อัปเดตล่าสุด 2018-11-27 10:00:30

ตอนที่ 1 พรายน้ำ

สวัสดีครับนักอ่านทุกท่าน เวลานี้ท่านได้ย่างก้าวเข้าสู่ห้องจัดแสดงภาพ ห้องแรกของหอศิลป์ ‘Horrorism’ ที่ทั้งน่าสนใจใคร่รู้ และน่าพรั่นพรึงไปในเวลาเดียวกัน และอย่างที่กระผมได้นำเรียนในช่วงต้น ว่าการเดินทางเข้าสู่งานแสดงศิลป์ครั้งนี้ เราจะเรียนรู้ศึกษาผลงานภาพวาดแห่งความมืด...ภาพวาดอันมี สีดำเป็นเอกรงค์หลัก โดยแต่ละภาพ...แต่ละเรื่องราวก็จะมีสีสันอื่นที่ผสมผสาน จนได้ภาพจิตรกรรมเรื่องเล่าที่สมบูรณ์

                เอาล่ะครับ หากทุกท่านพร้อมแล้ว โปรดจงก้าวเท้าตามกระผมผู้นำทางเข้ามา ภาพในห้องแรกที่จะนำเสนอ ถูกวาดด้วยโทนสี น้ำเงินซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว หากกล่าวถึงสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เราจะคิดถึงนภากาศที่สดใส น้ำทะเลที่สะอาดกว้างไกล โดยทั้งท้องฟ้าและทะเล...จะทำให้นึกถึงความสดใส ส่วนความกว้างไกล พึงให้นึกถึงอิสระเสรี

                แต่หากเมื่อใส่ สีดำเพิ่มลงไป สีฟ้าหรือน้ำเงินนั้นจะเข้มขึ้นในบัดนั้น ท้องฟ้ากลางวันจะกลับกลายเป็นราตรีกาลที่มองสิ่งใดไม่เห็น หรือหากจะกล่าวถึงผืนน้ำสีน้ำเงินเข้ม...ความรู้สึกของผู้ที่ได้เห็น ย่อมหวาดหวั่นด้วยมิอาจรู้ได้ว่ามีสิ่งใดที่ ซ่อนอยู่ใต้น้ำนั้น...บางที สิ่งลึกลับอาจคงอยู่มาตั้งแต่บรรพกาล หรือไม่ก็อาจจะเพิ่งอุบัติขึ้นเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยาม...แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครที่รู้ว่าใต้ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้ม ใต้ผืนน้ำที่ถูกสีดำทาทับนั้น มีสิ่งใดเร้นกายอยู่...

                และบัดนี้ ถึงเวลาอันสมควรที่ท่านจะได้สัมผัสจิตรกรรมเรื่องเล่าที่ถูกทาทับด้วยสีดำและน้ำเงิน มันคือภาพวาดจากนรกใต้ผืนน้ำ

ภาพวาดที่มีชื่อว่า... พรายน้ำ’   

.................................................................................................................................
.................................................................................................................................

พรายน้ำ

 

            ...ในฝัน ผมยืนอยู่บนโป๊ะที่ท่าเทียบเรือด่วนเจ้าพระยา แสงโพล้เพล้ยามสนธยาทำให้เกิดแสงเงาสะท้อนตรงผิวน้ำวูบวาบ พินิจแล้วมีทั้งความสวยงามระคนลึกลับน่าพรั่นพรึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โป๊ะที่ผมนั่งอยู่นั้น ร้างราจากผู้คนที่ควรจะรอเรือกันจนเต็มแน่น...ทั้งในโป๊ะ ทั้งบนพื้นฝั่งทางด้านหลัง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยนอกจากตัวผม

                “โอ๊ะ!” ผมอุทานเมื่อรู้สึกถึงความโคลงเคลงจากคลื่นที่กระทบกับโป๊ะ มันรุนแรงพอที่จะทำให้ผมเซจนเกือบล้ม

                ผมพยายามทรงตัวไว้ก่อนที่จะล้มกลิ้ง และเมื่อตั้งหลักได้ ผมจึงเดินไปนั่งพักตรงม้านั่งทางด้านหนึ่ง คลื่นลมในแม่น้ำแรงเสียจนความรู้สึกของผมหวั่นไหว

                “เอ๊ะ! นั่นอะไร?” ผมถามตัวเองพร้อมกับเพ่งสายตาไปยังผืนน้ำเบื้องหน้า มีสิ่งผิดปกติแปลกปลอมลอยอยู่กลางแม่น้ำที่มืดสลัว

                บางอย่างสีดำ ๆ มีขนยาว ๆ มันลอยตะคุ่มมาแต่ไกล!..ทีแรกดูเหมือนสิ่งนั้นจะลอยอย่างไร้จุดหมาย ทว่าเพียงครู่เดียวเท่านั้น บัดนี้ผมรู้สึกว่ามันกำลังลอยดิ่งตรงเข้ามาหาโป๊ะที่ผมกำลังนั่ง และเมื่อมันเข้าใกล้ในระยะสักห้าหกเมตร ผมจึงเห็นมันได้ชัดเจนมากขึ้น!

                ให้ตายเถอะ! ขนยาวดำที่เห็น น่าจะเป็นเส้นผม!? และตรงกลางของกระจุกเส้นผมนั้น

                มันคือศีรษะคน!!

                “ย...ย...อย่า...” ผมอึกอักในลำคอ และราวกับอำนาจลึกลับที่สะกดให้ผมก้าวเท้าเดินไปยังริมโป๊ะ...ริมโป๊ะซึ่งติดกับผืนน้ำที่ ‘หัว’ นั่นลอยอยู่

                และที่ร้ายกว่าก็คือศีรษะที่เต็มไปด้วยผมยาวรุงรัง บัดนี้มันกำลังพลิกตะแคงใบหน้ามาทางผม ให้ตายเถอะ! ผมแน่ใจว่ารูปหน้าที่เห็น มันเขียวช้ำและบวมฉุ! ลิ้นของมันคับปาก จุกแน่นและเต็มไปด้วยเลือด หนอง รวมถึงหนอนที่ไต่ยั้วเยี้ย!

                “ช่วยด้วย!” ผมรวบรวมสติสุดท้ายเพื่อร้องออกมาสุดเสียง อย่างน้อย ๆ หากมีคนอยู่ใกล้ ๆ บางทีเขาน่าจะได้ยินและตรงเข้ามาช่วยผม

                ...

                “ช่วยด้วยยยยยยย!” ผมร้องเสียงหลงพร้อมเบิกตากว้าง ภาพที่เห็นตรงหน้าหาใช่ผืนน้ำหรือหัวผีเน่า ๆ ตัวนั้น หากแต่เป็นเพดานห้องพักเวรของหน่วยอาสาสมัครกู้ภัย บางทีอาจเพราะเวรที่ผมอยู่เมื่อคืนนั้นไม่มีเหตุร้าย ไร้อุบัติเหตุ ผมจึงสามารถนอนหลับได้สนิท...สนิทเสียจนฝันเป็นตุเป็นตะ

                “ฝันร้ายอีกแล้วหรือ กานต์?” เสียงหัวหน้า ‘พี่ปัญญา’ ทัก ผมใช้เวลาตั้งสติเพียงชั่วครู่ จากนั้นจึงหันไปยิ้มแห้ง ๆให้กับรุ่นพี่หัวหน้าหน่วย

                “ครับ ก็เรื่องเดิม ๆ” ผมตอบ พี่ปัญญาและคนอื่น ๆ ที่สนิทกันในหน่วยรู้อยู่แล้วว่าผมมักจะนอนละเมอ ฝันร้ายอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะหากเป็นการฝันที่เกี่ยวกับ ‘น้ำ’

                “ยังไงก็อย่าฝืนนักล่ะ” พี่ปัญญาแนะนำอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกจากห้องนอนเวร โดยมากพี่ปัญญามักจะมาเช้ากว่าใคร โดยเมื่อมาถึงพี่ปัญญาก็จะเข้ามาถามไถ่ถึงเหตุการณ์ของเวรกลางคืน หากไม่อย่างนั้นก็จะตรวจตราเครื่องมือ รถกู้ภัยรวมไปถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถ

                ‘พวกเราต้องพร้อมเสมอ’ คือคำสั่งสอนของพี่ปัญญาผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า และแน่นอน ผมที่แม้จะเป็นเพียงอาสาสมัครได้ไม่ถึงปี แต่ผมเองก็เลื่อมใสศรัทธา รวมถึงเชื่อฟังในสิ่งที่พี่ปัญญาสอนสั่ง

 

                ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไปรเวท ปกติแล้วถ้าไม่จำเป็น สมาชิกหน่วยกู้ภัยจะไม่แต่งเครื่องแบบออกไปข้างนอก ผมเองตั้งใจจะกลับไปงีบหลับต่อที่บ้าน ตื่นอีกทีราว ๆ สักเที่ยงคงจะดี

                “หลับสบายไหมคะ กานต์” เสียงใส ๆ ทักจากด้านหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร นั่นเพราะสาวน้อยที่ผมกำลังจะหันไปเจอนั้น คือหญิงสาวที่เรียกได้ว่าเป็น ‘รักแรกพบ’ ก็ว่าได้ ตั้งแต่ครั้งที่ผมต้องเผชิญห้วงแห่งความทุกข์ ช่วงเวลานั้นในใจของผมล้วนเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยสีดำสนิท หากแต่ผมได้เจอ ‘เจี๊ยบ’ สาวน้อยอาสาสมัครสมาชิกหน่วยกู้ภัยโดยบังเอิญ

                เจี๊ยบที่เห็นผมซึมเศร้า เธอจึงเข้ามาคุยปลอบใจ...และวินาทีนั้น โลกสีดำดุจโคลนตมใต้น้ำจึงกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูสดใสอีกครั้ง

                “กานต์ฝันร้ายอีกแล้วน่ะ” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบก็มีเสียงพี่ปัญญาพูดแทรกเข้ามา นั่นปะไร ที่ห้องข้าง ๆ พี่แกกำลังนั่งตรวจสภาพวิทยุสื่อสารด้วยตัวเอง

                “ยังใม่หายฝันร้ายอีกหรือคะ?” เจี๊ยบหันมาพูดกับผมพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย ดวงหน้าอ่อนเยาว์สดใสดุจสาวแรกแย้มทำให้ใจผมเต้นสั่นแทบไม่เป็นจังหวะ รอยยิ้มหวานทำให้โลกนี้สดใสน่าอยู่ยิ่งขึ้น

                “อืมมมม...ยังไม่หายเลย ยิ่งช่วงนี้ฝันร้ายติด ๆ กันทุกคืน” ผมตอบตามจริง

                “ฝรั่งเขาเรียกว่า Psychic trauma น่ะ” พี่ปัญญาวางวิทยุลงพร้อมกับเดินเข้าร่วมวงสนทนา

                “อะไรนะคะ? ไซคิค ทรอม่า?” สาวเจี๊ยบทวนคำ

                “มันคืออะไรครับพี่” ผมถามด้วยไม่รู้จักคำศัพท์เฉพาะทางจริง ๆ

                “มันคือภาวะที่ผู้ป่วยได้รับการกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจ ส่วนมากมักเกิดกับอุบัติเหตุร้ายแรง”

                “กานต์...กานต์ควรจะทำใจเรื่องนั้นได้แล้วนะ” เจี๊ยบพูดพร้อมกับกุมมือผมเพื่อให้กำลังใจ

                ผมรู้ดีว่าเจี๊ยบหมายถึงอะไร พี่ปัญญาก็รู้ สมาชิกหน่วยกู้ภัยทุกคนก็รู้ และอุบัติเหตุใหญ่ที่ว่าก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมอยู่ในภาวะเครียดและซึมเศร้า ทว่าหลังจากนั้น ผมได้ผันตัวเองเข้ามาเป็นอาสาสมัครกู้ภัย

                อุบัติเหตุที่ว่า...คือโป๊ะล่ม!!

 

                วันนั้น...วันที่ประดุจราวกับฝันร้าย แม้จะเป็นเพียงเวลาเย็น แต่สายฝนพรำทำให้บรรยากาศขมุกขมัวมืดเร็วกว่าที่เคย และแน่นอนเมื่อฝนตกอย่างนี้ ทุกคนในกรุงเทพฯก็ต้องอยากกลับบ้านเร็ว ๆ หลายคนเลือกโดยสารทางเรือด่วนเจ้าพระยา ซึ่งแม้จะเปียกบ้างนิดหน่อย แต่ก็นับว่าดีกว่าไปผจญรถติด

                ผมเดินออกจากบริษัทกับเพื่อนสนิทอีกสองคน ‘ยุทธ’ กับ ‘ฟ้า’ เราสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย และแม้สองคนนั้นจะคบเป็นแฟนกันในภายหลัง แต่พวกเขาก็ไม่เคยละเลยเพื่อนสนิทอย่างผม เราสามคนยังคงเฮฮาตามประสาวัยหนุ่มสาวเสมอ ๆ และถึงแม้การงานจะได้ทำคนละบริษัทกัน แต่พวกเราทั้งสามก็มักจะนัดมาสังสรรค์กันเป็นประจำ

                ทว่าวันนั้นคือวันแห่งความวิปโยค...คือวันแห่งโศกนาฏกรรมอย่างแท้จริง พวกเราทั้งสามลงไปยืนรอเรือด่วนอยู่ในโป๊ะ ฝนที่เริ่มตกหนาเม็ดยิ่งทำให้คนเข้ามารวมตัวกันในโป๊ะ ผมเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจ ในความคิดตอนนั้นอยากจะชวนยุทธกับฟ้าให้เปลี่ยนเป็นกลับทางรถแทน

                ทว่า...ไม่ทัน

                เสียงลั่นเปรี๊ยะจากทางใดทางหนึ่ง ทีแรกผู้คนที่ยืนรอเรือต่างก็มองหน้ากันด้วยไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังจะเกิด ทว่าเพียงแค่สี่ห้าวินาทีต่อมาพวกเราจึงรับรู้ถึงหายนะที่กำลังมาเยือน

                โป๊ะเอียงวูบหนึ่งครั้งทางด้านที่พวกเรายืน ผู้คนกรีดร้องโกลาหล หลายคนที่อยู่บนฝั่งตะโกนให้คนในโป๊ะรีบกลับขึ้นมา แต่เหตุการณ์เลวร้ายดำเนินต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว

                พื้นไม้ของโป๊ะลั่นเสียงสนั่นอีกครั้ง พวกเราเซถลาไปทางด้านเก้าอี้ที่ใช้นั่งพักรอเรือ ผมมือไวพอที่จะคว้าเก้าอี้ไว้ได้ ขณะที่เพื่อนทั้งสอง ยุทธกับฟ้า ทั้งคู่ยังเสียหลักตั้งตัวไม่ได้ มีเพียงแค่ตัวผมที่มีหลักยึดเท่านั้นที่สามารถช่วยพวกเขา...แน่นอนว่าผมพยายามยื่นมือออกไปจนสุด

                กร๊อบ! ครืดดดดด!!

                “กรี๊ดดดดดดดดด!!” เสียงกรีดร้องลั่นเมื่อโป๊ะส่วนริมแตกยุบตัวลงไปอย่างกะทันหัน และสมดุลน้ำหนักที่เสียไปทำให้โป๊ะเอียงเสียศูนย์มากขึ้น และนี่เองจึงทำให้ผู้คนจำนวนมากถูกเทลงไปสู่พื้นน้ำที่ไหลเชี่ยว

                ...และนั่นรวมถึงยุทธกับฟ้า เพื่อนรักของผม

                “กานต์อย่าคิดมาก กลับไปพักผ่อนนะคะ” เสียงหวานของเจี๊ยบเรียกผมให้กลับสู่โลกแห่งความจริง ผมตกปากรับคำกับเจี๊ยบและพี่ปัญญาว่าจะไม่คิดมาก โดยวันนี้ผมตั้งใจจะเอาดอกไม้ไปวางตรงที่เกิดเหตุเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ผมจะกลบฝังอดีตอันแสนเจ็บปวด และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุให้รอดชีวิต

                ...

                โป๊ะท่าเรือใหม่เอี่ยมอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้ เห็นได้จากผู้คนที่ลงไปยืนรอเรือด่วน เรือข้ามฟากตามปกติ ช่างราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่มีซากปรักหักพังของโป๊ะที่คว่ำ ไม่มีซากศพลอยเกลื่อนน้ำ ไม่มีเสียงกรีดร้องของผู้คนบนผืนฝั่ง หากจะมีร่องรอยใดเหลือบ้าง ก็เห็นจะมีแต่ลานเล็ก ๆ ที่ทางท่าเรือเตรียมไว้สำหรับวางช่อดอกไม้เพื่อไว้อาลัย

                ทว่า...ยิ่งวันเวลาผ่านไป ผมสังเกตว่าจำนวนช่อดอกไม้ก็ยิ่งน้อยลง ๆ หรือทุกคนกำลังลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ลืมโศกนาฏกรรมที่ดูดกลืนหลายสิบชีวิตลงสู่ใต้สายน้ำ

หรือแท้จริงผมเองก็ควรจะลืม?

ผมควรจะลบเหตุการณ์ร้าย ๆ ออกจากความทรงจำเสีย ฝันร้ายที่เฝ้าหลอกหลอนทุกค่ำคืนจะได้ลดหายทุเลาลง

                ผมวางช่อดอกไม้ที่ลานไว้อาลัย ในสมองหวนคำนึงไปถึงวันที่ต้องสูญเสียเพื่อนรักทั้งสอง ผมยังจำวินาทีที่ทั้งคู่จมหายไปกับสายน้ำ...ความทรงจำช่างแจ่มชัดราวกับเหตุการณ์ร้ายพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน

                นี่สินะ ที่เขาเรียกกันว่า ความทรงจำฝังใจ?

ผมหวนคิดถึงคำเตือนของพี่ปัญญา ของเจี๊ยบ รวมถึงเพื่อน ๆ ในหน่วยกู้ภัย ทุกคนพยายามบอกผมให้ทำใจและก้าวข้ามเหตุร้ายที่ยังตามหลอกหลอนให้จงได้ ด้วยคำให้กำลังใจของทุกคน ผมจึงตั้งสติสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามสัมผัสถึงบรรยากาศเย็นสบายริมฝั่งแม่น้ำ

ทว่าเป็นนาทีนั้นเองที่หางตาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ลอยในแม่น้ำ มันเป็นเงาดำ ๆ ลอยตะคุ่ม ๆ ที่กลางลำน้ำ ผมหันมองซ้ายขวาเพื่อดูว่ามีใครที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอย่างผมหรือไม่

ทว่า กลับไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น!? ผู้คนมากมายที่ยืนรอเรือข้ามฟาก ผู้คนที่เดินขวักไขว่บนตลิ่ง บัดนี้หามีใครอยู่ในบริเวณนั้นไม่ รอบตัวผม ทั้งในโป๊ะ ทั้งริมตลิ่ง ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากตัวผม!?

กระนั้น ราวกับต้องมนต์สะกด เท้าของผมก้าวเดินช้า ๆ ไปยังที่ริมโป๊ะ ขณะเดียวกันกับเงาดำ ๆ ที่ตอนแรกลอยอยู่กลางน้ำ แต่ตอนนี้มันกำลังลอยตรงดิ่งเข้ามาหาผม! และด้วยระยะที่ใกล้ ผมจึงเห็นมันชัดเจน

                หัวที่มีผมยาวสยาย!

            มันคือหัวผีในความฝัน!? ผมยาวกระเซอะกระเซิงรวมถึงใบหน้าบวมฉุจากการเน่า บัดนี้มันลอยเข้ามาแทบจะเทียบกับโป๊ะ แต่ที่ร้ายกว่าก็คือ ไม่รู้ผีห่าซาตานตนไหนที่สะกดให้ผมก้าวเท้าออกไปจากโป๊ะ!..ก้าวลงไปในน้ำ!?

                ตูม! เสียงผมหล่นลงในน้ำ ความลึกมากกว่าห้าหกเมตรทำให้ผมจมลงในพริบตา และด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด ผมจึงพยายามตะเกียกตะกายสุดชีวิต

                ทว่า ในวินาทีนั้น ด้วยดวงตาที่ลืมในน้ำ...ผมจึงเห็นภาพใต้น้ำมัว ๆ ผมเห็นร่างบวมฉุเจ้าของหัวผมยาวกระเซิงกำลังลอยตรงมาหาผม และด้วยความตกใจสุดขีด ผมจึงดีดตัวไปด้านหลัง

                และเมื่อนั้น ผมจึงรู้ว่าความสยดสยองกำลังพึ่งจะเริ่ม นั่นเพราะด้านหลังมีร่างเหนียว ๆ เละ ๆ ลอยขวางทางหนี ผมได้แต่เหลียวไปมอง คุณพระคุณเจ้า! ร่างที่ลอยอยู่ทางด้านหลังก็อยู่ในสภาพบวมอืดไม่แพ้ร่างหัวกระเซิงที่กำลังตรงดิ่งเข้ามาใกล้

                นอกจากกำลังจะจมน้ำแล้ว ผมยังถูกประกบหน้าหลังจากสองผีร้าย?

                “ช่วยด้วย!” ผมร้องลั่นด้วยความกลัว และนั่นทำให้ผมสะดุ้งตื่นจากความฝันอันโหดร้าย อา...นี่ผมฝันวกวนอีกแล้ว เมื่อไรที่ผมจะหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ได้

                หรือนี่เป็นเวรกรรมที่ผมได้เคยทำไว้?

 

                ผมเดินทางไปหน่วยกู้ภัยตอนเย็นของวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือน วันนี้ฝนตกลงมาตลอดตั้งแต่ตอนบ่าย แม้ผมจะรู้ว่าสภาพร่างกายของหน่วยกู้ภัยควรจะต้องเตรียมพร้อม นั่นเพราะส่วนมากศุกร์สุดท้ายของเดือนมักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่กระนั้นอาการปวดศีรษะตึบ ๆ ยังคงเล่นงานบริเวณขมับของผมอย่างต่อเนื่อง เหตุนั่นเพราะอาการฝันร้ายยังเข้าจู่โจมหลอกหลอน และแม้ผมจะตั้งจิตแผ่เมตตา แม้จะพยายามผ่อนจิตใจให้หายกังวล...แต่ก็ราวกับไม่เป็นผล ผมเองก็หาได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับความฝันซ้ำซากที่แสนน่ากลัวนั้น ผมเคยเข้าไปปรึกษาเพื่อนทางอินเทอร์เน็ต หลายความเห็นกล่าวไปในทำนองเดียวกัน

                 มันคือ ‘พรายน้ำ’!?

                พรายน้ำคือภูตผีปิศาจที่อาศัยสิงสู่ในแหล่งน้ำ มันจะคอยคร่าชีวิตมนุษย์ที่ผ่านไปมา บางความเห็นก็ว่าเป็นวิญญาณของคนที่เสียชีวิตในแหล่งน้ำ วิญญาณเหล่านั้นจะพยายามหาตัวตายตัวแทนเพื่อที่ตัวมันจะสามารถไปเกิดใหม่ได้

                มีหนึ่งความเห็นที่เขียนไว้อย่างน่ากลัวว่า บางทีผมอาจถูกหมายตาจากพวกมัน! อาจเป็นเพราะผมเป็นคนที่รอดตายจากโศกนาฏกรรมโป๊ะล่ม ดังนั้นพวกมันจึงต้องการชีวิตผม?

                …กระนั้นบางความคิดเห็น แนะนำให้ผมไปพบแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ทางด้านจิตเวช ผมรู้สึกเคืองเล็กน้อยที่อยู่ดี ๆ มีคนมาหาว่าผมเป็นบ้า แต่พอมาคิดทบทวน การที่ฝันร้าย วกวนแต่เรื่องเดิม ๆ อาจต้องปรึกษาจิตแพทย์จริง ๆ

                ‘ตรู๊ดดดดดดดด...ตรู๊ดดดดดดดด…’ เสียงโทรศัพท์มือถือ และเมื่อผมหยิบขึ้นมาดูจึงพบว่าเจ้าของสายเรียกเข้าก็คือเจี๊ยบ สาวน้อยผู้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมเข้าร่วมอาสาสมัครกู้ภัย

                “กานต์มาถึงหรือยัง?” เสียงเจี๊ยบฟังแล้วชุ่มชื่นหัวใจ

                “เกือบแล้วล่ะ” ผมตอบไปตามจริง

                “ดีแล้วล่ะ ทั้งเจี๊ยบ พี่ปัญญา และเพื่อน ๆ ทุกคนเป็นห่วงกานต์นะ” เสียงตามสายหวานเจี๊ยบสมชื่อ เล่นเอาหัวใจผมพองโต อยู่เวรคืนนี้ผมน่าจะมีความสุข นั่นก็เพราะผมจะได้ทำงาน ได้อยู่เวรพร้อม ๆ กับเจี๊ยบนี่นา

                ทว่าเหตุการณ์หากลับได้เป็นอย่างที่ต้องการ ตกค่ำราวสามทุ่ม เจ้าหน้าที่วิทยุวิ่งกระหืดกระหอบเพื่อแจ้งเหตุด่วนกับพี่ปัญญา มันคือรายงานเรื่องอุบัติเหตุครั้งใหญ่

                “มีอุบัติเหตุโป๊ะล่มที่ท่าน้ำ!” รุ่นพี่ปัญญาที่เป็นหัวหน้าหน่วยเอ่ยเสียงเครียด ทุกคนที่เข้าเวรในตอนนั้นหันมามองผมเป็นตาเดียว ท่าน้ำริมฝั่งเจ้าพระยาที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากโป๊ะที่เคยล่มเพียงไม่กี่สิบเมตร

                “ไหวไหมกานต์” ใครคนหนึ่งในทีมถาม

                ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด นี่เป็นโอกาสที่จะขจัดความกลัว ฝันร้ายวกวนไร้สาระ พรายน้ำอะไรกัน เรื่องภูตผีวิญญาณไม่มีจริงหรอก! นิมิตฝันที่ผ่านมาล้วนเป็นเพียงแค่จินตนาการอันเกิดจากประสบการณ์อันเลวร้ายต่างหาก!

                “ไหวครับ!” ผมตอบเสียงดังฟังชัด หลังจากนั้นไม่มีใครรีรอ ต่างคนต่างเตรียมอุปกรณ์ เพียงไม่ถึงห้านาทีรถทุกคันในหน่วยต่างก็พากันมุ่งสู่ท่าน้ำริมฝั่งเจ้าพระยา

                “ศุกร์สิ้นเดือน! ฝนตกไม่หยุด! ท่าทางคนคงลงไปเบียดกันจนโป๊ะรับน้ำหนักไม่ไหวแน่” พี่ปัญญาประเมินสถานการณ์

                “เหมือนกับเหตุการณ์ที่...เอ่อ...” เจี๊ยบออกความเห็น ทว่าส่วนท้ายของประโยคกลับอึกอักอยู่ในลำคอ

                “เหมือนกับวันที่ผมและเพื่อนประสบเหตุ” ผมต่อคำพูดของเจี๊ยบให้จนครบ สาวจิตใจดีอย่างเจี๊ยบคงไม่อยากพูดอะไรให้สะเทือนใจผม แต่มันก็เป็นความจริง! สถานการณ์แทบจะเหมือนกัน นั่นคือมีฝนตกซึ่งจะทำให้คนรีบเร่งกลับบ้านและลงไปออกันในโป๊ะเพื่อที่จะยื้อแย่งกันขึ้นเรือ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้โป๊ะไม่สามารถรับน้ำหนักที่เกินพิกัด

                แต่วันนี้มีหลายอย่างที่เลวร้ายยิ่งกว่า...นั่นคือ วันที่ผมประสบเหตุเป็นเพียงแค่ตอนเย็นที่อากาศขมุกขมัว ทว่าตอนนี้เป็นเวลาประมาณเกือบ ๆ สามทุ่มซึ่งมืดสนิท...โดยในความเป็นจริง ก็เกือบจะเป็นเวลาของเรือข้ามฟากรอบสุดท้าย แต่ด้วยเพราะเป็นคืนวันศุกร์สิ้นเดือน คนที่ต้องการเดินทางคงจะมีมากกว่าวันปกติธรรมดา

                รถกู้ภัยจอดเข้าเทียบริมถนนในจุดที่อยู่ใกล้ทางขึ้นโป๊ะ ทั่วทั้งบริเวณมีแต่ความโกลาหล เสียงกรีดร้องวี้ดว้ายดังระงมไปทั่ว รถกู้ภัยของหน่วยอื่น ๆ รถพยาบาล รถตำรวจจอดกันเต็มแน่นพื้นที่ ไซเรนสีแดง สีน้ำเงินสาดส่องวูบวาบไปทั่วบริเวณ

                ด้านหนึ่งที่ผมเห็นคือคนเจ็บที่นั่งพักอยู่ในรถพยาบาล พวกเขาเนื้อตัวเปียกปอน ทว่าอีกด้านผมเห็นหน่วยพยาบาลกำลังปั๊มหัวใจผู้ประสบเหตุที่นอนนิ่งอยู่บนเปลสนาม

                “ไปเร็วพวกเรา! ยังมีผู้ประสบเหตุอีกมาก!” พี่ปัญญาร้องตะโกนสั่ง พวกผมทุกคนเอาชูชีพสวมใส่ให้ตัวเอง โดยพี่ปัญญาแบกเอาห่วงชูชีพขนาดใหญ่ติดปลายเชือกไปอีกหนึ่งอัน

                เพียงครู่เดียวพวกผมก็วิ่งเข้าไปถึงจุดเกิดเหตุ ให้ตายเถิด! ภาพตรงหน้าคือนรกบนดินชัด ๆ โป๊ะที่ใช้ยืนรอเรือเข้าเทียบ บัดนี้มันลอยอยู่ในสภาพพลิกกลับคว่ำหน้า แรงไฟฉายรวมถึงสปอตไลท์ที่ส่องจากบนฝั่งทำให้เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของผู้ประสบเหตุจำนวนมากที่ลอยคออยู่ในน้ำ

                และที่ผมรู้ดี...จุดที่อันตรายมากที่สุดสำหรับเหตุโป๊ะล่ม หาใช่กลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากไม่!?

                หากแต่มันคือบริเวณ ‘ใต้โป๊ะ’ ต่างหาก!

                ผมสามารถมโนภาพสยดสยองราวกับฝันร้าย ผู้คนที่ตกลงในน้ำอย่างไม่รู้ตัว คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นจะจมดิ่งลงสู่พื้นด้านล่างอย่างรวดเร็ว หากแต่คนที่พอจะตั้งสติและว่ายน้ำได้ เขาจะพยายามว่ายพยุงตัวขึ้นด้านบน พวกเขาจะพยายามลอยตัวและว่ายเข้าหาฝั่ง

                ทว่าหากเป็นใต้โป๊ะเล่า?

                แม้ผู้คนเหล่านั้นพยายามว่ายขึ้นสักเท่าไร ก็จะติดพื้นโป๊ะที่พลิกคว่ำ แม้จะพยายามกี่ครั้งก็จะไม่เป็นผล วิธีรอดทางเดียวคือการดำน้ำและว่ายออกทางด้านข้างเพื่อที่จะได้โผล่ในจุดที่ไม่มีโป๊ะลอยขวาง...ทว่าจะมีสักกี่คนที่จะเท่าทันทั้งความคิด ทันทั้งการกระทำ

            ตูม! ตูม! ตูม!

                เสียงกระโจนลงน้ำของหน่วยกู้ภัย ทั้งจากหน่วยของผม ทั้งจากหน่วยอื่น แต่ละคนต่างว่ายฝ่ากระแสน้ำเข้าหาผู้ประสบเหตุ แม้ทุกคนจะรับรู้ความเสี่ยงแต่ด้วยหน่วยกู้ภัยมักจะมีการจัดฝึกอบรม รวมถึงทุกคนได้ใส่อุปกรณ์เสื้อชูชีพจึงทำให้มีความมั่นใจอยู่บ้าง

                “รับห่วงยางนี่ไว้นะคะ” เป็นเสียงของเจี๊ยบขณะที่กำลังโยนห่วงชูชีพลงไปในน้ำ ภาพนี้เองที่ทำให้ผมฟื้นคืนสติ แม้จะตื่นเต้นและหวาดหวั่น แต่อย่างไรหน้าที่การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุจะต้องมาก่อน

                ผมรัดเสื้อชูชีพให้กระชับ มองผ่านแสงไฟนำทางลงยังเกลียวคลื่นของแม่น้ำ ผู้ประสบเหตุมีอีกจำนวนมากที่ลอยคอ บางคนดูแล้วน่าจะพอรอได้ ขณะที่บางคนมีลักษณะผลุบ ๆ โผล่ ๆ เหมือนกำลังจะหมดแรง เช่นนั้นผมควรลงไปช่วยคนที่ใกล้จะหมดแรงก่อน

            ตูม!

                ผมกระโจนลงในน้ำทันท่วงที ด้วยเคยฝึกหัดเล่นกีฬาว่ายน้ำ ผนวกกับหน่วยกู้ภัยเคยส่งอาสาสมัครอย่างพวกผมเข้ารับการอบรม เช่น การช่วยฟื้นคืนชีวิตเบื้องต้น การเคลื่อนย้ายผู้ประสบเหตุ และที่สำคัญ นับว่าโชคดีมากที่ผมได้เข้ารับการอบรม ‘วิธีและหลักการช่วยคนจมน้ำ’

                ผู้ประสบเหตุรายแรกที่ผมช่วยได้เป็นคุณลุง จากนั้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผมลงไปช่วยได้อีกสามรอบ เป็นคุณป้าหนึ่งคน เด็กนักเรียนมัธยมต้นอีกสองคน ทว่าเมื่อหันกลับไปดูในน้ำ ก็ยังพบคนที่ลอยคออยู่ในแม่น้ำอีกจำนวนหนึ่ง นั่นหมายถึงคนที่จมลงพร้อมโป๊ะจะต้องมีจำนวนมาก ขนาดใช้หน่วยกู้ภัยหลายหน่วยแล้วก็ยังไม่หมด

                ผมตัดสินใจจะลงไปช่วยอีกโดยเล็งผู้ชายที่ลอยคออยู่ไกลออกไป ทว่าในตอนนั้นเองที่ผมเห็นบางอย่างผิดปกติ

                ด้านหลังของผู้ประสบเหตุที่กำลังโบกมือขอความช่วยเหลือนั้น มีบางอย่างสีดำ ๆ ลอยอยู่ทางด้านหลัง! และสาบานเถอะ! ผมสังเกตเห็นว่าเงานั้นมีผมยาวสยาย!?

                หรือมันคือพรายน้ำ?

                มันอาจเป็นปิศาจที่อยู่ในน้ำเพื่อคอยพรากชีวิตมนุษย์เพียงเพื่อความสาแก่ใจ หรือบางทีมันอาจเป็นดวงวิญญาณของคนที่เสียชีวิตจากการจมน้ำ วิญญาณหลงทางเหล่านั้นต่างต้องการ ‘ตัวตายตัวแทน’ เพื่อที่มันจะได้ไปผุดไปเกิด?

                “ช่วยด้วย!” แว่วเสียงขอความช่วยเหลือจากผู้ประสบเหตุ ผู้ชายที่ผมเห็นเมื่อครู่ บัดนี้เขาจมลงไปในน้ำจนมิดหัว ทว่าเพียงครู่เดียวจึงทะลึ่งพรวดขึ้นมา สักพักก็เริ่มจมลงไปอีกครั้ง นี่คือสัญญาณเตือนว่าผู้ประสบเหตุกำลังจะไม่ไหว

                ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พรายน้ำด้านหลังผู้ประสบเหตุหายไปแล้ว...หรือบางทีอาจเป็นเพียงภาพฝันร้ายที่ซ้อนทับกับความจริง?

                “กานต์ คนนั้นใกล้จะจมแล้ว!” เจี๊ยบร้องตะโกนพร้อมชี้มือลงไปในน้ำ เธอเองก็คงอยากจะช่วย แต่ระยะไกลขนาดนั้น แรงของเธอย่อมไม่พอที่จะโยนห่วงยางไปได้ถึง

                ผมไม่มีทางเลือกนอกจากกระโดดลงไปในน้ำ แม้จะกลัวแต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าเงาที่เห็นเมื่อครู่เป็นเพียงแค่อาการตาฝาด...หรือไม่ก็ภาพติดตาจากอาการฝันร้ายต่อเนื่อง...ถึงตอนนี้ ผมไม่สนใจสิ่งอื่นนอกจากว่ายตรงไปยังผู้ประสบเหตุ

                “ใจเย็น ๆ นะครับ อย่าดิ้นและตีขาช่วยผมพาเข้าฝั่ง” ผมตะโกนพร้อมเอามือไปจับไหล่ชายคนที่จวนจะจม

                ทว่าวินาทีนั้นเองที่ผมรับรู้ความรู้สึกผิดปกติ นั่นคือเสื้อของผู้ชายคนนั้นลื่น! ทั้งที่ความจริงเสื้อควรจะแค่เปียกน้ำ ทว่าเนื้อผ้าที่ผมสัมผัสได้กลับเหนียว ๆ ลื่น ๆ

                คล้ายกับตะไคร่!?

                ผมหันมามองชายคนที่ผมกำลังจะช่วย เสื้อผ้าของเขาดูเก่าและขาดวิ่น นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยสีเขียวของตะไคร่ และที่ร้ายที่สุดก็คือคือชายที่ลอยคอค่อย ๆ หันหน้ามาทางผม

                “ยุทธ!?” ผมร้องลั่น ใบหน้าของผู้ประสบเหตุที่ผมกำลังจะช่วย แม้จะมองด้วยมุมเพียงด้านข้าง ทว่าใบหน้าของเขาก็คือใบหน้าของ ‘ยุทธ’ !

                เป็นไปไม่ได้! ก็ยุทธตายไปแล้ว! ตายไปต่อหน้าต่อตาผม!?

                แต่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า มันเป็นภาพที่ปฏิเสธไม่ได้! ถึงแม้จะมืด แม้จะมีแสงเพียงแค่ไฟสปอตไลท์ที่ส่องจากฝั่ง แต่ผมก็ยังมั่นใจว่าชายตรงหน้าคือยุทธ เพื่อนผู้จมน้ำไปพร้อมกับโศกนาฏกรรมโป๊ะล่มเมื่อหลายเดือนก่อน!

                ยุทธหันมาเผชิญหน้ากับผมตรง ๆ ใบหน้าสีม่วงคล้ำกำลังฉีกยิ้มแสยะ ผมเห็นลิ้นบวมเน่าที่จุกแน่นอยู่ในปาก ใบหน้าหลายส่วนของยุทธมีทั้งแผลถลอกและฉีกขาด ซึ่งบาดแผลเหล่านี้ผมเคยเห็นมาก่อนเวลาไปช่วยชันสูตรพลิกศพผู้ที่เสียชีวิตจากการจมน้ำ

                บาดแผลบนใบหน้าของยุทธ...เหมือนกับแผลที่ถูกปลาในน้ำตอดแทะ!

                “เหวอ...” ผมร้องลั่นพร้อมกับพยายามตีขาเพื่อว่ายหนี ทว่าผมกลับถอยไปเจอร่างหนึ่งที่ลอยขึ้นขวางทางระหว่างตัวผมกับฝั่ง

                ร่างที่จู่ ๆ โผล่ขึ้นมามีผมยาวสยายเป็นสีดำ ผมแน่ใจว่ามันคือ ‘พรายน้ำ’ ที่เห็นในความฝัน และบัดนี้ผมกำลังถูกพวกมันประกบหน้าหลัง เหมือนกับความฝันที่ซ้ำซ้อน

                ความฝัน? ใช่สิ! บางทีผมอาจกำลังฝันร้าย!?

                อย่างนั้น อีกประเดี๋ยวผมก็จะต้องสะดุ้งตื่น ผมจะลืมตาอีกครั้งบนที่นอนเวรของศูนย์กู้ภัย จากนั้นพี่ปัญญาที่ผมเคารพ เจี๊ยบที่ผมรัก คนทั้งสองจะมาช่วยปลอบโยนให้กำลังใจ

                แต่...แต่ทำไมคราวนี้ ผมถึงไม่ตื่นจากฝัน?

            หรือฝันร้าย...กลายเป็นจริง! ผมกำลังเผชิญหน้ากับพรายน้ำ ภูตผีที่มีจริง!?

                “กานนนนนนนต์” เสียงเย็นเยียบจากปากของผีพรายที่มีผมยาวกระเซอะกระเซิง และแม้จะเป็นน้ำเสียงยานคาง แต่ผมก็จำเสียงนั้นได้ดี นั่นเพราะเป็นเสียงของผู้หญิงที่ผม ‘เคยรัก’ มากที่สุด

                “ฟ้า?” ผมอุทานออกไปคำหนึ่ง

                ผีผมกระเซิงเงยหน้าให้เห็นเต็มตา และผมจึงได้รู้ว่าร่างตรงหน้าหาใช่ปิศาจที่มีถิ่นอาศัยในแหล่งน้ำไม่ นั่นเพราะเบื้องหน้าของผม ศีรษะที่มีผมดำยาวสยายนั้น เป็นศีรษะเดียวกันกับที่เห็นในความฝัน และใบหน้าซีดเซียวอมสีม่วงคล้ำตรงหน้าคือ ‘ฟ้า’ หญิงสาวผู้เสียชีวิตไปพร้อมกับ ‘ยุทธ’ คนรัก

                และบัดนี้ สองคนที่เป็นเพื่อนสนิทของผม กำลังลอยคอประกบอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง!

                “กานต์...กานต์เสียใจ...เสียใจมากที่เพื่อนทั้งสองตาย” ผมพยายามบอกเล่าความรู้สึก ในใจกระหวัดไปถึงเรื่องเล่าที่ว่าภูตผีที่จะนำเอาชีวิตคนไปเป็นตัวตายตัวแทน เพื่อที่พวกมันจะสามารถไปผุดไปเกิดได้

                “พอ...พอยุทธกับฟ้าเสีย...กานต์เลยผันตัวมาเป็นอาสาสมัครกู้ภัย เพื่อที่จะได้ทำบุญให้เพื่อนยังไงล่ะ” ผมชี้แจงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

                “โกหก!!!” ฟ้าในร่างปิศาจตะโกนลั่น ปากที่อ้ากว้างทำให้ผมเห็นลิ้นเขียวที่บวมช้ำ มิหนำซ้ำฟันยังหักกร่อน ผุดำและเหม็นคาว  

                “มึงน่ะเหรอที่จะมาเป็นกู้ภัยเพื่อทำบุญ! ไม่ใช่! มึงคิดเอาเองว่าการทำบุญจะสามารถลบล้างบาป!!” ฟ้าตะโกนใส่หน้าผม ตอนนี้เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อผียุทธว่ายเข้ามาทางด้านหลังและกอดผมไว้แน่น

                “วันนั้น...วันที่โป๊ะล่ม ก็จริงที่มันเป็นอุบัติเหตุ แต่พวกกูก็เหมือนกับมึง! กูก็คว้าเสาของโป๊ะไว้ได้!” พรายฟ้าว่ายเข้ามาประชิดตัวผม ลมหายใจของเธอที่เคยหอมหวน บัดนี้กลับเหม็นราวกับปลาเน่า

                “กูรู้ว่ามึงก็รักฟ้า...แต่กูไม่คิดว่ามึงจะอิจฉา และทำกับพวกกูได้” คราวนี้ผียุทธกระซิบกับผมที่ข้างหู

                ใช่...เป็นอย่างที่พวกมันพูด ผมเป็นพวกประเภทที่ถ้าสิ่งที่ตัวเองไม่ได้แล้วล่ะก็ คนอื่นก็ต้องไม่ได้!

                “พวกกูสองคนจับเสาไว้ได้ แต่มึงอาศัยจังหวะที่โป๊ะโยก…มึงถีบพวกกูให้หลุดจากโป๊ะ! ถีบพวกกูตกน้ำ!!” ปิศาจฟ้าตวาดดังลั่น

                จริงอย่างที่ผีฟ้าพูด อารมณ์ริษยาที่สะสมมานาน เพื่อนรักสองคน จู่ ๆ ก็มาเป็นแฟนกัน ตัวผมเองชอบฟ้ามาตั้งนานแล้ว ผมเคยบอกความรู้สึกกับฟ้าไปตรง ๆ ...ทว่าคำตอบคือปฏิเสธ ฟ้าบอกกับผมว่าเธอชอบยุทธ และจากนั้นไม่นาน ทั้งคู่จึงได้คบหาเป็นแฟนกัน

                อารมณ์ของผมคุกรุ่นทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันสามคน มันเป็นอย่างนี้มาหลายเดือน กระทั่งเกิดเหตุการณ์โป๊ะล่ม นาทีนั้น ผมที่ยึดเสาโป๊ะไว้ได้แน่น ผมได้อาศัยจังหวะชุลมุนจัดการถีบเข้าที่หน้าอกของเพื่อนทั้งสอง และผลก็คือทั้งคู่ลอยลิ่วลงไปในสายน้ำที่เชี่ยวกราก

                เป็นอันจบสิ้นหนามที่คอยทิ่มแทงลูกนัยน์ตา!

                ทว่าเหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หลังจากวันนั้น ผมฝันร้ายถึงผีพรายน้ำแทบทุกคืน ผมตกอยู่ในอารมณ์ซึมเศร้า จิตตก หวาดระแวง ครั้งหนึ่งผมเคยคิดที่จะฆ่าตัวตาย ทว่าหน่วยกู้ภัยของพี่ปัญญาเข้ามาห้ามผมได้ทัน

                และครั้งนั้นเองที่ทำให้ผมได้เจอเจี๊ยบ...ผมพบรักใหม่ในนาทีแรกที่ได้เห็น ผมเลิกคิดฆ่าตัวตายในทันที โดยถัดจากนั้นไม่กี่วัน ผมได้ปรึกษาพี่ปัญญาเกี่ยวกับการเข้าเป็นอาสาสมัครกู้ภัย โดยผมใช้ข้ออ้างว่าเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ อีกทั้งเพื่อที่จะได้ทำบุญให้แก่เพื่อนที่เสียชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลดังกล่าวถูกต้องเพียงครึ่งเดียว

                ใช่! ผมจะทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ยุทธกับฟ้าที่ผมเป็นคนฆ่า พวกมันจะได้ไป ๆ จากชีวิตของผมเสียที แต่เหตุผลหลักที่แท้จริงก็คือการที่ผมจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเจี๊ยบเสียมากกว่า

                ทว่าตอนนี้...ผมกำลังจะแย่! วงแขนของผียุทธรัดแน่นจนผมหายใจไม่ออก อีกทั้งผีพรายฟ้ายังเอามือบีบเข้าที่ลำคอของผม และที่หนักที่สุดก็คือ ผมรู้สึกถึงระดับน้ำที่ค่อย ๆ สูงขึ้น...หรือผมกำลังจะจมลงสู่ใต้แม่น้ำ

                เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงเอะอะของพี่ปัญญา เสียงกรีดร้องของเจี๊ยบ ระดับน้ำกำลังจะมิดหัว จากนั้นมันคงจะทะลักไหลท่วมปอดทั้งสองข้าง...และเมื่อนั้นรัตติกาลแห่งชีวิตก็จะมาเยือน

                สติผมกำลังหลุดลอยจนไม่ทันได้ยินเสียงตูมใหญ่ที่ริมฝั่งพร้อมกับเสียงคนจำนวนมากกำลังว่ายตรงมาหาผม

                …

                ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองถูกโยงด้วยสายน้ำเกลือจำนวนมาก ผมไม่อาจพูดหรือส่งเสียงได้แม้แต่น้อย แม้เพียงร่างกายก็ไม่อาจขยับเขยื้อน

                “ผมเสียใจด้วยครับ การขาดออกซิเจนไปนานทำให้สมองของผู้ป่วยตาย คุณกานต์ไม่อาจจะลุกขึ้นมาพูดคุย หรือรู้สึกตัวได้อีก เขาจะเป็นเจ้าชายนิทรา” เสียงพูดดังมาจากปลายเตียง ผมพยายามมอง แต่ก็เห็นเพียงชายผ้าขาว ๆ ของเสื้อกาวน์คุณหมอ นี่หมายถึงแม้แต่กลอกตาผมก็ยังทำไม่ได้

                “ไม่ฟื้นเลยหรือคะ?” เสียงของเจี๊ยบ? นี่เจี๊ยบอุตส่าห์มาเยี่ยมผม

                “ทำใจเถอะเจี๊ยบ ถือว่าเป็นกรรมของน้องมัน” คราวนี้เป็นเสียงของพี่ปัญญา แต่ผมแปลกใจก็คือในลานสายตาเท่าที่ผมจะสามารถมองเห็นได้

                พี่ปัญญากำลังจับมือเจี๊ยบอยู่??

                “บอกลากานต์เขาเสีย เดี๋ยวพวกเราต้องไปถ่ายสตูดิโอวิวาห์กันอีก อย่าทำหน้าเศร้าเลย พี่เชื่อว่าถ้ากานต์รู้ กานต์ก็จะต้องยินดีที่เราแต่งงานกัน” เสียงของพี่ปัญญาอีกครั้งก่อนจะตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ห่างออกจากห้อง

                ผมอยากจะร้องไห้ที่ต้องอยู่ในสภาพนี้ สภาพที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ ขยับไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ แถมยังไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนอีก

...แต่บางทีผมอาจจะคิดผิด ผมอาจไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว นั่นเพราะท่ามกลางลานสายตาที่พอจะมองเห็นได้ ที่ปลายเตียง ผมมองเห็นร่างบวมฉุจากการจมน้ำยืนอยู่สองร่าง!?

            ฝันร้ายยังไม่จบสิ้น มันคือร่างของผีพรายน้ำ...ยุทธกับฟ้า!!

..................................................................................................................................................................................................................................................................


 

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับภาพวาดโทนน้ำเงินที่แสดงผืนน้ำอันลึกลับ ทว่าเมื่อท่านได้อ่านจนจบเรื่องแล้ว หลายท่านอาจเริ่มรับรู้...ว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ซ่อนเร้น แฝงอยู่ภายใต้น้ำนิ่งสนิท อาจไม่ใช่แค่ภูตพรายที่เสียชีวิตในน้ำ หากแต่ความชั่วร้ายที่รุนแรงยิ่งกว่า อาจซ่อนอยู่หลังหน้ากากอันเงียบสงบ หน้ากากสีน้ำเงินอันลึกลับและเย็นชา!

เอาล่ะครับ..ห้องแสดงภาพถัดไปกำลังรอท่านอยู่ ห้องที่มีแต่สีแดง...และสีดำ!!
 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น