อัปเดตล่าสุด 2019-02-05 10:02:11

ตอนที่ 11 มันอยู่ในรถ

สวัสดีครับทุกท่าน ผมเชื่อว่าสถานที่ส่วนตัวของแต่ละท่านน่าจะเป็นที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือรถยนต์ส่วนบุคคล หากแต่ถ้าเปลี่ยนเป็นจากรถยนต์ส่วนตัว มาเป็น รถกู้ภัย...รถที่ต้องนำพาร่างของผู้บาดเจ็บ รวมถึง ร่างไร้วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตล่ะ รถคันนั้นยังจะปลอดภัยอีกหรือไม่

                เรื่องราว สีดำในครั้งนี้ได้กล่าวถึงภารกิจของนักกู้ภัย ผู้ซึ่งต้องทำงานทั้งในเวลากลางวัน...และในเวลาวิกาล และสำหรับเรื่องสั้น มันอยู่ในรถเรื่องนี้ เคยได้นำเสนอมาแล้วในหัวข้อ ‘Nightlife คืนถึงฆาต เอาล่ะครับ เชิญทัศนาได้ตามอัธยาศัย

 

*******************************************************

 

มันอยู่ในรถ

 

                กระสอบหนาในมือของ ‘ภาณุ’ หนึ่งในอาสาสมัครสมาชิกหน่วยกู้ภัยกำลังถูก ‘เดชา’ รุ่นพี่คู่หูมัดปากด้วยเชือกอย่างแน่นหนา ภายในกระสอบสีทึบมีสิ่งมีชีวิตชนิดตัวยาวไม่มีขากำลังดิ้นขลุกขลัก ส่วนทางด้านข้าง ห่างจากสองหนุ่มกู้ภัยออกไปเล็กน้อย มีชายหญิงรวมทั้งเด็กเล็กที่น่าจะเป็นเจ้าของบ้านกำลังยืนลุ้นอยู่ กระนั้นใบหน้าของพวกเขาก็เปี่ยมไปด้วยความโล่งใจ นั่นเพราะเจ้าของบ้านได้แจ้งหน่วยกู้ภัยให้เดินทางมาช่วยจับงูเหลือมผู้บุกรุก! เรื่องที่ว่าหน่วยกู้ภัยกับงูเป็นของคู่กันนั้นท่าทางจะเป็นเรื่องจริง นั่นเพราะเพียงแค่ผ่านมาครึ่งเดือน สองหนุ่มคู่หูได้ถูกเรียกให้มาจับงูก็ปาเข้าไปตั้งห้าหกครั้ง!

                “เสร็จแล้วครับ” เดชาบอกเจ้าของบ้าน ก่อนที่จะหันไปบอกรุ่นน้อง นายภาณุผู้เป็นอาสาสมัครกู้ภัยให้นำกระสอบไปเก็บยังกระบะด้านหลังรถ ส่วนตัวเขาตั้งใจจะแนะนำวิธีป้องกันงูเข้าบ้านให้แก่เจ้าของบ้าน

                “เอ่อ...นี่ครับ ค่าแรง” เจ้าของบ้านยื่นธนบัตรใบละร้อยสองใบให้แก่เดชาเพื่อเป็นสินน้ำใจ นั่นเพราะพวกเขาจำเป็นต้องรบกวนหน่วยกู้ภัยให้มาช่วยจับงู ทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็นเวลาเกือบห้าทุ่ม ทว่าชายในชุดกู้ภัยเพียงแค่ยิ้มรับพร้อมส่ายศีรษะ

                “ขอบคุณครับ แต่พวกผมคงไม่สามารถรับไว้ได้ งานพวกนี้ถือเป็นหน้าที่ครับ ไว้ยังไงถ้ามีโอกาส เรียกใช้พวกผมได้โดยไม่ต้องเกรงใจนะครับ” เดชาทิ้งท้าย ก่อนโค้งคำนับอย่างสุภาพ เขาไม่ลืมอธิบายวิธีป้องกันงูให้กับเจ้าของบ้าน เมื่อเสร็จสิ้น เดชาจึงกล่าวคำลา จากนั้นก็เดินกลับมายังรถที่จอดห่างออกมาจากหน้าบ้านเล็กน้อย

                ทว่าก่อนที่จะถึงรถกู้ภัยราวๆ สักสิบเมตร ที่ตรงนั้น ภาณุกำลังยืนเก้ๆ กังๆ ในมือของชายหนุ่มยังมีกระสอบปุ๋ยมัดปากถุง...นั่นหมายถึง ถุงใส่งูยังไม่ได้ถูกนำไปเก็บที่รถ

                “ภาณุ ? ทำไมยังไม่เอางูไปเก็บที่รถ ?” รุ่นพี่ถามด้วยความสงสัย

                “ผม...เอ่อ...ผมไม่...ไม่กล้าครับ” รุ่นน้องตอบตะกุกตะกัก

                “ไม่กล้า ? ภาณุไม่กล้าอะไร ? งูก็อยู่ในกระสอบแล้วนี่ ?” เดชาถามด้วยน้ำเสียงเป็นเชิงกึ่งตำหนิ เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าอาสาสมัครอย่างภาณุจะกลัวงูที่อยู่ในกระสอบมัดปากเรียบร้อย

                “มะ...ไม่ใช่ครับ...ผมไม่ได้กลัว...ไม่ได้กลัวงู” รุ่นน้องตอบเสียงสั่น

                “อ้าว ? แล้วกลัวอะไร ?”

                คนถูกถามไม่ตอบ ได้แต่ชี้มือสั่นๆ ไปยังรถกู้ภัย เดชามองตามปลายนิ้วไปด้วยความสงสัย

                “รถ ? รถมีอะไร ?” รุ่นพี่หันมาถาม เขาพิจารณาที่รถดูคร่าวๆ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ

                “แต่เมื่อกี้ ตอนที่ผมเดินมาคนเดียว ผมเห็นเหมือน...เหมือนมีเงาใครไม่รู้นั่งอยู่ที่กระบะหลัง!” ชายหนุ่มหมายถึงส่วนกระบะท้ายที่ติดตั้งหลังคาไว้ น้ำเสียงและแววตาของภาณุจริงจัง ฟังแล้วน่าเชื่อได้ว่าไม่ได้ปั้นเรื่องโกหก

หากแต่ในเวลานี้ ด้านหลังกระบะไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว ไม่มีแม้แต่เงา!

“งั้นไปดูด้วยกันเลย” เดชาตัดบท เขาคว้ากระสอบใส่งู ก่อนจะเดินตรงไปยังรถกู้ภัย “ก็ไม่เห็นมีใครอยู่นะ”

ชายหนุ่มรุ่นพี่นำกระสอบใส่งูวางไว้ที่หลังรถ เสร็จสรรพจึงหันมาหารุ่นน้องที่ยืนหน้าซีดอยู่ห่างๆ

“สงสัยตาฝาดล่ะมั้ง” พูดเสร็จ เดชาจึงเดินไปขึ้นรถ ประจำที่นั่งตำแหน่งคนขับ ภาณุเห็นอย่างนั้น แม้เขาจะกลัว แต่ก็จำใจเดินไปขึ้นตรงที่นั่งข้างคนขับ

“แต่ผมเห็นจริงๆ นะพี่” ชายหนุ่มยังยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเห็น

“เห็นอะไร ยังไง ?” รุ่นพี่ถามพร้อมสตาร์ทรถเสียงดังกระหึ่ม

“ผู้หญิงครับพี่! เงาผู้หญิงผมยาวๆ นั่งอยู่ด้านท้าย!” ภาณุตอบตามจริง เสียงยังคงสั่นไหวด้วยอารมณ์ตื่นเต้น

เดชาเงยหน้าเพื่อดูกระจกมองหลัง แวบแรกที่มอง เขารู้สึกว่าตัวเองอุปาทานที่เห็นอะไรดำๆ วูบวาบ...ดูไปแล้วคลับคล้ายเส้นผม แต่เมื่อพินิจดีๆ อีกครั้งก็หาได้พบมีสิ่งแปลกปลอมแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มถอยรถเพื่อกลับลำ เดี๋ยวเขาจะขับรถกลับศูนย์บัญชาการหน่วย เอาถุงกระสอบงูไปฝากไว้ก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยให้สมาชิกที่เข้าเวรตอนเช้านำงูไปไว้ที่สวนสัตว์ต่อไป

“ผมว่าต้องใช่แน่ๆ” ภาณุพูดหลังจากเงียบอยู่พักใหญ่

“ใช่อะไร ?”

“ผู้หญิงที่ผมเห็นด้านหลังเมื่อกี้ไงครับ ต้องใช่แน่ๆ”

“แล้วใช่อะไรล่ะ ?” เดชาถามย้ำ สายตาเหลือบมองกระจกหลังอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ

“เอ่อ...ผมหมายถึง...เอ่อ...ผีน่ะครับ” ภาณุตอบเสียงอ่อยๆ

คราวนี้เดชาหันมามองรุ่นน้องตรงๆ เขาชะลอความเร็วของรถลงจนจอดสนิทที่ริมข้างทาง ชายหนุ่มหันมาพูดจริงจังกับรุ่นน้อง

“พี่ว่าเรื่องผีๆ สางๆ นี่มันไม่มีจริงหรอก”

“ตะ...แต่...” ภาณุพยายามจะอธิบาย

“ไม่มีแต่ล่ะ พวกรุ่นพี่เองก็ผิดเหมือนกันที่ชอบเล่าเรื่องผี จริงอยู่ที่งานของพวกเราต้องสัมผัสและเกี่ยวข้องกับผู้ประสบเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าบางคนก็โชคร้ายเสียชีวิต แต่นั่นก็เป็นคนตาย ไม่ใช่ผี” เดชาอธิบายยาว

ตึง!

เสียงอะไรหนักๆ ที่กระบะท้ายรถดังขึ้นทันทีที่เดชาพูดจบประโยค สองหนุ่มกู้ภัยมองหน้ากัน ก่อนจะหันกลับไปมองยังส่วนท้ายกระบะ

ว่างเปล่า…นอกจากถุงกระสอบใส่งูแล้ว ไม่ปรากฏสิ่งแปลกปลอมอื่นใดอีก

“เดี๋ยวพี่ลงไปดูเอง” เดชาพูดพร้อมกับเปิดประตูลงไปโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากภาณุที่นั่งตัวสั่นราวกับลูกนกต้องลมหนาว

เดชาเปิดไฟฉายกระบอกใหญ่ เขาส่องสำรวจไปมารอบตัวรถ ในยามวิกาลของบริเวณชานเมืองที่เขาจอดรถอยู่นั้นทั้งมืดทั้งเปลี่ยวใช่เล่น สำหรับชายหนุ่มแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าภูตผีวิญญาณก็คือโจรผู้ร้าย

ผลการสำรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ เดชาตรวจทั่วทั้งด้านหลังกระบะ ที่ล้อทั้งสี่ ด้านข้างรถ ตลอดจนด้านหลังรถ ชายหนุ่มนักกู้ภัยตรวจหากระทั่งรอยบุบที่ตัวถัง ด้วยเกรงว่าเสียงที่ดังเมื่อครู่อาจจะเกิดจากพวกปาหิน...แต่ก็ไม่พบอะไร

เดชายักไหล่ ก่อนที่จะเดินกลับมาขึ้นรถ ภาณุเองก็โล่งใจที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอม ด้วยเพราะหากเจอสิ่งเร้นลับแล้วล่ะก็...ตัวเขาคงได้วิ่งป่าราบเป็นแน่แท้

“ไป! กลับกันดีกว่า ดึกแล้ว” เดชาสตาร์ทรถแล้วขับออกไปในทันที

 

สองวันต่อมา เวลาบ่ายของวันศุกร์สิ้นเดือน...วันที่หน่วยกู้ภัยมักจะมีภารกิจมากที่สุด เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนจะเริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่ราวๆ สี่โมงเย็น และก็จะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มซาเอาตอนดึกดื่นเที่ยงคืน ด้วยเหตุนี้ ทุกวันศุกร์สิ้นเดือน รถกู้ภัยทุกคันจะต้องพร้อมใช้ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคนจะต้องเตรียมพร้อม

“ว่าไง ทุกคนพร้อมไหม ?” เดชาเดินเข้ามาทักทายกลุ่มรุ่นน้องอาสาสมัครที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่

“พร้อมครับพี่” ทุกคนตอบอย่างแข็งขัน รวมถึงภาณุที่นั่งร่วมวงอยู่ด้วย

“ว่าแต่คุยอะไรกันอยู่ ?” คนที่เป็นรุ่นพี่ถาม

“คุยเรื่องผีครับ รถกู้ภัยของพวกเรามีผี!” ใครคนหนึ่งในกลุ่มโพล่งขึ้น

“ไม่จริงมั้ง ? ผีเผอมีที่ไหน แล้วรถคันไหนล่ะ ?” เดชาค้านกลั้วเสียงหัวเราะ แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่ได้จริงจังอะไรมาก ขอเพียงให้รุ่นน้องเล่ากันแค่สนุกๆ อย่าให้ถึงกับกลัวจนถึงขั้นออกปฏิบัติงานไม่ได้เป็นพอ

“ก็รถคันนั้นไงครับพี่ คันที่ผมกับพี่ได้ยินเสียงตึงๆ นั่นไง” ภาณุรีบบอก เดชาเบิกตากว้างด้วยนึกถึงเสียงประหลาดในวันนั้น

“ความจริงยังมีพวกเราอีกหลายคนที่เจอเรื่องแปลกๆ ครับ เช่น ไอ้ทนต์ที่กลับจากลงเวรไปแล้ว ฝันว่าตัวเองกำลังขับรถคันนั้น ทีนี้ในฝัน ไอ้ทนต์มันเห็นผู้หญิงผมยาว เนื้อตัวเปื้อนเลือดนั่งหน้าซีดอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ” ภาณุเล่าเรื่องสยองที่เกิดขึ้นให้เดชาฟัง

“มีอีกนะครับ ไอ้พูเคยขึ้นเวร บังเอิญได้ขับรถคันนั้น ไอ้พูมันเจอเส้นผมยาวๆ ตกอยู่ด้านหลังรถ ทีแรกไม่คิดอะไร แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าตลอดทั้งคืนต้องมาไล่กวาดเส้นผมที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน” รุ่นน้องอีกคนในกลุ่มรีบรายงานสิ่งที่ตนได้รับรู้

“ที่ร้ายสุดนะครับพี่ ไอ้สินเคยขับรถไปที่เกิดเหตุ ขากลับเพื่อนคู่หูแวะห้องน้ำที่ปั๊ม ทิ้งไอ้สินไว้เพียงคนเดียว เท่านั้นล่ะแจ๊กพ็อตเลยครับ มันเห็นทางกระจกมองหลัง...เห็นผีผู้หญิงนั่งก้มหน้าเลือดท่วมตัว!” อีกหนึ่งรุ่นน้องไม่ยอมน้อยหน้า ดูเหมือนว่าตอนนี้ ต่างคนต่างก็จะพยายามเล่าสิ่งที่ตนเองรู้ ให้เดชาผู้เป็นรุ่นพี่ฟัง

“เฮ้ย! โอเวอร์น่ะ!” เดชาที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีร้องขึ้น

“จริงๆ นะพี่ อีกอย่างนะครับ พวกผมวิเคราะห์กันแล้วว่าเหตุการณ์ประหลาดๆ พวกนี้มีแต่ผีผู้หญิง เหตุมันน่าจะเริ่มมาจากวันนั้นน่ะครับ” ภาณุพยายามบอกถึงสิ่งที่เขาและเพื่อนคิด

“วันไหน ?” รุ่นพี่ถามอย่างสนใจ

“วันที่พวกเราใช้รถคันนี้ไปรับศพผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกฆ่าในคอนโดฯ ไงครับ”

เดชาถึงกับเลิกคิ้วเมื่อรุ่นน้องพูดถึงคดีฆาตกรรมที่ผ่านมาไม่นานนี้ แน่นอนชายหนุ่มย่อมจำได้ นั่นเพราะสภาพศพของเหยื่อช่างน่าเวทนายิ่ง โดยเฉพาะบาดแผลที่แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมของฆาตกร นั่นคือบริเวณอกและหน้าท้องของหญิงสาวถูกของมีคมจำนวนมากแทงและกรีดคว้านจนลึกถึงอวัยวะภายใน นอกจากนั้นตามลำตัว แขน ขา ยังเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผลอันเกิดจากของมีคมกรีด แน่นอนว่าใบหน้าถูกฟันยับ!

หรือเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทำร้าย ดวงวิญญาณของเธอจึงยังวนเวียนอาฆาต ?

“แต่พวกเราก็ทำบุญไปแล้วนี่” เดชาหมายถึงการนิมนต์พระมาทำบุญสะเดาะเคราะห์ ซึ่งจริงๆ แล้วการทำบุญก็จัดทำตั้งแต่หลังเกิดคดีเพียงวันสองวันเสียด้วยซ้ำ

“ใช่ครับ แต่วิญญาณยังอยู่ พวกเราในที่นี้ยืนยันได้” ภาณุยืนยันว่าตัวเองและเพื่อนๆ ได้สัมผัสวิญญาณจริง

“ผมว่าผู้หญิงคนที่ตายน่าจะต้องการสื่อสารอะไรบางอย่าง บางทีอาจจะอยากได้บุญ” ใครคนหนึ่งเสนอความคิดเห็นอย่างออกรส จากนั้นแต่ละคนต่างแสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ เดชาได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอาใจ นี่หน่วยอาสาสมัครกู้ภัยที่เขาสังกัดมีแต่คนเชื่อเรื่องงมงายมากขนาดนี้เชียวหรือ

“แต่ผมว่าผีตนนั้นอาจจะโมโหพวกเราก็ได้” ภาณุเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งฟังคนอื่นอยู่นาน คราวนี้ทุกคนเงียบและหันมามองคนพูดเป็นตาเดียวกัน

“โกรธพวกเรา ? ทำไมล่ะ ?” ชายหนุ่มคนหนึ่งถาม

“ผมจำได้ว่าวันที่พวกเราไปรับศพ ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น บางทีอาจเพราะศพถูกห่อไม่แน่นหนา รวมถึงจังหวะนั้นก็พอดีกันกับที่รถกู้ภัยขับตกหลุม…”

“ศพก็เลยกลิ้งลงมากองกับพื้นรถ! กลิ้งตกลงมานอนคว่ำหน้า!” ภาณุเล่าต่อ แน่นอนว่าเดชาเองก็จำเหตุการณ์ที่ว่าได้ดี นั่นเพราะในวันนั้นเขาทำหน้าที่เป็นคนขับรถ เดชายังจำภาพเลือดและเครื่องในที่ทะลักจากบาดแผลตรงหน้าท้อง เลือดไหลนองเปรอะเปื้อนเต็มพื้นรถ!

และนั่นคือที่มาว่าเหตุใดหน่วยกู้ภัยจึงต้องรีบทำบุญสะเดาะเคราะห์กันครั้งใหญ่

“ไม่จริงหรอก พี่ว่าพวกเราอุปาทานกันไปเอง” เดชายังคงยืนยันความคิดเรื่องที่ว่า ‘ผีไม่มีจริง’

“เอ้า! อย่ามัวแต่คุยกันเลย มีงานเข้ามาสามสี่งานแล้ว” เจ้าหน้าที่วิทยุประจำศูนย์เดินออกมาพร้อมแฟ้มกระดาษ เขาเอางานมาแจกตามที่ได้รับการประสานจากเครือข่ายกู้ชีพ

เหตุการณ์หลังจากนั้นก็คือทุกคนมัวแต่ยุ่งกับภารกิจ ซึ่งแน่นอนว่ามีอุบัติเหตุมากมายสมกับเป็นคืนวันศุกร์สิ้นเดือน อุบัติเหตุมีตั้งแต่ทะเลาะวิวาท รถจักรยานยนต์แฉลบ กระทั่งรถชนกัน โชคดีที่คืนนี้ยังไม่มีใครเสียชีวิต และก็เป็นที่แน่นอนว่าทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งอาสาสมัครกู้ภัย ทุกคนล้วนแต่ทำงานกันอย่างเต็มที่ เดชาและภาณุได้จับคู่ร่วมงานกันอีกครั้ง และรถกู้ภัยคันที่ทั้งสองใช้ก็เป็นคันเดิม

...กระทั่งเวลาห้าทุ่มเศษ สองคู่หูหน่วยกู้ภัยที่เสร็จสิ้นภารกิจกำลังขับรถลัดเลาะเข้าในซอยซึ่งจะนำกลับสู่ศูนย์บัญชาการ

“เดี๋ยวแวะกินข้าวต้มไหมภาณุ ทำงานตลอดเลยชักหิวแล้ว” เดชาผู้เป็นคนขับเอ่ยชวน

“ดีครับพี่” ภาณุตอบด้วยความดีใจ ด้วยเพราะตอนนี้กระเพาะของเขาก็กำลังร้องโครกครากอยู่เช่นกัน การทำงานช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในคืนวันศุกร์สิ้นเดือนช่างทำให้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มทน แต่ก็นั่นแหละ การได้ช่วยเหลือผู้คน...เหนื่อยอย่างไรก็คุ้ม

ตึง!

เสียงบางอย่างหนักๆ กระแทกที่ส่วนท้ายกระบะ สองหนุ่มมองหน้ากันด้วยความสงสัย เดชาชะลอรถลงเพื่อเตรียมลงไปดูสิ่งผิดปกติ

“พี่เดชาครับ! ผะ...ผม...ผมว่าพี่อย่า...อย่าลงรถ...อย่าจอดรถดีกว่าครับ” ภาณุละล่ำละลักพูด

“ทำไมล่ะ ? พี่จะลงไปดูเสียงตึงตังอะไรเมื่อกี้”

“ผม...ผมว่าพวกเรากำลังโดน...โดนดีอีกแล้วล่ะครับ”

“เรื่องผีอีกแล้ว  ผีไม่มีจริงหรอกน่า” หนุ่มรุ่นพี่พูดพลางหัวเราะในลำคอ

ตึง!

เสียงอะไรบางอย่างกระแทกพื้นกระบะอีกครั้ง เดชาชะลอความเร็วและเบนรถเข้าจอดชิดขอบถนนด้านซ้าย

“พี่อย่าจอดเลยครับ...พี่...พี่จำซอยนี้ไม่ได้...ไม่ได้หรือครับ” ภาณุปากคอสั่น ถึงตอนนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก

“ซอยนี้ ? ซอยนี้มีอะไร ?” เดชาถามงงๆ เขาเองก็เคยขับรถซอกแซกไปมาหมดแล้วทุกตรอกซอกซอย ถนนเล็กๆ เส้นนี้ก็เป็นเพียงถนนเส้นหนึ่งที่เขาใช้ขับผ่านเป็นบางครั้ง

ตึง!

เสียงท้ายรถดังขึ้นอีกหนึ่งคำรบ ภาณุหันไปด้านหลังเพื่อมองส่วนท้ายกระบะผ่านทางกระจกใส เงาวูบวาบสีดำพาดผ่านหางตาไปในเสี้ยวของวินาที

“เหวอ!” ภาณุร้องเสียงหลง

“เฮ้ย! ใจเย็นๆ เป็นอะไรไปวะ ?” เดชาตะโกนเพื่อเตือนสติรุ่นน้อง

ภาณุไม่ตอบ เขาชี้มือไปด้านหน้า ห่างจากจุดที่รถจอดอยู่ราวๆ สักห้าหกเมตร ตรงนั้นคือคอนโดมิเนียม บรรยากาศของคอนโดฯ ที่ควรจะคึกคัก ทว่าตอนนี้กลับมืดมิดเหมือนไม่มีใครอยู่อาศัย ไฟที่สว่างมีเพียงแค่ตรงริมประตูรั้ว แม้แต่ยามที่ป้อมก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน

“พี่...คอนโดฯ นี้ที่เรามาวันก่อน...วันก่อนไงครับ” ภาณุพูดพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น

บางอย่างวาบขึ้นมาในความคิด ใช่! คอนโดฯ นี้เขาและภาณุเคยมาปฏิบัติหน้าที่ มันเป็นการนำส่งศพหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม หน้าอกและช่องท้องของเหยื่อถูกแทงและกรีดคว้านจนลึก ทุกวันนี้ฆาตกรใจโฉดยังคงลอยนวล! และที่ทำให้เดชาจำได้แม่นก็คือการมัดศพที่ผิดพลาด เมื่อรถเข้าโค้งตกหลุม ศพหญิงสาวจึงหล่นตกจากเปล...เสียงดังตึง

เสียงดังตึง ? หรือว่าเสียงตึงตังที่กระบะท้ายตลอดเวลาที่ผ่านมามันคือ...

“พะ...พะ...พี่เดชา...ข้าง...ข้างหน้า...ข้างหน้าครับ” ภาณุพูดเสียงสั่นระรัว เดชามองไปด้านหน้าตามที่รุ่นน้องบอก

ท่ามกลางความมืดของถนนเบื้องหน้า แสงไฟจากริมรั้วคอนโดฯ ผนวกกับไฟจากหน้ารถกู้ภัยทำให้เดชาเห็นเงาใครบางคนที่ยืนแอบอยู่ริมโคนเสาไฟฟ้า

เงาของผู้หญิงผมยาว ?

หนุ่มกู้ภัยรุ่นพี่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ส่วนภาณุไม่ต้องพูดถึง นั่งตัวสั่นเอามือปิดตาแน่น นี่ถ้าเป็นลมได้ คงเป็นลมไปแล้ว เดชาตัดสินใจเปิดไฟสูงเพื่อพิสูจน์ข้อกังขา

ไม่มี!

ตรงมุมเสานั้นไม่มีใครยืนอยู่ทั้งนั้น! ?

“อะไรกันวะ ?” เดชารู้สึกงุนงงยิ่ง เพราะเมื่อครู่ ทั้งเขา ทั้งภาณุเห็นชัดเจนว่ามีเงาคนยืนอยู่ และเมื่อชายหนุ่มยังไม่หายสงสัย เขาจึงเปิดประตูลงไปดู

“พี่...พี่อย่าลงไปเลย” ภาณุร้องเสียงหลงทั้งๆ ที่ยังเอามือปิดตา ทว่าเดชาไม่ฟังเสียง เขาลงจากรถและเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ทว่าทุกอย่างก็เป็นเหมือนที่เห็นจากในรถ...นั่นคือไม่มีใครอยู่ในมุมมืดนั่น!

“ตาฝาดหรือ ?” ชายหนุ่มพึมพำแล้วหันกลับมายังรถ “เฮ้ย!” คราวนี้เดชาร้องลั่นเพราะภาพที่เห็นตรงหน้า นอกจากนายภาณุที่นั่งตัวสั่นตรงเบาะข้างคนขับแล้ว เขายังเห็นบางอย่างที่ไม่ควรมี นั่นคือหากมองเลยเบาะนั่งผ่านกระจกใสที่ติดตั้งไว้เพื่อมองส่วนกระบะท้าย เวลานี้...แท้จริงแล้วไม่ควรมีสิ่งใด ไม่ควรมีใครอยู่ด้านหลัง

ทว่า...เขากลับเห็นผู้หญิงที่ด้านท้ายกระบะ!

แม้ไม่เห็นใบหน้าชัด ทว่าผู้หญิงที่เห็นมีผมยาว ที่สำคัญ เดชรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา เขาจำได้ว่าผู้หญิงที่โผล่ตรงท้ายกระบะมีรูปร่างลักษณะที่เหมือนกับศพที่เขาเคยมารับที่คอนโดฯ แห่งนี้!

“พะ...พี่...พี่เดชา...พี่เห็น...เห็นอะไร ?” ภาณุหน้าตาตื่นเมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของรุ่นพี่ ชายหนุ่มรุ่นน้องเหลียวกลับไปมองด้านหลัง จากนั้นจึงหันมองสลับไปมาระหว่างด้านหลังรถกับใบหน้าของเดชา ดูเหมือนว่าภาณุจะไม่สามารถรับรู้ในสิ่งที่รุ่นพี่มองเห็นได้

ราวกับต้องมนต์สะกด เดชาสาวเท้ามายังรถกู้ภัย เขาเดินไปด้านข้างซึ่งเป็นหน้าต่างกระจกใส และขยับเมื่อเข้าไปใกล้ ชายหนุ่มจึงสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าร่างลึกลับในท้ายรถนั้นเป็นหญิงสาวที่ตายไปแล้ว…ผู้หญิงที่ถูกฆ่าอย่างทารุณคนนั้น  หนำซ้ำพวกเขายังพลาดปล่อยให้ร่างของเธอกลิ้งหล่นลงจากเปล!

นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มยอมรับว่า ‘ผี’ มีจริง

เดชายืนขาสั่นอยู่ข้างรถกู้ภัย กระจกข้างที่ใสทำให้ชายหนุ่มมองเห็นรายละเอียดของวิญญาณในรถได้อย่างชัดเจน หนุ่มกู้ภัยตัวแข็งเกร็งด้วยความกลัว นั่นเพราะภาพที่เห็นช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก

วิญญาณหญิงสาวผมยาวกำลังนั่งก้มหน้า เลือดไหลเยิ้มท่วมทั้งศีรษะและเส้นผมที่ยาวกระเซอะกระเซิง ลำตัวแขนขามีแต่รอยเขียวฟกช้ำ และที่แย่ที่สุดก็เป็นอย่างที่เขาเคยเห็นสภาพศพ มีบาดแผลนับไม่ถ้วนที่ช่องอกและช่องท้อง ทุกแผลกำลังมีเลือดแดงฉานทะลักทลายนองเต็มพื้นรถ!

“ไปที่ชอบๆ เถอะ” เดชาเอ่ย แท้จริงแล้วเขาพยายามพูดเสียงดังฟังชัด ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับมีเพียงแค่ความแหบพร่า

ดูเหมือนวิญญาณในรถกู้ภัยจะไม่สนเดชา ร่างนั้นก้มๆ เงยๆ อยู่ที่กระบะท้าย ถึงตอนนี้ นอกจากเลือดที่ทะลักจากปากแผลจนเปรอะเปื้อนไปทั่วแล้ว ยังมีสิ่งอื่นที่ออกมาด้วย...นั่นก็คืออวัยวะภายในจำพวกลำไส้!

“อย่า...อย่ามาหลอกหลอนเลย ทำบุญไปให้แล้ว ไปเกิดเถอะ” เดชาที่ยืนตัวสั่นพยายามบอก ทว่าดูเหมือนจะไม่เป็นผล และถึงแม้จะอยู่ในอารมณ์หวาดกลัว กระนั้นชายหนุ่มก็ยังสามารถสังเกตได้ว่า นอกจากดวงวิญญาณหญิงสาวจะนั่งก้มหน้าแล้ว เธอไม่ได้อยู่นิ่งเสียทีเดียว แต่กำลังหันมองซ้ายมองขวา…

ราวกับกำลังหาของที่ทำตกไว้

“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ ?” เสียงตะโกนขัดจังหวะมาพร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้า…ยามประจำคอนโดฯ นั่นเอง

เดชาหันไปมองยามก่อนที่จะหันกลับไปดูที่ท้ายรถ ทว่าคราวนี้เขามองไม่เห็นวิญญาณดวงนั้นแล้ว ? ภาณุเองเมื่อได้สติก็รีบลงจากรถมายืนตัวสั่นข้างๆ รุ่นพี่

“เปล่าครับ พอดีรถดับน่ะครับ เมื่อครู่บังเอิญพี่ไม่อยู่ ผมเลยยังไม่ได้ขออนุญาต ว่าจำเป็นต้องจอดรถที่หน้าคอนโดฯ” เดชาแก้ตัว เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องผีๆ สางๆ

“อ๋อ...เมื่อครู่พี่เดินไปตรวจด้านหลังมาน่ะ ถ้าจะให้ช่วยอะไรก็เรียกแล้วกันนะน้อง” ยามพูดเสร็จจึงทำท่าเตรียมกลับเข้าไปที่ป้อมข้างประตู

“เอ่อ...ขอโทษครับ ผมอยากสอบถามเรื่องคดีเมื่อวันก่อน” หนุ่มรุ่นพี่ตัดสินใจถามยามที่น่าจะรู้เรื่องราวบ้างไม่มากก็น้อย

“ผู้หญิงที่ตายน่ะหรือครับ ? โอ๊ย! เฮี้ยนมาก! เจอกันทั่ว เจอกันจนคนในคอนโดฯ ย้ายออกไปกันตั้งเยอะ” เป็นคำตอบที่ทำให้สองหนุ่มรู้ว่าเพราะเหตุใดคอนโดฯ จึงเงียบเหงาร้างผู้คน “นี่ผมก็ว่าจะลาออกเหมือนกัน ไม่เคยเจอหรอก แต่ยังไงมันก็เสียวๆ อยู่น่ะครับ” ยามพูดพร้อมทำท่ากอดอกตัวสั่น เดชายิ้มแห้งๆ ก็เมื่อครู่เขาพึ่งจะเจอมาสดๆ ร้อนๆ

แต่ทำไม…ทำไมวิญญาณต้องมาที่รถกู้ภัย ?

“น่าสงสารนะครับ ต้องมาโดนแฟนฆ่า เห็นว่าหึงหวงกัน คนร้ายมันใจอำมหิตจริงๆ นะ นี่ผมได้ยินข่าวลือด้วยนะว่าผู้หญิงที่ตายน่ะกำลังตั้งท้อง นี่แหละนะ ที่เขาว่าผีตายทั้งกลมน่ะเฮี้ยนมากๆ” ยามคุยไปเรื่อยเปื่อย

ดุจพุทธิปัญญาสว่างวาบ เรื่องราวทั้งหมดปะติดปะต่อกันด้วยจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย เหตุใดวิญญาณผีตนนี้จึงยังวนเวียนอยู่ที่รถกู้ภัย ทำไมผีตนนี้จึงนั่งก้มๆ เงยๆ ที่ท้ายรถเหมือนกับหาของ

...เหตุนั่นเพราะเธอท้อง

ทว่าเธอกลับถูกชายคนรักฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม เขาแทงและคว้านเข้าที่ท้องของเธอจนเป็นแผลขนาดใหญ่

และนับเป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าเชื่อ บังเอิญในวันที่ศพของหญิงสาวหล่นลงจากเปล เขาจำได้ว่าร่างของเธอหล่นในสภาพคว่ำหน้า ปากแผลที่หน้าท้องขนาดใหญ่ทำให้เลือดและเครื่องในทะลักเปรอะเปื้อนกระบะหลัง!

เช่นนั้น...จึงไม่แปลกหากจะมี ‘บางอย่าง’ ที่หลุดออกมาด้วย

เดชาไม่รอช้า ชายหนุ่มรีบปีนขึ้นหลังกระบะในทันทีโดยมีภาณุและยามยืนงงๆ อยู่ และเพียงแค่ไม่ถึงสิบนาที ชายหนุ่มนักกู้ภัยก็เดินลงมาจากรถ

ในมือที่สวมถุงมือยางแล้ว เดชาถืออะไรบางอย่างไว้

มันคือก้อนเลือดก้อนเล็กๆ!

ก้อนเลือดนี้เดชาไปพบตรงซอกระหว่างถังออกซิเจนกับกระดานยกผู้ป่วย

“วิญญาณผู้หญิงคนนั้นคงตามหาสิ่งนี้อยู่” ชายหนุ่มพูดเสียงเครียด

“หรือว่า...มันคือ...” รุ่นน้องครางออกมา ภาณุเองก็เริ่มเดาเรื่องราวได้บ้างแล้ว

เหตุการณ์หลังจากนั้น หน่วยกู้ภัยรับอาสาเป็นเจ้าภาพจัดงานศพเล็กๆ ให้กับก้อนเนื้อ...ก้อนเนื้อที่อนาคตควรจะเติบใหญ่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข หากแต่ด้วยเคราะห์กรรมหนักหนาสาหัสจึงทำให้ไม่มีบุญวาสนาได้ถือกำเนิด งานศพถูกจัดที่หน่วยกู้ภัยพร้อมกับการทำบุญรถกู้ภัยอีกครั้ง หลังเสร็จพิธีที่เรียบง่าย ก้อนเนื้อจึงถูกฝากให้สัปเหร่อที่รู้จักมักคุ้นนำไปเข้าเตาเผาที่เมรุของวัด

และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครได้พบเจอดวงวิญญาณหญิงสาวคนนั้นอีกเลย  

 

-จบ-  

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น