเคลือบไปด้วยความปีติ ไม่นานหลังจากถูกพวกพี่ๆคะยั้นคะยอ อ๊อตโต้ก็นำมันเข้าปาก หลังจากนั้นใบหน้าของเขาก็ไม่ต่างอะไรกันเลย

                “ถ้าแค่นี้ยังกินไม่ได้ พวกเอ็งก็ไม่เหมาะที่จะเข้าไปในป่าที่อยู่ข้างหลังข้าหรอก” เขาใช้นิ้วโป้งชี้ไปยังไพรทะมึนสีดำ ความมืดที่โอบล้อมทั่วอาณาเขตทำให้มันดูไม่เหมือนป่าที่เคยสวยงามอย่างตอนที่พวกเขามาถึงเลยสักนิด กลับให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามันคือศูนย์รวมของความลึกลับพิศวงที่ไม่น่าย่างกรายเข้าไปมากกว่า

                ราวครึ่งชั่วโมงที่แล้วหลังจากคำเมี่ยงกลับมาได้สักพักและเดินเข้าไปในบ้านของตนเพื่อทำธุระส่วนตัวรวมถึงเปิดไฟดวงหน้าบ้านเพื่อช่วยเพิ่มแสงสว่าง ภีมก็อาศัยจังหวะนั้นเองแอบกระซิบกับทุกคนว่าให้ลืมเรื่องที่เขาเล่าเมื่อครู่ทิ้งไปให้หมด โดยให้เหตุผลว่าเมี่ยงไม่ชอบพูดถึงอดีตของตัวเองสักเท่าไหร่นัก และถ้าหากต้องการพูดถึงจริงๆก็ให้พูดตอนออกเดินทางไปแล้วจะดีกว่า เพราะเกรงว่าอารมณ์ที่ค่อนข้างแปรปรวนอาจทำให้เขาเปลี่ยนใจที่จะพาทั้งหมดเข้าไปยังโป่งกองกอยได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมบรรยากาศโดยรวมถึงดูอึดอัดพิกล

                ตรัยไม่แน่ใจว่านายพรานคนนี้มีจุดประสงค์ใดกันแน่ เพราะหากเรื่องที่ ภีม คนขับรถเมื่อเย็นเล่าเป็นเรื่องจริงแล้วล่ะก็  คำเมี่ยงมีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลับเข้าไปยังที่ที่เขาหนีออกมา หากเพียงเพราะแค่ต้องการเงินก็คงไม่ใช่ ถ้าสถานที่นั้นเต็มไปด้วยอันตรายและเคยเกือบคร่าชีวิตบิดาของเขามาก่อน

                ข้อสันนิษฐานเดียวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือเขาคงต้องการแก้แค้นบางสิ่งที่ทำให้พ่อตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพนั้น แล้วเรื่องราวมันก็ผ่านมาร่วม 25 ปีแล้วด้วย บางทีที่โป่งกองกอยอาจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้วก็ได้ หรือสิ่งลี้ลับที่เล่าลือและยังคงเป็นปริศนาอยู่นั้นท้ายที่สุดอาจไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงเรื่องเล่าต่างๆนานาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพราะขัดผลประโยชน์ทางการค้าก็เป็นได้

                อย่างหลังคือสิ่งที่ตรัยคิด…

                เพราะส่วนตัวแล้วชายหนุ่มเป็นคนมีเหตุมีผล เขาไม่เคยเชื่อเรื่องที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาตั้งแต่จำความได้แล้ว เว้นก็แต่เรื่องที่เคยเห็นผู้เป็นแม่ฝันประหลาดกระทั่งลุกลามมาถึงตัวเอง เรื่องนี้เท่านั้นที่ยังหาข้อพิสูจน์ชัดเจนไม่ได้ แม้แต่คำวินิจฉัยของแพทย์ก็ฟังไม่ขึ้น

                “ไหนดูซิ…พวกเอ็งเตรียมอะไรกันมาบ้าง” ชายมากวัยกวักมือเป็นเชิงบอกให้นำของที่เตรียมมาทั้งหมดวางแผ่หราเบื้องหน้าให้ตนเห็นชัดเจน เพื่อจะได้ทำการประเมินและแยกเป็นสัดส่วนต่อไปว่าสิ่งใดเหมาะสมที่จะนำติดตัวเข้าไปและสิ่งใดควรทิ้งเอาไว้ที่นี่

                กองถ่ายช่วยกันหยิบสัมภาระบนพื้นแต่ละชิ้นวางคละกัน และเป็นเหมยที่ไล่พูดชื่อสิ่งของทั้งหมดอันประกอบไปด้วย

                กระเป๋าเป้บรรจุเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ของแต่ละคน จำนวน 6 ใบ,  เต็นท์โดม 3 หลัง แบบพับเก็บได้ (ขนาด140x210x100 ซม.), ไฟฉายบรรจุถ่าน 2 กระบอก, สมาร์ทโฟน 6 เครื่อง, กล้องถ่ายวิดีโอ Canon 2 กล้อง พร้อมขาตั้ง, กระเป๋าใส่เสบียงแบบถือ 1 ใบ พร้อมยาแก้ปวดหัว แก้แพ้ แก้ท้องเสีย อุปกรณ์ทำแผลเบื้องต้น, กระเป๋าคาดเอวใส่เลนส์และแบตสำรองกล้อง 1 ใบ, เข็มทิศ 2 อัน , มีดพก 2 ด้าม, สเปรย์กันแมลง 3 ขวด, ของสัพเพเหระอีกเล็กน้อย

            ทุกสิ่งสามารถนำเข้าไปได้ทั้งหมดยกเว้นขาตั้งกล้องซึ่งคำเมี่ยงเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นน้อยที่สุด แถมยังเกะกะและกินแรงค่อนข้างมากหากต้องแบกหามในระยะเวลานาน รวมไปถึงสมาร์ทโฟนที่เอาเข้าไปด้วยก็ไร้ประโยชน์เสียเปล่าๆนอกเหนือจากเอาไว้ตั้งนาฬิกาปลุก ดูปฏิทิน หรือเล่นเกมส์ออฟไลน์ อะไรทำนองนั้น ก็ใช้งานเกี่ยวกับการติดต่อและอินเตอร์เน็ตไม่ได้เลย เพราะในป่าที่พวกเขาไปตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

                        “พวกเต็นท์ทิ้งไว้ที่นี่แหละ เราออกเดินทางรุ่งสางของพรุ่งนี้ ช่วงใกล้ตะวันตกดินก็ถึงแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ แบกไปก็ไร้ประโยชน์”

                หลังจากนั้นพรานคำเมี่ยงยังได้แนะนำให้ทุกคนใส่เสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันการถูกขีดข่วนจากหนามและกิ่งไม้ กางเกงขายาวที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง หรืออะไรก็ได้ที่ใส่แล้วไม่อึดอัด ไม่ทำให้ลำบากเวลาเดิน ทั้งสภาพอากาศช่วงนี้ชื้นแฉะจากฝนหลงฤดู ต้องเจอหลุมบ่อและน้ำที่ตกค้างจากพืชซึ่งจะทำให้เปียกชื้น เพราะฉะนั้นหากได้เนื้อผ้าเบาและแห้งไว ย่อมดีกว่าแน่นอน

                ส่วนรองเท้าให้เน้นไปที่ดอกยางลึก เน้นป้องกันเรื่องข้อเท้าพลิก สามารถยึดเกาะดิน/หิน ได้ดี ซึ่งผู้ชายทุกคนเตรียมรองเท้าหุ้มข้อกันมาทั้งหมด เว้นแต่สองสาวที่เตรียมผ้าใบมา ซึ่งพวกเธอไม่รู้เลยว่ารองเท้าที่ดอกยางเรียบนั้นอาจทำให้ลื่นหน้าคะมำได้ง่าย หรือไม่แน่อาจรู้ก็ได้แต่เลือกที่จะฝ่าฝืน พวกผู้หญิงมักเป็นแบบนี้เสมอ รักความสบายและเอาแต่ใจอันดับหนึ่ง

                “ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ครับ กว่าจะไปถึงโป่งกองกอย” ตรัยภูมิถามในสิ่งที่ควรถาม

                ผู้ช่ำชองเรื่องการเดินป่าหยิบเหล้าแดงขึ้นมาจิบนำร่อง “นั่งเรือก็ประมาณ 1 ชั่วโมง เดินเท้าอย่างช้าตกชั่วโมงละ 3-4 กิโลเมตร อืม…รวมแล้วก็ราวๆ 9 ชั่วโมงแหละนะ”

                “โหย นี่ฉันมาทำอะไรที่นี่กันเนี่ย” ไอรีนก้มหน้าดุ่มๆ น้ำเสียงอ่อนลงไปจากเดิม

                        “โบนัส โบนัส ท่องไว้ กลับจากทริปนี้แกจะมีเงินช้อปเครื่องสำอางอีกเพียบเลยแหละ” เหมยเตือนสติ เอาปัจจัยในการใช้ชีวิตเข้าปลอบ เครื่องสำอางเปรียบเสมือนข้าวที่ผู้หญิงต้องกินทุกวัน ซึ่งไอรีนรับประทานทุกมื้อไม่เคยขาด

                        “9 ชั่วโมงเลยเหรอวะเนี่ย นานชิบหาย” ขุนกัดฟันกรอด ส่วนคิมและอ๊อตโต้หน้าแห้ง

                “ตามที่ตกลงกันไว้ คือ 8,000 นะครับ อยู่กับเราตั้งแต่ไปจนกลับ” ตรัยย้ำข้อเสนออีกรอบ

                “ตามนั้น” เขาตั้งปากกระบอกปืนลูกซองแฝดขึ้นฟ้า ก่อนเช็ดถูทำความสะอาด

 

                หลังตกลงเรื่องข้อเสนอเสร็จสิ้น พรานผิวเข้มก็ปลีกตัวออกไปคุยธุระส่วนตัวกับภีมและเตรียมตัวสำหรับการเดินทางที่กำลังมาถึงในรุ่งสางของอีกวัน ส่วนกองถ่ายทำสารคดีแอบซุบซิบนินทาถึงประเด็นพ่อลูกนายพรานคู่นี้รวมทั้งตำนานที่ภีมพึ่งเล่าให้ฟังไปหมาดๆ ขุนศึกบอกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลที่สุดในชีวิตที่ตัวเองเคยได้ยิน นาคิมให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกับอ๊อตโต้ว่ามันช่างลึกลับและน่าขนลุกขนพองอย่างยิ่งยวด

                เหมยก็เช่นกัน เธอเริ่มไม่อยากที่จะเข้าไปยังโป่งกองกอยแล้ว เพราะถูกยัดเยียดเรื่องราวน่ากลัวจนมันฝังอยู่ในหัวเป็นที่เรียบร้อย อาการขี้ขลาดแพร่ไปสู่ไอรีนเพื่อนสนิทของเธอจนรู้สึกไม่ต่างกัน กระนั้นเหมยไม่ได้ต้องการหวังได้เงินเพียงอย่างเดียว ด้วยสปิริตการทำงานของหญิงสาว เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ต้องไปให้สุดคาบมหาสมุทร

                แต่ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากโดยสารบนเรือนรกลำนี้หรอก ที่ทุกคนยอมเสี่ยงก็เพราะคิดว่ามีขุมสมบัติรออยู่ข้างหน้า เว้นแต่ตรัยที่ทำไปเพราะใจรักล้วนๆ และตอนนี้สิ่งที่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างก็คือความเคลือบแคลงใจที่มีต่อชุมชนภูก๋อย และเขาต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่…

                ส่วนวันนี้ชายหนุ่มคงต้องทำความสะอาดร่างกายและพักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อน เพื่อจะได้ตื่นขึ้นมาในยามเช้าอันแสนสดใสของอีกวัน โดยไม่ลืมที่จะกินยา Benzodiazepine ซึ่่งช่วยในการนอนหลับได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยังช่วยลดความกังวลได้ดีอีกด้วย เพียงแค่หวังว่าคืนนี้เขาจะหลับตาอย่างเป็นสุข ไม่ต้องหวดผวาขึ้นมากลางดึกเพราะฝันร้าย

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น