อัปเดตล่าสุด 2019-01-21 21:00:22

ตอนที่ 8 ตอนที่ 8 บึงมรณะ

                ------ 2 มกราคม 2019 -------

                “อะไรนะ ไปกลับ 1,000 เลยเหรอลุง” ขุนศึกออกหน้าแทนทุกคน ชาวบ้านในละแวกพยักหน้ารับ

                “ฟังไม่ผิดหรอก น้ำมันแถวนี้หายาก” พรานคำเมี่ยงอธิบายถึงความน่าจะเป็น “แถมเรือก็ต้องไปอยู่กับเราอีกฟากตั้งหลายวัน ราคาแค่นี้ถ้าพวกเอ็งว่าแพงก็คงต้องถอนตัว”

                        ตรัยเอามือโปะหน้าผาก เขาต้องการประหยัดต้นทุนให้ได้มากที่สุดตามคำสั่งของ ผอ.ไพโรจน์ ที่กำชับนักกำชับหนาทุกครั้งเพื่อจะได้รับผลกำไรแบบเน้นๆ แล้วย่อยเป็นโบนัสปลายปีให้กับพวกเขาด้วยอีกทาง

                ท้ายที่สุดเงินหนึ่งพันก็ถูกควักออกมาจ่ายให้กับสิ่งที่พวกเขาต้องการ หนึ่งในชาวบ้านรับแบงค์เทาแล้วยื่นให้หญิงวัยกลางคนที่ยืนข้างกัน สีหน้าของผู้เป็นภรรยาดูปีติเพราะความจงรักภักดีของสามี เดิมทีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านไร้ชื่อแห่งนี้แทบไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลยสักแดงเดียว เพราะมีทั้ง พืช ผัก ผลไม้ และปลาจากบ่อที่เพาะเลี้ยงเอาไว้สำหรับเลี้ยงชีพอยู่แล้ว

                ทว่าตรัยคิดว่ามันออกจะแปลกๆไปสักนิดที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ไม่ถึง 10 หลังคาเรือน และ 80% ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่มีร่างกายสมบุกสมบัน ทั้งระยะทางห่างจากโคกนางเลิ้งไม่ไกลมากนัก แต่ทำไมพวกเขาไม่ย้ายถิ่นฐานออกไปสู่โลกภายนอกที่พัฒนาแล้ว เปิดรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือออกไปทำมาหากินเลี้ยงชีพ หาความมั่นคงให้กับชีวิต แต่ทำไมถึงเลือกที่จะจมปลักอยู่กับป่าที่ไม่มีอะไรเลย              

 

                สิบห้านาทีถัดมากองถ่ายสารคดีทั้ง 6 ชีวิตและพรานอีก 1 นาย ได้ยืนอยู่ต่อหน้าศาลเพียงตาประจำหมู่บ้านที่ถูกสร้างเอาไว้ข้างต้นไทรยักษ์(คาดผ้าสามสี)  ด้านหลังคือบึงตาแดงทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา มีเรือยนต์ขนาดกะทัดรัดจอดเทียบฝั่งผูกเชือกกับกิ่งไม้เอาไว้ย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันไม่ให้มันหลุดออกไป น้ำนิ่งและขุ่นหมองไม่เหมาะแก่การลงทำความสะอาดร่างกายเลยนิด มีกอบัวขึ้นเป็นหย่อมแหวกออกเป็นสองฝั่ง ทิ้งพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับโดยสารเรือ เข้า-ออก

                        ศาลแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่แบบง่ายเป็นเรือนจำลองหลังเล็กๆในระดับสายตา มีเสาเดียว หลังคาไม้ไผ่สานทรงจั่ว มีดอกไม้ที่ถักเป็นพวงมาลัยและเครื่องบวงสรวงสังเวยวางอยู่ด้านหน้า เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าศาลเพียงตาเป็นความเชื่อของคนโบราณ คือสถานที่จำลองชั่วคราวสำหรับเทวดา เจ้าป่า เจ้าเขา หรือแม้แต่ผีร่อนเร่พเนจรให้เข้ามาสิงสถิต

                ไม่มีใครทราบว่าชาวบ้านที่นี่ตั้งศาลเพียงตาขึ้นมาเพราะอะไร แต่คณะเดินทางก็พอเข้าใจตรงกัน เพื่อให้เจ้าที่คอยดูแลรักษาพื้นดินนั้นๆ พรานคำเมี่ยงยังช่วยเสริมอีกว่าคนพื้นเมืองดั้งเดิมของที่นี่เชื่อว่าผีหรือวิญญาณสิงสถิตอยู่ทุกที่แม้แต่ในธรรมชาติ ต้นไม้ ใบไม้ หญ้า หรือแม้แต่พื้นดิน คนตาย รวมไปถึงสัตว์ป่า พวกมันมีอิทธิฤทธิ์สามารถดลบันดาลให้เกิดสิ่งชั่วร้ายแก่ชีวิตของผู้ที่ประสบ ศาลเพียงตาจึงได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกปักษ์รักษาผู้คนให้ปลอดภัยจากความเชื่อเหล่านั้น

                        “พนมมือแล้วว่าตาม” เสียงเข้มเอ่ยสั่งแกมบังคับ พรานเมี่ยงส่งธูปที่จุดเตรียมเอาไว้ส่งให้กับทุกคน คนละหนึ่งดอก ก่อนว่าภาษาแปลกประหลาดออกมา แวบหนึ่งนั้นคล้ายกับว่าแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง

                        “มองกะเย เปรตอง สลองโอน มาติมามะ วิกรึงคะเร”

                ทุกคนว่าตามเป็นเสียงเดียว เว้นแต่ขุนศึกที่ดูท่าไม่ค่อยเต็มใจทำนัก --------- “มองกะเย เปรตอง สลองโอน มาติมามะ วิกรึงคะเร”

                        หลังจากนั้นก็มีศัพท์แปลกพิสดารอีกหลายต่อหลายคำหลุดออกมาจากปากของพรานผู้ช่ำชองด้านคาถาอาคม ไอรีนและเหมยรู้สึกขนลุกที่ตัวเองต้องมาทำอะไรน่ากลัวทำนองนี้ ส่วนคนอื่นรู้สึกว่ามันเป็นเพียงแค่การสวดเรียกขวัญกำลังใจและขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนออกเดินทางเข้าไปในดงพญาเย็น จะรู้สึกแปลกก็มีเพียงแค่ภาษาที่พวกเขาไม่รู้จักเท่านั้น

                          “ภาษาอะไรเหรอพี่” อ๊อตโต้รู้สึกตึงๆที่ใบหน้า ความหวาดวิตกจนเกินไปทำให้เจ้าตัวเกิดอาการเหน็บชา

                         “นั่นไม่สำคัญหรอก รู้แค่มันจำเป็นต่อพวกเอ็งก็แล้วกัน” พรานหน้าเหี้ยมเกรียมหยิบสายสิญจน์ในกระเป๋าสะพายข้างคล้ายย่ามออกมาแล้วยื่นให้กับคนทั้งหก “ผูกมันซะ สิ่งนี้จะทำให้ทุกอย่างราบรื่น”               

                ตรัยรับมันแล้วยื่นให้กับทุกๆคน อ๊อตโต้ เหมย ไอรีน รีบผูกมันแทบจะทันทีก่อนใครเพื่อน คงเป็นเพราะเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะทำให้พวกเขารอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงได้

                        “เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันอยู่มั้ย” หนุ่มหัวเกรียนพูดทีเล่นทีจริง

                        “นั่นสิ เริ่มรู้สึกแปลกๆเข้าไปทุกที” ไอรีนพูดตามความรู้สึก เหมยพยักหน้ารู้สึกเห็นด้วยทั้งที่ตอนแรกตัวเองเป็นคนเกลี้ยกล่อมเพื่อนสาวลูกครึ่งเองแท้ๆว่าให้อดทนเพื่อโบนัสปลายปี

                เมื่อขุนศึกเห็นว่าสาวหัวทองหวาดกลัว จึงหลุดยิ้มเยาะออกมาพลางสร้างเรื่องเพิ่มอรรถรส  “จริงๆแล้วเธอไม่ควรมาด้วยเลยไอรีน เพราะพวกผีป่ามันชอบจับผู้หญิงไปเป็นอาหารให้กับต้นไม้ เชื่อมเส้นเลือดเข้ากับรากแล้วดูดซึมไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ควักหัวใจใส่ไปในลำต้น ถลกหนังหัวแล้วเอาเส้นผมฝังลงไปในแกนกลางของใบ แล้วก็…”

                        ระหว่างที่หนุ่มสักลายจ้อเอาๆ คิมก็พูดขัดขึ้น

                        “เฮ้ย! พอเถอะ เอ็งไม่เคยได้ยินที่คนโบราณเขาพูดรึไงวะว่าเขาป่าอย่าท้าผี”

                “ก็มันปากหมาไงพี่” ไอรีนโกรธฮึดฮัด

                “ว่าไงนะ” ขุนทำท่าจะหันไปตอบโต้ ทว่าครั้งนี้โดนตรัยพูดสวน “อะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้นะ เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ” แววตาของผู้มีศักดิ์เป็นหัวหน้าทีมถมึงทึง

                        “ก็มีแต่พวกหัวโบราณนั่นแหละที่ยังเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่ นี่มันสมัยไหนแล้ว” ขุนยังไม่หยุด เขาโยนสายสิญจน์ลงพื้น อย่างไม่ใยดี ใครจะผูกมันก็ตามใจ แต่ขุนเชื่อว่าไม่มีผีสางตนใดทำร้ายเขาได้แน่เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีจริง เขาพูดทิ้งท้ายก่อนเดินตรงไปรอยังท่าเทียบเรือพร้อมกับสัมภาระประจำกาย

                นาคิมก้มลงเก็บสายสิญจน์สีขาวบนพื้นหญ้า ความอ้วนทำให้เขาต้องเอี้ยวตัวไปด้านข้างถึงหยิบมันได้ถนัด ก่อนส่งคืนให้กับมือของพรานท้องถิ่นพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ทุกคนยินดีผูกมันเว้นแต่หนุ่มหัวรั้นเพียงคนเดียว

                คำเมี่ยงพูดไล่หลังไปติดๆ “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ดีกว่านะ แล้วเอ็งจะมานั่งเสียใจทีหลัง”

*****************

 

                หลังเสร็จจากการโต้เถียงกันได้ไม่นาน ราวแปดโมงเช้าร่างของทั้งเจ็ดชีวิตก็โดยสารอยู่บนเรือหางยาวที่จุดระเบิดด้วยเครื่องยนต์ และควบคุมโดยชุดขับเคลื่อนเพลาและใบพัด มีผ้าใบขึงเพื่อป้องกันแสงแดด มีพื้นที่ใช้สอยสำหรับวางสัมภาระและมีที่นั่งเหลือเฟือโดยไม่เบียดเสียดกัน หากมองไม่เห็นภาพว่ามันเป็นแบบไหนก็ลองจินตนาการถึงเรือหางยาวที่คลองแสนแสบดู ไม่ต่างกันเลย แค่สามารถบรรทุกคนได้น้อยกว่าเท่านั้นเอง

                        เมื่อใบพัดจุ่มลงในน้ำพอสมควร แรงดันมหาศาลก็ส่งให้เรือขับเคลื่อนออกจากฝั่งที่เต็มไปด้วยกอบัวขนาบข้าง เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นจนหูอื้อ น้ำสีเขียวมรกตที่มองไม่เห็นทัศนียภาพเบื้องล่างทำให้ไม่รู้ว่าบึงแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง กลิ่นเหือดของน้ำมันดีเซลตลบอบอวลไปทั่ว เมฆบนน่านฟ้าหวนกลับมาสู่ความอึมครึมอีกครั้งหนึ่งหลังจากพึ่งผ่านช่วงฝนตกเมื่อวานมาหมาดๆ วันนี้ก็ตั้งเค้ามาแต่หัววันอีกแล้ว ตรงตามที่คำเมี่ยงบอกกับพวกเขาไว้เมื่อเช้าว่าช่วงสายอาจมีฝนตกลงมา

                แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ก่อนหน้า ความสามารถพิเศษของพรานคือคาดคะเนสภาพดินฟ้าอากาศได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องหวังพึ่งกรมอุตุเลยแม้แต่น้อย เป็นเพราะเมื่อเช้าเกิดรุ้งกินน้ำจากทางทิศตะวันตก ผลมาจากแสงแดดยามเช้าจากทิศตะวันออกส่องกระทบกับความชื้นทางทิศข้างเคียง ซึ่งหมายถึงมันอาจแปรสภาพเป็นฝนและกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ประกอบกับวิธีโปรยเศษหญ้าในอากาศและดูทิศทางที่มันถูกลมพัดปลิว ซึ่งลมพัดแรงแสดงให้เห็นถึงความกดอากาศสูง เป็นสัญญาณของพายุอีกลูกที่กำลังก่อตัว

                        ขณะที่เรือแล่นออกมาจากชายฝั่งได้ระยะหนึ่ง คำถามก็ถูกประดังกรอกหูของต้นหนเรือชั่วคราว “นานแค่ไหนครับกว่าจะถึงอีกฟากหนึ่ง” ตรัยป้องมือตะโกน บัดนี้เกิดความวิตกกังวลเล็กๆขึ้นในใจเขา คงเป็นเพราะสิ่งที่พรานทิ้งท้ายเอาไว้บนรถทำให้ชายหนุ่มใจคอไม่ค่อยดี

                  สิ่งที่ว่านั้นก็คือ ‘จระเข้’

                “ก็อย่างที่บอก ราวๆชั่วโมงหนึ่ง” เสียงทุ้มของพรานกลืนไปกับเสียงของเครื่องยนต์

                “ชั่วโมงหนึ่งเลยเหรอพี่” อ๊อตโต้หน้าซีดไม่บอกบุญ เหงื่อแตกพลั่ก เริ่มรู้สึกเหมือนหายใจผิดปกติ อาการแบบนี้บ่งบอกว่าเข้ากำลังเผชิญหน้ากับภาวะป่วยจากการเคลื่อนไหว หรือภาษาบ้านๆก็คือ ‘เมาเรือ’

                       “พี่….ผมคลื่นไส้ จะอ้วกอยู่แล้ว”

                        “โอ้กกก….โอ้กกกก…..ค่อก…..ค่อก” ไอรีนไม่พูดพร่ำ สำรอกก่อนเจ้าเด็กฝึกงานเสียอีก ลำบากเหมยต้องเข้าไปลูบหลัง อย่างนี้แหละนะลูกคุณหนูอย่างไอรีนไม่เคยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นนี้มาก่อน ปกติผู้ปกครองไปรับไปส่งตลอดตั้งแต่เรียนมัธยมจนถึงมหาลัย นี่เป็นการโดยสารทางน้ำครั้งที่สองของเธอเท่านั้นเอง ครั้งแรกลองนั่งเรือยาวที่คลองแสนแสบจากท่าเรืออโศกไปถึงประตูน้ำ แต่ก็ไม่วายสำรอกใส่คนที่นั่งข้างๆอยู่ดี

                “เฮ้ยพี่! นั่นรอยอะไรครับ” นาคิมตะโกนลั่น ใบหน้าฉาบเคลือบความอยากรู้อยากเห็น มือก็ควานหาน้ำเปล่าในกระเป๋าหวังจะเอาไปให้ไอรีนกลั้วคอ

                คำถามของหนุ่มอ้วนตั้งต้นขึ้นจากการที่เขาเห็นรอยเท้าบนเกาะเล็กๆที่เรือกำลังแล่นผ่าน มันมีขนาดประมาณ 10 เซนติเมตร และมีมูลสัตว์สีเทาเหมือนขี้เถ้ากองอยู่ข้างกัน

                        “ตรงนั้นเป็นจุดที่จระเข้ขึ้นมาอาบแดดช่วงสายๆของทุกวันน่ะ”

                          ……………….

                        “จะ จระเข้เหรอพี่ ไม่เห็นรู้เลยว่ามี” คิมส่งขวดน้ำเปล่าให้ไอรีน ทว่าอีกฝ่ายไม่ทันรับมัน กลับเพ่งสายตาไปยังเกาะที่ว่านั่นแทน

                        “พี่พูดจริงพูดเล่น” เหมยรู้สึกปวดป่วนในลำไส้ ขณะที่ไอรีนหายเมาเรือเป็นปลิดทิ้ง เธอรีบเช็ดเศษอาหารที่ตกค้างบนมุมปากแล้วรีบดึงหน้าจากบริเวณผิวน้ำกลับมาในตัวเรือ

                “ไม่ต้องตกใจไป พวกมันไม่กล้าเข้าใกล้เรือหรอก” พรานทำเสียงแข็งกล้า เขารู้ดีว่าไม่มีสัตว์หน้าไหนกล้าเข้าใกล้ใบพัดที่หมุนด้วยความเร็วมหาศาลจนสามารถบดขยี้ทุกอย่างให้เละได้ในพริบตาหรอก

                ในที่สุดสิ่งที่ตรัยคิดก็เป็นจริง เรื่องเล่าทั้งหมดคือของจริง…

                ขณะเดียวกันหูของอ๊อตโต้ก็อื้ออึงจนแทบไม่ได้ยินเสียงใดๆเลยนอกจากเสียงร่ำร้องที่เกิดขึ้นในหัวอยู่ขณะนี้

                น้ำ ขอน้ำ ขอน้ำ…..

                หนุ่มหัวเกรียนรีบเดินข้ามพนักพิงนั่งแล้วแหวกไอรีนกับเหมยเพื่อไปรับน้ำจากมือของคิมแทน โดยหวังว่ามันจะช่วยบรรเทาอาการคลื่นเหียนลงได้บ้าง

                ปึก….

                ฉับพลันหน้าแข้งของอ๊อตโต้สะดุดเบาะคนนั่งด้านหน้า สูญเสียการทรงตัว ส่งผลให้ร่างของชายหนุ่มเคราะห์ร้ายร่วงลงน้ำสีเขียวมรกตที่มองไม่เห็นทัศนียภาพเบื้องล่าง จมลงไปโดยไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีอะไรรอเขาอยู่บ้าง

 

 

------------------โปรดติดตามตอนต่อไปทุกวันศุกร์---------------------------


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น