อัปเดตล่าสุด 2019-01-29 10:00:48

ตอนที่ 10 ป่ามายา

สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับการเยี่ยมชมห้องแสดงภาพจากนรก ภายในพิพิธภัณฑ์สยองขวัญ Horrorism แห่งนี้

ก็มาถึงภาพลำดับท้ายๆ แล้วครับ ในช่วงต้น ท่านได้ชมภาพ บาคุอันมีเรื่องราวเกี่ยวกับอาถรรพ์ในป่า และเรื่องราวในครั้งนี้...ก็เช่นกัน

                สีเขียวแห่งป่า...ผสานกับเอกรงค์สีดำแห่งความมืด

                อาถรรพ์แห่งพงไพรกำลังจะถูกแสดงให้ทุกท่านรับชมอีกครั้ง!

**************************************************************************************************

 

ป่ามายา

 

            แกรก...แกรก...

เสียงเดินลากฝีเท้าแผ่วเบาผ่านทิศทางด้านหลัง หากแต่เพราะบรรยากาศในป่าดงดิบยามดึกสงัดนั้นเงียบกริบไร้สรรพสำเนียง อีกทั้งที่พื้นดินยังเต็มไปด้วยใบและกิ่งไม้แห้ง จึงทำให้แม้เพียงเสียงเดินก็ยังสามารถได้ยินชัด ใช่! แม้กระทั่งเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของผมเองก็เช่นกัน

ผมรีบหาที่ซ่อนด้วยการแนบร่างเข้ากับด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ กิ่งและใบอันหนาทึบกอปรกับความมืดแห่งรัตติกาลน่าจะเพียงพอต่อการหลบเร้น ซ่อนตัวจากเจ้าของเสียงฝีเท้า ทั่วร่างของผมกำลังสั่นหวั่นไหวและเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ความกลัวผสานความหวาดหวั่นกำลังรุมเร้าคุกคามจิตใจ ผมพยายามกัดฟันให้แน่น ด้วยเพราะเกรงว่าริมฝีปากและฟันจะสั่นกระทบจนทำให้เกิดเสียงดัง และหากทำได้ ผมอยากจะหนีออกไปให้พ้นจากไอ้ป่าบ้าๆ เสียตั้งแต่วินาทีนี้!

                แกรก...แกรก...

                เสียงฝีเท้าปริศนาใกล้เข้ามาทีละน้อย แม้ไม่รู้จุดประสงค์ของอาคันตุกะลึกลับ แต่ผมสังหรณ์ใจว่ามันต้องไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน

                ทว่าราวกับยั่วเย้า ทุกสิ่งทุกอย่างพลันอยู่ในความสงบในวินาทีถัดมา ไม่มีเสียงเดิน ไม่มีเสียงใบไม้แห้งแกรกกราก ทั้งหมดนี้คือเหตุการณ์ประหลาดซ้ำซากที่ทำให้ผมแทบจะประสาทเสียในระยะเวลาหลายชั่วโมงที่ผ่านมา และถึงแม้ผมจะพยายามย้อนรอยเพื่อค้นหาเจ้าของเสียงฝีเท้า แต่เพราะไพรดิบอันอุดมด้วยแมกไม้กอปรกับความมืดมิดราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งอนธการ ทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจน ส่วนตัวช่วยซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือนั้น แบตเตอรี่หมดไปเสียดื้อๆ และนี่คือเหตุผลที่ผมไม่อาจเปิดโทรศัพท์เพื่อโทรหาคนที่จะมาช่วย...จะว่าไป เพียงแค่เปิดแอพพลิเคชั่นไฟฉาย ผมยังไม่สามารถกระทำได้ด้วยซ้ำ

                ส่วนอุปกรณ์ติดตัวอีกสิ่งนั้น ผมเหน็บมันไว้ที่เอว...ปืนสั้นที่ผมมักพกติดตัวไว้เวลาออกสำรวจพื้นที่ต่างจังหวัด หากแต่ในเวลานี้ มันกลับไร้ประโยชน์ราวกับเป็นเพียงท่อนไม้ เพราะเพียงแค่ชั่วโมงแรก ที่ผมต้องเผชิญกับการคุกคามของเสียงฝีเท้าลึกลับ ผมก็เกิดสติแตกและชักปืนออกมาเพื่อยิงขึ้นฟ้า ทว่ากระสุนทั้งหมดเกิดด้านอย่างกะทันหัน!

                ให้ตายเถอะ! นี่ผมกำลังโดนอาถรรพ์แห่งพงไพรเล่นงานอย่างนั้นหรือ!?

                ทั้งที่เรื่องเล่าเกี่ยวกับป่า เสือสมิง เจ้าป่าเจ้าเขา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ไร้สาระ! เป็นเพียงแค่คำขู่ของคนสมัยก่อนที่ไม่อยากให้เด็กๆ เฉียดกรายเข้าใกล้ผืนป่าอันอาจมีสัตว์ร้าย งูเงี้ยวเขี้ยวขอ...และหากถามถึงเหตุผล ว่าเหตุใดผมถึงมั่นใจเกี่ยวกับความจริงของเรื่องเล่าแห่งพงไพร...นั่นก็เพราะตัวผมทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ผมเป็นหนึ่งในทีมงานรายการโทรทัศน์ที่นำเสนอสารคดีสำรวจหมู่บ้านห่างไกล ท้าพิสูจน์ความเชื่อและตำนานพื้นบ้านเก่าแก่ โดยเป้าหมายของพวกผมซึ่งเป็นฝ่ายเซอร์เวย์สำรวจพื้นที่ มักเป็นหมู่บ้านในป่าดงดิบ เกาะกลางทะเลห่างไกล หรือไม่ก็ถิ่นทุรกันดารที่รายล้อมด้วยเขตรั้วธรรมชาติ

                ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ผมกับลูกน้องอีกสองคนได้ออกตามหาหมู่บ้านกลางป่าดงดิบ มันเป็นหมู่บ้านที่นักสำรวจจำนวนมากพยายามค้นหา แต่ก็ไม่มีใครเคยพบ ยิ่งไปกว่านั้น เคยมีทีมสำรวจที่พยายามดั้นด้นเสาะแสวงหา หากแต่นักสำรวจเหล่านั้นกลับกลายเป็นผู้ประสบเหตุหลงป่าเสียเอง...และผลสุดท้าย พวกเขาไม่สามารถกลับออกมาได้อีกเลย

                หมู่บ้านดังกล่าวจึงถูกขนานนามว่า...หมู่บ้านลับแล

และราวกับโชคช่วย ผมค้นพบหมู่บ้านนี้ด้วยความบังเอิญ โดยปากทางเข้านั้น แม้จะอยู่ลึกจากถนนใหญ่เข้าไปไกลโข แต่ก็นับเป็นโชคดีที่มีถนนดินแคบๆ ซึ่งถึงแม้จะสูงชันคดเคี้ยว แต่ก็ยังสามารถนำพวกเราเข้าไปถึงหมู่บ้านกลางป่าด้วยรถโฟร์วีลได้

เมื่อถึงหมู่บ้าน แม้ทีแรกบรรยากาศจะชวนอึดอัดด้วยเพราะชาวบ้านไม่เปิดใจให้กับคนแปลกหน้า จึงไม่ค่อยมีใครพูดจากับพวกผม ด้วยเหตุนี้ ผมจึงใช้วิธีทำความเข้าใจกับหัวหน้าหมู่บ้านถึงประโยชน์แลกเปลี่ยนในการที่จะนำกองถ่ายเข้ามาในพื้นที่ คราแรกหัวหน้าหมู่บ้านไม่เห็นด้วย หากด้วยเพราะฝีปากของพวกผม รวมถึงอำนาจเงินที่ได้มาจากเหล่าสปอนเซอร์ของรายการ ทั้งหมดทำให้หัวหน้าหมู่บ้านยอมชักจูงหว่านล้อม อธิบายให้เหล่าลูกบ้านเข้าใจถึงประโยชน์และความเจริญที่จะตามเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้

                …

                “พี่วัช ทำไมเสนอให้เงินเยอะขนาดนั้นล่ะ” ไอ้ก้อง ลูกน้อง ถามหลังจากที่ตัวผม ‘ธวัช’ ได้เสนอเงินก้อนกว่าครึ่งแสนให้หัวหน้าหมู่บ้าน จำนวนเงินมากขนาดนี้เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดต่อต้าน และตอนนี้พวกเรากำลังนั่งดื่มเหล้าขาวฉลองอยู่ในเต็นท์ที่พักห่างออกมาจากทางเข้าหมู่บ้าน โดยพรุ่งนี้พวกเราตั้งใจจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งข่าวดีแก่เจ้าของรายการ

                “โธ่...ไอ้ก้อง หมู่บ้านนี้โคตรน่าสนใจ มึงเห็นความเชื่อของพวกคนในหมู่บ้านไหมวะ แม่งไม่ธรรมดาเลยนะเว้ย” ผมอธิบายลูกน้องว่าเหตุใดหมู่บ้านนี้จึงคุ้มค่าต่อการลงทุน นั่นก็เพราะลัทธิความเชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้คือ การบูชาเจ้าป่าเจ้าเขา ซึ่งคอยปกปักรักษาชาวบ้านให้พ้นจากภยันตรายในไพรดิบ แต่ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าหมู่บ้านไหนๆ นั่นก็เพราะ เจ้าป่าของหมู่บ้านแห่งนี้ หาใช่มนุษย์หรือภูตผีเทวดาดังเช่นหมู่บ้านห่างไกลอื่นๆ ที่ผมเคยทำรายการไม่

                หากแต่เป็นสมิง!?

                “ใช่พี่ แปลกมากที่ชาวบ้านเชื่อว่าสมิงจะคอยปกปักรักษาหมู่บ้าน ต่างกับหมู่บ้านอื่นๆ ที่เราเคยสำรวจ สมิงมักจะเป็นตัวแทนของความชั่วร้าย หรือไม่ก็อันตรายจากป่าดงเสียมากกว่า” ไอ้ลพ ลูกน้องอีกคนที่นั่งฟังอยู่ด้วยออกความเห็น โดยตามตำนานที่พวกเราคุ้นเคย สมิงไพรมักปรากฏกายในร่างของเสือโคร่งที่กินมนุษย์!

                “สมิงที่หมู่บ้านนี้ไม่ใช่เสือ แต่กลับมีรูปร่างเหมือนคน” ผมเอ่ยพร้อมชี้ให้ลูกน้องดูรูปปั้นที่ทางเข้าหน้าหมู่บ้าน มันเป็นรูปปั้นของสมิงตามความเชื่อ ทว่ารูปปั้นนั้นไม่ใช่เสือ แต่เป็นรูปร่างของคนตัวใหญ่ๆ ที่มีขนยาวรุงรังตามร่างกาย หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ครึ่งลิงครึ่งคน’

                สำหรับผมแล้ว รูปปั้นนี้ดูน่ากลัวมากกว่าน่าเคารพ นั่นเพราะนอกจากรูปร่างที่น่าพรั่นพรึงแล้ว ส่วนขนหรือผมของรูปปั้นนั้น ผมเดาเอาว่าชาวบ้านได้นำขนสัตว์มาประดิษฐ์ตกแต่ง จึงทำให้รูปปั้นสมิงดูน่ากลัวและจริงจังราวกับมีชีวิต!?

                “โธ่พี่วัช ที่มีรูปร่างเป็นกึ่งๆ คน เพื่อมันจะได้เอากับมนุษย์ได้ไงครับ” ไอ้ก้องพูดไปทำหน้าทะเล้นไป ดูเหมือนฤทธิ์สุราเถื่อนในแก้วทำให้มันเริ่มคุยอย่างคึกคะนอง

                “เมาแล้วนะมึง!” ไอ้ลพพูดพร้อมหัวเราะ ผมส่ายศีรษะ นั่นเพราะสภาพทั้งไอ้ลพ ทั้งไอ้ก้อง ดูแล้วน่าจะเมาได้ที่พอๆ กัน ดีไม่ดี ผมเองก็อาจจะมึนเมาใกล้เคียงกับลูกน้อง...ก็แหม เหล้าป่าที่นี่แรงเสียจนคอแทบลุกเป็นไฟ

                แต่แม้สมองกำลังมึนด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ผมก็ยังนึกวิเคราะห์คำพูดของไอ้ก้อง...บางทีอาจมีส่วนถูกต้อง ในแง่ของความเชื่อ การที่สมิงมีรูปร่างเหมือนคน...ก็เพื่อจะได้สมสู่กับมนุษย์!? นั่นเพราะจากที่สอบถามคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน พวกเขาเล่าว่า ในรอบหนึ่งช่วงอายุคน จะต้องมีการสังเวยหญิงสาวพรหมจรรย์ในหมู่บ้านให้แก่สมิง ซึ่งการบูชายัญนั้น ไม่ต้องคร่าชีวิตใคร หากเพียงแค่หญิงสาวเครื่องบูชายัญนั้น จะต้องดำรงตนให้บริสุทธิ์ไปตลอดชีวิตจะหาไม่ และเมื่อหญิงสาวผู้เป็นเครื่องบูชายัญสิ้นอายุขัยลง คนในหมู่บ้านก็จะต้องเลือกหญิงสาวพรหมจรรย์คนใหม่มาแทน

               

                ...ในเวลาดึกสงัด ราวป่าภายนอกหมู่บ้านเงียบกริบ ไม่มีแม้เสียงหริ่งเรไรที่ออกหากินในเวลากลางคืน ผมกับลูกน้องรีบล้างหน้าล้างตาเพื่อให้สร่างเมา เสร็จแล้วจึงเก็บข้าวของ ยัดทุกอย่างเข้าหลังกระบะรถโฟร์วีล จากนั้นจึงรีบออกเดินทางตั้งแต่เที่ยงคืน โดยกะให้ถึงกรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายๆ โดยระหว่างทางพวกเราหยุดพักเสียครั้งหนึ่งที่น้ำตกห่างจากหมู่บ้านราวสิบกิโลเมตร หลังจากนั้นพวกเราจึงตั้งใจจะขับรวดเดียวให้ถึงกรุงเทพฯ

                ...ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดพลันบังเกิด

                ในเวลานั้น ผมจำได้ว่าดูนาฬิกาแล้วเป็นเวลาสักตีสอง แม้จะมีแสงสว่างจากไฟหน้า แต่รถยนต์ของพวกเราก็ยังต้องขับแล่นช้าๆ นั่นเพราะสภาพพื้นดินที่ขรุขระ อีกทั้งทัศนวิสัยกำลังแย่ลงเนื่องเพราะหมอกที่ลงจัด ระยะการมองไม่น่าจะเกินห้าถึงสิบเมตร แต่ที่แย่ยิ่งกว่าทัศนวิสัย นั่นก็คือตลอดสองข้างทางขนาบด้วยเนินสูงลาดชัน บางแห่งเป็นหุบเหวลึก

                “ขับระวังๆ นะไอ้ลพ” ผมเตือนลูกน้อง เงยหน้ามองดูดวงจันทร์ที่เห็นผ่านสายหมอกเพียงลางๆ

                ทันใดนั้น! รถยนต์ที่ผมนั่งอยู่เกิดสะบัดหมุนจากการเหยียบเบรกกะทันหัน

                “เฮ้ย! คนเดินตัดหน้า!” ไอ้ลพร้องลั่น ทั้งที่ผมไม่เห็นมีใครเดินตัดหน้ารถอย่างที่มันร้องโวยวาย แต่ช้าไปแล้ว รถที่เสียการควบคุมเหวี่ยงไปชนกับต้นไม้ การกระแทกอย่างรุนแรงทำให้ประตูด้านที่ผมนั่งอยู่เปิดออก! ที่สำคัญผมไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยเสียด้วย

                มันคงเป็นเคราะห์ร้าย! ที่บริเวณนั้นเป็นหุบเหวพอดิบพอดี ร่างของผมลอยหลุดออกจากตัวรถ ยังโชคดีอยู่บ้างที่ภายในหุบเหวยังอุดมสมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบไม้หนาทึบ ร่างของผมจึงไม่บอบช้ำมากนัก แต่อุบัติเหตุก็รุนแรงพอที่จะทำให้ผมสลบเหมือดในทันที

                และเมื่อฟื้นสติอีกครั้ง ผมจึงรับรู้ว่าตัวเองติดอยู่ที่คาคบไม้ แม้จะระบมไปทั้งร่าง แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ระยะที่ผมตกลงมานั้น ไม่ได้สูงมากนัก ผมจึงพยายามปีนต้นไม้กลับขึ้นไปบนถนนดิน ทว่าที่ตรงนั้นกลับไม่มีรถโฟร์วีลที่ผมนั่งมา

                ผมสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง แม้จะใจหายอยู่บ้างที่ต้องอยู่คนเดียวกลางป่าดิบ แต่ผมยังเชื่อมั่นในตัวลูกน้องทั้งสอง ว่าพวกมันจะต้องรอผมอยู่ข้างหน้า หรือดีไม่ดี สองคนนั้นอาจจะกำลังหาทางลงไปยังหุบด้านล่าง เนื่องเพราะเข้าใจผิดว่าผมตกลงไปถึงก้นเหว

                ...

                แกรก...แกรก...

            เสียงลากฝีเท้าผ่านใบไม้แห้งดังอีกครั้งหลังจากเงียบไปพักใหญ่ ผมตื่นจากภวังค์ความคิด มือคว้าปืนมาถือไว้ด้วยสัญชาตญาณถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าปืนยิงไม่ออก สายตาสอดส่ายไปทั่วเพื่อระวังภัยที่อาจเร้นกายอยู่ในความมืด และในวินาทีนั้นเองที่หางตาของผมเหลือบไปเห็นบางอย่างที่มีสีขาวๆ สิ่งนั้นวูบไหวหลบอยู่หลังแมกไม้สีดำทะมึน ผมหันไปมองด้วยใจเต้นรัว เงาสีขาวที่เหลือบเห็นทางหางตานั้น...ราวกับเคยได้เห็นที่ไหนมาก่อน

                แต่เมื่อหันไปมองตรงๆ กลับมีเพียงแค่ป่าทึบที่ฉาบทับด้วยสีดำ!?

                “ใครซ่อนอยู่วะ? ออกมาสิโว้ย! ” ผมตะโกนอย่างไม่อาจควบคุมสติ ปืนที่มีศักยภาพเพียงท่อนไม้กราดไปมาซ้ายขวาเพื่อขู่อาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญ

                ไม่มีเสียงใดตอบกลับ ไม่มีเงาสีขาวที่ลอบขยับวูบไหว ไม่มีแม้ร่างใครที่แอบเร้นในความมืดแห่งราวป่า กระนั้นราวกับพนาไพรอาถรรพ์เกิดมีชีวิตขึ้นในบัดดลนั้น กิ่งไม้ใบไม้รอบทิศพลันขยับเคลื่อนราวกับกำลังโอบล้อมยังตัวผม บางทีอาจเป็นเพียงแค่กระแสแรงลม หากแต่ในเวลานั้น ผมตื่นกลัวจนเกิดอุปาทานสติแตก ความรู้สึกหวาดผวาราวกับป่าปิศาจแห่งนี้กำลังรุกไล่เพื่อเอาชีวิต

                หนี!

                คำสั่งจากสมองส่งตรงถึงทุกเซลล์ในร่างกาย ผมต้องหนีให้พ้นจากป่าปิศาจแห่งนี้ ไพรดิบที่เปี่ยมด้วยมายาอาถรรพ์...แม้ไม่อยากเชื่อ แต่มันกำลังเกิดขึ้นต่อหน้า

                ผมวิ่งในป่าอย่างไม่รู้ทิศเหนือใต้ และแม้จะเคยได้ยินคำกล่าวของพรานไพร ว่าหากเมื่อหลงป่าในยามค่ำคืน อย่าได้วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไม่รู้ทิศ เพราะจะทำให้ยิ่งหลงทางไปไกลมากขึ้น รวมถึงอาจประสบอุบัติเหตุตกเหว แข้งขาหัก หรือแม้กระทั่งพบกับสัตว์ร้ายที่หากินกลางคืน แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ต้องหนี! หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่อยู่กับที่ เพราะการอยู่เป็นเป้านิ่งอาจทำให้ผมต้องกลายเป็นเหยื่อเจ้าของเสียงฝีเท้าที่มองไม่เห็นตัว...แต่จะเป็นตัวอะไรนั้น ผมไม่อยากคิด

            หรือมันคือ...สมิง ?

                ผมสะบัดศีรษะให้ความคิดอันน่าสะพรึงหลุดพ้นจากสมอง เวลานี้การหนีให้พ้นจากป่าแห่งนี้ ย่อมมีความสำคัญที่สุด และหนทางที่จะรอดพ้นได้ คือการค้นหารถยนต์ให้เจอ

            แกรก...แกรก...แกรก...

                เสียงฝีเท้าปรากฏอีกครั้ง คราวนี้ผมมั่นใจว่า เสียงนั้นตามติดผมมาในระยะไม่ห่าง แม้ไม่เข้าประชิด แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ‘มัน’ ไม่ยอมปล่อยให้ผมหนีได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนล้า แม้ความเจ็บปวดจากการประสบอุบัติเหตุจะคุกคามต่อเนื่อง แต่ผมยังก็พยายามด้วยความหวังที่จะหารถยนต์ให้เจอ ก่อนที่ ‘มัน’ จะบุกเข้าประชิดตัว

                “ฮือ...ฮือ...ฮือ...” แว่วเสียงครางหรือไม่อย่างนั้นก็เป็นเสียงร้องไห้จากทิศทางด้านหลัง ผมตัดใจไม่หันไปดู โดยตั้งใจที่จะมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่รถน่าจะจอดรออยู่

                “ฮือ...ฮือ...ฮือ...” เสียงครางอีกครั้ง คราวนี้ดังชัดเจนราวกับอยู่ประชิดแผ่นหลัง ระยะห่างเท่าที่ได้ยินไม่น่าจะเกินสามสี่เมตร ถึงตอนนี้ แม้ไม่อยากหันไปมอง แต่ผมก็ยังตัดสินใจหันไป และในนาทีนั้นเองที่ผมเห็น...เห็นร่างขาวซีดลอยอยู่ในระยะไม่ห่าง! ร่างนั้นมีผมยาวรุงรังปลกคลุมใบหน้า!?

ให้ตายเถอะ! ผมแน่ใจว่าเคยเห็นร่างนี้มาก่อนอย่างแน่นอน!

ด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างปิศาจร้ายอย่างกะทันหัน ปืนสั้นในมือถูกยกขึ้นมาเล็งยิง แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ปืนไม่ต่างอะไรไปจากท่อนไม้

“เชี่ยอะไรวะเนี่ย” ผมสบถเสียงสั่น ร่างผมยาวขาวซีดลอยหายเข้าไปในเงาไม้อย่างรวดเร็ว แต่ผมรู้ดีว่ามันไม่ไปไหนหรอก มันจะตามติดผมไปตลอด จนกว่าผมจะหลุดพ้นจากป่าอาถรรพ์แห่งนี้ได้

...และราวกับคำขอสัมฤทธิ์ผล บัดนี้ผมวิ่งโผล่มายังพื้นที่โล่งๆ และที่ตรงนี้เองที่ผมได้พบรถยนต์โฟร์วีลของลูกน้องที่จอดรอ

“ไอ้ก้อง! ไอ้ลพ!” ผมดีใจร้องตะโกนเรียกลูกน้องก่อนที่จะก้าวพรวดๆ ไปยังรถ

ทว่าในนั้นมีเพียงร่างของไอ้ลพที่นั่งตรงคนขับ ร่างของมันซีดเผือดและแน่นิ่ง สาเหตุก็เพราะบาดแผลขนาดใหญ่ตรงหน้าท้อง แผลนั้นกว้างจนมองเห็นลำไส้และเครื่องในที่ไหลทะลักออกมา!?

“ไอ้ลพ...” ผมตะโกนเสียงดังด้วยความตกใจ กระนั้นก็ยังมีสติพอที่จะสอดส่ายสายตามองหาร่างของไอ้ก้อง ลูกน้องอีกคนหนึ่ง

ไม่มี! ไม่มีร่างของไอ้ก้อง?

“พี่วัช...พี่วัชหนีไป...” เสียงแผ่วเบาและคุ้นเคยดังมาจากอีกทางหนึ่ง ผมจำได้ว่าเป็นเสียงของไอ้ก้อง และเมื่อหันไปมองเต็มตา ผมถึงกับอ้าปากค้าง นั่นเพราะไอ้ก้องกำลังนอนหงายหายใจรวยริน หน้าท้องของมันมีแผลเปิดกว้าง เครื่องในและลำไส้ถูกทึ้งลากออกมาเป็นทางยาว

บาดแผลเหมือนกับของไอ้ลพ!?

ไม่ใช่แผลที่เกิดจากอุบัติเหตุ แต่เป็นแผลจากการกระทำของใคร...หรือของตัวอะไร!?

“ไอ้ก้อง!” ผมตะโกนลั่นอย่างลืมตัว

                มนุษย์ที่ไหนที่จะฆ่าแหวกท้องคนอื่น รวมถึงลากเอาเครื่องในออกมา เท่าที่ผมเคยทำรายการโทรทัศน์ ลักษณะการฆ่าอย่างนี้ หากไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตแล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตตามความเชื่ออีกอย่างหนึ่ง ที่จะฆ่าเหยื่อด้วยวิธีนี้

                มันคือสมิง!

                “ไอ้...ไอ้ก้อง! เดี๋ยว...เดี๋ยวกูไปช่วย! ” ผมบอกลูกน้องด้วยเสียงสั่นรัว

                “พี่...พี่วัชหนีไปเถิดครับ...ผมไม่ไหวแล้ว...” เสียงไอ้ก้องกระท่อนกระแท่นและขาดห้วง

                “ตะ...แต่...”

                “ผมเห็น...เห็นเหมือนที่...ไอ้ลพเห็น...” ก้องพยายามบอกบางอย่างกับผม

                “มึงเห็นอะไร ไอ้ก้อง!” ผมถามเสียงสั่น

                “ผู้หญิง...แค่ก...ผู้หญิงคนนั้น...แค่ก...มันเดินตัดหน้ารถ” ลูกน้องหมายถึงเหตุการณ์ที่ไอ้ลพ คนขับร้องลั่นก่อนที่จะหักพวงมาลัยเพื่อหลบอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนตัวผมกระเด็นหลุดออกจากรถ และนั่นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่ก้องจะสำลักเลือดออกมากองใหญ่ ร่างของมันกระตุกและสั่นเทิ้ม จากนั้นจึงแน่นิ่ง ไม่ขยับแม้แต่การหายใจ

                ‘ผู้หญิงคนนั้น’ คำพูดสุดท้ายของลูกน้องที่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทำให้ผมขนลุกวาบ เพราะผมรู้ดีว่าหมายถึงใคร และหากเป็นผู้หญิงคนที่ผมคิดจริง...นั่นอาจหมายถึงการกำลังเผชิญหน้ากับอาถรรพ์แห่งป่ามายา อาถรรพ์เรื่องเล่าที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะมีจริง

                และหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็เท่ากับผมหมดสิ้นหนทางหนี!

                “ฮิๆๆๆ” เสียงหัวเราะแหลมบาดหูดังจากทางด้านหลัง ผมหันขวับไปตามต้นเสียง คราวนี้จึงได้เห็นใบหน้าขาวซีดในระยะแทบจะประชิด

                “อย่า...อย่า...กลัวแล้ว...ปล่อยผมไปเถิด” ผมขอร้องด้วยเสียงสั่นเครือ ความกลัวแล่นฉิวจากปลายนิ้วเท้า วิ่งตรงขึ้นสู่สมอง นั่นเพราะบัดนี้ผมได้เห็นใบหน้าขาวซีดที่อยู่ใต้ผมรกรุงรังนั้น

                ใบหน้านั้นคือใบหน้าของหญิงสาวผู้ทำหน้าที่เป็นหญิงพรหมจรรย์...หญิงสาวผู้เป็นเครื่องสังเวยแก่สมิง เจ้าป่าตามความเชื่อของหมู่บ้าน

                “อย่า...อย่าเข้ามา” ผมร้องห้ามและกระโจนถอยห่าง นั่นเพราะแม้ใบหน้าซีดเซียวจะนิ่งเฉย หากแต่ริมฝีปากของผีร้ายกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงประดุจเลือด และที่สำคัญ...มันกำลังยิ้ม!?

อย่างไม่รอช้า ผมรีบหันหลังกลับเพื่อที่จะหนีให้พ้นจากอาถรรพ์แห่งสมิงไพร เหตุที่ผมตัดสินใจหนี นั่นก็เพราะผมมั่นใจว่าร่างหญิงสาวที่เห็นตรงหน้า...เธอไม่ใช่ ‘คน’ อย่างแน่นอน และสาเหตุที่ผมแน่ใจ นั่นก็เพราะ…

                ...

                เมื่อคืนที่ผ่านมา ระหว่างที่ผมกับลูกน้องกำลังดื่มเหล้าเพื่อฉลองที่สามารถโน้มน้าวให้หัวหน้าหมู่บ้านยอมทำสัญญาให้ถ่ายทำรายการได้ โดยหลังจากดื่มเสร็จ ผมตั้งใจที่จะรีบพักผ่อนเพี่อจะได้ออกเดินทางไม่เกินสายๆ ของวันรุ่งขึ้น

                จริงๆ แล้วมันควรจะเป็นเช่นนั้น หากผมไม่ได้เหลือบไปเห็นร่างงามในชุดสีขาวที่เดินห่างออกไปไม่ไกลนัก และคงเป็นเพราะความเมาสุราที่ทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ ผมกับลูกน้องจึงตรงเข้าไปหาเธอ แม้จะเห็นว่าหญิงสาวร่างบางตรงหน้า เป็นคนในหมู่บ้าน อีกทั้งยังเป็นหญิงพรหมจรรย์ที่เป็นเครื่องบูชาแก่สมิงที่ปกปักรักษาหมู่บ้าน

                ทว่าผมกับลูกน้องกลับไม่สนผิดชอบชั่วดี สุราที่ทำให้ขาดสติ ประกอบกับความชั่วร้ายและหื่นกระหายทำให้ผมลากหญิงสาวเข้าไปในป่าข้างทาง พวกผมวนเวียนตักตวงความสุขบนน้ำตาที่หลั่งไหลเป็นสายเลือด และกว่าจะรู้สึกตัว

                ผมก็พบว่าเธอตายเสียแล้ว!?

                ด้วยความกลัว เพราะหากชาวบ้านรู้เรื่องที่เกิดขึ้น พวกผมอาจต้องตายอยู่ที่นี่ ตายอยู่ในบ้านป่าเมืองเถื่อนเร้นลับที่กฎหมายยังเข้าไม่ถึง...เช่นนั้น พวกผมจะต้องหนีออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ผมและลูกน้องรีบเก็บของและนำศพของหญิงสาวขึ้นรถโดยเอาสัมภาระกองๆ ทับไว้เพื่อบังสายตา โดยจุดประสงค์ของผมก็คือการนำศพไปทิ้งยังน้ำตกที่อยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้าน

                เหตุการณ์น่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี...ถ้าหากไม่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน

                อุบัติเหตุ!? ผมรับรู้ถึงความจริงที่ปะติดปะต่อกัน ผมกับลูกน้องได้ทำการข่มขืนฆ่าหญิงสาวในหมู่บ้าน หลังจากหลบหนีออกมา ไอ้ลพและไอ้ก้องเห็นใครบางคนเดินตัดหน้าจนรถเสียหลัก โดยคำพูดก่อนตายของไอ้ก้อง มันบอกว่าเห็นผู้หญิงเดินตัดหน้ารถ...หรือ ‘ผู้หญิง’ ที่มันกล่าวถึงคือหญิงพรหมจรรย์ที่ผมกับลูกน้องฆ่า  และที่เลวร้ายยิ่งกว่า บัดนี้ผู้หญิงคนนั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้า!?

                “อย่า...อย่าเข้ามา” ผมร้องด้วยความตื่นตระหนก เมื่อร่างที่น่าจะตายไปแล้วกำลังสืบเท้าเข้าใกล้ ผมเห็นใบหน้าขาวนวลนั้นอย่างชัดแจ้ง ก็เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ผมกับลูกน้องยังช่วยกันโยนร่างไร้วิญญาณของเธอลงไปในน้ำตก ความเย็นชืดของผิวหนังแข็งกระด้างที่ผมสัมผัส เป็นเครื่องยืนยันว่าร่างนั้นเสียชีวิตไปแล้วอย่างแน่นอน

                ทว่าด้วยเหตุใดร่างที่ควรหมดลมหายใจไปแล้ว จึงกลับมายืนอยู่ต่อหน้า!

                “ช่วยด้วย...” ผมร้องขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งตอบรับคือป่าที่สั่นสะเทือนราวกับกำลังโกรธแค้น ผมรับรู้ด้วยสังหรณ์ว่าบางสิ่งบางอย่างที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าผีร้ายตรงหน้ากำลังจะมาถึง ด้วยเหตุนี้ ผมจึงรีบหันกลับเพื่อวิ่งหนีให้พ้น

                และแม้วิญญาณผู้เป็นเครื่องสังเวยจะไม่ไล่ตามผม แต่ป่าทั้งป่าราวกับเกิดอาเพศ กิ่งไม้ใบไม้พากันเขย่าโครมครามรุกไล่ สายลมที่เมื่อครู่หยุดนิ่ง บัดนี้กลับเคลื่อนไหวหมุนวนคล้ายบังเกิดพายุขนาดย่อมในป่ามายาแห่งนี้

                ผมหนีหัวซุกหัวซุนท่ามกลางความมืดแห่งไพรดิบ เป็นการวิ่งอย่างไม่รู้ทิศเหนือใต้ ปืนและโทรศัพท์พลัดหล่นไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจของทั้งสองสิ่งที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์เลยแม้แต่น้อย บัดนี้ผมแค่ขอให้ตัวเองรอดออกจากป่านี่ก็พอ

                ผมวิ่งหนีมาจนถึงลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านกลางหุบเขา พายุที่พัดกระหน่ำรุนแรงเริ่มผ่อนคลายสงบเบาบางลง ผมตัดสินใจที่จะหยุดพัก โดยคุกเข่าข้างลำธารเพื่อล้างหน้า รวมถึงวักน้ำดื่มกิน แต่ทันทีที่ลิ้นสัมผัสน้ำที่ควรเย็นสดชื่น

                น้ำในลำธารกลับมีรสชาติเหมือนเลือดสดๆ!? ผมถึงกับบ้วนน้ำนั้นทิ้งแทบไม่ทัน

                “พี่...วัช...” ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ พลันได้ยินเสียงเรียก เป็นน้ำเสียงที่คุ้นชินหู

                ท่ามกลางแสงจันทร์เลือนราง ผมเห็นร่างของไอ้ก้องกับไอ้ลพนอนแช่อยู่ทางต้นน้ำของลำธารที่ผมดื่มกิน ไส้ของมันทั้งสองทะลักออกมากองอยู่ในธารน้ำนั้น รสชาติของเลือดที่อยู่ในน้ำมาจากบาดแผลของสองอดีตลูกน้องนั่นเอง

                “อ้วกกกก!” ผมขย้อนคอรุนแรง แม้ไม่มีอะไรออก แต่ความคลื่นเหียนพลุ่งพล่านปั่นป่วนในกระเพาะ ภาพลำไส้โชกเลือดที่เห็นตรงหน้าทำเอาผมไม่อาจสะกดกลั้นอาการอาเจียนไว้ได้

                “พี่...วัช...พี่...ทิ้ง...ผม...ทำ...ไม” น้ำเสียงยานคางจากศพไอ้ลพ ผมตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อศพคนทั้งสองกำลังลุกขึ้นนั่ง!

                ผมรู้ว่าไม่ควรรีรอ รีบวิ่งหนีจากลำธารอย่างไม่คิดชีวิต นาทีนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโอดครวญถึงเรื่องความเหนื่อยล้า การหนีให้พ้นจากปิศาจร้าย นับเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

                ทว่าทิศทางของการหนี นอกจากกิ่งไม้ที่เริ่มสั่นไหวโครมครามอีกครั้ง ยังปรากฏร่างปิศาจหญิงสาวยืนขวางอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าซีดขาวของมันกำลังแสยะยิ้ม ทีแรกผมคิดจะวิ่งฝ่าไป แต่ในวินาทีต่อมา ผมกลับต้องเปลี่ยนใจ นั่นเพราะดวงตาของผีร้ายพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ รวมถึงลิ้นยาวแหลมที่ตวัดเลียริมฝีปากนั่น ทำให้ผมเลือกที่จะกระโจนไปยังอีกทิศทาง

                และนั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาด

                ผมน่าจะรู้ตัว...ว่ากำลังก้าวไปตามเส้นทางของกับดัก!

                นั่นเพราะบริเวณนั้นคือเนินเขา และเมื่อครู่ผมกำลังวิ่งอยู่บนสันของเนินดิน สองข้างทางซ้ายขวาเป็นทางลาดชัน ที่ไม่ว่าผมจะเลือกหลบมาทางฝั่งไหน ซ้ายหรือขวา ผมก็เป็นต้องกลิ้งลงมาจุกกระแทกอย่างในตอนนี้ กระนั้นเมื่อตั้งสติได้ จึงรีบยันตัวขึ้นเพื่อที่จะหนีให้พ้นจากผีนรก ทว่าความมืดแห่งพงไพรทำให้ผมคลำทางไม่เจอ และในเวลานั้นเอง ที่ผมสำเหนียกถึงความผิดปกติรอบตัว

                ต้นไม้เล็กใหญ่แห่งป่าอาถรรพ์พร้อมใจกันหยุดนิ่งในบัดดลนั้น ทั้งที่เมื่อครู่ต้นไม้ในป่าล้วนสั่นไหวราวกับต้องลมพายุ แต่บัดนี้การเคลื่อนไหวที่ราวกับไล่ต้อนจับตัวผมผู้เป็นเหยื่อนั้น ทั้งหมดต่างหยุดนิ่งโดยพร้อมเพรียงกัน

                มันคือความเงียบสนิท! เงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเอง!?

                ผมตัวสั่นด้วยไม่อาจคาดเดาสิ่งที่จะเกิดต่อไป จะมีสิ่งใดโผล่มาอีก ในเมื่อผมก็ได้เจอมาหมดแล้ว ทั้งผีผู้หญิงที่ผมฆ่าอำพรางศพ ทั้งวิญญาณลูกน้องทั้งสอง มันจะมีสิ่งใดที่ร้ายกาจไปกว่านี้

                “ฮื่ออออออออ!!” แว่วเสียงครางจากราวป่าข้างหน้า มันเป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและทรงพลังยิ่ง ผมตัวแข็งอ้าปากค้างด้วยความกลัว

                “ฮื่ออออออออ!!” เสียงครางเข้าใกล้มากกว่าเดิม ผมมั่นใจว่าเจ้าของเสียงอยู่ตรงหน้าในระยะห่างไม่เกินสิบก้าว!?

                “จะผีหรือคนก็เข้ามาเลย!” ผมทำใจดีสู้เสือตะโกนออกไปทั้งที่เสียงยังสั่น

                ราวกับจะรับคำท้า ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์อันน้อยนิด ผมเห็นพุ่มไม้หนาด้านหน้าถูกแหวกออก และสิ่งที่ผมเห็นเป็นอย่างแรก นั่นคือ...

                ให้ตายเถอะ! มันคือหัวคน!?

                ในความมืด ผมเห็นศีรษะที่มีผมเผ้ารุงรังยื่นออกมา จากนั้นร่างในท่าคลานสี่ขาของมันจึงค่อยๆ โผล่ออกมาให้เห็น ผมสาบานได้ว่า มันไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน เนื่องเพราะขนาดลำตัวที่หนาใหญ่ อีกทั้งขนยาวดำรุงรังนั่น มันราวกับครึ่งคนครึ่งลิง!

                ผมเบิกตากว้างในขณะที่ปิศาจตรงหน้ากำลังเปลี่ยนจากท่าคลานเป็นยืนสองขาอย่างมนุษย์ ใช่แล้ว! ผมจำได้! รูปร่างลักษณะตรงหน้า ผมเคยเห็นมาก่อนแล้ว

                ปิศาจครึ่งคนครึ่งลิง ผมยาวดำรุงรังเช่นเดียวกับขนที่ปกคลุมทั่วร่าง ใบหน้าสีดำบูดเบี้ยวนั้นเหมือนกับที่เห็นตรงทางเข้าหมู่บ้าน...เหมือนกับรูปปั้นสักการะ

                มันคือสมิง!?

                ผมเข่าอ่อน ตำนานเจ้าป่าผู้รักษาหมู่บ้านเป็นความจริง และที่ร้ายกว่านั้น ผมและพวกได้ฉุดคร่าหญิงสาวผู้เป็นเครื่องบูชาของปิศาจร้าย หมายความว่าผมจะต้องถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม...เหมือนกับไอ้ก้อง ไอ้ลพ

                ร่างสูงใหญ่สีดำทะมึนย่างสามขุมเข้ามาใกล้ สมิงปิศาจอ้าปากกว้างจนเห็นเขี้ยวขาววาววับ ผมขนลุกวาบเมื่อจินตนาการถึง ‘การกัดกิน’ ที่กำลังจะต้องเผชิญในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า 

                “ไม่นะ! อย่าเข้ามา! ” ด้วยความรักตัวกลัวตาย ผมพลันมีแรงฮึด หันหลังวิ่งหนีจากปิศาจร้าย แม้ไม่รู้ทิศทาง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ ให้มันกินเป็นของว่าง ผมวิ่งทะลุป่าอย่างรวดเร็ว ลืมกระทั่งความเจ็บปวด ลืมกระทั่งความเหนื่อยล้า ผมวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ขึ้นเนินลงเนิน ผ่านป่า ผ่านลำธารโดยไม่แวะ จุดมุ่งหมายมีอย่างเดียวคือหนีให้พ้น หนีออกจากไอ้ป่าบ้าๆ นี่เสียที

                ทว่า...ผมคงลืมไปว่าตนเองกำลังวิ่งอย่างไม่รู้ทิศ นั่นเพราะเบื้องหน้าของผม...คือรถโฟร์วีล! หมายความว่า ที่ผ่านมาผมวิ่งหนีเป็นวงกลม ป่าอาถรรพ์แห่งนี้ไม่ยอมให้ผมหลุดรอดออกไป

                “พี่...วัช...” เสียงยานคางจากซากรถที่ไม่สามารถขับเคลื่อน มันคือร่างของไอ้ก้องและไอ้ลพที่ค่อยๆ คลานกระดืบๆ ออกมา ผมเบือนหน้าหนี ด้วยเพราะสภาพศพของมันดูแย่ยิ่งกว่าตอนแรกเสียอีก นอกจากลำไส้และเครื่องในที่ถูกทึ้งกระจัดกระจายแล้ว ผมเห็นว่าแขนขาของมันก็ขาดๆ แหว่งๆ เหมือนกับโดนอะไรกัดกิน

                หรือสมิงกินศพของพวกมัน!?

                “ฮิๆๆๆ อย่า...หนี...อีก...เลย...” เสียงหัวเราะแหลมบาดหูจากทางด้านข้าง ผมหันขวับไปเจอหญิงสาวผู้เป็นเครื่องบูชายัญ หญิงสาวที่ผมฆ่าและนำศพไปโยนทิ้งที่น้ำตก

                ผมขาสั่น ยกมือไหว้ท่วมหัวพลางร้องขอชีวิต

                “ปล่อยผมไปเถอะ ผมขอโทษ และผมจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้”

                “ฮ่าๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะคือคำตอบ และที่แย่ยิ่งกว่านั้น ด้านหลังของปิศาจสาว ยังปรากฏร่างของสมิง ปิศาจร้ายแห่งป่ามายา ร่างดกดำครึ่งคนครึ่งลิงกำลังจับจ้องตัวผมด้วยแววตาสีแดงก่ำ

                “พี่...วัช...อย่า...หนี...เลย...” เป็นเสียงแหบพร่าของผีลูกน้อง น่าจะเป็นเสียงไอ้ลพ

                “พวกเรา...ถูก...หลอก...ตั้งแต่...แรก...” ผีไอ้ก้องพูดบ้าง

                “หมายความ...หมายความว่ายังไงวะ” ผมถามกลับ แม้จะกลัวพวกมัน แต่อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าพวกผีป่า ผีสมิงที่จ้องจะกินตัวผม

                “หมู่บ้าน...ของคน...ตาย...พวกมัน...ตาย...มานาน...แล้ว...” เสียงขาดๆ หายๆ ของผีลูกน้อง และนั่นทำให้ผมปะติดปะต่อเรื่องราวได้เลาๆ

                ผมจำได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ เคยมีรายการโทรทัศน์ พวกสารคดีที่เข้ามาสำรวจก่อนหน้า แต่ทีมงานเหล่านั้นไม่เคยได้กลับออกไป นอกจากนั้นผมยังรู้สึกถึงบรรยากาศเงียบงัน ไม่เป็นมิตรของคนในหมู่บ้าน ทีแรกผมนึกว่าเป็นเพราะเกลียดคนนอกที่เข้าไปรุกรานพื้นที่ของพวกเขา

                เป็นไปไม่ได้! ผมเถียงความคิดของตัวเอง ก็ผมยังคุยกับคนเหล่านั้น ผมยังได้คุยกับผู้ใหญ่บ้าน  แม้แต่ตอนที่ผมเสนอเงินห้าหมื่นบาทให้ผู้ใหญ่บ้าน แกยังทำท่าดีใจอยู่เลย

                และบัดนี้คำตอบที่ผมสงสัยกำลังปรากฏให้เห็นในความมืดสลัวของป่าดิบรอบด้าน ผมเห็นชาวบ้านในหมู่บ้านกำลังยืนคุมเชิงอยู่รายรอบ และนั่นรวมถึงผู้ใหญ่บ้านด้วย! ทว่าทั้งหมดที่ยืนล้อมผมอยู่นั้น มีร่างกายที่ขาดวิ่น บางคนแขนขาด บางคนขาขาด หลายต่อหลายคนเต็มไปด้วยบาดแผลเลือดโชก!

                พวกเขาตายแล้ว! ตายมานานแล้ว!?

                หรือจะเป็นตามที่วิญญาณลูกน้องบอก...มันคือหมู่บ้านของคนตาย!

                “ยอมถูกกินเพื่อเป็นทาสแก่เราเสียเถิด” วิญญาณหญิงสาวบอก ให้ตายเถอะ! ผมสาบานได้ว่าเห็นเขี้ยวขาววาววับจากปากนังปิศาจนั่น

                “เป็นทาส? ” ผมทวนคำ

                ร่างหญิงสาวพรหมจรรย์สีขาวซีด บัดนี้ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นขยายขนาดใหญ่ขึ้น เรือนร่างสวยงามที่เห็นเมือคืน บัดนี้มีขนสีดำกระด้างยาวปกคลุมรุงรัง

                ลักษณะคล้ายครึ่งคนครึ่งลิง!?

                “สมิง...” ผมครางออกมาเมื่อสามารถเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น บางทีหมู่บ้านที่ผมเข้าไปสำรวจ น่าจะเป็นหมู่บ้านที่เคยมีอยู่จริง หากแต่ทุกคนในหมู่บ้านได้เสียชีวิตไปจนหมด น่าจะเพราะสมิงปิศาจคู่นี้ที่ฆ่ากัดกินพวกเขา เหตุผลที่ผมคาดการณ์เช่นนี้ ก็เพราะคำพูดเมื่อครู่ ‘ยอมถูกกินเพื่อเป็นทาส’ อาจหมายถึง มนุษย์ที่ถูกสมิงกิน วิญญาณของพวกเขาจะต้องถูกจองจำ กลายเป็นทาสของปิศาจร้าย และเท่าที่เห็น ดวงวิญญาณชาวบ้านที่ยืนปิดล้อมตัวผมไม่ให้หนี ผมว่าน่าจะมาหมดทั้งหมู่บ้านเลยทีเดียว

                “อย่า...ขอร้อง...ปล่อยผมไปเถอะ…” ผมพยายามอ้อนวอนอีกครั้ง ทว่าสมิงทั้งสองตนแสยะยิ้มแยกเขี้ยว ก่อนที่สมิงร่างตัวเมียจะเอ่ยด้วยเสียงอันดัง

                “ไอ้คนชั่ว! มึงทำบาป ทั้งข่มขืน ทั้งฆ่า ทั้งโยนศพทิ้งน้ำตก แล้วจะมาร้องขอชีวิต!” นางสมิงย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ผมถอยกรูดด้วยความกลัว และนับเป็นโชคดีที่เท้าผมไปสะดุดกับบางสิ่งที่ตกอยู่บนพื้น

                ปืน!

                ไม่ใช่ปืนท่อนไม้ของผมที่ตกหายไปไหนไม่รู้ แต่เป็นปืนของไอ้ลพ! ผมเห็นทางรอดรำไร จึงรีบกระโจนไปคว้าปืนมาถือไว้ในมือ และแทบจะในเสี้ยววินาทีถัดมาที่ผมหันปากกระบอกปืนไปทางปิศาจทั้งสอง ก่อนที่จะกระหน่ำรัวไกปืนไม่ยั้ง

                แชะๆๆๆ

                ปืนยิงไม่ออก!? ผมรับรู้ถึงเหงื่อที่ชื้นเต็มฝ่ามือ คราวนี้ผมแน่ใจแล้วว่าการที่โทรศัพท์ใช้การไม่ได้ รวมถึงปืนทั้งสองกระบอกเกิดยิงไม่ได้พร้อมๆ กัน ไม่น่าจะเป็นเพราะคุณภาพปืนหรือเพราะกระสุนด้านหรอก

                หากแต่เป็นเพราะอาถรรพ์ของป่ามายา!

                ปิศาจสมิงก้าวเข้ามาใกล้ ผมเห็นเล็บแหลมคมพร้อมฟันขาววาววับในปากของมันแล้ว ถึงกับแข้งขาอ่อนไม่สามารถวิ่งหนีได้อีกต่อไป ผมจะต้องถูกพวกมันรุมทึ้ง กัดกินทั้งเป็น จากนั้นวิญญาณของผมจะต้องตกเป็นทาสของมันไปตลอดกาล

                ผมนึกภาวนาถึงพระเจ้าที่ไม่แน่ใจว่ามีจริงหรือไม่ อีกทั้งผมเองก็ไม่เคยเชื่อในตัวพระองค์เช่นเดียวกัน หากแต่ในวินาทีนี้เท่านั้น ที่ผมจะขอพรจากพระองค์ท่าน

                ผมยกปืนสั้นในมือขึ้นมาจ่อศีรษะตนเอง ภาวนาให้ปืนกลับมาทำงาน...ขอเพียงแค่หนึ่งนัดเท่านั้น ที่จะทำให้ผมหนีจากพวกมันได้

                แม้จะตาย แต่ผมจะหนีให้พ้นจากการถูกกิน และวิญญาณจะได้ไม่ถูกจองจำ

                ทว่า...แชะๆๆๆ...นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน

...

                ...

                แม้จะอยู่ในระยะไกลแต่ผมก็ยังมองเห็นคาราวานรถยนต์โฟร์วีลที่กำลังลัดเลาะเข้ามาในป่า ตราสัญลักษณ์ข้างรถนั้น ผมจำได้ว่าเป็นของผู้จัดละครค่ายหนึ่ง และยังไม่ทันที่รถจะเคลื่อนเข้ามาใกล้ หมู่บ้านร้างและทรุดโทรมพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นหมู่บ้านชุมชนกลางป่า จากนั้นผมจึงได้รับสัญญาณจาก ‘นายหญิง’ ให้ออกไปต้อนรับ ในขณะที่สมาชิกคนอื่นทำทีเป็นคนในหมู่บ้าน นายหญิงแสดงเป็นสาวพรหมจรรย์ ส่วนนายผู้ชายเดินไปหยุดอยู่ที่กลางหมู่บ้าน ยืนในลักษณะนิ่งราวกับรูปปั้น

                ผมเชื่อว่าคณะเดินทางผู้มาใหม่จะต้องตื่นตาตื่นใจกับรูปปั้นสมิง เจ้าป่าผู้ปกปักรักษาหมู่บ้านอย่างแน่นอน!

 

 

- จบ -

               

                 

 

                                 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น